มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 9 พ่อลูกพบหน้า (1)
บทที่ 9 พ่อลูกพบหน้า (1)
ภายในห้องกว้างขวางดูโล่งโปร่งสบายตา ตกแต่งด้วยข้าวของเรียบง่ายสะอาดตา แสงแดดรำไรทอดผ่านฉากกั้นไม้ฉลุลายเมฆามงคล ตัดขาดความวุ่นวายจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
กลางห้องนั้นมีบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งในอาภรณ์สีเข้มเรียบหรู กลิ่นอายรอบกายเขาดูสุขุมนุ่มลึก ทว่าแฝงด้วยความกดดันที่น่าเกรงขามจนหายใจลำบาก
เขากำลังนั่งอยู่เบื้องหน้ากระดานหมากล้อมไม้จันทน์หอม นิ้วมือเรียวยาวคีบเม็ดหมากสีดำวางลงบนกระดานอย่างใจเย็น โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน ราวกับกำลังจมดิ่งอยู่ในกลหมากที่ตนเองสร้างขึ้นเพียงลำพัง
หลิวอันเซียงจ้องมองเงาร่างที่แสนคุ้นเคยนั้นด้วยความรู้สึกที่ตื้นตันจนจุกอยู่ที่ลำคอ ความรู้สึกคิดถึงและคะนึงหาปะทุขึ้นมาจากส่วนลึกของจิตใจอย่างไม่อาจห้ามได้อีกต่อไป
ขณะเดียวกัน ราวกับบุรุษผู้นั้นจะสัมผัสได้ถึงสายตาของใครบางคนที่จับจ้องมา เขาจึงค่อย ๆ ละสายตาจากกระดานหมาก เงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือนอย่างเชื่องช้า
ทันทีที่นัยน์ตาคมสบเข้ากับดวงหน้าของหลิวอันเซียง รอยยิ้มอันแสนอบอุ่นที่คุ้นเคยก็พาดผ่านใบหน้าที่เริ่มปรากฏร่องรอยแห่งกาลเวลา มือหนาวางเม็ดหมากในมือลงอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“มาแล้วหรือ…มาสิ มาเดินหมากเป็นเพื่อนพ่อสักตา”
เพียงคำว่า ‘พ่อ’ และท่าทีที่ดูราวกับเฝ้ารอคอยการกลับมาของนางอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ก็เพียงพอที่จะทำให้กำแพงในใจของหลิวอันเซียงพังทลายลงอย่างไม่เป็นท่า นางเม้มริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด ขอบตาหงส์ร้อนผ่าวขึ้นมาในฉับพลัน ความเข้มแข็งและเกราะกำบังที่นางเพียรสร้างขึ้นยามต้องเผชิญหน้ากับคนสกุลฉู่ กลับมลายหายไปสิ้นเมื่ออยู่ต่อหน้าชายผู้นี้
หญิงสาวพยายามข่มกั้นหยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันและสำนึกผิดไม่ให้ร่วงหล่น ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวเดินเข้าไปหาบุรุษผู้เป็นเสาหลักที่แท้จริงในชีวิตอย่างเชื่องช้า โดยที่สายตายังคงจับจ้องใบหน้าที่เปื้อนยิ้มนั้นไม่วางตา ด้วยเกรงว่าหากกะพริบตาเพียงคราเดียว ภาพตรงหน้าจะมลายหายไปราวกับฝันตื่นหนึ่ง
เมื่อก้าวมาหยุดอยู่เบื้องหน้าอีกฝ่าย หลิวอันเซียงหาได้ทรุดกายลงบนเก้าอี้เพื่อเริ่มเดินหมากตามคำเชิญชวนไม่ แต่นางกลับคุกเข่าลงกับพื้นเบื้องหน้าบิดาอย่างไม่ลังเล ก่อนจะเปล่งเสียงที่สั่นพร่าจนแทบขาดห้วงออกมา
“ท่านพ่อ…ลูกอกตัญญูนัก ขอท่านพ่อโปรดอภัยให้ลูกที่ดื้อรั้นคนนี้ด้วยเถิดเจ้าค่ะ!”
หลิวม่อหรันทอดมองภาพบุตรสาวเพียงคนเดียวที่กำลังสะอื้นไห้จนตัวโยนอยู่เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกใจหาย เขาไม่รอช้า รีบก้าวเข้าไปประคองร่างที่สั่นเทาของแก้วตาดวงใจขึ้นมาอย่างทะนุถนอม
“อันเซียง ลุกขึ้นเถิดลูกรัก พ่อไม่เคยโกรธเคืองเจ้าเลยสักนิด ไม่พบกันเนิ่นนานถึงเพียงนี้ มานั่งลงคุยกับพ่อให้ดี ๆ เถิดนะ”
ถ้อยคำอ่อนโยนที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความเมตตาเช่นเคยในอดีต ยิ่งตอกย้ำความเจ็บช้ำในใจของหลิวอันเซียงให้เพิ่มพูนมากกว่าเดิม หยาดน้ำตาพลันรื้นขึ้นมาอีกระลอกใหญ่
ทั้งที่ในอดีตชาตินางเคยดื้อรั้นจนน่าตาย เมินเฉยต่อคำเตือนสติด้วยความหวังดีของเขา ซ้ำร้ายยังเป็นฝ่ายเอ่ยปากตัดขาดสายสัมพันธ์ฉันท์พ่อลูกอย่างเลือดเย็น เพื่อหนีตามบุรุษมักมากและไร้ค่าผู้นั้นไปโดยไม่หันหลังกลับมามอง
ทว่าบิดาตรงหน้ากลับไม่ได้เอ่ยปากตำหนิแม้เพียงครึ่งคำ ไม่แม้แต่จะขุดคุ้ยเอาความผิดพลาดอันโง่เขลาในหนหลังมาถือสาหาความ หรือแสดงท่าทีปั้นปึ่งใส่นางเลยแม้แต่น้อย
ซึ่งการกระทำที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความเมตตานี้เอง กลับยิ่งทำให้นางรู้สึกละอายใจจนแทบไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบสายตาอันอบอุ่นคู่นั้น
ขณะเดียวกัน ทางด้านหลิวม่อหรันที่อาบน้ำร้อนมาก่อน เขาย่อมอ่านความนึกคิดของบุตรสาวได้ทะลุปรุโปร่ง จึงถอนหายใจออกมาแผ่วเบาด้วยความสงสาร ก่อนจะเอ่ยปลอบนางอีกคราด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
“เจ้าอย่าได้เก็บเอาเรื่องที่ผ่านไปแล้วมาบั่นทอนใจตนเองเลยอันเซียง เรื่องในอดีตก็ปล่อยให้มันไหลผ่านไปกับกาลเวลาเถิด สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพ่อคือปัจจุบันที่เจ้ากลับมาหา และอนาคตที่เราจะก้าวเดินไปต่างหาก”
เพียงชั่วพริบตา หลิวอันเซียงราวกลับกลายเป็นเพียงเด็กน้อยในวันวานผู้แสนเปราะบาง นางมักจะงอแงให้บิดาต้องคอยตามปลอบประโลมไม่ผิดเพี้ยนจากภาพจำเมื่อสิบปีก่อน
นางพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟังพลางใช้ปลายนิ้วซับน้ำตาที่นองหน้าอย่างแผ่วเบา พยายามสูดลมหายใจเข้าปอด เพื่อข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านให้กลับมาสงบนิ่งดังเดิม ก่อนจะยอมนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามตามคำชวนของบิดา
หลิวม่อหรันบรรจงรินชาหอมกรุ่นที่ยังคงกรุ่นไอความร้อนส่งให้นางอย่างใส่ใจ สายตาที่เขาใช้จ้องมองใบหน้าแดงก่ำของบุตรสาวเต็มไปด้วยความอ่อนใจระคนเอ็นดูจับใจ
แม้กาลเวลาจะหมุนเปลี่ยนไปเนิ่นนานเพียงใด และแม้ว่านางจะเติบใหญ่จนกลายเป็นมารดาของคนอื่นแล้วก็ตาม ทว่าในสายตาของคนเป็นพ่อ หลิวอันเซียงก็ยังคงเป็นเด็กน้อยตัวเล็ก ๆ คนเดิมที่เขาอยากจะกางปีกปกป้องไว้ในอ้อมอกชั่วนิรันดร์
“ชาถ้วยนี้ พ่อสั่งคนให้เตรียมไว้รอเจ้ามาตลอดหลายปี ในที่สุดวันนี้ก็ได้ส่งถึงมือเจ้าเสียที”
หลิวม่อหรันเอ่ยพลางยิ้มละไม รอยยิ้มนั้นคือแสงสว่างที่เยียวยาแผลเป็นในใจของหลิวอันเซียงให้เริ่มตกสะเก็ดและจางหายไปในที่สุด
หลังจากที่หลิวอันเซียงสงบสติอารมณ์ลงได้แล้ว นางจึงเงยหน้าขึ้นสบตากับบิดาอีกครั้ง แววตาที่เคยสั่นไหวรื้นน้ำตาบัดนี้กลับแทนที่ด้วยความหนักแน่นและจริงใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางเอ่ยคำขอโทษจากก้นบึ้งของหัวใจ
“ท่านพ่อ ลูกรู้ซึ้งแล้วว่าตนเองในอดีตนั้นโง่เขลาเพียงใด เป็นท่านพ่อที่มองคนออกล่วงหน้า แต่ลูกกลับตามืดบอดไม่ยอมรับฟังคำเตือนแม้เพียงครึ่งคำ”
หลิวม่อหรันมองใบหน้าที่แฝงไปด้วยความขมขื่นของบุตรสาวเพียงคนเดียวแล้วพลันใจอ่อนยวบ ทว่าลึก ๆ ในใจกลับอดกังวลไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วนางไปเผชิญกับสิ่งใดมากันแน่
เหตุใดสตรีที่เคยดื้อรั้นและบูชาความรักปานจะแหกกฟ้าดินเช่นนาง ถึงกลับตาสว่างขึ้นมาได้ในชั่วข้ามคืน เขาจึงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
“เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ หรือว่าฉู่จิ้งหยวนรังแกเจ้า?”
หลิวอันเซียงนิ่งอึ้งไปชั่วอึดใจ นางไม่รู้จะเริ่มต้นเล่าถึงความโหดเหี้ยมอำมหิตในชาติก่อนอย่างไรดี เพราะมันดูเหลือเชื่อเกินกว่าที่ใครจะยอมรับได้ เพียงแค่นึกถึงภาพตนเองถูกแขวนคอท่ามกลางสายตาเฉยเมยของสามี ความแค้นที่เคยกดข่มไว้ก็ปะทุขึ้นจนนัยน์ตาหงส์ทอประกายวาวโรจน์ชั่ววูบ
นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มกลั้นอารมณ์เอาไว้ ก่อนจะเลือกตอบเลี่ยงคำถามนั้นไปอย่างแนบเนียน
“ยามนี้ลูกรู้ซึ้งแล้วเจ้าค่ะว่าฉู่จิ้งหยวนไม่ใช่คนดีอย่างที่คิด แท้จริงเขาก็เพียงเห็นแก่ทรัพย์สินเงินทองของลูกเท่านั้น ลูกหลงเชื่อใจคนผิดมานานหลายปี บัดนี้ลูกได้ตาสว่างแล้ว”
“แม้จะน่าอายนักที่ต้องซมซานกลับมาหาท่านพ่อในสภาพนี้ แต่ลูกอยากจะขอความช่วยเหลือจากท่านพ่อเจ้าค่ะ ลำพังเพียงกำลังของลูกในยามนี้ ย่อมไม่อาจโค่นล้มฉู่จิ้งหยวนได้”
หลิวม่อหรันไม่ได้ตอบคำถามนั้นในทันที พลางจ้องมองบุตรสาวตรงหน้าอย่างพินิจ แม้นางไม่ยอมบอกเล่าความจริงทั้งหมด ทว่าหัวอกคนเป็นพ่อมีหรือจะสังเกตไม่เห็นร่องรอยแห่งความเจ็บช้ำ ความสิ้นหวัง และเพลิงแค้นที่อัดแน่นอยู่ในอกของนาง
สิ่งเหล่านั้นปรากฏชัดในดวงตาเพียงชั่ววูบ แต่มันกลับรุนแรงจนเขาสัมผัสได้ถึงไอสังหาร
===========