มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT - ตอนที่ 113 – สัญญาสามประการ (6)
ภาพสุดท้ายของคิมนัมอุนยังคงตรึงติดอยู่กับผม แต่ผมก็
ไม่ได้มาเพื่อช่วยเขาตั้งแต่แรก นอกจากนี้ ท าไมผมต้อง
ช่วยเขาด้วยในเมื่อเขาชอบนรก?
ตุลาการไร้ขาปีนขึ้นบันไดไปอย่างเงียบๆ ราวกับภูตผี ร่าง
ตัวแทนบางส่วนมองมาที่ผมด้วยดวงตาที่สนใจ พวกเขา
คือกลุ่มดาวที่สิงสถิตอยู่ในวังของฮาเดสงั้นเหรอ? ผมไม่รู้
มันไม่ใช่กลุ่มดาวทั้งหมดที่อยู่ที่นี่
ตุลาการดูเหมือนจะรู้ว่าผมก าลังลอยชายอยู่และพูดโดย
ไม่หันกลับมา
[เจ้าจะหลงทางได้ถ้าไม่ตามมาให้ดี]
มันเป็นเสียงกระท่อนกระแท่นที่ท าให้ผมรู้สึกอึดอัด
อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นค าแนะน าที่ถูกต้อง
ผมมองไปยังตุลาการ ก่อนจะเบือนหน้าขึ้นไปยังเพดาน
แล้วก็พูดออกมาเบาๆ ‘เฮ้ นายได้ยินฉันไหม?’
มันเป็นเสียงกระซิบเบาๆ ที่ตุลาการไม่ได้ยิน
‘ฉันรู้ว่านายก าลังฟังอยู่’
นี่ไม่ใช่โลก แต่เป็นยมโลกของฮาเดส ผมสงสัย ที่นี่ช่อง
โดเกบิใช้งานได้ไหม? จากนั้นก็มีเสียงอันแผ่วเบาดังเข้า
มาในหูของผม
– …อืม
มันมีการตอบกลับบนการสื่อสารโดเกบิ มันไม่ใช่เสียง
ของบีฮยอง
‘นายคือโดเกบิตัวใหม่งั้นเหรอ?’
– ใช่ ข้าคือโดเกบิระดับต ่ายังกิ ข้าจะให้บริการในฐานะ
ผู้ดูแลชั่วคราวในขณะที่บีฮยองอยู่ที่ส านักงาน
โดเกบิยังกิ บางทีมันอาจจะเป็นโดเกบิที่จัดการเรื่องการ
แจกรางวัลส าหรับสถานการณ์ที่ห้าในระหว่างวันที่ผ่าน
มา ผมตรงเข้าประเด็น
‘ท าไมนายไม่ท าหน้าที่ให้มันดีๆ หน่อย?’
– ฮะ?
‘สถานการณ์ลับถูกอัพเดตแล้ว แต่ท าไมนายถึงไม่บอกให้
ฉันรู้เนื้อหา?’
ผมมาโผล่ในสถานที่ที่แย่มากๆ และอย่างน้อยก็ควรจะได้
ค่าชดเชย
– อ๊า ร-เรื่องนั้น…!
มันกลายเป็นว่าโดเกบิตัวนี้คือมือใหม่ ผมสามารถเห็นได้
ว่าบีฮยองเก่งแค่ไหนในการจัดการเรื่องต่างๆ เขาแค่ขาด
แคลนสติปัญญาไปเล็กน้อยเท่านั้น… โดเกบิเงียบไป
หลายสิบวินาทีก่อนที่จะพูดติดอ่างออกมา
– ข-ขอโทษนะ…
‘อะไรอีก?’
– ข้าจะอัพเดทสถานการณ์ได้อย่างไร?
ผมพูดไม่ออกไปสักพัก
‘ท าไมโดเกบิไม่ถามกลุ่มดาว?’
– บ-บีฮยองบอกข้าว่าให้ถามคิมทกจาถ้าข้าไม่มั่นใจอะไร
ไอ้บีฮยองนั่นให้ผมเป็นที่ปรึกษางั้นเหรอ?
– ป-โปรดรอสักครู่! ข้าจะถามโดเกบิตัวอื่นเอง อ่า และ…
‘ …มีอะไรอีก?’
– ข้าขอโทษนะ แต่เจ้าต้องการรับข้อความที่เก็บไว้ไหม?
มันเป็นครั้งแรกที่ข้าอยู่ในสถานการณ์นี้…
ผมพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ ผมไม่คาดคิดเลยว่าวันนี้ที่ผม
คิดถึงบีฮยองจะมาถึง จากนั้นข้อความก็ระเบิดขึ้นในหัว
ของผม
[กลุ่มดาว ‘เทพเจ้าแห่งไวน์และความปีติยินดี’ ชื่นใจกับ
สภาพของคุณ]
[กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองค า’ ตื่นเต้นกับการผจญภัย
ของคุณ]
[กลุ่มดาว ‘นักเขียนลับ’ ก าลังสงสัยว่าคุณจะหนีไปได้
อย่างไร]
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ อธิษฐานว่าคุณจะ
สามารถกลับมาหาสหายได้อย่างปลอดภัย]
…
ตามที่คาดไว้ กลุ่มดาวติดใจการเฝ้ามองผม ในทางตรงกัน
ข้าม มันก็มีความรู้สึกชื่นชมเหล่านั้นอยู่
[กลุ่มดาว ‘เมตไตรยตาเดียว’ ชื่นชมยมโลก]
[กลุ่มดาว ‘แม่ทัพผู้พิพากษาหัวโล้น’ ตกใจมากกับการ
ปรากฏตัวของยมโลก]
[กลุ่มดาว ‘แม่ทัพผู้พิพากษาหัวโล้น’ เริ่มสงสัยในศาสนา
ของเขา]
…
นี่เป็นปรากฏการณ์ส าหรับกลุ่มดาวบางกลุ่ม ไม่ใช่ทุก
กลุ่มดาวที่จะสามารถมายังวังของฮาเดสได้
[คุณได้รับการสนับสนุน 12,000 เหรียญ]
ผมได้รับเงิน 12,000 เหรียญจากแค่การมายังวังของฮาเดส
มันคือก าไรก้อนโต นี่เหมือนกับการถ่ายท าในที่ดิน
ส่วนตัวอย่างผิดกฎหมาย
เวลาผ่านไปนิดหน่อย ตุลาการที่ก าลังเดินอย่างเงียบๆ ได้
เปิดปากขึ้นมา
[เรามาถึงแล้ว]
ประตูเปิดออกและโถงจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้น
ภายในไม่อาจมองเห็นได้เพราะมันมืดมาก ตุลาการหาย
ตัวไปและประตูก็ปิดลง
มันมีแสงเล็กๆ ปรากฏขึ้นในกลางห้องโถงมืด โต๊ะ
โบราณรูปไข่ก าลังรอผมอยู่ มันมีรูปปั้นโอ่โถงที่สามารถ
บอกได้ว่าเป็นรูปปั้นของราชา ส่วนบนโต๊ะนั้นก็มีจาน
ชามมากมายที่ชวนกระตุ้นต่อมน ้าลาย
มีผู้หญิงคนหนึ่งมองมาที่ผมจากปลายโต๊ะ
[น่าสนใจ วิญญาณคนเป็นมาที่ปราสาทแห่งนี้ นอกจากนี้
เจ้ายังพาผู้สังเกตการณ์ที่ขัดหูขัดตามาด้วย… วันนี้เป็น
วันที่พิเศษจริงๆ]
ผมจ าได้ในทันทีว่าเธอเป็นใคร ในวังของฮาเดส มันมีแค่
คนเดียวเท่านั้นที่สามารถนั่งตรงต าแหน่งนั้นได้ ผมโค้ง
ค านับและพูดออกมา
“เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ราชินีแห่งวสันต์มืดมิด”
ราชินีแห่งวสันต์มืดมิด เธอคือเพอร์เซโฟนี ภรรยาของฮา
เดส และราชินีผู้โด่งดังแห่งยมโลก
[เจ้ารู้จักค าขยายของข้า เจ้าช่างเป็นอวตารที่สุภาพจริงๆ]
“ท่านยกย่องผมเกินไปแล้ว”
[สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือดวงวิญญาณของเจ้าไม่สั่นคลอน
แม้จะได้ยินเสียงที่แท้จริงของข้า]
เมื่อมาคิดดูแล้ว ผมก็ไม่รู้สึกอะไรมากเมื่อผมได้ยินเสียงที่
แท้จริงของกลุ่มดาว
อย่างน้อยเพอร์เซโฟนีก็คงเป็นกลุ่มดาวระดับเรื่องเล่า
เนื่องจากความแตกต่างระหว่างพวกเรา ดวงวิญญาณของ
ผมควรที่จะได้รับความเสียหายหรือถูกท าลายในทันทีที่
ผมได้ยินเสียงที่แท้จริงของเธอ
นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ผมยังได้ยินค าพูดของคิมยูชิน กลุ่ม
ดาวระดับชั้นยอด…
[สกิลเฉพาะตัว ‘ก าแพงที่สี่’ เปิดใช้งานอย่างรุนแรง]
มันเป็นครั้งแรกที่ค าว่า ‘รุนแรง’ แนบมากับข้อความ
ของสกิล บางทีจิตไร้ส านึกของผมอาจจะเห็นว่า
สถานการณ์นี้ ‘ไม่สมจริง’ เนื่องจากบุคคลที่ผมก าลังพบ
อยู่
[นั่งลง อวตารคิมทกจา]
ผมขอบคุณเธอส าหรับการต้อนรับและนั่งลงตรงข้ามเธอ
พูดตามตรง มันเป็นความเมตตาที่ไม่น่าเชื่อเลย กลิ่นหอม
ของอาหารแตะจมูกของผม
ผมมองไปรอบๆ แต่ก็มีเพียงแค่เพอร์เซโฟนีเท่านั้นที่นั่ง
อยู่ที่โต๊ะ “ราชา…?”
[ราชาไม่สบายใจเท่าไรที่เจ้ามาเยี่ยมอย่างกะทันหันแบบนี้
นั่นเป็นเหตุผลที่ข้าคิดว่ามันจะดีกว่าถ้าข้าจะคุยกับเจ้า]
มันจบลงแบบนี้ ผมคิดไว้แล้ว ไม่มีอวตารคนไหนเคยได้
พบกับสามมหาเทพแห่งโอลิมปัสมาก่อน นอกจากนี้ ผม
ยังไม่ได้เล่นพิณเก่งเหมือนกับออร์ฟิอัส
“ท่านจะว่าอะไรไหมถ้าผมมีอะไรจะถามสักหน่อย?”
[ว่ามาสิ]
“นี่คือร่างกายที่แท้จริงของท่านงั้นเหรอ?”
[แน่นอนว่ามันเป็นร่างตัวแทน ร่างกายที่แท้จริงของข้า
ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์อย่างเจ้าจะทานทนได้]
ผมจ้องมองไปยังร่างตัวแทนของเพอร์เซโฟนีอย่างเงียบๆ
เธอดูราวกับหญิงชรา
…มันคือรสนิยมที่แย่มากๆ พูดตามตรง ผมต้องคิดแบบนี้
เพอร์เซโฟนียิ้มเบาๆ
[เจ้าไม่ชอบผู้หญิงที่แก่กว่าแบบนี้เหรอ?]
“นั่นไม่ใช่ปัญหา”
มันไม่ส าคัญว่าเธอจะดูเหมือนคุณย่าหรือคุณปู่ ปัญหาก็
คือเธอดูเหมือนกับ ‘คุณยาย’ บนรถไฟใต้ดินใน
สถานการณ์แรก
[ถ้าเจ้ารู้สึกอึดอัด ข้าจะเปลี่ยนเป็นคนอื่น]
รูปร่างของเพอร์เซโฟนีค่อยๆ เปลี่ยนเป็นภาพของยูซาน
อา มันไม่ใช่ยูซานอาตามปกติ ยูซานอาในตอนนี้สวมชุดกี่
เพ้าสีด าและถุงน่อง พร้อมทั้งยังมีการแต่งหน้าที่เย้า
ยวน…
ผมหน้าขึ้นสีเพียงแค่มองไปที่ใบหน้าของเธอ บ้าเอ้ย เธอ
แอบมองความฝันของผมงั้นเหรอ?
“กลับเป็นแบบเดิมเถอะ”
แน่นอนว่าเพอร์เซโฟนีไม่ฟังผมเลย
[มันไม่มีเวลานัก เข้าประเด็นเถอะ]
“ท่านไม่รู้เหรอ?”
[ข้าได้ยินมานิดหน่อยจากลูกของข้า แต่มันก็ดีกว่าที่จะได้
ยินตรงๆ]
ลูกของเธอต้องหมายถึงไดโอไนซัสแน่ๆ ผมพยักหน้า
และสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนที่จะอธิบาย “ผมก าลังตามหา
ดวงวิญญาณของผู้หญิงคนหนึ่ง ผมไม่รู้ว่าท่านจะฟังไหม
แต่ผมพร้อมแลกเปลี่ยน”
[วิญญาณ… มันเป็นความคิดที่ล้าสมัย]
เปลือกตาของเธอตกลงในขณะที่เธอดูเหมือนคิดอะไร
บางอย่าง ไม่นานนัก นิ้วยาวเรียวของเธอก็ขยับ และเธอก็
เริ่มหั่นสเต็กบนจานของเธอ
ผมรออย่างอดทน มันด าเนินไปอย่างช้าๆ ส้อมจับเนื้อไว้
อย่างมั่นคงในขณะที่มีดขยับไปมาช้าๆ และหั่นเนื้อด้วย
ความระมัดระวัง มันมีน ้าสีแดงไหลออกมาในขณะที่มี
ส่วนถูกตัดออก ส้อมขยับเนื้อที่ถูกตัดอย่างระมัดระวัง
เพอร์เซโฟนีท าหน้าเหมือนว่าเธอก าลังกังวลว่าจะกิน
หรือไม่ เธอดูเหมือนจะลืมผมไปแล้ว
ผมก าลังจะเปิดปาก แต่เธอก็ชิงเปิดปากออกมาซะก่อน
แน่นอนว่ามันคือกินสเต็ก
[มันไม่มีของอย่าง ‘วิญญาณ’ อยู่ในโลกใบนี้]
วิญญาณไม่มีตัวตนอยู่ มันเป็นเรื่องที่นักฟิสิกส์สมัยใหม่
ทุกคนยอมรับ แต่ปัญหาคือคนที่พูดมันออกมาคือเทพเจ้า
มันคือเทพเจ้าแห่งโอลิมปัสที่มีหน้าที่ปกป้องตรรกะแห่ง
ดวงวิญญาณมาเนิ่นนาน
ผมพูดเหน็บแนม “เพลโตและอริสโตเติลคงจะลุกขึ้นมา
จากหลุมแน่ๆ”
[ตอนนี้พวกเขาเป็นกลุ่มดาวแล้ว ดังนั้นพวกเขาคงไม่ได้
อยู่ในหลุม]
“ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อเล่น”
[ฉันก็ไม่ได้เล่นเหมือนกัน อวตารคิมทกจา วิญญาณไม่มี
ตัวตนอยู่ มันเป็นแค่ภาพลวงตาที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อ
ต้องการความต่อเนื่องในตัวเอง]
“แล้วคนในยมโลกล่ะ? พวกเขาไม่ใช่วิญญาณเหรอ?”
เธอชี้ไปที่สเต็กที่เธอเพิ่งตัด
[พวกเขาก็เป็นแบบนี้]
สเต็กเข้าไปในปากของเพอร์เซโฟนีอย่างช้าๆ เธอใช้เวลา
เคี้ยวเนื้อราวกับว่าเธอก าลังเพลิดเพลินอยู่ ริมฝีปากสีแดง
ของเธอเปล่งประกายอย่างมีเสน่ห์
[อืม มันพิเศษมาก ท าไมเจ้าไม่ลองสักครั้ง?]
สเต็กชนิดเดียวกันกับที่เธอกินปรากฏขึ้นตรงหน้าผม ผม
มองลงไปที่มันและพูดออกมาหลังจากนั้น “ไม่เป็นไร”
[เจ้าจะหยาบคายงั้นเหรอ?]
“ใช่ ผมขอโทษจริงๆ แต่ผมต้องหยาบคาย”
มันคงอร่อยแน่ๆ ถ้าผมกินมัน มันมีอย่างน้อย 12 หน้าใน
หนทางเอาชีวิตรอดที่อธิบายถึงรสชาติ อย่างไรก็ตาม
ในช่วงท้ายของค าอธิบายยาว มันก็มีประโยคนี้ตามมา
「จนกระทั่งจบการเสื่อมถอยที่ยูจงฮยอคเสียใจที่กิน
อาหารนั่นเข้าไป」
เหล่าคนที่กินอาหารของยมโลกเข้าไปจะไม่สามารถ
กลับไปยังโลกได้ เพอร์เซโฟนีดูเหมือนจะอ่านใจของผม
ได้และหัวเราะ
[ชาวยมโลกไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เจ้าคิด ทฤษฎีที่รู้จักกันดี
ส่วนใหญ่เป็นเท็จ เจ้าสามารถออกไปจากยมโลกได้ทุก
เมื่อ ตราบใดที่เจ้าได้รับอนุญาตจากราชา มันเป็นแนวคิด
ที่คล้ายกับ ‘อาชีพทหาร’ ในโลกของเจ้า]
“ชีวิตทหารคือความทรงจ าที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของผม”
[งั้นเหรอ? ไม่ใช่ว่าผู้ชายในประเทศของเจ้าบอกว่าพวก
เขาควรอยู่ในกองทัพงั้นเหรอ? นั่นเป็นเหตุผลว่าท าไมข้า
จึงคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ข้าเดาว่ามันเป็นความ
เข้าใจผิด]
ผมไม่รู้ว่าท าไมเทพีของต่างประเทศถึงรู้เรื่องเกี่ยวกับ
เกาหลีมากขนาดนี้ เพอร์เซโฟนีพูดต่อ
[อวตารคิมทกจา เจ้าจะได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่าที่เจ้า
จินตนาการ]
“คนที่แนะน าผมให้เป็นทหารก็บอกแบบนี้”
[เขาแนะน าสเต็กอย่างข้าไหม? ยกตัวอย่างเช่นสเต็กที่อยู่
ตรงหน้าของเจ้าในตอนนี้ เจ้ารู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้า
เจ้ากินมัน?]
“ผมคงได้รสชาติของเนื้อ”
[เจ้าจะกลายเป็น ‘ปรมจารย์ดาบ’ ในทันที]
ผมคิดว่าหูของผมฟาดไปครู่หนึ่ง ปรมจารย์ดาบ มันคือ
ดินแดนอันสูงส่งที่มีแค่ผู้หวนคืนที่จากโลกนี้ไปแล้ว
เท่านั้นที่สามารถไปถึงขอบเขตนี้ได้หลังจากการพยายาม
อย่างหนัก
[พาสต้าข้างๆ มัน เจ้าจะกลายเป็น ‘มหาจอมเวทย์’ ถ้าเจ้า
กินมัน]
…พาสต้านี้?
[ซุป? มันสามารถท าให้เจ้าเป็นนักล่าระดับ SSS ได้]
นี่… มันคือดินแดนมหัศจรรย์แทนที่จะเป็นนรกงั้นเหรอ?
ผมอดกลืนน ้าลายไม่ได้ ผมสามารถรับพลังที่ก้าวข้ามยู
จงฮยอคในตอนนี้ไปได้ถ้าผมกินมัน
[เจ้ายังไม่กินอีกเหรอ?]
ผมค่อยๆ ขยับส้อม และหยิบสเต็กขึ้นมาหนึ่งชิ้น เมื่อส้อม
ของผมเจาะเข้าไปในเนื้อ ภาพแปลกๆ ก็ปรากฏขึ้น
ตรงหน้าของผม มันคือความทรงจ าของชายคนหนึ่งที่
ก าลังฝึกฝนดาบเพียงล าพัง
「ข้าไม่อาจอ่อนแอได้ ข้าต้องฝึกดาบ」
「ข้าจะต้องพยายามเพื่อแข็งแกร่งขึ้น」
「น-ในที่สุดข้าก็ท าได้! ข้าท าได้แล้ว!」
มันมีภาพเพียงไม่กี่ฉากเท่านั้น ผมประหลาดใจและวาง
ส้อมลง นี่ไม่ใช่เนื้อวัว
“นี่มัน…?”
เพอร์เซโฟนีพยักหน้า
[ใช่ เนื้อชิ้นเล็กๆ ชิ้นนี้ มันคือดวงวิญญาณของมนุษย์ที่
เชื่อมั่น]
เธอกินมันอีกครั้ง ผมเข้าใจแล้วว่าท าไมเพอร์เซโฟนีถึง
บอกว่าผมสามารถกลายเป็นปรมจารย์ดาบได้ถ้าผมกินสิ่ง
นี้ ผมพูดออกมา “…มันมีความทรงจ าของปรมจารย์ดาบ
อยู่”
[ความทรงจ า? ไม่สิ พูดให้ถูกกว่านั้น…]
เธอหยุดไปครู่หนึ่งเพื่อเลือกค าพูด
[มันคือเรื่องราว]
ภาพที่เธอก าลังเลียริมฝีปากท าให้ผมขนลุกขึ้นมา
[มันคือเรื่องราวที่เป็นอาหารโปรดของกลุ่มดาวทั้งหมด]
(จบตอน)