มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT - ตอนที่ 162 – ความรักของคิมทกจา (2)
- Home
- มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT
- ตอนที่ 162 – ความรักของคิมทกจา (2)
ผมคิดว่าผมได้ยินผิดไปและแคะหูของตัวเอง อย่างไรก็ตาม
ข้อความก็ไม่เปลี่ยนไป
[โชคชะตาอันยิ่งใหญ่ก าลังรอความตายของคุณอยู่]
อะไรนะ? ผมเหยียบเบรกอย่างแรงในขณะที่จิตใจของผม
ปั่นป่วน ฮันซูยองกรีดร้องออกมาจากการเบรกอย่างกะทันหัน
“อะไรเนี่ย? ฉันก าลังรู้สึกดีอยู่เลย!”
“เงียบก่อน”
ผมฟังอีกครั้ง คราวนี้มันมีเสียงปรากฏขึ้นพร้อมกับข้อความ
[โชคชะตาอันยิ่งใหญ่ก าลังรอความตายของคุณอยู่]
ครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม ผมกลืนน้ าลาย บัดซบ มันมีเหตุการณ์ที่
‘ข้อความแห่งโชคชะตา’ ปรากฏขึ้นในนิยายต้นฉบับสามครั้ง
ได้มั้ง?
ผมคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ มันคือ… การเสื่อมถอยครั้งที่ 71 ของยู
จงฮยอค ในเวลานั้น ยูจงฮยอคได้รับการตั้งชื่อเนื่องจากยามะ
ราชาโลกขุมนรก
เชี่ย เกิดอะไรขึ้นกัน?
ฮันซูยองท าหน้าบึ้งและถามอีก “ท าไม? เกิดอะไรขึ้น?”
“มีคนอ่านโชคชะตาของฉัน”
“…โชคชะตา?”
โชคชะตา มันน่ากลัวพอๆ กับ ‘ความเป็นไปได้’ ในหนทางเอา
ชีวิตรอด
พูดให้ชัดๆ นี่คือการใช้ ‘ความเป็นไปได้’ ในแง่ที่กว้างขึ้น
อย่างไรก็ตาม มันก็มีเหตุผลที่มันถูกเรียกต่างออกไป มันเป็น
เพราะ ‘โชคชะตา’ คือพลังของกลุ่มดาวที่ใช้ความน่าจะเป็น
สะสมมา
“เอ่อ รอเดี๋ยวนะ ดูเหมือนมันจะเป็นเรื่องราวที่ฉันไม่รู้จัก…”
“บางทีมันอาจจะมีการพูดถึงสั้นๆ ในช่วงแรกของนิยาย”
“โชคชะตา… มันคล้ายกับเนตรอนาคตไหม?”
“มันคล้ายกัน แต่ก็แตกต่างกัน”
ความจริงมันแตกต่างกันมาก โชคชะตาไม่ได้เรียบง่าย
เหมือนกับการอ่าน ‘ข้อมูลของอนาคต’ กลับกัน มันอันตราย
ยิ่งกว่า
“ถ้าเนตรอนาคตคือการเหลือบมองอนาคตที่คาดการณ์ไว้
โชคชะตาก็คือพลังที่บังคับอนาคตที่คาดการณ์ไว้”
ผมไม่รู้ว่าฮันซูยองจะเข้าใจไหม ดังนั้นผมจึงอธิบายเพิ่ม
“ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าฉันเหยียบคันเร่งเป็นเวลาห้าวินาที่
งั้นเมื่อฉันใช้เนตรอนาคต ฉันก็จะไม่ได้ขับรถใช่ไหม?”
“…อืม คงงั้นมั้ง”
“อย่างไรตาม ถ้าฉันรู้อนาคต ฉันก็อาจจะไม่เหยียบคันเร่ง”
“นั่นเป็นไปได้”
“โชคชะตานั้นต่างออกไป ถ้ามีคนอ่านโชคชะตาว่า ‘คิมทกจา
จะเหยียบคันเร่งเป็นเวลา 5 วินาที’ โชคชะตานี้ก็จะถูกบังคับ
เว้นเสียแต่ว่ามันจะถูกถอนออกหรืออะไร พูดง่ายๆ…”
“นายต้องเหยียบคันเร่ง”
ผมพยักหน้า และฮันซูยองก็พูดราวกับว่ามันแปลกๆ “ยังไงก็
เถอะ มันจะไม่แปลกไปเหรอ?”
“อะไร?”
“มันไม่เหมาะกับความเป็นไปได้ ตามที่นายบอก ‘โชคชะตา’
คือพลังที่จะแทรกแซงสถานการณ์ แต่ใครจะสามารถบังคับมัน
ได้?”
“ใคร…”
โดยหลักการแล้ว โดเกบิไม่สามารถแทรกแซงสถานการณ์ได้
ดังนั้นมันจึงมีแค่สิ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถท าได้ ฮันซูยองรู้
ค าตอบใครทันที่ “แม้ว่ามันจะเป็นกลุ่มดาว แต่เพียงแค่คน
เดียว…”
“มันคือปัญหาเพราะพวกมันไม่ใช่แค่คนเดียว”
“อะไรนะ?”
“เนบิวลาใหญ่เท่านั้นที่สามารถอ่านโชคชะตาได้”
จากนั้นก็มีการระเบิดใหญ่เกิดขึ้นตรงหน้าของพวกเขา มันมี
บางสิ่งก้าวเข้ามาอย่างน่าสะพรึงกลัว มันเป็นมิติที่แตกต่างไป
จากมอนสเตอร์ที่พวกเขาได้เจอมาก่อน
ใบหน้าของฮันซูยองซีดเผือด “…คิมทกจา ข้อความแห่ง
โชคชะตาที่นายได้รับคืออะไรกัน?”
“ฉันจะตาย”
“บ้าเอ้ย นายน่าจะบอกฉันก่อน! ท าไมเรื่องพวกนี้ถึง…”
ฮันซูยองถ่มน้ าลายออกมาและก าลังจะออกจากรถ ตัวตนนั้น
ปรากฏขึ้นตรงหน้าของพวกเรา ผมชักศรัทธาไม่แตกสลาย
ออกมาโดยอัตโมัติ แต่ชายคนนั้นก็พูดออกมาก่อน
“คิมทกจา ข้ามีอะไรจะบอกเจ้า”
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พบเขา แต่ผมก็คุ้นเคยกับพลังงานจาก
ร่างกายของเขา ผมรู้ได้โดยสัญชาตญานว่าเขาไม่ใช่ศัตรู
“นายคือ…”
เมื่อผมได้กลิ่นหอมและรู้สึกถึงบรรยากาศอันเร่าร้อน ผมก็รู้ได้
ในทันทีว่าเขาเป็นใคร
“…นายมาเพื่อบอกว่าฉันจะตายงั้นเหรอ?” ผมถาม
อวตารแห่งไดโอไนซัสที่มีกลิ่นเหล้ายิ้มให้กับผมพร้อมกับ
ดวงตาสีขาว
“อ่า เจ้ารู้แล้วเหรอ?”
ผมมีความประทับใจที่ดีต่อไดโอไนซัส เขาต่อสู้เพื่อผมใน
ระหว่างทางไปงานเลี้ยง ถึงกระนั้น มันก็เป็นเรื่องราวที่
แตกต่างออกไปจากสถานการณ์ในตอนนี้ ผมถามออกไปด้วย
น้ าเสียงที่ระมัดระวัง
“นายเป็นคนอ่านโชคชะตาของฉันงั้นเหรอ?”
“ใช่ โอลิมปัสอ่านโชคชะตาของเจ้า แต่ถ้าเจ้าถามว่าข้าเป็น
หนึ่งในนั้นรึเปล่า ข้าไม่ใช่”
“นายหมายความว่ายังไง?”
อวตารของไดโอไนซัสเพียงแค่ยิ้มออกมา มันมีความคิดสาย
หนึ่งปรากฏขึ้นในใจของผมเมื่อผมเห็นรอยยิ้มนั้น
“โอลิมปัสคงไม่แตกออกจากกันหรอกนะ?”
“เจ้าฉลาดจริงๆ”
…มันเกิดขึ้นแล้วเหรอ? การพัฒนานี้เร็วกว่าต้นฉบับ การแตก
ออกของโอลิมปัสถูกก าหนดไว้ แต่มันก็ควรจะเกิดขึ้นอย่างน้อย
หลังจากสถานการณ์ที่สิบ
“มันไม่ใช่แค่โอลิมปัส หลายๆ กลุ่มดาวก็ก าลังเล็งมาที่เจ้า
พวกเขาแข็งแกร่งและทรงอ านาจมาก”
ผมคิดไว้แล้ว มิฉะนั้น ‘โชคชะตา’ ของผมคงไม่เป็นแบบนี้
“ท าไมพวกเขาถึงเล็งมาที่ฉัน?”
“คนที่แข็งแกร่งเหล่านั้นเกรงกลัวอิทธิพลของเจ้า”
“ฉันเป็นแค่กลุ่มดาวแรกเกิด”
“นั่นคือสิ่งที่มันควรจะเป็น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เริ่มขึ้น
บนโลกก็พิเศษมาก กลุ่มดาวบางกลุ่มเชื่อว่านี่คือสถานการณ์ที่
พวกเขารอมาเนิ่นนาน อ่า อย่าท าหน้าแบบนั้นสิ ข้าไม่ได้พูด
แบบนี้เพื่อให้เจ้าเข้าใจแบบนั้น”
ผมอยากจะบอกว่าใบหน้าของผมดูเป็นแบบนี้เสมอ แต่ไดโอไน
ซัสก็พูดต่อ “ไม่ว่ายังไง รู้ไว้ว่าสถานการณ์นี้ส าคัญต่อพวกเรา
มาก แล้วเจ้าก็ต้องปรากฏตัวในสถานการณ์”
“ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ฉันก าลังยุ่งอยู่”
“ใช่ เจ้าถูกผูกพันให้เป็นอุปสรรค เจ้าจะได้รับอิทธิพลของ
ความน่าจะเป็นน้อยกว่ากลุ่มดาวอื่นๆ เจ้ามีการเติบโตอย่าง
ก้าวกระโดดและแข็งแกร่งกว่าเมื่อเทียบกับอวตารอื่นๆ นั่นเป็น
เหตุผลว่าท าไมเนบิวลาบางส่วนจึงเชื่อว่าเจ้าควรถูกดูดซับ
หรือไม่ก็ลบออกไป”
ผมมองไปยังไดโอไนซัส “ท าไมนายถึงบอกข้อมูลนี้กับฉัน?”
นี่คือสิ่งที่ผมอยากรู้มากที่สุด ท าไมไดโอไนซัสถึงแสดงความ
เมตตาต่อผม?
“มันเป็นเพราะข้าชอบเรื่องราวของเจ้า” ไดโอไนซัสหัวเราะ
ออกมาสุดเสียงและเสริม “กลุ่มดาวบางกลุ่มและข้าเชื่อว่าเจ้า
สามารถไปถึง■■”
***
จางฮีวอนและกลุ่มใช้เวลาทั้งวันเพื่อส ารวจคุกใต้ดิน มันไม่มี
ทางบุกเข้าไปด้วยผู้คนจ านวนมากในครั้งเดียว ดังนั้นปาร์ตี้จึง
ตัดสินใจแยกกันหาวิธี วิธีที่จางฮีวอนเลือกนั้นตรงไปตรงมา
‘ฉันจะผสมโรงเข้าไป’
ในช่วงบ่าย อาชญากรคนใหม่ก็ปรากฏตัวขึ้น อูรีเอลได้มอบผ้า
คลุมผู้สันโดษให้กับเธอ และเธอก็ไล่ตามยามไปในขณะที่คุก
เปิด ยามและอาชญากรที่ถูกจับกุมเดินผ่านประตูใต้ดินไปโดย
ไม่รับรู้ถึงตัวตนของเธอ
คุกลึกกว่าที่เธอคิดไว้ และความมืดก็อยู่เหนือกว่าจินตนาการ
ของเธอ
‘พวกเขาก าลังจะลงไปไหนกัน?’
มันเป็นความลึกที่เธอไม่เข้าใจ ท าไมต้องลึกขนาดนี้ ถึงแม้ว่า
มันจะเป็นคุกก็ตาม? มันคงไม่สะดวกที่จะเคลื่อนย้าย…
เธอรู้สึกสงสัยเมื่อเสียงฝีเท้าของยามหยุดลง น่าแปลก พวกเขา
ทุกคนดูเครียด
“พวกแกทุกคน ขยับไปตรงนั้น! พวกเราจะถอนตัวเดี๋ยวนี้!”
ยามดูหวาดกลัว ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ควรเข้ามา มัน
เหมือนกันกับหัวหน้ายามที่ก าลังหวาดกลัว จากนั้นประตูเหล็ก
หนาก็ถูกเปิดออก และเมื่อมันเปิดออก ทางเข้าที่เต็มไปด้วย
แท่งเหล็กก็ปรากฏให้เห็น มันมีแท่งเหล็กอยู่หลายชั้น มันเป็น
คุกที่มีระบบป้องกันที่มากเกินไปซึ่งออกแบบมาเพื่อคุมขัง
มนุษย์
“ทุกคนเข้าไปข้างใน!”
ยามไล่นักโทษเข้าไปข้างในและรีบพุ่งออกมา
“อ๊ากกกก!”
“ช่วยฉันด้วย!”
จางฮีวอนที่ผสมโรงเข้าไปกับนักโทษ หดตัวให้กับภาพตรงหน้า
ท าไมคนพวกนี้ถึงถูกโยนเข้าไป? เกิดอะไรขึ้นกัน?
“อ-เอ่ออ.. นี่มันที่ไหนกัน?”
นักโทษมองไปรอบๆ มันมีแสงจางๆ แต่มันก็มืดมาก จางฮีวอน
คงจะหลงทางอยู่ในความมืดเช่นกันถ้ามันไม่ใช่เพราะสกิล
วิสัยทัศน์ยามรัตติกาลของเธอ
‘นี่เป็นคุกเหรอ?’
เธอมองไปรอบๆ และไม่รู้สึกว่ามันเป็นคุกเลย ภูมิทัศน์โดยรอบ
ใกล้เคียงกับถ้ าธรรมชาติมากกว่า และไม่มีวิธีการแยกแยะ
ระหว่างนักโทษเลย ไม่สิ มันไม่มีนักโทษคนอื่นอยู่ในสถานที่
แห่งนี้ตั้งแต่แรก
‘การแจกอาหารจะมาจากไหน? นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?’
มันเป็น ‘คุกใต้ดิน’ ที่ไม่อาจเข้าใจได้เลย นักโทษที่เข้ามาก็ไม่
เข้าใจเช่นกัน
“พวกเราควรท ายังไงดี?”
“ขอโทษนะ! มีใครอยู่ไหม?”
นักโทษที่ก าลังหวาดกลัวตะโกนออกมา แต่มันก็ไม่มีค าตอบ มี
เพียงแต่เสียงเบาๆ ในความมืด
จางฮีวอนชักดาบแห่งการตัดสินออกมา ในทันทีที่เธอก้าวเข้า
มาที่นี่ การร่ าร้องของดาบก็ยิ่งรุนแรงขึ้น
‘นี่มัน…”
ความรู้สึกอันน่าขนลุกบังเกิดขึ้นกับตัวเอง และเธอก็ตะโกน
ออกมา “ทุกคน วิ่ง!”
อย่างไรก็ตาม มันก็สายเกินไปแล้ว มอนสเตอร์พุ่งออกมาจาก
ความมืดและชนเข้ากับผู้คน
“อ๊ากกกกก!”
“ช่วยฉันด้วย! อ๊ากก!””
สิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับเสือดาวกัดแขนขาของผู้คน แขนขาของ
ผู้คนถูกฉีกออกเหมือนของเล่น และเลือดก็สาดซัดออกมา
ในตอนแรก เธอวางแผนที่จะช่วยหญิงสาวจากสถานีกึมโฮ แต่
สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปแล้ว สกิลผู้สังหารปีศาจ LV.10 ถูกเปิด
ใช้งาน และออร่าสีแดงก็โอบล้อมร่างกายของเธอ
เคนโด้ของเธอวาดเป็นเส้นโค้งอันสมบูรณ์แบบในอากาศ
ร่างกายของเสือดาวแยกออกจากกัน เสือดาวที่เหลือยังคงไล่
ตามเธอ แต่เธอก็จัดการกับพวกมันได้
พลังของจางฮีวอนมาถึงจุดสูงสุดในสถานที่ที่มีปีศาจอยู่รอบๆ
“ฉ-ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นใครนะ แต่ก็ขอบคุณ…” ผู้คนในความมืด
เจอเธอและขอบคุณเธอ อย่างไรก็ตาม จางฮีวอนก็ไม่อาจ
ยอมรับค าขอบคุณได้ เธอเห็นใบหน้าของเสือดาว
‘นี่มันบ้าอะไรเนี่ย?’
เสือดาวมีใบหน้าเป็นมนุษย์ จางฮีวอนวิ่งผ่านความมืดโดย
อัตโนมัติ
สัมผัสทั้งหมดของเธอเย็นขึ้นด้วยความหวาดกลัว
เธอวิ่งไปเรื่อยๆ และในไม่ช้าก็มาถึงถ้ าที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าที่
จะวัดได้ พูดให้ชัดๆ มันไม่ใช่ถ้ า มันมีมอนสเตอร์มากมายอยู่ใน
นั้น นี่เป็นเหมือนกับเขตแดนของโลกปีศาจ
มันมีทั้งระดับห้า ระดับสี่ และแม้กระทั่งระดับสาม นอกจากนี้
ยังมีมอนสเตอร์ที่ไม่ทราบระดับด้วย
“นี่คือสรวงสวรรค์…”
เธอหาผู้หญิงจากสถานีกึมโฮไม่พบ แน่นอนว่าจางฮีวอนคงไม่
อาจหาผู้หญิงคนนั้นได้ เธอคงถูกกินไปแล้ว หรือไม่ก็…
โฮกกก!
เธออาจจะกลายเป็นหนึ่งในมอนสเตอร์พวกนี้ มอนสเตอร์รู้สึก
ได้ถึงพลังชีวิตของเธอและพากันตื่นเต้น ส่วนใหญ่พวกมันเป็น
พันธุ์ผสมระหว่างปีศาจและมอนสเตอร์ชนิดอื่น บางครั้งมันก็ดู
เหมือนกับราชาแมลง ในขณะที่บางส่วนก็เหมือนกับเผ่าพันธุ์
ภายนอก…
เหล่านักโทษก าลังเดินเข้ามาหาเธอ
“อย่าเข้ามา!”
ก่อนที่เสียงตะโกนของเธอจะไปถึงคนพวกนั้น พื้นดินก็เริ่ม
สั่นสะเทือนและเทศกาลของเหล่ามอนสเตอร์ก็เริ่มต้นขึ้น มอน
สเตอร์วิ่งออกมาจากถ้ าเหมือนกับมด จางฮีวอนเม้มปากของ
เธอและใช้เพลิงอเวจีอีกครั้ง
‘ฉันไม่ควรเข้ามาคนเดียวเลย’
ไม่สิ จะเป็นยังไงถ้าคนอื่นเข้ามากับเธอด้วย? ลีฮุนซึงและเด็กๆ
จะสู้กับศัตรูพวกนี้ได้ไหม? กลับกัน มันดีแล้วที่เธอมาคนเดียว
“อ๊ากกกก!”
นักโทษถูกกินในฐานะเหยื่อ ในขณะที่จางฮีวอนกวัดแกว่งดาบ
แห่งการตัดสินและใช้ระเบิดเพลิงอเวจี ความร้อนแรงของเปลว
ไฟจากหัวหน้าทูตสวรรค์ท าให้ปีศาจที่น่ากลัวถอยกลับไปและ
ระวังตัวมากขึ้น
เธอไม่รู้ว่าการเผชิญหน้านี้จะด าเนินต่อไปนานแค่ไหน มอน
สเตอร์บางตัวก็เฝ้ามองการเคลื่อนไหวของเปลวเพลิงและกล้า
ที่จะกระโดดมาข้างหน้า
“โอ้ เธอเป็นอวตารของทูตสวรรค์”
ด้วยเสียงนี้ พวกมอนสเตอร์ที่ไม่กลัวเปลวเพลิงก็ถอนตัว
ออกมาด้วยเสียงคร่ าครวญ
เธอหันหลังกลับไปและเห็นเรนไฮท์ เขาถาม “เธอพร้อมที่จะ
เป็นหัวหน้ายามรึยัง?”
“…นายยังพูดได้เหรอหลังจากเห็นฉัน?”
จางฮีวอนบอกกับเขา “นายมันคนโกหก สรวงสวรรค์? หนีจาก
ความน่ากลัวของสถานการณ์งั้นเหรอ? นายกล้าพูดมันกับฉัน
หลังจากท าเรื่องพวกนี้เหรอ?”
เธอชี้ดาบแห่งการตัดสินไปยังเรนไฮท์ คิมทกจาพูดถูก มันไม่มี
ของอย่างสรวงสวรรค์อยู่ในโลกใบนี้ พวกเขา… ถูกผูกมัดให้
ต้องด าเนินต่อไปตามสถานการณ์
เรนไฮท์พูดออกมา “ถ้าเธอต้องการฆ่าฉัน งั้นก็เอาเลยสิ”
“ฉันไม่ต้องการค าอนุญาตของนาย”
เธอคงจะท าเช่นนั้น เธอยืมพลังของผู้สนับสนุนของเธอและยุติ
ฝันร้ายที่น่ากลัวนี้
[เวลาพิพากษาถูกเปิดใช้งาน!]
[กลุ่มดาวฝ่ายดีก าลังดิ้นรนกับค าขอของคุณ]
(จบตอน)