มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 8 ขอความช่วยเหลือ (2)
บทที่ 8 ขอความช่วยเหลือ (2)
เช้าวันต่อมา ท่ามกลางบรรยากาศภายในเรือนเหมยฮวาที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของโจ๊กธัญพืชที่เคี่ยวจนได้ที่และน้ำชาชั้นเลิศที่ส่งควันกรุ่น หลิวอันเซียงกำลังนั่งจิบชาด้วยท่วงท่าสง่างาม ทว่าดวงตาหงส์กลับลอบสังเกตท่าทางของฉู่หลันอย่างละเอียด
เด็กสาวที่นั่งฝั่งตรงข้ามดูเหมือนจะมีเรื่องหนักใจบางอย่างที่เก็บงำเอาไว้อยู่ นางกำตะเกียบในมือแน่นจนปลายนิ้วขึ้นสีขาวซีด แววตาฉายชัดถึงความลังเล สลับกับลอบมองมารดาบุญธรรมอยู่หลายครา ราวกับมีคำพูดนับพันที่ติดค้างอยู่เพียงในลำคอ
ในที่สุด ฉู่หลันก็รวบรวมความกล้าทั้งหมดเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย
“ท่านแม่เจ้าคะ…หลันเอ๋อร์มีเรื่องอยากจะขอร้องท่านแม่สักเรื่องได้หรือไม่เจ้าคะ?”
หลิวอันเซียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ นางวางจอกชาลงบนโต๊ะอย่างไม่รีบร้อนพลางคลี่ยิ้มบางด้วยความเอ็นดู นางนึกไม่ถึงเลยว่าเด็กสาวที่เคยขลาดกลัวผู้นั้น แม้แต่จะสบตาผู้คนก็ยังไม่กล้า วันนี้กลับเป็นฝ่ายรวบรวมความกล้าเอ่ยปากขอร้องนางก่อนเช่นนี้
“มีเรื่องอันใดรึหลันเอ๋อร์ ลองว่ามาเถิด หากแม่ช่วยได้ แม่ย่อมช่วยเจ้าแน่นอน”
ฉู่หลันสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความประหม่า นางก้มหน้าลงเล็กน้อยพลางเอ่ยอย่างอ้ำอึ้ง
“หลันเอ๋อร์อยากรบกวนท่านแม่ช่วยหาอาจารย์มาสอนศาสตร์ทั้งสี่แขนง ให้หลันเอ๋อร์ทีเจ้าค่ะ คือ…ข้าไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย”
คำขอที่คาดไม่ถึงนั้นทำให้หลิวอันเซียงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง นางมองเห็นนิ้วมือน้อย ๆ ของเด็กสาวที่บิดไปมาด้วยความกังวลอย่างชัดเจน ทางด้านฉู่หลันจึงรีบเอ่ยต่อราวกับกลัวว่าโอกาสนี้จะหลุดลอยไป
“เรื่องนี้หลันเอ๋อร์ครุ่นคิดมาทั้งคืนแล้วเจ้าค่ะ ในเมื่อท่านแม่เมตตารับข้าเป็นบุตรีภรรยาเอก หากวันข้างหน้าข้าต้องออกไปพบปะผู้คนแล้วไร้ซึ่งความรู้ติดตัว คนภายนอกย่อมต้องดูถูกท่านแม่ได้ว่าสั่งสอนบุตรสาวไม่ดี”
“ลำพังเพียงตัวข้าถูกดูถูกย่อมไม่เป็นไรเจ้าค่ะ แต่ข้าไม่อาจทนเห็นท่านแม่ต้องมาพลอยอับอาย เพราะความโง่เขลาของข้าได้จริง ๆ”
เมื่อได้ฟังเหตุผลอันแสนกตัญญูของเด็กสาว หัวใจของหลิวอันเซียงก็พลันกระตุกวูบ ความรู้สึกผิดอันหนักอึ้งแล่นปราดเข้ามาเกาะกุมใจทันที
นี่นางลืมเรื่องสำคัญเช่นนี้ไปได้อย่างไรกัน…
ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เพราะอคติที่นางมีต่ออนุหยางผู้เป็นมารดาแท้ ๆ ของฉู่หลัน นางจึงละเลยและเมินเฉยต่อการเติบโตของเด็กคนนี้อย่างสิ้นเชิง ยิ่งเรื่องการเชิญอาจารย์ชื่อดังมาอบรมสั่งสอนความรู้เฉกเช่นที่ฉู่ซือเยว่ได้รับประเคนมาตลอดนั้น นางไม่เคยแม้แต่จะให้ความสนใจเสียด้วยซ้ำ
“หลันเอ๋อร์…”
หลิวอันเซียงเอ่ยเสียงแผ่ว แววตาที่เคยนิ่งสงบดุจผิวน้ำบัดนี้กลับสั่นไหวด้วยความรู้สึกผิดอย่างปิดไม่มิด
“เป็นความผิดของแม่เองที่ละเลยเรื่องสำคัญเช่นนี้ไปเสียสนิท เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก ต่อจากนี้แม่จะคัดเลือกอาจารย์ที่เก่งกาจที่สุดในเมืองหลวงมาสอนสั่งเจ้าเอง”
ฉู่หลันที่เดิมทีหวาดกลัวว่าคำขอของตนจะสร้างภาระหรือความรำคาญให้มารดา เมื่อได้รับคำยืนยันที่เต็มไปด้วยไออุ่นเช่นนั้น นางก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ดวงตากลมโตแปรเปลี่ยนเป็นประกายมุ่งมั่น
“ขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ! หลันเอ๋อร์สัญญาว่าจะตั้งใจเรียน จะไม่ทำให้ท่านแม่ต้องผิดหวังหรืออับอายขายหน้าผู้ใดเป็นอันขาด”
หลิวอันเซียงเอื้อมมือไปลูบหัวเด็กสาวเบา ๆ ด้วยความเอ็นดูจับใจ ความรู้สึกที่อยากจะปกป้องและผลักดันเด็กคนนี้ให้ขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดเริ่มหยั่งรากลึกลงในใจ
“ไม่ต้องกดดันตนเองถึงเพียงนั้นหรอกเด็กดี ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นบุตรสาวของข้า ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาดูหมิ่นเจ้าได้ทั้งนั้น”
ฉู่หลันที่ได้ยินเช่นนั้น ก้อนหินใหญ่ที่เคยทับถมอยู่ในใจมาเนิ่นนานพลันสลายหายไปทันที ก่อนที่ความมุ่งมั่นอันแรงกล้าเข้ามาแทนที่ในแววตา
ท่านแม่ดีต่อนางถึงเพียงนี้ นางจะไม่มีวันทำให้มารดาต้องผิดหวังเป็นอันขาด!
หลังจากที่ทั้งสองคนแม่ลูกร่วมทานอาหารเช้าด้วยกันจนเสร็จสิ้นแล้ว ฉู่หลันจึงปลีกตัวกลับไปพักผ่อนที่เรือนด้านข้าง ส่วนหลิวอันเซียงเองก็กลับเข้าไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ในห้องส่วนตัว โดยมีเถียนจื่อก้าวเข้ามาประคองเสื้อคลุมผ้าแพรบุขนจิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์ขึ้นคลุมทับบนไหล่บางของนายหญิงอย่างเบามือ
หลิวอันเซียงกระชับปมเชือกที่ลำคอให้แน่นขึ้นพลางเอ่ยถามเสียงเรียบ
“รถม้าเตรียมพร้อมแล้วใช่หรือไม่?”
“เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน รถม้าจอดรออยู่ที่หน้าประตูจวนแล้วเจ้าค่ะ” เถียนจื่อเอ่ยตอบพลางเดินนำเพื่อเปิดทาง
หลิวอันเซียงก้าวเดินออกจากเรือนเหมยฮวาด้วยท่วงท่าที่สง่างาม ทุกย่างก้าวของนางเต็มไปด้วยความมั่นคงไร้ซึ่งความลังเล นางก้าวขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่ด้านหน้าจวนโดยมีเถียนจื่อคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
“ไปหอหย่าฉาจู”
สิ้นคำสั่ง รถม้าก็เริ่มเคลื่อนตัวออกจากจวนสกุลฉู่ มุ่งหน้าตรงไปยังย่านการค้าที่รุ่งเรืองที่สุดของเมืองหลวง
ขณะที่ล้อรถม้าบดไปตามถนนสายหลัก หลิวอันเซียงนั่งหลับตาพักผ่อนสายตาอยู่นั้น ทว่ามือภายใต้แขนเสื้อกลับกำชายเสื้อคลุมขนสัตว์ไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เพื่อระงับอาการสั่นน้อย ๆ ที่ปะทุขึ้นจากความประหม่าที่ซ่อนอยู่ลึกในใจ
เมื่อรถม้าหยุดลงที่หน้าหอหย่าฉาจู หอน้ำชาไม้เก่าแก่ที่ดูเคร่งขรึมและแฝงด้วยอำนาจลึกลับท่ามกลางความจอแจของย่านการค้า นางก็สูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อเรียกสติที่กำลังจะหลุดลอย ทางด้านเถียนจื่อเองก็ได้ลงไปเตรียมพร้อมนอกรถม้า ก่อนจะยื่นมือมาประคองนายหญิงลงจากรถม้าอย่างนอบน้อม
ทันทีที่ก้าวเข้าไปภายในหอหย่าฉาจู กลิ่นหอมกรุ่นของใบชาชั้นดีที่ถูกบ่มมานานหลายสิบปีก็โชยมาปะทะจมูก ช่วยให้ความวุ่นวายในใจสงบลงเล็กน้อย
เพียงไม่นาน เสี่ยวเอ้อร์ที่ดูมีการศึกษาผิดกับโรงเตี๊ยมทั่วไปก็ได้ก้าวเข้ามาต้อนรับด้วยกิริยาสุภาพเป็นอย่างยิ่ง เถียนจื่อจึงไม่รอช้า รีบเอ่ยบอกจุดประสงค์กับอีกฝ่ายทันที
“ฮูหยินสกุลฉู่มาพบเถ้าแก่ตามนัด”
เสี่ยวเอ้อร์ผู้นั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่แฝงความหมายลึกซึ้งออกมา จากนั้นเขาจึงผายมือเชื้อเชิญคนทั้งสองอย่างนอบน้อม
“เชิญฮูหยินทางนี้ขอรับ เถ้าแก่กำชับไว้แล้วว่า หากท่านมาถึงให้พาขึ้นไปที่ชั้นบนสุดทันที”
หลิวอันเซียงพยักหน้าเป็นเชิงว่ารับรู้ ก่อนที่ทั้งสองคนนายบ่าวจะเดินตามเสี่ยวเอ้อร์ผู้นั้นขึ้นบันไดไป โดยระหว่างทางพวกเขาได้เดินผ่านชั้นสองและชั้นสามซึ่งเป็นส่วนของแขกเหรื่อผู้มีอันจะกิน จนกระทั่งมาถึงบันไดลับที่มุ่งสู่ชั้นบนสุด เขตหวงห้ามที่เลื่องลือว่ามีเพียงผู้ที่เถ้าแก่ยอมรับเท่านั้นจึงจะก้าวล้ำขึ้นมาได้
บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงัดลงจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตนเองที่เริ่มติดขัด เมื่อถึงหน้าประตูห้องริมสุดทางเดิน เสี่ยวเอ้อร์ก็ค้อมกายลง
“เถ้าแก่รออยู่ด้านในแล้วขอรับ ข้าน้อยขอตัว”
หลิวอันเซียงยืนนิ่งอยู่หน้าบานประตูไม้นั้นเนิ่นนาน มือที่ยกขึ้นเตรียมจะผลักเข้าไปกลับค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ความทรงจำในชาติก่อนไหลย้อนกลับมาอย่างต่อเนื่อง
ภาพวันที่นางประกาศตัดขาดกับครอบครัวอย่างเลือดเย็น เพียงเพื่อจะแต่งให้ชายมักมากอย่างฉู่จิ้งหยวน
ภาพใบหน้าอันผิดหวังและโศกเศร้าของคนผู้นี้ที่นางไม่เคยหวนกลับไปมองมานานนับสิบปี ทำให้นางต้องหลับตาลงแน่น เพื่อสะกดกลั้นหยาดน้ำตาที่จวนจะหยดร่วงอยู่รอมร่อ
เมื่อสงบสติอารมณ์ของตนได้แล้ว นางจึงตัดสินใจผลักประตูเข้าไปอย่างแผ่วเบา
===========