มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 8 ขอความช่วยเหลือ (1)
บทที่ 8 ขอความช่วยเหลือ (1)
“แต่…แต่เพียงเรื่องแค่นี้ก็ไม่เห็นต้องรับนังนั่นเป็นบุตรีภรรยาเอกเลย! ยิ่งไม่เห็นต้องให้ย้ายไปอยู่เรือนเหมยฮวาร่วมกับท่านแม่ด้วย!” ฉู่ซือเยว่กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจอย่างถึงที่สุด เล็บยาวจิกเข้าที่ฝ่ามือจนห้อเลือด
ฉู่หยางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง นัยน์ตาคมวาวโรจน์ด้วยความสงสัยเช่นเดียวกัน ลึก ๆ ในใจเขาเองก็เคลือบแคลงไม่แพ้น้องสาว แม้เหตุผลเรื่องการปกป้องชื่อเสียงของสกุลฉู่และเพื่อตัวท่านพ่อจะดูสมเหตุสมผลไม่น้อย ทว่าการที่ท่านแม่ถึงกับให้ฉู่หลันย้ายเข้าไปอยู่ด้วยในเรือนส่วนตัวนั้น ดูจะใส่ใจและเมตตาเกินความจำเป็นไปมาก…
แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เขาไม่อาจหาคำตอบได้ในยามนี้ ฉู่หยางจึงเลือกที่จะเก็บงำความสงสัยไว้ภายในใจ แล้วเอ่ยเตือนน้องสาวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เจ้าอย่าไปมัวสนใจเรื่องเล็กน้อยนั้นเลย รู้เพียงว่าเรื่องนี้ท่านแม่ทำเพื่อปกป้องเราทุกคน หากเจ้ายังดึงดันที่จะไปคัดค้านท่านแม่ถึงเรือนเหมยฮวาในยามนี้ เกรงว่านอกจากจะไม่สำเร็จแล้ว เจ้าเองนั่นแหละที่จะถูกท่านแม่สั่งลงโทษหนักขึ้นไปอีก ในฐานะที่เป็นต้นเหตุของเรื่องวุ่นวายทั้งหมดนี้”
ฉู่ซือเยว่ได้สติขึ้นมาทันที เมื่อนึกถึงสายตาเฉยเมยของมารดาเมื่อวานนี้ ร่างกายของนางพลันเย็นเยียบไปชั่วขณะ นางรู้ดีว่าแม้ท่านแม่จะรักและตามใจนางมากเพียงใด แต่ก็มีขอบเขตที่ข้ามไม่ได้
หากท่านแม่ล่วงรู้ความจริงทั้งหมดว่านางคือผู้อยู่เบื้องหลังการยักยอกเงินของฉู่หลัน เห็นทีครั้งนี้นางคงไม่ได้จบลงเพียงแค่การคุกเข่าเป็นแน่
“นังฉู่หลันช่างน่าชังนัก! เมื่อใดมันจะหายไปจากสายตาข้าเสียที!”
ฉู่ซือเยว่พ่นลมหายใจออกมาอย่างหัวเสีย พลางสะบัดหน้าหนีด้วยความหงุดหงิดที่ทำสิ่งใดไม่ได้ดั่งใจ
ฉู่หยางเห็นน้องสาวเริ่มสงบลงแล้ว เขาจึงเอ่ยปลอบทิ้งท้ายอีกครั้ง “ไม่ต้องรีบร้อนไปเยว่เอ๋อร์ แม้นางจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรีภรรยาเอกในนาม แต่สุดท้ายสายเลือดในตัวนางก็ยังเป็นเพียงลูกอนุชั้นต่ำ ย่อมไม่อาจเทียบเคียงเจ้าได้ อย่ากังวลให้มากความไปเลย”
“ช่วงนี้พักรักษาตัวให้ดี แล้วหาโอกาสไปขอโทษท่านแม่เสีย เรื่องจะได้จบลงเพียงเท่านี้ ส่วนเรื่องอื่น พ่อและพี่จะจัดการเอง”
ฉู่ซือเยว่เม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะพยักหน้ายอมรับปากแต่โดยดี แม้ในใจจะยังเต็มไปด้วยเพลิงแค้นที่สุมอก และคำสาปแช่งที่พร่ำด่าฉู่หลันอยู่ทุกลมหายใจก็ตาม
เรือนเหมยฮวา
ภายในห้องทำงานของเรือนเหมยฮวา หลิวอันเซียงนั่งนิ่งสงบอยู่เบื้องหลังโต๊ะไม้แกะสลัก นางกำลังจัดการเอกสารการค้าอย่างเชี่ยวชาญ ปลายพู่กันตวัดลงบนสมุดบัญชีอย่างมั่นคง แสงแดดรำไรทอดผ่านหน้าต่างลงบนตัวเลขมหาศาลที่นางกำลังตรวจตราอย่างถี่ถ้วน ทุกจังหวะการพลิกหน้ากระดาษเนิบช้า แต่กลับแฝงไว้ด้วยความกดดันไม่คลาย
ทันใดนั้นเอง เถียนจื่อก็ได้ก้าวเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าของผู้เป็นนายอย่างนอบน้อม ก่อนจะรายงานสถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในเรือนกุ้ยฮวา
“เรียนฮูหยิน หลังจากที่คุณหนูใหญ่ฟื้นคืนสติได้ไม่นาน เมื่อทราบข่าวเรื่องคุณหนูรอง นางก็อาละวาดยกใหญ่ถึงขั้นทำลายข้าวของในห้องจนหมดสิ้น ทว่าเพียงไม่นานคุณชายใหญ่ก็ไปถึง และสามารถกล่อมให้คุณหนูใหญ่สงบลงได้ในเวลาอันสั้นเจ้าค่ะ”
หลิวอันเซียงได้ยินดังนั้นก็เพียงแค่ยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ทว่านัยน์ตาหงส์ยังคงจับจ้องตัวเลขในสมุดบัญชีไม่วางตา แววตาของนางนิ่งสงบดั่งผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น
นางรู้อยู่แล้วว่าทันทีที่ฉู่ซือเยว่รับรู้เรื่องการรับฉู่หลันเป็นบุตรีในนาม อีกฝ่ายย่อมไม่มีวันยินยอมและต้องบุกมาอาละวาดใส่ตนเองอย่างแน่นอน ตามนิสัยที่ถูกตามใจจนเสียคน ทว่ากลับเป็นบุตรชายคนดีของนางที่ออกหน้าควบคุมสถานการณ์ได้ทันท่วงที ทำให้ฉู่ซือเยว่ไม่กล้าล่วงเกินนาง
หมากตานี้นับว่าฉู่หยางเดินได้ดีและเยือกเย็นนัก
ช่างน่าเสียดายยิ่ง…
หลิวอันเซียงรำพึงในใจอย่างเย็นชา หากฉู่หยางปล่อยให้น้องสาวบ้าคลั่งจนบุกมาอาละวาดถึงเรือนเหมยฮวา นางย่อมใช้โอกาสนี้สั่งสอนและลงโทษอีกฝ่ายให้หนักขึ้นอีกครา เพื่อถอดเขี้ยวเล็บของฉู่ซือเยว่ให้หมดสิ้น
ทว่าในเมื่อหมากถูกเปลี่ยน นางก็ไม่คิดจะวู่วามพังกระดานแต่อย่างใด เพราะถึงอย่างไรนางก็ยังคงมีเวลาอีกมาก ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนแหวกหญ้าให้งูตื่น โดยเฉพาะกับบุตรชายคนนี้ของนาง
เพราะฉู่หยางนั้นไม่เพียงแต่เฉลียวฉลาด แต่เขายังมีไหวพริบและเจ้าเล่ห์ลึกซึ้งยิ่งกว่าบิดาอย่างฉู่จิ้งหยวนเสียอีก
เขาคือหมาป่าที่สวมหนังแกะได้อย่างแนบเนียนที่สุดในจวนแห่งนี้นั่นเอง…
เพียงไม่นาน หลิวอันเซียงก็เลิกสนใจเรื่องของสองพี่น้องคู่นั้น ก่อนจะเอ่ยถามถึงเรื่องสำคัญที่นางสั่งการไว้
“แล้วเรื่องของหลันเอ๋อร์เล่า เป็นอย่างไรบ้าง?”
เถียนจื่อมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อยขณะรายงานต่อ “บ่าวสืบพบตัวข้ารับใช้ที่เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการยักยอกเบี้ยหวัดทั้งหมดแล้วเจ้าค่ะ เพียงแต่…เมื่อจะสืบหาหลักฐานที่สาวไปถึงตัวตนที่แท้จริงของผู้บงการ กลับพบว่าหลักฐานทั้งหมดถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว แม้แต่บ่าวรับใช้คนสนิทที่รู้เห็นเหตุการณ์ในตอนนั้นก็ถูกขับไล่ออกจากจวนไปจนหมดสิ้นในชั่วข้ามคืนเจ้าค่ะ”
หลิวอันเซียงแค่นเสียงหึออกมาคราหนึ่ง นางวางพู่กันในมือลงก่อนจะเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย นัยน์ตาหงส์ทอประกายลุ่มลึกยากจะคาดเดาความหมาย
เรื่องนี้ไม่ต้องให้ใครบอก นางก็เดาได้ไม่ยากว่าคงไม่พ้นเป็นฝีมือของฉู่จิ้งหยวนหรือฉู่หยาง
สองพ่อลูกคู่นั้นต่างรักและเอ็นดูฉู่ซือเยว่ปานแก้วตาดวงใจ ย่อมไม่ยอมให้มีมลทินหรือหลักฐานใดมามัดตัวนางจนถูกลงโทษได้อีกเป็นแน่
ช่างเป็นครอบครัวที่รักใคร่ปรองดองกันเสียจริง…
นางอยากจะรู้นักว่าความรักใคร่ปรองดองที่ฉาบไว้ด้วยผลประโยชน์นี้จะคงอยู่ได้สักกี่น้ำกันเชียว
หากวันหนึ่งพวกเขาต้องเลือกระหว่างความอยู่รอดของตนเองกับคนที่รักในครอบครัว อสรพิษสามพ่อลูกนี้จะเลือกสิ่งใดกัน
จะยังคงรักและปกป้องกันต่อไป หรือจะพร้อมใจกันทอดทิ้งใครบางคนอย่างเลือดเย็น เฉกเช่นที่พวกมันเคยทำกับนางเมื่อชาติก่อนหรือไม่…
หลิวอันเซียงหลุบตาลงเล็กน้อยเพื่อบดบังประกายตาที่วาวโรจน์ พลางเหยียดยิ้มเย็นออกมาที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ชวนให้คนมองรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
“เห็นทีว่าคงถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนตัวบ่าวไพร่ในจวนทั้งหมดเสียแล้ว”
เถียนจื่อที่ติดตามผู้เป็นนายมานาน ย่อมเข้าใจในทันทีว่านายหญิงของตนหมายถึงสิ่งใด นางจึงก้มศีรษะลงรับคำอย่างนอบน้อมและหนักแน่น
“เจ้าค่ะฮูหยิน บ่าวจะจัดการให้เรียบร้อย”
หลิวอันเซียงพยักหน้าเป็นเชิงว่ารับรู้ แววตาของนางกลับมานิ่งสงบดั่งผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่นอีกครั้ง ก่อนจะถามต่อด้วยท่าทีสุขุม
“ยังมีเรื่องอันใดอีกหรือไม่?”
เถียนจื่อชะงักไปครู่หนึ่ง นางล้วงหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากสาบเสื้ออย่างระมัดระวังประหนึ่งเป็นของล้ำค่า แล้วส่งมอบให้ผู้เป็นนายด้วยสองมือ
“นี่เป็นจดหมายด่วนที่เพิ่งส่งมาจากหอหย่าฉาจูเจ้าค่ะ”
เพียงแค่ได้ยินชื่อสถานที่ หลิวอันเซียงที่เคยนั่งพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลายพลันเหยียดหลังตรงในทันที ร่างกายของนางตึงเครียดขึ้นมาอย่างฉับพลัน ใบหน้าที่เคยเฉยเมยราวกับรูปสลักกลับแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและจริงจัง
นางรับจดหมายมาด้วยใจที่เต้นระรัวด้วยความประหม่า นิ้วเรียวบางคลี่กระดาษออกอย่างสั่นเทา ก่อนจะกวาดสายตาไล่อ่านเนื้อความด้านในอย่างละเอียดถี่ถ้วนทุกตัวอักษร
ครั้นอ่านจบ มือบางของนางก็พลันสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุมได้ ความรู้สึกหลากหลายประดังประเดเข้าโจมตีหัวใจของนางในพริบตา ทั้งความหวังที่เริ่มผลิบาน ความหวาดหวั่นต่อสิ่งที่จะตามมา และความละอายใจอันหนักอึ้งจากเรื่องราวในอดีตที่นางเคยทำผิดพลาดไว้
“เถียนจื่อ…พรุ่งนี้เช้าเตรียมรถม้าให้พร้อม ข้าจะไปที่หอหย่าฉาจูด้วยตนเอง”
“เจ้าค่ะฮูหยิน”
เถียนจื่อก้มหน้าลงรับคำสั่งโดยไม่ซักไซ้ให้มากความ นางรู้ดีว่าจดหมายฉบับนี้สำคัญต่อฮูหยินเพียงใด ก่อนจะหมุนกายเดินออกจากห้องทำงานไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งให้หลิวอันเซียงจมอยู่กับความคิดเพียงลำพังภายในห้อง
เมื่อภายในห้องหลงเหลือเพียงตนคนเดียวแล้ว หลิวอันเซียงจึงก้มหน้าลงหลุบตามองลายมืออันแสนคุ้นเคยบนหน้ากระดาษอยู่นาน ปลายนิ้วเรียวลูบไล้ตัวอักษรเหล่านั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
โดยเฉพาะความคิดถึงจากก้นบึ้งของจิตใจ…