มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 9 พ่อลูกพบหน้า (2)
บทที่ 9 พ่อลูกพบหน้า (2)
หลิวม่อหรันหลุบตาลงเล็กน้อยพลางยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า ท่าทีสุขุมลุ่มลึกจนยากจะคาดเดาความนึกคิด
ขณะที่ความเงียบดำเนินไป หัวใจของหลิวอันเซียงก็เริ่มสั่นคลอนด้วยความกังวล แม้บิดาจะกล่าวว่าไม่ถือสาความหลัง ทว่าการขอให้บิดาก้าวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ถือเป็นความเสี่ยงครั้งใหญ่ เพราะแม้สกุลหลิวจะมั่งคั่งล้นฟ้า แต่หาได้มีอำนาจในราชสำนักไม่ การจะงัดข้อกับขุนนางกรมยุติธรรมอย่างฉู่จิ้งหยวน ย่อมต้องคิดอ่านอย่างรอบคอบที่สุด
หลิวม่อหรันนิ่งเงียบอยู่นาน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับบุตรสาวอีกครั้ง ทว่าคราวนี้แววตาที่เคยโอบอ้อมอารีกลับแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมกดดันจนน่าเกรงขาม
“อันเซียง บอกพ่อมาตามตรงเถิดว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่”
คำถามนั้นทำให้หลิวอันเซียงใจสั่นสะท้าน นางรู้ได้ในทันทีว่าคราวนี้ไม่อาจกลบเกลื่อนหรือโกหกบิดาได้อีกต่อไป หญิงสาวนิ่งงันอยู่สักพักคล้ายกำลังชั่งใจบางอย่างอยู่ จนกระทั่งในที่สุดนางก็ตัดสินใจได้
หลิวอันเซียงงถอนหายใจออกมาแผ่วเบาเพื่อระบายความอัดอั้น ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงที่เลื่อนลอยคล้ายฝัน
“ท่านพ่อ…ท่านเชื่อในเรื่องอดีตชาติหรือไม่เจ้าคะ?”
หลิวม่อหรันยังคงมีสีหน้านิ่งสงบเช่นเดิม ทว่าแววตาของเขากลับสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าให้สัญญาณ “เจ้าพูดต่อสิ”
“ความจริงแล้ว ลูกเคยผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่งเจ้าค่ะ”
หลิวอันเซียงหยุดเว้นวรรค สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บปวดที่ตีตื้นขึ้นมาในอก นางไม่ได้สังเกตเห็นท่าทีที่ชะงักไปเล็กน้อยของบิดาแม้แต่น้อย ก่อนจะเริ่มบอกเล่าความจริงที่แสนอัปยศออกมา
“ในชาติก่อน ลูกถูกฉู่จิ้งหยวนร่วมมือกับบุตรทั้งสองของเขา วางแผนใส่ร้ายว่าลูกคบชู้สู่ชายจนชื่อเสียงป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี ลูกถูกบีบให้รับความผิดที่ไม่ได้ก่อ และสุดท้ายต้องจบชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยวภายใต้ผ้าขาวผืนเดียว…”
“ในตอนนั้นเองที่ลูกได้รู้ว่าฉู่จิ้งหยวนไม่ใช่บุรุษผู้ทรงธรรมอย่างที่ใครเขาว่ากัน เขาเป็นเพียงปีศาจเห็นแก่ตัวที่โลภในทรัพย์สินและอำนาจของลูกเท่านั้น พอหมดประโยชน์ เขาก็พร้อมจะเขี่ยลูกทิ้ง ใช้ร่างลูกเป็นหินรองเท้าเพื่อเหยียบย่ำไปสู่เป้าหมาย”
นัยน์ตาหงส์วาวโรจน์ด้วยเพลิงแค้นเมื่อเอ่ยถึงจุดที่เจ็บปวดที่สุด “ไม่ใช่เพียงเขา…แม้แต่บุตรทั้งสองที่ลูกอุ้มท้องมาเกือบสิบเดือน พวกเขากลับเป็นหมาป่าเลี้ยงไม่เชื่องที่ร่วมมือกับบิดาวางแผนฆ่าลูกอย่างเลือดเย็น!”
“เมื่อลูกลืมตาขึ้นมาอีกครั้งจึงพบว่าตนเองย้อนกลับมาเมื่อสองปีก่อน คราวนี้ลูกไม่ยอมให้ซ้ำรอยเดิมเป็นแน่ ลูกจะเอาคืนพวกมันทุกคนให้สาสมกับสิ่งที่เคยพบเจอ! ทว่าเบื้องหลังของสกุลฉู่ยังมีสกุลจ้าวคอยบงการ ลำพังเพียงกำลังของลูกย่อมยากจะรับมือไหว ลูกจึงอยากมาขอความช่วยเหลือจากท่านพ่อเจ้าค่ะ”
เมื่อได้บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกไป หลิวอันเซียงพลันรู้สึกเบาสบายอย่างประหลาด ราวกับได้ยกหินก้อนมหึมาที่กดทับอยู่ภายในใจออกไปเสียที บ่าที่เคยหนักอึ้งเพราะแบกความลับไว้เพียงลำพังพลันผ่อนคลายลง นางเงยหน้าขึ้นมองบิดาด้วยใจที่เต้นระทึก เพราะไม่อาจคาดเดาได้ว่าเขาจะเชื่อคำพูดที่เหลือเชื่อเช่นนี้หรือไม่
ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับไม่ใช่ความเคลือบแคลงสงสัย แต่เป็นสีหน้าเย็นชาและเยียบเย็นดุจน้ำแข็งของหลิวม่อหรันอย่างที่นางไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต
ดวงตาของบิดาที่เคยอ่อนโยนดุจสายน้ำ บัดนี้กลับคมปลาบและมืดมนจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง ทำให้หลิวอันเซียงถึงกับตะลึงงันจนพูดไม่ออก
ทางด้านหลิวม่อหรันนั้น ในยามนี้ความรู้สึกในขั้วหัวใจของเขาเย็นเยียบจนถึงที่สุด
เขาเชื่อคำบอกเล่าที่เหลือเชื่อของบุตรสาวอย่างสนิทใจโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ยิ่งพยายามจินตนาการว่านางต้องเผชิญกับชะตากรรมที่น่าเวทนาเพียงลำพังอย่างโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งเพียงใด หัวใจของคนเป็นพ่อก็พลันแหลกสลายจนไม่เหลือชิ้นดี
ในอดีตยามที่เขายอมปล่อยมือให้นางจากไปพร้อมกับฉู่จิ้งหยวน เขาเคยคาดการณ์ไว้เพียงว่า อย่างเลวร้ายที่สุด นางคงถูกบุรุษผู้นั้นปอกลอกจนหมดเนื้อหมดตัวในสักวัน
ทว่าเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า ความเป็นจริงที่นางพบเจอจะโหดเหี้ยมอำมหิตเสียยิ่งกว่านั้น
ร่างของหลิวม่อหรันสั่นเทาเล็กน้อยด้วยโทสะที่ยากจะระงับ ความเงียบที่ปกคลุมห้องในยามนี้กลับกดดันเป็นอย่างยิ่ง กลิ่นอายสังหารที่แผ่ออกมาทำให้เถียนจื่อที่ยืนอยู่หน้าห้องยังต้องลอบกลืนน้ำลายด้วยความหวาดเกรง
“ท่านพ่อเจ้าคะ…”
เสียงเรียกที่สั่นเครือของบุตรสาวช่วยฉุดรั้งสติของเขากลับคืนมาในทันที สีหน้าที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งพลันแปรเปลี่ยนกลับมาเป็นสุขุมเรียบนิ่งดังเดิม ก่อนที่เขาจะจ้องมองแก้วตาดวงใจตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างท่วมท้น แล้วเอื้อมมือที่หยาบกร้านจากการผ่านโลกมามากไปกุมมือน้อย ๆ ของนางไว้แน่น
“อันเซียง พ่อขอโทษ หากวันนั้นพ่อรั้งเจ้าไว้ไม่ปล่อยให้เจ้าจากไป เจ้าคงไม่ต้องพบเจอเรื่องเลวร้ายเช่นนี้” น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความปวดร้าวที่สลักลึก
“พ่อหลงนึกว่าการให้เจ้าได้เผชิญโลกและเรียนรู้ความผิดพลาดด้วยตนเองจะทำให้เจ้าเติบโต แต่พ่อกลับลืมนึกไปว่าเดรัจฉานในคราบมนุษย์เหล่านั้นไม่มีวันรู้จักพอ ความเมตตาของพ่อในวันนั้น กลับกลายเป็นคมดาบที่ส่งไปสังหารเจ้าในวันหน้า…”
หลิวอันเซียงมองสบบิดาด้วยความซาบซึ้งใจอย่างที่สุด นางไม่คิดเลยว่าคำบอกเล่าที่ดูเพ้อเจ้อไร้หนทางพิสูจน์เช่นนี้ บิดาจะยอมเชื่ออย่างสนิทใจโดยไม่ตั้งข้อสงสัยแม้แต่น้อย ขอบตาของนางพลันร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครา ทว่าครั้งนี้นางกลับข่มกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ทัน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ท่านพ่ออย่าได้โทษตัวเองไปเลยเจ้าค่ะ คราวนั้นท่านพ่อเตือนข้าแล้ว แต่เป็นข้าที่โง่เขลาไม่ฟังคำทัดทานเอง ข้าย่อมต้องรับผลของการตัดสินใจในครั้งนั้น แต่สวรรค์ยังเมตตาให้โอกาสข้าได้กลับมาแก้ไขมันอีกครั้ง”
หลิวม่อหรันยกจอกชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าของเขาดูสุขุมนุ่มลึกทว่าแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
“พ่อจะช่วยเจ้าเอง เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวลไป ไม่ว่าเจ้าต้องการสิ่งใด พ่อจะหามาให้เจ้าให้ได้”
“ขอบคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ และข้าต้องขออภัยด้วยจริง ๆ ที่ต้องลากสกุลหลิวกลับมาเสี่ยงภัยอีกครั้ง”
หลิวม่อหรันวางจอกชาลงพลางเอ่ยปลอบเสียงนุ่ม “ไม่เป็นไรเลยอันเซียง อย่างไรเจ้าก็เป็นบุตรสาวของพ่อ และสกุลหลิวก็คือบ้านของเจ้าเสมอมา”
เขาหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะถามด้วยความห่วงใยจากก้นบึ้งของหัวใจ
“เจ้าอยากกลับมาอยู่สกุลหลิวหรือไม่? ที่นี่ต้อนรับเจ้าเสมอ หากอยู่ที่จวนสกุลฉู่แล้วไม่สบายใจ ก็กลับบ้านเราเถิดลูกรัก”
หลิวอันเซียงส่ายหน้าแผ่วเบา แววตาฉายความมุ่งมั่นที่ยากจะสั่นคลอน “ยังไม่ถึงเวลาเจ้าค่ะท่านพ่อ หากข้าเดินออกมาจากสกุลฉู่ตอนนี้ก็มีแต่จะแหวกหญ้าให้งูตื่น ข้าย่อมต้องอยู่ต่อไปจนกว่าจะเห็นสกุลฉู่ถล่มทลายลงมาต่อหน้าต่อตา”
นอกจากความแค้นแล้ว ยังมีอีกเหตุผลสำคัญที่นางไม่ได้บอกออกไป ซึ่งก็คือฉู่หลันนั่นเอง
ต่อให้นางจะหาหนทางหย่าร้างออกมาได้สำเร็จ ทว่านางย่อมไม่อาจพาตัวฉู่หลันออกมาได้อย่างชอบธรรม เพราะในนามแล้วฉู่หลันคือสายเลือดของสกุลฉู่ หากหนีออกมาก็คงไม่พ้นต้องใช้ชีวิตหลบซ่อนอยู่ในเงามืดไปตลอดกาล
ซึ่งนางจะไม่ยอมให้เด็กสาวที่แสนดีคนนั้นต้องมีชะตากรรมเช่นนั้นเด็ดขาด นางจึงต้องกุมบังเหียนของสกุลฉู่ให้เบ็ดเสร็จ เพื่อปูทางให้อนาคตของนางและฉู่หลันก้าวออกมาอย่างสง่าผ่าเผยที่สุด