มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT - ตอนที่ 226 – เซียนดาบทลายนภา (1)
- Home
- มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT
- ตอนที่ 226 – เซียนดาบทลายนภา (1)
หลังจากเสร็จสิ้นการทดสอบโดเกบิระดับสูงแล้ว บีฮยองก็รู้สึก
ขี้เกียจขึ้นมา ทั้งหมดที่เขาต้องท าคือการจัดการกับ
‘สถานการณ์คาบสมุทรเกาหลี’ ที่ถูกทิ้งไว้ให้เขาโดยอดีต
ผู้จัดการสาขากรุงโซล บาแรม บางครั้ง ทั้งหมดที่เขาท าอาจจะ
เป็นการนอนและเฝ้าดูสถานการณ์ที่เขาท า
– ฮีวอน! ทางนี้!
– บ้าเอ้ย ฉันพลาดไปหนึ่ง คนหนึ่งก าลังไปทางทิศเหนือ!
บนหน้าจอ หนึ่งในสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีที่มีชื่อว่า
‘ไล่จับตุ่น’ ก าลังเต็มไปด้วยความผันผวน มันเป็นสถานการณ์
ที่พวกเขาต้องจับ ‘ตุ่นระเบิด’ ทั้งหมดที่หลบหนีออกมาภายใน
ระยะเวลาที่ก าหนด
เวลา
การระเบิดอันน่าสะพรึงกลัวจะเกิดขึ้นถ้ามีตัวไหนพลาดไป แต่
กลุ่มดาวบนคาบสมุทรเกาหลีก็ไม่ได้ดูเป็นทุกข์เป็นร้อนอะไร
เลย
– ไททาโนเจอมันแล้ว ฉันจะจัดการมันกับยูซองเอง
อวตารแสดงให้เห็นถึงทีมเวิร์คและผลงานที่สมบูรณ์แบบ มัน
แตกต่างไปจากบางประเทศที่แผ่นดินหนึ่งในสี่ถูกท าลายไปจาก
สถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน แน่นอน สถานการณ์นี้คงจะไม่ได้
รับการอนุมัติถ้ามันยากจนถึงขีดสุด
“บ้าเอ้ย ท าไมมันเป็นแบบนี้ไปได้…”
บีฮยองบ่นในขณะที่เขากัดนิ้วมือของตน ในความเป็นจริง เขา
สามารถเพิ่มความยากของสถานการณ์นี้ได้สูงขึ้นมาก มัน
อาจจะท าลายคาบสมุทรเกาหลีไปครึ่งหนึ่งและน าพาอวตาร
ไปสู่หายนะอันน่าสะพรึงกลัว อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ท าเช่นนั้น
‘ข้าควรจะช่วยคิมทกจาในเวลานั้น… ถ้าข้าเพิ่มความยากขึ้น
ตรงนี้ พวกเขาจะต้องตายแน่ๆ’
มันสายเกินไปที่จะเสียใจในตอนนี้ ไม่ว่ามันจะมีการเตรียมการ
มากแค่ไหน มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีชีวิตได้เมื่ออยู่นอก
สถานการณ์
[กลุ่มดาวในคาบสมุทรเกาหลีก าลังสนับสนุน ‘ปาร์ตี้ของคิมทก
จา’]
[กลุ่มดาวในคาบสมุทรเกาหลีสนับสนุน 2,000 เหรียญ]
เหตุผลที่ช่องของบีฮยองยังคงอยู่ได้ก็เพราะการซับสไคร้ที่คิ
มทกจาทิ้งไว้ให้ กลุ่มดาวก าลังสนับสนุนสถานการณ์อย่าง
ต่อเนื่องไม่ว่าพวกมันจะน่าสนใจหรือไม่ก็ตาม อย่างไรก็ตาม
ช่องนี้ก็ไม่ได้มีแค่กลุ่มดาวแบบนั้น
[กลุ่มดาวจ านวนมากเบื่อกับความคืบหน้าของสถานการณ์]
[กลุ่มดาวบางกลุ่มออกจากช่องไปแล้ว]
คิมทกจาได้หายตัวไป และยูจงฮยอคก็ทิ้งสถานการณ์
คาบสมุทรเกาหลีไป ดังนั้นจ านวนกลุ่มดาวที่ทิ้งช่องไปจึง
เพิ่มขึ้นทุกวัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง บีฮยองก าลังตายอย่างช้าๆ
‘ข้าต้องท าการเปลี่ยนแปลง แต่ยังไง?’
แน่นอนเขารู้วิธี หากเขายกระดับความยากของสถานการณ์ขึ้น
เหมือนเมื่อก่อนและหลอกกลุ่มดาวอีก การซับสไคร้ก็จะเพิ่มขึ้น
อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม บีฮยองก็ไม่ต้องการน าพาสถานการณ์ไป
ทางนั้นอีกต่อไป
‘บางทีข้าก็อาจเปลี่ยนไปด้วย’
เขาเปลี่ยนไปจากตัวตนเก่าที่ไล่กวดการกระตุ้นสถานการณ์โดย
ไม่มีเงื่อนไขและไม่สนใจอะไรเกี่ยวกับความเป็นความตายของ
อวตาร บีฮยองต้องการเล่าเรื่องราวที่แตกต่าง เขาต้องการลืม
ถึงสิ่งที่ส านักงานพูดถึงและเห็นสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป
เหมือนกับสถานการณ์ที่สร้างขึ้นโดยโดเกบิรุ่นแรก บางสิ่งที่จะ
สามารถถูกจดจ าไปได้อีกนาน…
– บีฮยอง
บีฮยองได้ยินอะไรบางอย่างผ่านการสื่อสารของโดเกบิและลุก
ขึ้นอย่างรวดเร็ว
– เจ้าดูดีหนิ เป็นไงบ้าง?
ใบหน้าที่ปรากฏบนหน้าจอคือบาแรม อดีตผู้จัดการสาขากรุง
โซลที่จากโซลโดมไปหลังจากกลายเป็น ‘ผู้สมัครต าแหน่งมหา
โดเกบิ’ บีฮยองที่ก าลังประหลาดใจท าท่าทางสุภาพอย่าง
รวดเร็ว
หลังจากออกจากสาขากรุงโซลไป บาแรมก็เข้าสู่ส านักบริหาร
อาวุโส มันเป็นสถานที่ที่โดเกบิที่ฉลาดที่สุดจากทั่วโลกจะมา
รวมตัวกัน
บาแรมบนหน้าจอดูน่าประทับใจมากกว่าที่เขาเคยเป็นมาก่อน
– ข้าติดต่อมาหาเจ้าเพราะข้ามีหลายเรื่องเลย
“หลายเรื่อง…?” บีฮยองดูประหม่านิดหน่อย มันเป็นเพราะเขา
ไม่เคยได้รับข่าวดีเลยเมื่อบาแรมพูดด้วยความหมายแบบนี้
– มันมีร่องรอยของเรื่องราวขนาดยักษ์
“…ยังมีเวลาเหลืออีกเยอะหนิก่อนที่จะถึงกิแกนโทมาเคียหรือ
แรคนาร็อค?”
– มันไม่ใช่เรื่องราวเหล่านั้น เรื่องราวที่ว่าก าลังเกิดขึ้นในโลก
ปีศาจ
การแสดงออกของบีฮยองเปลี่ยนไปกับค าว่า ‘โลกปีศาจ’
“มันคือการคัดเลือกราชาปีศาจงั้นเหรอ?”
บีฮยองมองไปบาแรมที่ก าลังพยักหน้าและกลืนน้ าลาย
แตกต่างจากเรื่องราวขนาดยักษ์ที่ปรากฏขึ้นเป็นประจ า การ
คัดเลือกราชาปีศาจเป็นสถานการณ์ที่หายากมาก บีฮยองไม่
เคยเห็นการคัดเลือกราชาปีศาจด้วยตัวเองมาก่อน
‘การคัดเลือกครั้งสุดท้ายคือเมื่อ 800 ปีที่แล้ว’
แค่จินตนาการถึงเรื่องราวขนาดยักษ์ที่ว่าก็ท าให้หัวใจของเขา
สั่นด้วยความตื่นเต้นแล้ว บาแรมอ่านใจของบีฮยองได้และ
หัวเราะออกมา
– เจ้าตั้งตารออะไรอยู่เหรอ?
“ข้าตั้งตารอคอยมัน แต่ในขณะเดียวกันข้าก็รู้สึกเสียใจด้วย
ใครคือโดเกบิที่รับผิดชอบเหรอ?”
โลกปีศาจเป็นเขตแดนของเวนนี่แมนมานับตั้งแต่สมัยโบราณ
มันเป็นพื้นที่สถานการณ์อันแห้งแล้งที่ช่องแทบไม่เคยเปิด นี่คือ
โลกปีศาจ งั้นการออกอากาศของการคัดเลือกราชาปีศาจ…
– เวลานี้มันต่างออกไป ส านักงานตัดสินใจที่จะส่งโดเกบิไปยัง
โลกปีศาจ
“ฮะ? เรื่องนั้น…”
โดเกบิไม่ได้เข้าไปยุ่งในการท างานของเวนนี่แมน และเวนนี่
แมนก็ไม่เข้ามายุ่งในการท างานของโดเกบิ นี่คือ ‘พันธสัญญา
แห่งขอบฟ้า’ ในตอนนี้ค าพูดของบาแรมนั้นขัดแย้งกับพันธ
สัญญาโดยตรง
– ตอนแรกข้าวางแผนที่จะเปิดช่องหลังจากเซ็นสัญญาฉบับ
ใหม่กับเวนนี่แมน แต่มันก็กลายเป็นเรื่องซับซ้อนขึ้นมา พวก
เขาท าลายสัญญาก่อน
“พวกเขาท าผิดสัญญา?”
– มีช่องที่ผิดกฎระเบียบเกิดขึ้นในโลกปีศาจ
“…ฮะ?”
มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามสามัญส านึก ไม่มีโดเกบิอยู่
ในโลกปีศาจ ถ้างั้นช่องจะเปิดได้ยังไง?
– ข้าไม่แน่ใจเกี่ยวกับรายละเอียดที่แน่นอน นั่นเป็นเหตุผลว่า
ท าไมส านักงานจึงอยู่ในความโกลาหลในขณะนี้
“ถ้าเวนนี่แมนขโมยช่องไป ท่านจะปิดมันจากที่นี่ไม่ได้เหรอ?”
สิทธิ์ในการด าเนินงานของช่องถูกจ ากัดให้โดเกบิ แม้ว่าเวนนี่
แมนจะขโมยช่องไปโดยใช้ลูกไม้แปลกๆ ส านักงานก็สามารถ
จัดการกับมันได้อย่างง่ายดายโดยการปิดช่องไป
– ปัญหาไม่ใช่เวนนี่แมน
“มันไม่ใช่เวนนี่แมน? งั้นใครเป็นคนเปิดช่อง?”
– ดูเหมือนว่ามีโดเกบิอยู่ในโลกปีศาจ
“…โดเกบิ?”
เดี๋ยวก่อน… หรือว่า? ไม่ ไม่ มันเป็นไปไม่ได้ บาแรมพูดต่อ
– ไม่ว่ายังไง นั่นก็คือเหตุผลที่ข้าส่งโดเกบิจากส านักงานไปยัง
โลกปีศาจ
“ข้ารู้ อย่างไรก็ตาม ท าไมท่านถึงบอกเรื่องนี้กับข้า?”
– เจ้าอยู่ในรายชื่อที่จะถูกส่งไป
“ข้ารับผิดชอบคาบสมุทรเกาหลีอยู่”
– โดเกบิคนอื่นจะรับผิดชอบคาบสมุทรเกาหลีไปสักพัก พาโดเก
บิระดับกลางสักสองสามคนมา และไปยังโลกปีศาจ
บีฮยองเงียบไปครู่หนึ่ง ออกจากสถานการณ์โลกที่ร้อนแรงที่สุด
และไปยังโลกปีศาจ? นี่เป็นเหมือนกับการลดต าแหน่ง
– มันก็ไม่ได้มีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นในคาบสมุทรเกาหลีหนิ?
อย่ารู้สึกเสียใจไปหน่อยเลย ความฝันของเจ้าในการก้าวขึ้นสู่
ระดับสูงขึ้นนั้นสามารถบรรลุได้ถ้าเจ้าท าสิ่งนี้ได้ดี
“…เมื่อครั้งที่แล้วท่านก็พูดแบบนี้ ท าไมถึงต้องเป็นข้า?”
– ข้าไม่รู้เหตุผลที่แน่ชัด แต่ผู้เฒ่าบอกว่าต้องเป็นเจ้า
มันไม่มีช่องให้ปฏิเสธถ้าพวกเขาตัดสินใจแล้ว การแสดงออก
ของบีฮยองเริ่มหดหู่ เขาต้องไปยังพื้นที่อันตรายนั่นเหรอ?
– ข้ารู้ว่าเจ้าก าลังคิดอะไรอยู่ แต่อย่าเศร้าไป มันไม่ใช่การลด
ต าแหน่ง กลับกัน ข้ามีข้อมูลอีกหนึ่งชิ้นที่เจ้าอาจจะอยากได้ยิน
บีฮยองเงยหน้าขึ้นโดยไม่คาดหวังอะไรในขณะที่บาแรมพูดด้วย
น้ าเสียงแปลกๆ
– ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้นได้ปรากฏตัวในโลกปีศาจ
***
พวกเราเงียบกันมานาน เวลาผ่านไป 30 นาทีหลังจากค าพูด
ของยูจงฮยอคก่อนที่ในที่สุดผมจะพูดออกมา ใน 30 นาทีที่
ผ่านมา ผมเห็นไอลีนเข้ามาและออกไปครั้งหนึ่ง
“…ยูจงฮยอค นายได้เอาตุ๊กตาอูรีเอลมาด้วยไหม?”
ยูจงฮยอคดึงตุ๊กตาออกมาอย่างเงียบๆ ให้กับค าถามของผม
ผมตรวจดูตุ๊กตาอย่างถี่ถ้วน แขนและขาต่างถูกฉีกขาด มันอาจ
เป็นร่างสัญลักษณ์ แต่ร่างกายที่แท้จริงของอูรีเอลก็คงจะได้รับ
ผลกระทบจากการโจมตีครั้งนั้น ทูตสวรรค์ที่มีความหยิ่งยโส
เช่นนั้นก าลังทนทุกข์ทรมานเช่นนี้อยู่ในโลกปีศาจ
“…ตอนนี้ฉันกลับไปไม่ได้แล้ว”
“ฉันรู้”
เขาตอบราวกับว่าเขารู้อยู่แล้ว ผมหันหัวไปและเห็นว่ายูจงฮ
ยอคเองก็ก าลังดูตุ๊กตาอูรีเอลอยู่ พวกเราไม่ได้พูดอะไรกัน แต่
พวกเราก็สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าอีกฝ่ายก าลังคิดอะไร
อยู่
“นายจะมีส่วนร่วมในการคัดเลือกราชาปีศาจงั้นเหรอ?”
“…ใช่แล้ว”
การเลือกราชาปีศาจ มันเป็นสถานการณ์ที่ผมต้องผ่านไปให้ได้
เพื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มดาวในอนาคต
“ฉันขอโทษส าหรับสมาชิกปาร์ตี้นะ แต่ฉันต้องได้เรื่องราว
ขนาดยักษ์ของที่นี่” ผมพูดในขณะที่ลูบแขนที่ถูกฉีกของอูรีเอ
ลอย่างระมัดระวัง”ด้วยวิธีนี้ ฉันจึงจะสามารถเตรียมพร้อม
ส าหรับสถานการณ์ท าลายล้างในอนาคตได้”
ตัวเลือกของผมคงจะถูกจ ากัดถ้าผมกลับไปที่โลก ผมได้โอกาส
มาที่นี่และสร้างพลังของผม ดังนั้นมันจึงไม่มีประโยชน์อะไรที่
จะกลับไปในตอนนี้ สถานการณ์ยากขึ้นกว่านิยายต้นฉบับไป
แล้ว ผมคงจะเสียเวลาเปล่าๆ ถ้าผมกลับไปที่โลก
ยูจงฮยอคจ้องมองมาที่ผมสักพัก “มันก็ไม่ใช่ความคิดที่แย่
อะไร”
น้ าเสียงของเขาแสดงให้เห็นว่าเขาเข้าใจอะไรหลายๆ อย่าง
บางทียูจงฮยอคอาจจะเข้าใจผมยิ่งกว่าใคร มันเป็นเพราะเขา
ได้สูญเสียสิ่งมีค่าของเขาไปเมื่อเขาอ่อนแอ
ผมถาม “นายจะท าอะไรต่อ?”
“ฉันจะอยู่ที่โลกปีศาจต่อไปสักพัก มันมีสถานการณ์ส่วนบุคคล
อยู่ที่นี่ ดังนั้นฉันจึงไม่อาจออกไปได้ในทันที”
โอ้ ผมเข้าใจแล้ว
“จริงเหรอ? ถ้านายไม่รังเกียจ ท าไมนายไม่มาช่วยฉันล่ะ?”
“ฉันก าลังจะช่วยเหลือตัวเอง ไม่ใช่นาย”
ผมเงยหน้าขึ้นมองยูจงฮยอคเพราะผมอยากจะรู้ว่าเขา
หมายความถึงอะไร เห็นได้ชัดว่ามันเป็นใบหน้าที่ไร้อารมณ์
เหมือนเมื่อก่อน แต่ก็มีบางอย่างที่แตกต่างกันออกไป “…นาย
วางแผนที่จะเข้าร่วมการคัดเลือกราชาปีศาจด้วยไหม?”
“มันเป็นเรื่องธรรมดา”
จิตใจของผมเริ่มซับซ้อนขึ้น ไอ้หมอนี่ เขาก าลังคิดที่จะมีส่วน
ร่วมในการคัดเลือกราชาปีศาจ…?
“เดี๋ยว! นายบอกให้ฉันกลับไปที่โลก…”
ยูจงฮยอคไม่สนใจผมและลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง แสงสลัวของ
พระอาทิตย์ตกดินท าให้เกิดเงาด าบนใบหน้าของยูจงฮยอค
ตามหนทางเอาชีวิตรอด ยูจงฮยอคจะแสร้งท าหน้าหล่อเมื่อเขา
ถูกจับได้
ไอ้บ้านี่ เขาต้องการที่จะส่งผมกลับไปยังโลกและกลายเป็น
ราชาปีศาจ ไอ้หน้าไม่อายเอ้ย
จากนั้นยูจงฮยอคก็พูดออกมา “พวกเขาก าลังมา”
ความเย็นพรั่งพรูขึ้นจากนอกหน้าต่างในขณะที่ไอลีนและมาร์ค
วิ่งผ่านประตูห้องเข้ามา ผมสามารถรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นโดยไม่
ต้องฟังพวกเขา มันเป็นเพราะบียูได้ตื่นขึ้นมาแล้วและจ้องมาที่
ผมด้วยความเป็นกังวล
[กลุ่มดาว ‘ผู้สร้างมวลมนุษย์’ ก าลังมองมายังเขตอุตสาหกรรม
ยูจงฮยอค]
[กลุ่มดาว ‘ฟาโรห์คนสุดท้าย’ ก าลังมองมายังเขตอุตสาหกรรม
ยูจงฮยอค]
[กลุ่มดาวแห่งเนบิวลาบางกลุ่มก าลังมองมายังเขตอุตสาหกรรม
ยูจงฮยอค]
ดวงดาวกว่าสิบดวงกะพริบบนท้องฟ้า และหนึ่งในดวงดาว
พวกนั้นก็เปล่งแสงอันเจิดจ้าและประกายแสงออกมา หลังจาก
นั้นครู่หนึ่ง รูปร่างขนาดยักษ์ก็เริ่มปรากฏขึ้นที่ปากทางเข้าของ
เขตอุตสาหกรรม
มันเป็นการจุติโดยตรงของร่างอวตาร มันคือมัมมี่ยักษ์ที่มีมงกุฎ
สีทองอยู่บนหัวของมัน ความสูงของมันเหนือกว่าก าแพง และ
อวตารในเขตอุตสาหกรรมก็เริ่มกรีดร้องออกมา
ถ้าผมจ าไม่ผิด นี่คืออวตารที่เป็นของพาไพรัส นอกจากนี้ พา
ไพรัสยังได้ร่วมมือกับบาร์แคน
ยูจงฮยอคพูดด้วยน้ าเสียงที่แย่มาก “…ฉันเดาว่าพวกเขาคงมา
ประท้วงนะ”
มันไม่จ าเป็นต้องถามว่าเป็นการประท้วงเกี่ยวกับอะไร โหมโรง
ของการคัดเลือกราชาปีศาจเริ่มขึ้นแล้ว
(จบตอน)
[ใครคือเจ้าของ… เขตอุตสาหกรรม… คนใหม่?]
เสียงก้องกังวาลดังออกมา และยูจงฮยอคกับผมก็มองออกไป
นอกหน้าต่างโดยพร้อมเพรียงกัน เมื่อตัดสินจากเสียงอื้ออึงบน
ถนน การใช้เสียงที่แท้จริงคงวุ่นวายน่าดู ยูจงฮยอคพึมพ าด้วย
เสียงเล็กๆ “กลุ่มดาวแห่งพาไพรัส”
“ถ้ามันคือฟาโรห์คนสุดท้าย มันก็น่าจะเป็นผู้หญิงคนนั้น?”
มัมมี่ยักษ์ที่มีมงกุฎทองโบราณ ทุกสิ่งถูกปกคลุมไปด้วย
ผ้าพันแผลนอกเหนือจากจมูกสูง มันเหมือนกับสิ่งที่ผมได้อ่าน
ในหนทางเอาชีวิตรอด เห็นได้ชัดว่าร่างนี้เป็นของคลีโอพัตรา
ฟาโรห์คนสุดท้ายแห่งอียิปต์
[ใคร… คือ… ยูจงฮยอค?]
เสียงที่แท้จริงดังขึ้นอีกครั้งในเขตอุตสาหกรรม มันยิ่งใหญ่มาก
แต่พวกเราทั้งสองก็ไม่ถอย อย่างมากคลีโอพัตราเป็นกลุ่มดาว
ระดับยิ่งใหญ่ ยูจงฮยอคกับผมไม่จ าเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับกลุ่ม
ดาวระดับยิ่งใหญ่อีกต่อไป
“ยูจงฮยอค นายชนะได้ไหม?”
มันเป็นคู่ต่อสู้ที่ผมไม่อาจต่อกรได้ในตอนนี้ในขณะที่ผมยังต้อง
พักฟื้นอยู่ ยูจงฮยอคส่ายหัวของเขา “มันเป็นไปไม่ได้ในตอนนี้
อีกไม่นานจะได้เวลาแล้ว”
“นายก าลังพูดถึงบทลงโทษเหรอ? ที่นายจะหายไป 10 นาทีต่อ
วัน?”
ยูจงฮยอคไม่ตอบ ผมถือว่ามันเป็นค าตอบและมองไปยังคลี
โอพัตรา”งั้นคนๆ นั้นล่ะ…”
“เธอคงจะไม่ท าอะไรเลย”
“ท าไม?”
“การคัดเลือกราชาปีศาจยังไม่เริ่มขึ้น”
โดยธรรมชาติแล้ว ร่างอวตารของกลุ่มดาวที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง
ของสถานการณ์จะถูกจ ากัดไว้ด้วยความเป็นไปได้ ตราบใดที่
เรื่องราวยักษ์ยังไม่เปิด พวกเขาก็จะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้
อย่างอิสระ ถึงกระนั้นก็ตาม…
“เฮ้ นายลืมเรื่องแอสโมเดียสไปแล้วเหรอ?”
“ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเคลื่อนไหวได้เหมือนแอสโมเดียส”
ผมรู้ดี มันเป็นเพราะราชาปีศาจมีข้อจ ากัดน้อยกว่ากลุ่มดาว
มากในโลกปีศาจ ปัญหาก็คือกลุ่มดาวสามารถใช้ความเป็นไป
ได้พิเศษเพื่อก้าวข้ามข้อจ ากัดเหล่านั้นได้
“ไม่ใช่ว่าคลีโอพัตราคือสมาชิกของพาไพรัสเหรอ? ถ้าเธอยืม
ความเป็นไปได้ของเนบิวลา…”
“คิมทกจา นายลืมสิ่งที่พวกเขาท าไปแล้วเหรอ”
“อะไร?”
ก่อนที่ยูจงฮยอคจะทันได้ตอบ ผมก็ได้ยินเสียงของคลีโอพัตรา
ในอากาศ
[บอก… ผู้ปกครองคนใหม่ของเขตอุตสาหกรรม เขาจะต้องตาย
แน่ๆ… ถ้าเขาเข้าร่วมในการคัดเลือกราชาปีศาจ]
ร่างกายของคลีโอพัตราเริ่มหายไปตามค าเหล่านี้ เหมือนกับ
ปราสาททรายขนาดใหญ่ที่พังทลายลง ร่างกายกลับคืนสู่ฝุ่นผง
[จ าใส่ใจไว้… พาไพรัสจะไม่… เตือนเจ้าเป็นครั้งที่สอง]
แล้วท าไมเธอต้องจากไปอย่างนุ่มนวลขนาดนั้น? มันแปลก
โดยปกติแล้วเธอคงจะจากไปหลังจากสังหารอวตารหลายร้อย
คน
ยูจงฮยอคพูดออกมาราวกับผมน่าสงสาร “นายลืมไปแล้ว
เหรอ? พวกเขาบังคับโชคชะตาของนาย”
“อ่า”
สิ่งนี้ย้ าเตือนผมว่ามีเรื่องแบบนี้อยู่ พาไพรัส พระเวท และ
โอลิมปัสใช้ความเป็นไปได้จ านวนมากในการบังคับโชคชะตา
ของผม มันเป็นเหตุผลว่าท าไมครีโอพัตราถึงกลับไปง่ายๆ
ในตอนนี้พวกเขาขาดแคลนความน่าจะเป็นนั่นเอง
ยูจงฮยอคพูดด้วยน้ าเสียงซึมๆ “พวกเรามีเวลาสักพักก่อนการ
คัดเลือกราชาปีศาจ”
ผมพยักหน้า อย่างน้อยในตอนนี้ กลุ่มดาวก็คงจะไม่โจมตีทาง
ฝั่งนี้ ผมตรวจสอบบันทึกข้อความ
[ก าลังเตรียมการ ‘การคัดเลือกราชาปีศาจ’ อยู่ในขณะนี้]
[เวลาเตรียมการที่เหลืออยู่: 28 วัน 17 ชั่วโมง 12 นาที]
หากการคาดเดาของผมถูกต้อง การคัดเลือกราชาปีศาจก็คงจะ
ใช้สถานการณ์ที่ 21 ถึงสถานการณ์ที่ 24 มันเป็นเรื่องราว
ขนาดยักษ์ ดังนั้นมันจึงเป็นธรรมดาที่ต้องกินหลายสถานการณ์
ผมประเมินเวลาที่เหลือและกล่าวว่า
“พวกเราแค่สองคนคงไม่พอ”
“ฉันรู้”
เมื่อการคัดเลือกราชาปีศาจเริ่มต้นขึ้น กลุ่มดาวก็คงจะเริ่มแห่
มาที่นี่ กลุ่มดาวระดับยิ่งใหญ่อาจจะขาดความแข็งแกร่ง แต่
พวกเขาก็ยังแข็งแกร่งกว่าอวตารทั่วไปอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อ
พวกเขาหลายคนเริ่มปรากฏขึ้น มันก็คงยากที่ผมกับยูจงฮยอค
จะสามารถจัดการกับพวกเขาได้
“นายมีไอเดียอะไร?”
ยูจงฮยอคส่ายหัว มันมีวิธีที่จะน าเพื่อนร่วมงานมาจากโลก แต่
ลีฮุนซึงและจางฮีวอนก็ยังขาดความสามารถในการต่อสู้กับผู้
บรรลุหรือกลุ่มดาว พวกเขาจ าเป็นต้องใช้เวลาเพื่อให้แข็งแกร่ง
ขึ้นโดยการสลับไประหว่างสถานการณ์ส่วนบุคคลและ
สถานการณ์หลัก ผมจ าเป็นต้องหาเพื่อนร่วมงานที่ผมสามารถ
ใช้ได้ในตอนนี้
“นายมีคนรึยัง?”
“อ่า ก็มีอยู่…” เดี๋ยวนะ จางฮายังไปไหนกัน? ผมบิดร่างกายที่
เจ็บปวดและมองไปรอบๆ”ฉันส่งเขาไปค้นหาสมาชิกกลุ่ม มัน
คงจะได้เวลาแล้วล่ะ…”
“เตรียมตัวเถอะ ฉันจะไปแล้ว”
ก่อนที่ผมจะทันได้ถามว่าเขาจะไปไหน ยูจงฮยอคก็หายตัวไป
จากสายตาของผม
***
ผมท าตามแผนของผมและออกไปจากห้องหลังจากแกะ
ผ้าพันแผลออกแล้ว ไอลีนกล่าวว่าผมควรที่จะพักสักสอง
อาทิตย์ แต่สภาพร่างกายของผมก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น บางทีมัน
อาจจะเป็นเพราะผมผ่อนคลายบ้างแล้ว
[แอตทริบิวต์ ‘กิเลนลาร์มาร์ค’ ได้เพิ่มผลการฟื้นฟู]
…อ่า มันเป็นเพราะผลของแอตทริบิวต์นั่นเอง ไอลีนที่ก าลัง
ตกใจพุ่งเข้ามาในขณะที่ผมก้าวออกมาข้างนอก ผมขัดจังหวะ
ก่อนที่เธอจะทันได้พูด”ไม่ต้องห่วง เอ่อ เธอสามารถรักษาสิ่งนี้
ได้ไหม?”
ไอลีนรับตุ๊กตาอูรีเอลมาและเอียงหัวของเธอ “…นี่มันอะไร?”
“ร่างสัญลักษณ์ของกลุ่มดาว”
ไอลีนอึ้งไปจนท าตุ๊กตาตกลงไปบนพื้น เธอรีบหยิบมันขึ้นมาอีก
ครั้งและถามผม “…ฉันจะถูกลงโทษไหมที่ท ามันตก?”
“ไม่ต้องห่วง เธอเป็นกลุ่มดาวที่ดี ช่วยซ่อมมันให้ที”
กลุ่มดาวที่ดี ค าพูดมันแปลกๆ แต่ผมก็ก าลังพูดถึงอูรีเอล ไม่ใช่
กลุ่มดาวอื่น
ผมบอกว่าผมจะไปเดินเล่นสักพักและปรากฏตัวขึ้นบนถนน
ของเขตอุตสาหกรรม ถนนของเขตอุตสาหกรรมถูกอาบด้วย
แสงสลัวและดูเหมือนจะแตกต่างจากเมื่อก่อน
บางคนก็จ าผมได้และพยักหน้าเบาๆ ผมสามารถมองเห็นพลังที่
ผมไม่เคยได้เห็นมาก่อนบนใบหน้าของพวกเขา บางทีนี่อาจ
เป็นการแสดงออกของผู้ที่ตัดสินใจจะมีชีวิตอยู่
“เฮ้ ยูจงจงฮยอค! เจ้าตื่นแล้วเหรอ?”
ผมหันไปและเห็นว่ามีคนก าลังวิ่งมาทางนี้ จางฮายังเดินเข้ามา
หาผมและเข้ามาสวมกอดผม ผมพยายามจะแกะตัวจางฮายัง
ออกไป”ชื่อของฉันไม่ใช่ยูจงฮยอค”
“โอ้ เจ้าอยากเปิดเผยชื่อจริงของเจ้าแล้วเหรอ?”
“…นายรู้?”
“เจ้าไม่ใช่คนเดียวที่ใช้นามแฝง”
ผมจ้องไปยังจางฮายังสักพักก่อนที่จะพูดออกมา “ชื่อของฉัน
คือคิมทกจา”
ผมพูดออกไปดีๆ แต่จางฮายังก็ท าสีหน้างงๆ “ชื่อแปลกจัง ข้า
เหมือนจะเคยได้ยินมันมาก่อนนะ…”
“…เหรอ แล้วนายก าลังท าอะไรอยู่เนี่ย?”
“โอ้ ข้าก าลังคุยกับหลายๆ คนและขอค าแนะน าเกี่ยวกับพื้นที่
นี้”
“ค าแนะน า?”
“เจ้าไม่รู้เพราะเจ้านอนอยู่เหรอ? สิ่งที่น่าสนใจก าลังเกิดขึ้นใน
เขตอุตสาหกรรม”
ผมได้ยินจากจางฮายังเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา
แน่นอนว่าสิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือเรื่องเกี่ยวกับยูจงฮยอค
“เขาปฏิเสธสิทธิ์การปกครอง?”
“ถูกต้อง เขาบอกว่าเขาจะเป็นดยุค แต่เขาจะไม่ปกครองที่นี่
ดังนั้นทุกๆ คนจึงอยู่ในความโกลาหล”
สถานการณ์นั้นชัดเจน บางทียูจงฮยอคคงก าลังถือคติของเขา
ที่ว่า ‘ครอบครองแต่ไม่ปกครอง’ นั่นคือสิ่งที่เขากล่าว
ความคิดนั้นดี อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ก็ไม่ดี
“ระเบียบของเขตอุตสาหกรรมวุ่นวายไปหมด ถ้าสถานการณ์
ยังไม่ได้รับการจัดระเบียบ การประกาศนั้นจะสร้างปัญหาด้าน
ความปลอดภัยขึ้นเท่านั้น”
“นั่นเป็นเหตุผลที่ชาวเมืองก าลังตื่นตัวอยู่ในตอนนี้”
เผด็จการที่ทรงพลังมีอ านาจในการควบคุมความต้องการของ
ผู้คน เนื่องจากเผด็จการได้ละทิ้งอ านาจของตน ความ
ปรารถนาที่ซ้อนทับกันของชาวเมืองก็จะระเบิดออกมาในทันที่
「”เจ้าคิดว่าความมืดมิดของเขตอุตสาหกรรมจะหายไปถ้าข้า
ตายงั้นเหรอ?”」
นี่คือค าพูดของดยุคสวิตซ์ในหนทางเอาชีวิตรอด ผมคิดว่าเขา
พูดถูก เขตอุตสาหกรรมคงจะไม่เปลี่ยนแปลงไปในทันทีเพียง
เพราะผู้ปกครองเปลี่ยนไป กลับกัน การปกครองแบบเผด็จการ
จะสูญสิ้นไป และความปรารถนาของผู้คนที่ซ่อนอยู่ก็จะยิ่ง
เปิดเผยออกมา
“เฮ้ เอาชิ้นส่วนนั้นมาให้ข้า”
“ม-ไม่มีทาง ข้าหยิบมันขึ้นมา”
เสียงดังระเบิดออกมาเหมือนกับว่าพวกมันก าลังรออยู่แล้ว
และจางฮายังกับผมก็หันหน้าไปโดยพร้อมเพรียงกัน ผู้คน
จ านวนมากก าลังรุมล้อมอวตารอยู่ในซอย สถานการณ์ชัดเจน
พวกเขาก าลังต่อสู้กันเพื่อชิ้นส่วนเรื่องราวที่มาจากโรงงาน ผม
ก าลังจะเคลื่อนไหว แต่…
จางฮายังขวางผมไว้ก่อน “เดี๋ยว ดูไปก่อน”
“…อะไรนะ?”
“ข้าบอกแล้วไง ข้ามีเคล็ดลับ”
“เคล็ดลับอะไร”
“‘ผู้ลงโทษ’ จะปรากฏตัวขึ้นที่นี่”
“ผู้ลงโทษ?”
ผมไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับต าแหน่งนี้มาก่อน มันไม่มีต าแหน่ง
เช่นนี้อยู่ในสถานการณ์การปฏิวัติหรือหนทางเอาชีวิตรอด จาง
ฮายังสังเกตเห็นความสงสัยของผมและเสริม “มันเป็นชื่อเล่นที่
ชาวเมืองตั้งขึ้นมา สาวสวยคนหนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้นเมื่อหลาย
วันก่อนและเข้ามารักษาความสงบ…”
ในเวลานั้น เสียงตะโกนของชายคนหนึ่งก็ดังออกมาจากในซอย
“ฆ่ามันแล้วขโมยมาซะ!”
เหล่าชายฉกรรจ์ชักอาวุธออกมา และมันก็ดูเหมือนว่าจะเป็น
การปล้นเต็มรูปแบบ ผมอยากจะเคลื่อนไหวแทนที่จะรอผู้
ลงโทษ แต่เมื่อผมขยับมือไปที่ดาบบนเอว เงาบางๆ ร่างหนึ่งก็
ปรากฏตัวขึ้นในซอย
“หยุดนะ”
หญิงสาวที่มีเสื้อคลุมสีด าก าลังยืนอยู่บนก าแพง ผมไม่แน่ใจ
เกี่ยวกับอุปกรณ์ของเธอ แต่ใบหน้าของเธอก็ชัดเจนมาก มัน
เป็นใบหน้าที่ดูเหมือนกับจะเป็นมิติที่แตกต่างออกไปจากโลก
รอบๆ มัน ผมมองดูผมยาวสลวยมาถึงเอวของเธอที่ก าลัง
กระพือไปกับสายลมและเริ่มตกใจขึ้นมา
…มันมีตัวตนเช่นนี้อยู่ในหนทางเอาชีวิตรอดเหรอ? ทันใด
นั้นเอง ความหมายของค าสรรเสริญทุกค าก็ชัดเจนขึ้น
นัยน์ตาที่ลึกล้ านั้นตั้งอยู่ใต้คิ้วที่ประณีต มาตรฐานทั้งหมดที่
ก าหนดความงามในโลกนั้นพังทลายลงในเวลาเดียวกัน มันเป็น
ใบหน้าที่ไม่อาจอธิบายได้โดยการใช้ค าขยายของกลุ่มดาว
ส าหรับความผิดหวังของผมก็คือการที่มีเพียงสิ่งเดียวที่ชัดเจน
อยู่บนใบหน้านี้
「ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันคือสาวงามที่ท าให้ยูจงฮยอคต้องตบ
หน้าตัวเองถึงสามที」
มันไม่มีการแสดงออกเช่นนี้ในหนทางเอาชีวิตรอด ในหนทาง
เอาชีวิตรอด จางฮายังคือคนที่ถูกอธิบายไว้มากที่สุดว่าเป็นการ
‘ตบหน้าสองครั้ง’ ผมตกตะลึงไปในขณะที่จางฮายังกระซิบ”
เธอมาแล้ว คนๆ นั้นคือผู้ลงโทษ”
เหล่าชายฉกรรจ์ถูกครอบง าด้วยความงามของหญิงสาวและได้
สติกลับมาในไม่ช้า ริมฝีปากของพวกเขาขยับ และผมก็รู้ว่า
พวกเขาจะพูดอะไร ก่อนที่พวกเขาจะทันได้พูดออกมา บางสิ่ง
ก็ขยับซะก่อน จากนั้นก็มีบางสิ่งตกลงมาหลังจากนั้นไม่นาน
ชายหนุ่มคนหนึ่งก็กรีดร้องออกมา”อ-อ๊ากกกกก!”
แขนของเขาถูกตัดออก และเขาก็กรีดร้องออกมาอย่างน่ากลัว
ในขณะที่คนอื่นๆ ตระหนักได้ถึงสถานการณ์และเริ่มวิ่งหนีไป
พวกเขาสังเกตเห็นว่าเธอเป็นศัตรูที่ไม่อาจจัดการได้ แม้แต่คน
ที่ได้รับการช่วยเหลือก็หวาดกลัวและวิ่งออกจากซอยไป ใน
ทันใดนั้นเองก็มีเพียงแค่ชายที่เสียแขนไปและหญิงสาวเท่านั้นที่
เหลืออยู่ในซอย
จางฮายังมองไปยังหญิงสาวที่ก าลังถือดาบอย่างเงียบๆ และ
แสดงความชื่นชมออกมา “ดูสิ เธอสุดยอดไปเลยใช่ไหม? เจ้า
บอกให้ข้าหาคนที่มีประโยชน์มา ข้าพยายามจะคุยกับเธอเมื่อ
วานนี้ แต่เธอก็หายตัวไป―”
วิถีดาบนั้นโหดเหี้ยมแต่ก็เคลื่อนไหวไปตามเส้นทางที่แน่นอน
สิ่งที่น่าทึ่งก็คือความเร็วของดาบ ผมพึมพ า “อวตารไม่อาจมี
วิถีดาบระดับนั้นได้”
“อะไรนะ?”
จางฮายังอาจจะพลาดไป แต่ผมสังเกตเห็นได้อย่างแน่นอน ณ
จุดๆ นี้ ความเร็วนี้เป็นไปได้แค่ส าหรับผู้บรรลุเท่านั้น หัวใจ
ของผมเต้นกระหน่ า
ผมไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้ แต่ถ้าผมสามารถผูกมิตรกับเธอได้ เธอ
จะต้องกลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ในการคัดเลือกราชาปีศาจแน่ๆ
ในทันทีที่หญิงสาวในชุดด าหันมา ผมก็กระโดดเข้าไปในซอย
โดยไม่ลังเล “เฮ้!”
ผมก าลังวางแผนที่จะใช้มุมมองนักอ่านพระเจ้าเพื่อให้ได้ข้อมูล
ในขณะที่คุยกับเธอ การเกลี้ยกล่อมเธอคงจะง่ายขึ้นถ้าผม
สามารถเห็นหน้าต่างแอตทริบิวต์ของเธอ ถ้าผมโชคดี―
“อั๊ค…”
ก่อนที่ผมจะทันได้เข้าใกล้เธอและใช้สกิล ผมก็ต้องหยุดอยู่กับที่
ดวงตาของผู้หญิงคนนั้นก าลังมองมาที่ผม ผมตัวสั่นจาก
อารมณ์อันน่าสะพรึงกลัวที่ถูกส่งมาที่ผม ความแค้นและความ
โกรธอันยิ่งใหญ่ได้พุ่งเข้าหาผม ผมตะลึงงันกับน้ าตกแห่งห้วง
อารมณ์
…เธอคนนี้มันอะไรกัน? เธอรู้จักผมเหรอ?
…เดี๋ยวนะ ท าไมเธอถึงเกลียดผมมากขนาดนั้น?
(จบตอน)
ผมต้านทานคลื่นความโกรธและความขุ่นเคือง และตะโกนเข้า
ใส่เธอ”เดี๋ยว! เดี๋ยวก่อน!”
จากนั้นข้อความของกลุ่มดาวก็เข้ามาในหัวของผม
[กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองค า’ ประหลาดใจ]
[กลุ่มดาวสองสามกลุ่มกังวลเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ]
[กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองค า’ มีปฏิกิริยาแพ้อย่างรุนแรง
ต่อสายตาของคุณ]
ฮะ? อะไร? ทันใดนั้นเอง…
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ ได้เข้าสู่ช่อง]
…อ่า อูรีเอล!
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ ประหลาดใจ!]
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ ประหลาดใจ!]
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ ประหลาดใจ!]
มันไม่แปลกเลยที่อูรีเอลจะเข้ามาในช่องเนื่องจากมันเป็นเวลา
กว่าหนึ่งสัปดาห์แล้วนับตั้งแต่เหตุการณ์แอสโมเดียส ปัญหาคือ
ข้อความจากกลุ่มดาวที่ตามมา
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ ก าลังถามว่าเกิดอะไร
ขึ้น]
[กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองค า’ บอกว่าเขาไม่รู้อะไรมาก]
[กลุ่มดาวที่ชอบเปลี่ยนเพศหัวเราะคิกคัก]
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ ก าลังมุ่งหน้าไปยัง
เนบิวลา ‘แอสการ์ด’]
การหลั่งไหลของข้อความจากกลุ่มดาวอย่างฉับพลันท าให้ผม
ตื่นขึ้นมา นี่มันอะไรกัน? ท าไมพวกเขาถึงก าลังชี้หน้าผม…
ผู้ลงโทษหายไปจากซอยอย่างรวดเร็วในขณะที่ผมสับสนกับ
ข้อความของกลุ่มดาว
“อ๊ะ รอก่อน!” มันน่าเสียดาย นี่เป็นโอกาสที่จะได้เพื่อน
ร่วมงานดีๆ มา
จางฮายังไล่ตามผมมาและถาม “เป็นไงบ้าง? เธอสวยไหม?”
“เธอปรากฏตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ประมาณสามสี่วันก่อน ข่าวลือว่าเธอสวยมากและมี
ความสามารถอันสุดยอดได้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้เธอยังเป็นคนที่เข้าใจยากด้วย”
“พรุ่งนี้เธอจะมาไหม?”
ผมไม่อาจเข้าใจวิถีดาบของเธอได้ แต่เธอก็คงจะช่วยได้มาก
แน่ๆ ในการคัดเลือกราชาปีศาจ อย่างไรก็ตาม คนๆ นี้โผล่มา
จากไหนกัน เธอไม่ได้อยู่ในนิยายต้นฉบับเลย…
“เธอโผล่มาทุกวัน ดังนั้นพรุ่งนี้ก็น่าจะมา เจ้าชอบเธอเหรอ?”
“มันไม่ใช่แบบนั้น”
“ข้าล้อเล่น ข้าล้อเล่น ข้ารู้ เจ้าไม่ได้ชอบผู้หญิง”
“…ใครบอก?”
ข่าวลือแบบนี้มาจากไหนกัน…
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ ก าลังมองมาที่คุณ]
…ผมคิดว่าผมรู้แล้วว่าข่าวลือมาจากไหน
“มันสักพักแล้วนะ อูรีเอล”
***
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ ก าลังชูจมูกของเธอ
ขึ้นพร้อมกับกระแอม]
ผมฟังข้อความของอูรีเอลในขณะที่มุ่งหน้ากลับไปยังห้องรักษา
พร้อมกับอูรีเอล
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ ยกย่องตัวเอง]
เรื่องราวของอูรีเอลส่วนใหญ่เกี่ยวกับวิธีที่เธอโน้มโน้มให้ยูจงฮ
ยอคมาที่โลกปีศาจ อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นอูรีเอลที่ชักชวนให้ยู
จงฮยอคมาช่วยชีวิตของผม มันเป็นอย่างที่ผมคิด เขาไม่ได้มา
ที่นี่เพื่อช่วยผมเองจริงๆ
“ร่างสัญลักษณ์ของเธอก าลังถูกซ่อมอยู่ เธอจะเข้าไปในนั้นได้
อีกครั้งเมื่อมันเสร็จ”
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ ซาบซึ้งจนน้ าตาไหล]
“อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ส่วนบุคคลอะไรที่เธอมอบให้กับยู
จงฮยอค? มันคงจะอันตรายส าหรับทูตสวรรค์ที่จะปลดปล่อย
สถานการณ์ส่วนบุคคลในโลกปีศาจ”
ในความเป็นจริง มันอันตรายมากส าหรับกลุ่มดาวระดับสูง
อย่างอูรีเอลที่จะมายังโลกปีศาจ
เนบิวลาเอเด็นมีการต่อสู้กับเจ็ดสิบสองราชาปีศาจแห่งโลก
ปีศาจ บางทีอูรีเอลอาจจะเข้าใจเรื่องนี้และแสดงตัวในฐานะ
ร่างสัญลักษณ์ แทนที่จะเป็นร่างอวตาร อูรีเอลคงจะไม่ไร้
ประโยชน์ต่อหน้าแอสโมเดียสขนาดนี้ถ้ามันไม่ใช่ที่นี่
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ ก าลังท าสีหน้าบูดบึ้ง]
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ บอกว่ามันไม่ส าคัญ
อีกต่อไป]
เมื่อการเชื่อมต่อระหว่างยูจงฮยอคและอูรีเอลถูกตัดขาด
สถานการณ์ส่วนบุคคลของอูรีเอลก็ถูกบังคับให้ยุติลง ยูจงฮยอ
คบอกว่าเขาได้รับสถานการณ์ส่วนบุคคลอีกอัน
ผมก าลังฟังเรื่องราวของอูรีเอลอยู่ แต่จางฮายังก็เข้ามา
ขัดจังหวะ”เจ้าสนิทกับกลุ่มดาวขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ฉันเองก็เป็นกลุ่มดาว”
“…อะไรนะ? เจ้าก าลังล้อเล่นอยู่เหรอ?”
“ฉันไม่ได้บอกนายเหรอ?”
จางฮายังท าสีหน้าซับซ้อน “กลุ่มดาว… สิ่งมีชีวิตบนฟากฟ้า?
เหมือนกับมัมมี่ที่ปรากฏตัวขึ้นในตอนเช้าเหรอ?”
“ก็ท านองนั้นแหละ”
“นั่นคือเหตุผลที่มีค าขยายอยู่ กลุ่มดาวในชีวิตอยู่ในบริบทของ
ค าขยายนั้นๆ…”
เมื่อมาคิดดู มันก็มีเรื่องแบบนั้นอยู่ ธรรมชาติของกลุ่มดาวอยู่
ภายในบริบทของค าขยาย ผมเสียหายทันทีที่ผมกลายเป็นกลุ่ม
ดาว ดังนั้นผมจึงไม่ได้เห็นบริบทที่ว่า…
“ใช่แล้ว กลุ่มดาวเหล่านั้น”
“แล้วค าขยายของเจ้าคืออะไร”
จางฮายังตระหนักถึงสถานะของผมในฐานะกลุ่มดาวและเกิด
ความสงสัยขึ้นมา ผมอดยิ้มไม่ได้ ไอ้หมอนี่ต้องประหลาดใจ
แน่ๆ เมื่อได้รู้ว่าผมเป็นใคร
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ ตื่นตัวต่ออวตาร ‘จาง
ฮายัง’]
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ ก าลังเตือนอวตาร
‘จางฮายัง’ ว่าอย่าเป็นมิตรเกินไป!]
“เอ่อ…!” จางฮายังถูกอูรีเอลขู่และรีบถอยไปจากผมอย่าง
รวดเร็ว
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ เผยรอยยิ้มเทพธิดา]
ท าไมทูตสวรรค์ถึงพูดแบบนี้กับเขา? ผมเข้าไปในห้องและเห็นยู
จงฮยอคนั่งสบายๆ อยู่บนโต๊ะพร้อมกับดื่มชา “นายมาสาย
นะ”
“อะไร? นายอยู่ที่นี่แล้วเหรอ?”
ผมไม่รู้ว่าเขาไปไหนมา แต่รองเท้าของยูจงฮยอคนั้นถูกปกคลุม
ไปด้วยฝุ่น ชาเองก็เปลี่ยนไป มันมีชาสมุนไพรอยู่ที่นี่ด้วยเหรอ?
เมื่อมาคิดดูแล้ว รสนิยมของชายคนนี้ก็ละเอียดอ่อนจริงๆ
ยูจงฮยอคเหลือบมองจางฮายังด้านหลังผม “นั่นคือคนที่นาย
พูดถึงเหรอ?”
“ใช่” ผมตอบและจางฮายังก็ก้าวออกมา
“…นี่คือดยุคคนใหม่งั้นเหรอ? สวัสดี ข้าอาสลัน”
“เหอะ คนหยาบคาย”
“ขอโทษ ข้ามันหยาบคายจริงๆ”
สายตาของพวกเขาปะทะกันในอากาศ ผมรู้สึกถึงบรรยากาศที่
เริ่มอึดอัดและรีบขัดจังหวะ “นี่เป็นครั้งแรกที่พวกนายเจอกันรึ
เปล่า? ยูจงฮยอค ไม่ใช่ว่านายมาที่นี่หลายวันแล้วเหรอ?”
“มันไม่มีเวลาให้ทักทาย งั้นสหายคนใหม่ของนายก็คือคนที่ไม่
รู้ตัวว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายงั้นเหรอ?”
“ใช่”
“ฉันเกลียดผู้ชายที่อ่อนแอ”
“…ข้าไม่ได้อ่อนแอ?” จางฮายังยื่นหน้าอกออกมา แต่เขาก็ไม่
มองเข้าไปในดวงตาของยูจงฮยอค เขาอาจจะมีก าแพงไร้นาม
แต่พลังของเขาก็ยังไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับยูจงฮยอค พวกเขา
คือตัวละครหลักทั้งคู่ แต่ยูจงฮยอคก็เป็นคนแรก
ยูจงฮยอคลดถ้วยชาของเขาลงอย่างเงียบๆ และพูดด้วย
น้ าเสียงเย็นชา”เขาไม่ใช่คนที่ควรค่าแก่การรอ คงไม่ได้มีไอ้
หมอนี่คนเดียวนะ?”
ผมตอบกลับอย่างรวดเร็วแทนจางฮายังที่โดนว่า “โอ้ ยังมีอีก
หนึ่ง ฉันยังไม่ได้คุยกับคนๆ นั้น แต่ฉันก็เจอคนดีๆ แล้ว”
“ใครกัน?”
“เธอชื่อว่าผู้ลงโทษ เธอปรากฏตัวขึ้นเมื่อไม่นานนี้ และฉันคิด
ว่าเธอใช้ได้เลยทีเดียว”
การแสดงออกของยูจงฮยอคซับซ้อนกับค าพูดของผม “คนๆ
นั้นคงเป็นไปไม่ได้”
“อะไร? ท าไม?”
“ฉันพยายามชวนเธอแล้ว แต่ล้มเหลว”
“นายพูดอะไรกับเธอ? นายหมายความว่าไง? อะไรแบบ: ฉันจะ
ฆ่าเธอถ้าเธอไม่รวมมือกับฉันอย่างงี้รึเปล่า―”
ผมนั่งเงียบให้กับสีหน้าอันฉุนเฉียวของยูจงฮยอค ยูจงฮยอค
ต้องมีเหตุผลดีๆ แน่ถ้าเขาพูดแบบนี้ ผมไม่รู้ แต่บางทีเขา
อาจจะเคยมีความรักหรือความเกลียดชังกับเธอก็ได้ ผู้หญิงคน
นั้นเป็นใครกันและมีความสัมพันธ์อะไรกับยูจงฮยอค? เธอไม่ได้
อยู่ในนิยายต้นฉบับ… ไม่สิ ต้นฉบับได้เปลี่ยนไปนิดหน่อยแล้ว
และมันอาจจะมีเรื่องราวใหม่ ผมควรจะมองหามันในไม่ช้า
“งั้นก็เหลือคนเดียว…”
จางฮายังสบตากับผมและตอบด้วยสีหน้าหม่นหมอง “ท าไม
อะไรอีก?”
“ที่ฉันบอกไปจัดการรึยัง?”
“เรียบร้อยแล้ว”
“แล้วผู้บรรลุที่ฉันบอกไปล่ะ?”
“ข้าได้รับค าตอบแล้ว มาดูสิ”
ยูจงฮยอคเลิกคิ้วขึ้นในขณะที่เขาฟังบทสนทนาระหว่างผมกับ
จางฮายัง”ผู้บรรลุ? นายก าลังพูดอะไร?”
“อ่า คนๆ นี้สามารถติดต่อกับสิ่งมีชีวิตในสถานการณ์อื่นได้
เขามีประโยชน์มากใช่ไหม?”
มันเป็นแผนการที่จะดึงดูดความสนใจของเขา แต่สีหน้าของยู
จงฮยอคก็ยังเฉยเมย “แล้ว?”
“มันไม่จ ากัดเพื่อนร่วมงานหรืออวตาร ถ้าพวกเรารับสมัคร
กลุ่มดาวหรือผู้บรรลุ―”
“กลุ่มดาวมันเป็นไปไม่ได้ ฉันไม่ไว้ใจพวกเขา”
“งั้นผู้บรรลุก็ได้ใช่ไหม?”
“นายคิดถึงใครงั้นเหรอ?”
ผมพยักหน้า “ฉันจะไปที่บู๊ลิ้ม”
“…บู๊ลิ้ม?”
“มันเป็นสถานที่ที่มีผู้บรรลุอยู่มากที่สุด”
“ฉันไม่รู้ว่านายก าลังคิดอะไรอยู่นะ แต่มันไม่มีอะไรมา
รับประกันว่าพวกเขาจะดีกว่ากลุ่มดาว มันมีปีศาจและคนชั่ว
ร้ายอยู่มากมาย
“ฉันรู้ แต่มันมีคนอื่นอีกเหรอ?”
“นายคิดว่าพวกเขาจะช่วยนายเพียงเพราะพวกเขาประทับใจ
ในจิตใจอันห้าวหาญเหรอ? ฉันจ าไม่ได้นะว่าเห็นมนุษย์ดีๆ อยู่
ในพวกบู๊ลิ้ม”
ผมรู้สึกไม่พอใจในน้ าเสียงของยูจงฮยอค อืม มันไม่ใช่จะไม่มี
เหตุผลเนื่องจากเขามีประสบการณ์ในบู๊ลิ้มแล้วในการเสื่อม
ถอยครั้งที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม—
“อย่างน้อยก็คนหนึ่งที่อาจจะช่วยได้”
ผมเห็นการแสดงออกที่บิดเบี้ยวของยูจงฮยอคและพูดด้วย
น้ าเสียงสนุกสนาน”ฉันก าลังจะขอความช่วยเหลือจากเซียน
ดาบแยกนภา”
เซียนดาบแยกนภา หนึ่งในผู้บรรลุที่ทรงพลังที่สุดในหนทางเอา
ชีวิตทั้งหมด เธอไม่ได้อยู่ในจุดสูงสุดในเวลานี้ แต่ทักษะของ
เธอก็เพียงพอแล้ว มันเป็นเพราะเซียนดาบแยกนภาไม่ใช่ใคร
อื่นนอกจากอาจารย์ของยูจงฮยอค
“ท าไมต้องเป็นคนๆ นั้น?”
“เธอคือสิ่งมีชีวิตแหกคอกซึ่งไม่ได้ผูกติดอยู่กับความชอบธรรม
หรือความไม่ชอบธรรม นอกจากนี้ ไม่ใช่ว่ามันเป็นธรรมดาที่จะ
เลือกอาจารย์ของนายเหรอ?”
สีหน้าของยูจงฮยอคเลวร้ายยิ่งกว่าตอนที่เรื่องราวของผู้ลงโทษ
เกิดขึ้น สายตาของยูจงฮยอคเต็มไปด้วยความคับอกคับใจ…
มันผิดปกติจริงๆ ยูจงฮยอคหน้าซีดและหน้าผากของเขาก็เปียก
ชุ่มไปด้วยเหงื่อ “ไม่แน่ๆ”
“ท าไม?”
“ถ้าฉันบอกว่าไม่ งั้นก็ไม่ คนๆ นั้นไม่มีทาง…”
แน่นอนว่าผมได้อ่านหนทางเอาชีวิตรอดมาแล้วและรู้ว่าท าไมยู
จงฮยอคถึงเป็นแบบนี้ ช่วยไม่ได้ คราวนี้ผมต้องเคลื่อนไหวตาม
แผนของผม “ไม่ พวกเราต้องไป ฉันได้รับตั๋วมาแล้ว”
บียูลอยอยู่ในอากาศและส่งเสียงออกมา
[ป๊า!]
ข้อความสถานการณ์ใหม่ก็ตามมา
[สถานการณ์ย่อยใหม่มาถึงแล้ว!]
บู๊ลิ้มคือพื้นที่สถานการณ์ที่มีผู้คนเดินทางไปมาอยู่บ่อยๆ ดังนั้น
ผมจึงสามารถซื้อตั๋วเคลื่อนย้ายจากกระเป๋าโดเกบิได้ แม้ว่ามัน
จะมีราคาถึง 50,000 เหรียญ อย่างไรก็ตาม ข้อดีก็คือผม
สามารถไปมาได้ตามใจ
“ยูจงฮยอค คิดให้ดี มันอาจจะไม่จ าเป็นต้องเป็นเซียนดาบแยก
นภา มันยังมีอีกหลายอย่างที่นายสามารถใช้ประโยชน์ได้”
บู๊ลิ้มคือสถานที่ที่มีนักรบอันหลากหลายจากสถานการณ์ที่ 20
ถึง 40 มารวมตัวกัน ถ้าพวกเราไปที่นั่นในเวลานี้ มันจะต้องมี
ข้อมูลและชิ้นส่วนลับอยู่มากมายแน่ๆ
ยูจงฮยอคปวดหัวอยู่นานก่อนที่จะถาม “นายจะไปตอนไหน?”
ผมยิ้มและตอบ “ตอนนี้”
(จบตอน)
การเตรียมการจบลงในไม่ช้า ผมมอบหมายเขตอุตสาหกรรมยู
จงฮยอคไว้กับไอลีนและเขตอุตสาหกรรมคิมทกจาไว้กับมาร์ค
และสมาชิกสภาบางคน
…แต่มันก็รู้สึกแปลกๆ ที่ได้ยินชื่อเขตอุตสาหกรรมคิมทกจา มัน
มีเขตอุตสาหกรรมที่มีชื่อนี้อยู่จริงๆ ในโลกปีศาจด้วยเหรอ? ผม
คิดว่าผู้คนคงจะไม่มีความสุขแน่ๆ
“บ้าเอ้ย ข้าก็แค่เจ้าของบาร์ มันเป็นไปได้เหรอที่จะทิ้งมันไว้
ให้กับข้า?”
“มันก็เหมือนกับการท าบาร์แหละน่า มันก็แค่จนกว่าฉันจะ
กลับมา ฉันโอนสิทธิ์บางอย่างให้กับนายแล้ว ดังนั้นนายน่าจะ
สามารถจัดการเรื่องความปลอดภัยได้”
มาร์คท าสีหน้าไม่มั่นใจกับค าพูดของผม “ถึงกระนั้นก็เถอะ มัน
ก็ไม่ดีกว่าเหรอที่เจ้าจะออกหน้าบ้าง? ผู้คนในเขตอุตสาหกรรม
คงจะสับสน”
“ตอนนี้ฉันไม่มีเวลาแล้ว”
“ถ้ามีการปฏิวัติครั้งใหม่ปรากฏขึ้น…”
“พื้นที่ทั้งหมดได้ผ่านไปยังสถานการณ์ถัดไปแล้ว นักปฏิวัติจะ
ไม่ปรากฏขึ้นสักพัก”
มาร์คดูเหมือนจะมั่นใจโดยค าพูดของผม มันไม่สบายใจ
เล็กน้อย แต่มันก็คงจะเพียงพอที่จะทิ้งเขตอุตสาหกรรมไว้ให้
มาร์คสักพัก มาร์คเป็นผู้ที่ช่วยเหลือเขตอุตสาหกรรมที่เสียหาย
มากที่สุดในนิยายต้นฉบับ คิมทกจาตื่นตระหนกกับการท าลาย
ล้างที่เกิดขึ้นจากยูจงฮยอคแล้ว ดังนั้นคนอย่างมาร์คจึงเป็นที่
ต้องการมาก
มาร์คน าสมาชิกสภาไปยังเขตอุตสาหกรรมคิมทกจา ฮันมยอน
โกมองตามหลังพวกเขาและพูดออกมาอย่างฉับพลัน “งั้นพวก
เราก็ควรออกเดินทางบ้างแล้ว”
“พวกเรา?”
ผมมองไปยังแผ่นหลังของฮันมยอนโกพร้อมกับขมวดคิ้ว
…คนๆ นี้เก็บกระเป๋าของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่?
“ฉันจะไม่อยู่ที่นี่คนเดียวหรอก”
“…”
“ฉันเองก็พอใช้ได้อยู่ถ้าเป็นศิลปะการต่อสู้ ฉันอ่านนิยายศิลปะ
การต่อสู้มามากมายตอนฉันยังเด็ก”
ในความเป็นจริง ผมรู้ว่าท าไมฮันมยอนโกถึงต้องการตามมา
ด้วย
[ราชาปีศาจแห่งความโกรธเกรี้ยวและตัณหาก าลังมองมาที่
คุณ]
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ ก าลังมองไปยังราชา
ปีศาจแอสโมเดียส]
ผมรู้สึกเสียใจกับอูรีเอล แต่ตอนนี้มันก็ช่วยไม่ได้ มันเป็นการดี
ที่สุดที่จะรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับแอสโมเดียสไว้ในตอนนี้
เนื่องจากผมไม่รู้เกี่ยวกับพัฒนาการของการเสื่อมถอยในรอบที่
สามจากการแก้ไขครั้งที่หนึ่ง นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่น่าเป็นห่วง
มากกว่าอูรีเอลกับแอสโมเดียส
“ขยะมีมากเกินไป”
“เจ้าบ่นเกี่ยวกับโลกนี้เหรอ?”
จางฮายังและยูจงฮยอคก าลังจ้องหน้ากัน ผมถอนหายใจ
จุดประสงค์ของผมคือการไปพบกับเซียนดาบทลายนภาซึ่ง
หมายความว่ายูจงฮยอคต้องไปด้วย ส่วนจางฮายังก็จ าเป็นใน
ฐานะผู้ประสานงาน เหนือสิ่งอื่นใด การเดินทางครั้งนี้จะเป็น
ประโยชน์อย่างมากต่อการเติบโตของจางฮายัง
“งั้นไปกันเถอะ” ผมส่งสัญญาณ และบียูก็เปิดประตูมิติใน
อากาศพร้อมกับเสียง ‘ป๊า’ มันมีเสียงดังกังวาล และประตูมิติก็
ถูกสร้างขึ้น มันไม่ใช่ขนาดของโถงเอก แต่มันก็เพียงพอแล้วที่
พวกเราสี่คนจะข้ามไป
ยูจงฮยอครีบพุ่งเข้าไปในทันทีที่ประตูมิติเปิดขึ้น จางฮายัง
มองดูยูจงฮยอคหายตัวไปและพูดด้วยเสียงเครียด “…ข้าไม่เคย
ออกไปจากโลกปีศาจมาก่อน”
หลังจากการเคลื่อนย้ายมิติครั้งแรก จางฮายังก็อาศัยอยู่ในโลก
ปีศาจมาตลอด ผมอยากจะให้ก าลังใจเขา แต่ฮันมยอนโกก็พูด
ออกมาซะก่อน
“เชื่อในตัวฉัน ฉันอ่านนิยายต่อสู้มากว่า 300 เล่ม นายแค่ต้อง
ตามฉันมา”
ผมยิ้มให้กับค าพูดของฮันมยอนโก
…นิยายกว่า 300 เล่ม ผมไม่รู้ว่ามันจะคล้ายกับบู๊ลิ้มไหม
“ไปกันเถอะ”
พวกเราสามคนพุ่งเข้าไปในประตูมิติในเวลาเดียวกัน วิสัยทัศน์
ของผมมืดลง และภูมิทัศน์ของจักรวาลก็แผ่ออกไปเบื้องหน้า
ของผม ผมข้ามจักรวาลเป็นล าแสง มันเป็นกาแล็คซี่การ
ถ่ายทอดสดดวงดาวที่มีเรื่องราวถูกพูดถึงมากมายนับไม่ถ้วน
ดวงดาวหลายดวงจ้องมาที่ผมในขณะที่ผมผ่านไป และเมื่อผม
ได้สติกลับมาอีกครั้ง ผมก็ก าลังสัมผัสกับพื้นดินขรุขระอยู่
“ว้าว เวียนหัวจัง…”
จางฮายังพยายามจะอาเจียนออกมาในขณะที่ฮันมยอนโกดู
เหมือนกับว่าเขาก าลังปีนภูเขาอยู่
ผมไม่เห็นว่ายูจงฮยอคหายไปไหน
…เขาน่าจะไม่ต้องการพบกับเซียนดาบทลายนภา
“โอ้ สถานที่แห่งนี้…” ฮันมยอนโกที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
กระตุ้นให้พวกเราก้าวไปข้างหน้าด้วยสีหน้าอันไร้เดียงสา ผม
อาจจะเป็นแบบนี้ในช่วงแรกๆ ของหนทางเอาชีวิตรอด
[คุณมาถึงปราสาทมังกรครามแล้ว]
ประตูมิติบนท้องฟ้าปิดลงพร้อมกับข้อความนี้ และผมก็เริ่ม
ตรวจสอบพื้นที่
「ปราสาทมังกรครามคือหนึ่งในสี่มหาป้อมปราการของบู๊ลิ้ม
」
ตามรายละเอียดในหนทางเอาชีวิตรอด นี่คือหนึ่งในปราสาทที่
ใหญ่ที่สุดในบู๊ลิ้ม จากขนาดของจัตุรัส นครต้องมีขนาดใหญ่
มากแน่ๆ มันเป็นนครที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปรอบๆ ปราสาท
ขนาดใหญ่
ตลาดและถนนที่มีชีวิตชีวาก าลังขายของหลายๆ อย่าง มันมี
ชาวบู๊ลิ้มก าลังนั่งอยู่ตรงหน้าบ้านหลังน้อยและใหญ่ ไม่มีใคร
แสดงความเป็นปรปักษ์ออกมาอย่างชัดเจน
มี
[กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองค า’ ก าลังแสดงความสนใจ]
[กลุ่มดาวบางกลุ่มมีความคิดถึงเมื่อได้เห็นบู๊ลิ้ม]
บู๊ลิ้มเป็นสถานที่ที่มีคนที่แข็งแกร่งถือก าเนิดขึ้นมากมาย กลุ่ม
ดาวบางกลุ่มยังได้ผ่านจากสถานที่แห่งนี้ไป จางฮายังช าเลือง
มองไปรอบๆ ราวกับว่าเขาถูกครอบง าโดยบรรยากาศเหล่านี้
และพูดออกมา “…มันเป็นสไตล์จีนเหรอ? เดิมทีมันเป็นเช่นนี้
เหรอ?”
“พื้นหลัง ‘ศิลปะการต่อสู้’ เป็นแบบนี้แหละ”
แม้จะบอกว่ามันเป็นสไตล์จีน แต่โคมไฟสีแดงก็เป็นสไตล์ญี่ปุ่น
ในขณะที่มีสถาปัตยกรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางส่วนถูก
ผสมไว้ แน่นอนว่ามันก็มีเอกลักษณ์ความเป็นจีนอยู่
ตัวอย่างเช่นชุดจีน…
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ ก าลังมองมาที่คุณ]
ผมเดินในขณะที่แสร้งท าเป็นไม่ได้ยิน ป้อมปราการนั้นกว้าง
มากจนผมไม่อาจกะขนาดของมันได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าผมอ่าน
มาไม่ผิด เซียนดาบทลายนภาก็ไม่น่าจะอยู่ในบริเวณนี้
อันดับแรก พวกเราควรไปที่ตลาดก่อน พวกเรามาถึงที่นี่แล้ว
และผมก็อยากจะลองชิมอาหารของบู๊ลิ้ม สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุด
คือการได้กินเกี๊ยวและน้ าซุปไก่ สองจานนี้คืออาหารที่ยูจงฮ
ยอคกินมากที่สุดในบู๊ลิ้ม
เขามักจะอธิบายถึงฉากที่เขาก าลังกินเกี๊ยวไปพร้อมกับซุปไก่
ร้อนๆ ในตอนกลางคืน ผมต้องข่มความหิวและไปที่ร้านสะดวก
ซื้อเพื่อซื้อซาลาเปามา 1,000 วอน
“หืม ฉันไม่เห็นใครฝึกวิทยายุทธ์เลย”
“พวกเขาจะไม่แสดงวิทยายุทธ์ออกมาง่ายๆ นายอ่านนิยายมา
ตั้ง 300 เล่มแล้วยังไม่รู้อีกเหรอ”
“งั้นนายก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในโลกบู๊ลิ้มน่ะสิ? มีความสัมพันธ์
อะไรอยู่งั้นเหรอ?”
“ใช่ แน่นอน”
“ฉันก าลังรอมันอยู่เลย”
ผมจ้องไปยังฮันมยอนโกด้วยสายตาที่น่าสงสาร ชายคนนี้ดู
เหมือนจะคิดว่า ‘บู๊ลิ้ม’ นี้คือบู๊ลิ้มที่เขารู้จัก หลังจากนั้นไม่นาน
ความคาดหวังของฮันมยอนโกก็เริ่มสลายไปอย่างช้าๆ
“…มีบางอย่างแปลกๆ”
“นายหมายความว่ายังไง?”
ฮันมยอนโกดูอวตารที่เดินผ่านไปใกล้ๆ ราวกับว่าเขาได้เห็นสิ่ง
ที่ไม่ควรเห็น “ท าไมชาวบู๊ลิ้มถึงใส่ยีนส์?”
“แล้วท าไมพวกเขาถึงใส่ยีนส์ไม่ได้ล่ะ?”
“ไม่ มันไม่มียีนส์ในช่วงยุคสมัยนี้ของจีน…”
“พวกเขาอาจเป็นนักท่องเที่ยวอย่างพวกเราก็ได้”
มันไม่ใช่แค่กางเกงยีนส์ คนส่วนใหญ่ก าลังสวมหูฟังในขณะที่มี
อวตารบางส่วนก าลังใช้อุปกรณ์ที่เหมือนกับสมาร์ทโฟนอยู่ มัน
มีคนที่เดินตามแฟชั่นที่เรียกว่าบู๊ลิ้ม แต่ประมาณครึ่งหนึ่งก็
แตกต่างไม่เหมาะสมกับโลกนี้แบบพวกเรา
ฮันมยอนโกรู้สึกสิ้นหวังเมื่อความคาดหวังของเขาถูกท าลาย
ตรงหน้า และผมก็ถอนหายใจออกมา “ฉันรู้ว่านายคิดอะไรอยู่
แต่นี่คือบู๊ลิ้มในทุกวันนี้”
“ง-งั้นเหรอ?”
“แน่นอน เมืองต่างๆ ก็เป็นแบบนี้ไปหมดแล้ว”
“นี่ไม่ใช่บู๊ลิ้มที่ฉันต้องการ…”
“อันที่จริง ทุกอย่างในโลกน่าผิดหวังไปหมดแล้ว”
ฮันมยอนโกไม่ยอมแพ้แม้จะมีค าพูดของผม เขาเรียนรู้สกิล
ตีความและพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้า วิธีการพูดของเขาเข้ากับ
โลกบู๊ลิ้มได้ดีทีเดียว “ขอโทษนะครับ ผมจะไปหาหอวิทยายุทธ์
ได้ที่ไหน?”
พ่อค้าที่ก าลังง่วนอยู่กับกองสิ่งของมองไปยังฮันมยอนโกด้วย
สายตาที่เบิกกว้าง”หืม? ฉันเดาว่านายเพิ่งมาที่นี่สินะ”
“ใช่”
“ท าไมนายถึงอยากไปหอวิทยายุทธ์ล่ะ? นายอยากเรียนวิทยา
ยุทธ์งั้นเหรอ?”
“ก็ฉันมาที่บู๊ลิ้มแล้ว ไม่ใช่ว่าฉันก็ควรจะเรียนดาบหน่อย
เหรอ?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า แน่นอน ใช่แล้ว นายพูดถูก”
ปากของฮันมยอนโกโค้งขึ้นตามค าตอบ
[ตัวละคร ‘ชูกุกมยอง’ ใช้ ‘การต่อรอง LV.4’]
เจอคุณภาพแย่ๆ ตั้งแต่เริ่มเลยสินะ “อย่างไรก็ตาม นายก็ดูจะ
เข้าใจอะไรผิดนะ ทุกวันนี้พวกเราไม่ได้เรียนวิทยายุทธ์จากหอ
วิทยายุทธ์อีกแล้ว”
“ฮะ? หมายความว่าไงกัน?”
“ฮ่าฮ่า เคล็ดวิชาโบราณเหนื่อยๆ แบบนั้นใช้กันแค่ในบู๊ลิ้มช
ทบทเท่านั้น มันไม่มีใครเรียนวิทยายุทธ์แบบนั้นแล้ว นายดู
เหมือนจะมาจากโลกมืด ดังนั้นฉันจะมอบข้อมูลพิเศษให้เอง
นายโชคดีจริงๆ”
ฮันมยอนโกสับสน “งั้นนายเรียนวิทยายุทธ์กันยังไง?”
“พวกเราใช้สิ่งนี้”
พ่อค้าปัดฝุ่นที่กองอยู่บนสินค้า กล่องที่พ่อค้าถือขึ้นมามีบางสิ่ง
ที่หน้าตาคล้ายกับ mp3 ขนาดเล็กอยู่ข้างใน
[เซ็ทดาบจิตวิญญาณน้ าแข็งฟ้าดิน ยังไม่ได้เปิด]
[- บันทึกที่สลักไว้ด้วยข้อมูลโดยตรงจากสมองของผู้ฝึกยุทธ์
เทพธิดาบุปผาเหมันต์!
– การเรียนรู้ซ้ าๆ นั้นดีที่สุด! ถ้าคุณศึกษามันตั้งแต่ยังเด็ก คุณ
จะบรรลุได้!
– สามารถผ่อนจ่ายหกเดือนได้! เพียงแค่ 500 เหรียญต่อเดือน
ใครก็เป็นปรมาจารย์ได้!]
“…นี่มันอะไรกัน?”
“มันเป็นแฟชั่นในหมู่คนหนุ่มสาว มีข่าวลือว่าใครก็ตามก็
สามารถเป็นปรมาจารย์ได้ถ้าใช้มันไปสัก 1,000 ครั้ง”
“เรื่องนั้น… จริงเหรอ?”
“แน่นอนมันเป็นเรื่องจริง ฉันอยู่ในบู๊ลิ้มมา 10 ปีแล้ว ฉันจะ
โกหกไปท าไม? นายเห็นพวกคนหนุ่มสาวที่เดินไปมาพร้อมกับหู
ฟังไหมล่ะ?”
“ใช่ ฉันเห็นแล้ว อย่าบอกนะว่า?”
พ่อค้าพยักหน้าตามค าถามของฮันมยอนโก “ทุกๆ คนก าลังฟัง
มันอยู่ เด็กๆ ก าลังยุ่งอยู่กับการอ่านของพวกนี้อยู่”
“หือ… เข้าใจละ แบบนี้นี่เอง ฉันมันล้าหลังจริงๆ”
“หุหุ นี่คือรุ่นลิมิเต็ดเพราะมันถูกบันทึกโดยตรงจากเทพธิดาบุป
ผาเหมันต์ นายรู้จักเทพธิดาบุปผาเหมันต์ไหม? เธอเป็นที่นิยม
มากเลย เอานี่ ฉันจะให้นายฟังดู มันมีประสิทธิภาพมากเลยแม้
เมื่อนายจะไม่ได้นอน”
ฮันมยอนโกยัดหูฟังเข้าไปในหูในขณะที่จางฮายังคุ้ยสินค้าของ
พ่อค้า
[เซ็ทฝึกที่บ้านหกเดือน ภูตผีโบยบิน]
[- คุณสามารถเป็นปรมาจารย์ได้หากท าตาม 10,000 ครั้ง!]
[บรรยายของราชาดาบพระราชวังแดนใต้!]
[- ใช้วิธีที่ปลอดภัยและเร็วที่สุดในการเข้าถึงจุดสูงสุดโดยฟัง
การบรรยายออนไลน์ของอาจารย์ชั้นน าของพระราชวังแดน
ใต้!]
– ถามและตอบค าถามได้ตลอด 24 ชั่วโมงในระหว่างการใช้
บริการ ไม่จ าเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเหรียญ อย่าลังเลที่จะติดต่อ
เราได้ตลอดเวลา!
เมื่อมาคิดดูแล้ว บันทึกเหล่านี้ต่างก็ได้รับความนิยมสูงมากใน
ทุกวันนี้
พ่อค้ามองมายังจางฮายังก็ที่ก าลังคุ้ยเขี่ยสินค้าอยู่ “เฮ้ เจ้า
หนู… อย่ามาวุ่นวายนะถ้าจะไม่ซื้อ พวกมันแพง”
“พวกเราสามารถกลายเป็นปรมาจารย์ได้ด้วยของพวกนี้จริงๆ
เหรอ?”
“นายไม่เห็นรีวิวเหรอ? พวกมันเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต่างก็ได้รับการ
รับรองแล้ว”
ผมนึกถึงครั้งแรกที่ผมอ่านเกี่ยวกับอุปกรณ์การฟังในหนทาง
เอาชีวิตรอด มุมมองของชาวบู๊ลิ้มได้แสดงออกมาว่า
– เบ็กยังชิน (อายุ 12 ปี เพศชาย): ฉันฟังมันเพราะเพื่อน มันดี
มากเลย ฉันเป็นที่หนึ่งในสถาบันของฉันนับตั้งแต่เดือนที่สาม
– ทันแลนมิโย (อายุ 32 ปี เพศหญิง): พูดตามตรงนะ ฉันฟัง
มาได้สามสัปดาห์แล้วและคิดว่ามันนานมาก… จากสัปดาห์ที่
หก ฉันก็เริ่มได้ยินเสียงวรยุทธ์ที่ฉันไม่รู้!!!
– ฮวาวังบันกุน (อายุ 24 ปี เพศชาย): หลังจากได้ฟัง ผลงาน
ของฉันในสถานการณ์ก็ดีขึ้น สถานการณ์จะยากแล้วไง? ฉันไม่
กลัวโดเกบิอีกต่อไปแล้ว!!!
เห็นได้ชัดว่าพวกมันเป็นโฆษณาปลอม แต่มันก็เป็นสิ่งล่อตาล่อ
ใจส าหรับอวตารที่มาเยือนบู๊ลิ้มเป็นครั้งแรก พวกเขาเป็น
อวตารที่ผ่านสถานการณ์ที่ยากล าบากมา
อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ง่ายเลยที่จะเรียนรู้เคล็ดวิชาที่ลึกซึ้ง
พอที่จะลดระดับความยากของสถานการณ์ได้ด้วยเหรียญเพียง
น้อยนิด
ฮันมยอนโกบ่นว่าเขาไม่ชอบบู๊ลิ้มนี้และเปลี่ยนใจ “นายอยาก
ลองฟังมันไหม? มันรู้สึกเหมือนกับว่าวิทยายุทธ์เข้าถึงได้ง่าย
จริงๆ―”
“หุหุ เจ้าหนู นายมีรูปร่างดีนะ ลองเอานี่ไปลองไหม?”
“อ่า งั้นเหรอ? งั้นเท่าไหร่—”
ผมก าลังจะหยุดเขา แต่น้ าเสียงอันน่ากลัวก็ดังออกมาจาก
ด้านหลังของผมซะก่อน
“ถ้าผู้คนสามารถกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ด้วยการใช้ของพรรค์
นั้น บู๊ลิ้มคงไม่ถูกท าลายหรอก”
(จบตอน)
พ่อค้าขมวดคิ้วในขณะที่เขามองไปยังต้นเสียง อย่างที่คาดไว้ ยู
จงฮยอคก าลังยืนอยู่ตรงนั้น สีหน้าของผมเปลี่ยนไปในขณะที่
ผมเตือนเขา”เฮ้ อย่าพูดถึงเรื่องนั้นสิ”
การท าลายล้างแห่งบู๊ลิ้มที่ยูจงฮยอคพูดถึงนั้นคือสถานการณ์ที่
ยังไม่เกิดขึ้น ในนิยายต้นฉบับ โศกนาฏกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในอีก
หลายปีข้างหน้า แน่นอนว่ายูจงฮยอคได้เห็นสิ่งนี้ในการเสื่อม
ถอยครั้งที่ผ่านมา และอนาคตก็ได้กลายเป็น ‘อดีต’ ส าหรับเขา
“อย่าเสียเวลาเลย ฉันรู้ว่าผู้คนคงไม่อาจแข็งแกร่งขึ้นได้ด้วย
ขยะแบบนั้น”
“ฉันแค่ปล่อยให้พวกเขาดูเฉยๆ น่า”
“พวกเราไม่ได้มาเที่ยว นายลืมไปแล้วเหรอ?””
ในขณะที่เขาก าลังพูดอยู่นั้น ผมก็เห็นบางอย่างอยู่ในมือของยู
จงฮยอค มันเป็นกระดาษที่ห่อบางสิ่งเอาไว้
…เกี๊ยว? ยูจงฮยอคกินเกี๊ยวด้วยใบหน้าเฉยเมยและพูดต่อ “มัน
มีชิ้นส่วนลับอยู่สามอันที่สามารถพบได้ในบู๊ลิ้มตอนนี้ ต ารา
เคล็ดวิชาของจักรพรรดิแห่งการท าลายล้าง ดาบปีศาจทมิฬจิต
วิญญาณอสูร และลูกปัดวิญญาณปีศาจแห่งส านักปีศาจโลหิต”
พ่อค้าขัดจังหวะในทันที่
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ต าราเคล็ดวิชาของจักรพรรดิแห่งการท าลายล้าง
และดาบปีศาจทมิฬจิตวิญญาณอสูร? ลูกปัดวิญญาณปีศาจ
แห่งส านักปีศาจโลหิต? มันยังมีคนตามหาของพวกนี้อยู่อีก
เหรอ…!”
“…”
“ตื่น! พวกมันเป็นแค่ต านานเท่านั้น! พวกมันสาบสูญไปนาน
แล้ว!”
ยูจงฮยอคไม่กะพริบตาเลยแม้ว่าจะมีเสียงหัวเราะของพ่อค้า
มันเป็นเพราะยูจงฮยอครู้ว่าพวกมันมีอยู่จริงๆ เขากระทั่งรู้วิธี
ได้บางชิ้นมา เขาพูดถึงพวกมันอย่างไร้ยางอายต่อหน้าคนอื่น
เพราะเขารู้ว่าคนพวกนี้คงจะไม่เชื่อเขา
ผมตอบค าพูดของเขา “ลูกปัดวิญญาณปีศาจแห่งส านักปีศาจ
โลหิตมีประโยชน์น้อยแม้ว่าจะได้มันมา นายอาจจะดูบซับมันได้
แต่ถ้าฉันหรือสมาชิกปาร์ตี้คนอื่นใช้มันผิดวิธีล่ะก็ ลมปรานคง
ปั่นป่วนแน่”
ยูจงฮยอคท าสีหน้าอย่างที่ผมต้องการ ในทางกลับกัน การ
แสดงออกของพ่อค้าก็ดูอับอายในขณะที่เขาได้ยินพวกเราพูด
ถึงต านานด้วยความใจเย็น ผมพูดต่อ “ต าราเคล็ดวิชาของ
จักรพรรดิแห่งการท าลายล้างยากมากที่จะได้มา นายจะเอามัน
มาก็ได้แต่นายคงอยู่ได้ไม่นาน”
“ฉันรู้”
“สุดท้าย ดาบปีศาจทมิฬจิตวิญญาณอสูร… บางทีนายคง
พยายามจะเอามันมาเพราะดาบของนายหักแล้ว แต่ลืมไปแล้ว
เหรอว่ามันยังมีอาวุธอื่นที่ได้มาง่ายกว่าและยังมีประสิทธิภาพ
พอๆ กัน?”
สีหน้าของยูจงฮยอคเปลี่ยนไปตามค าพูดของผม เขาสังเกตเห็น
สิ่งที่ผมพยายามจะพูด “…นายตั้งใจจะไปที่นั่นจริงๆ เหรอ?”
“ใช่ เวลานี้ พลังของเซียนดาบทลายนภาคือสิ่งจ าเป็น”
“ฉันไม่ไป”
“แล้วแต่นาย แต่นายช่วยน าทางฉันไปที่ส านักหน่อยได้ไหม?”
ยูจงฮยอคท าหน้าตาน่ากลัว และพ่อค้าก็แทรกอีกครั้ง “นาย
ก าลังจะไปหาเซียนดาบทลายนภางั้นเหรอ?”
“ใช่”
“ฮะ…” พ่อค้ามองพวกเราด้วยสีหน้าอิดโรยเล็กน้อย จากนั้น
เขาก็ส่ายหัวและดึงสินค้าของเขากลับไป “แค่นั้นแหละ เอามา
ให้ฉัน ฉันไม่ขายแล้ว”
ฮันมยอนโกที่ก าลังฟังเทพธิดาบุปผาเหมันต์อย่างตั้งใจหน้าขึ้น
สีเมื่อหูฟังถูกดึงออกไปอย่างฉับพลัน พ่อค้ายิ้มให้กับฮันมยอน
โก “ฉันแปลกใจจริงๆ ที่ยังมีสหายที่ยึดติดกับวิธีการเก่าๆ มันก็
ไม่เลวร้ายเกินไปที่จะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของเวลาในผู้คน
ขอให้โชคดีกับความพยายามของพวกนายละกัน”
พ่อค้าพูดอะไรก็ไม่รู้และลากแผงของเขาไปทางอื่นเพื่อหาลูกค้า
ผมมองไปยังแผ่นหลังของพ่อค้าสักพัก ฮันมยอนโกถาม “…เขา
พูดบ้าอะไร?”
“หัวหน้าแผนก นายบอกว่านายชอบนิยายก าลังภายในใช่
ไหม?”
“ฮะ? อืม ใช่แล้ว”
“งั้นก็ดี คนที่พวกเราก าลังจะไปเจอคือคนๆ เดียวใน ‘บู๊ลิ้ม’ ที่
ยังคงวิถีแบบดั้งเดิมเอาไว้”
ผมพูดแบบนี้ในขณะที่ไล่ตามยูจงฮยอคที่ก าลังเดินน าหน้าผม
ไป มันเป็นเพราะเขากลับมาที่บู๊ลิ้มหลังจากผ่านไปนานแล้ว
เหรอ? ยูจงฮยอคท าสีหน้าคิดถึงในขณะที่เขามองไปรอบๆ
ถนนค่อยๆ สงบขึ้น ตลาดที่คึกคักหายไปและมีกลิ่นเหม็นของ
มูลสัตว์ตามมา
พวกเราเดินมานานแค่ไหนแล้ว? ในที่สุดฝีเท้าของยูจงฮยอคก็
หยุดลง มันคือตรงหน้าของที่พักโทรมๆ ซึ่งไม่อาจเทียบได้กับ
บนถนนที่วุ่นวาย มันมีกระท่อมเล็กๆ อยู่ ณ ใจกลางของพื้นที่
ผมอ่านแผ่นป้ายเล็กๆ ที่ตั้งอยู่หน้ากระท่อม
[ส านักดาบทลายนภา]
– รับสมัครลูกศิษย์ทุกเมื่อ
นี่คือที่อยู่ของเซียนดาบทลายนภา
“หมดหน้าที่ของฉันแล้ว” ยูจงฮยอคพูดออกมาและปีนขึ้นไป
บนต้นซากุระที่อยู่ใกล้ๆ
เขาไม่ต้องการพบกับเซียนดาบทลายนภาจริงๆ
ฮันมยอนโกพูดด้วยน้ าเสียงที่สงสัย “ที่โทรมๆ แบบนี้…”
“เดิมทีปรมาจารย์ของบู๊ลิ้มก็อยู่ในที่แบบนี้แหละ” ผมตอบ
จางฮายังถามด้วยสีหน้าคาดหวัง “คนที่อยู่ที่นี่จะมอบเคล็ด
วิชาให้ข้าเหรอ?”
เมื่อมาคิดดูแล้ว จางฮายังก็ได้รับร่างอมตะของดาบแยกทลาย
นภาผ่านก าแพงมา มันมีคนสอนเขา แต่ผมไม่รู้ว่ามันเป็นไปได้
อย่างไร แม้แต่ยูจงฮยอคก็ต้องการเรียนรู้มัน
“เซียนดาบทลายนภา อยู่ไหม?” ผมเคาะประตู”เซียนดาบ
ทลายนภา! ผมต้องการความช่วยเหลือจากคุณ!”
ไม่มีค าตอบจากเซียนดาบทลายนภา อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่อาจ
กลับไปเพียงเพราะไม่มีค าตอบ ผมตะโกนอย่างห้าวหาญและ
เปิดประตู “ผมจะถือว่านี่เป็นสัญญาณบอกให้เข้าไปนะ!”
มันมีเสียงดังเอี๊ยดในขณะที่ประตูเปิดออกและเผยให้เห็นภายใน
การตกแต่งภายในของที่พักดีกว่าที่ผมคิดไว้ มันไม่มีร่องรอย
ของคนอยู่ที่นี่เลย กลับกัน มันมีตัวตนที่ไม่คาดคิดก าลังรอพวก
เราอยู่
จางฮายังอุทานออกมาอย่างมีความสุข “โอ้ว มันมีสุนัขอยู่
ด้วย?”
สุนัขก าลังนอนอยู่บนพื้นและจ้องมองมาที่พวกเรา มันเป็นสุนัข
ขนาดกลางที่สวมชุดสีน้ าเงินเข้มโดยมีลิ้นยื่นออกมา
ฮันมยอนโกอยู่ติดๆ กับผมด้วยความประหม่า “นี่คือเซียนดาบ
ทลายนภาเหรอ?”
“ไม่”
ผมจ้องมองไปยังสุนัขและนึกถึงเนื้อหาของหนทางเอาชีวิตรอด
「ขนสีด า ดวงตาสีน้ าตาลแดง สุนัขเฝ้าบ้านก าลังนอนอยู่ใน
ลักษณะที่สง่างามเหมือนกับคน」
ไม่ต้องสงสัยเลย
“สุนัขตัวนี้เป็นศิษย์ของเซียนดาบทลายนภา”
“…ลูกศิษย์?”
“ถ้าฉันจ าไม่ผิด มันชื่อว่าปรมาจารย์ทลายนภา”
ฮันมยอนโกถามด้วยสีหน้าบ้าบอ “ไม่ ท าไมสุนัขถึงเป็นศิษย์
ได้?”
“มันเกิดขึ้นเมื่อคนแย่กว่าสุนัข ในตอนแรก ความคิดที่ว่าคน
ดีกว่าสุนัขนั้นเป็นแค่อุดมคติของมนุษย์เท่านั้น”
ผมอ่านบรรยากาศรอบๆ ตัวสุนัข
[สกิลเฉพาะตัว ‘มุมมองนักอ่านพระเจ้า’ ถูกเปิดใช้งาน!]
นิทานพื้นบ้านเก่าๆ รวมตัวกันและกลายเป็นเรื่องราว ชิ้นส่วน
ของนิทานพื้นบ้านในพื้นที่กลายเป็นเรื่องราวดั้งเดิมที่บอกกับ
ผม
[เรื่องราว ‘สุนัขที่โตขึ้นในส านักหมู่บ้านเป็นเวลา 3 ปี สามารถ
ท่องบทกวีได้’ ส่งผล]
ยกตัวอย่างเช่น จะเกิดอะไรขึ้นถ้าสุนัขตัวหนึ่งอยู่กับคนที่
แข็งแกร่งที่สุดในบู๊ลิ้มเป็นเวลานาน? จะเกิดอะไรขึ้นถ้าสุนัข
เริ่มท าตามการกระท าของปรมาจารย์ในวันใดวันหนึ่ง? มันท า
ตามและลอกเลียนแบบเป็นเวลา 10 ปี, 20 ปี, 30 ปี… และใน
ที่สุด 100 ปีก็ผ่านไป
จางฮายังพึมพ าด้วยความประหลาดใจ “น-นี่มันอะไรกัน…?!”
สุนัขยืนขึ้นด้วยสองขาและมองพวกเราเหมือนมันคือมนุษย์ มัน
มีดวงตาแปลกๆ ที่ไม่อาจอ่านได้เลย มันไม่รู้สึกถึงความเป็น
ปรปักษ์ใดๆ จากมันเลย แต่มันก็ยากที่จะเห็นว่ามันเป็นมิตร
ฮันมยอนโกขมวดคิ้วให้กับภาพแปลกๆ”ฉันไม่คิดว่ามันจะเป็น
การต้อนรับหรอกนะ ฉันจะจัดการกับมันเอง”
“…หัวหน้าแผนก?”
“ฉันเองก็เป็นเอิร์ลปีศาจ อย่าดูถูกฉันนะ”
เอิร์ลปีศาจย่อมไม่อ่อนแอ อย่างน้อยเอิร์ลก็ควรที่จะมีเรื่องราว
ดีๆ อยู่
“ย๊าา!”
ฮันมยอนโกพุ่งไปข้างหน้าและเปิดเผยเรื่องราวของเขาอย่าง
มั่นใจ ผมไม่แน่ใจเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของเรื่องราวนี้ แต่เขา
ก็มีเรื่องราวระดับประวัติศาสตร์อยู่หลายเรื่องและก าลังใช้พวก
มันออกมา เขายังเป็นสมาชิกของครัวเรือนแห่งแอสโมเดียส
ดังนั้นถ้าผมตรวจสอบสกิลของฮันมยอนโกล่ะก็…
“อ๊ากกกก!”
ก่อนที่ผมจะคิดเสร็จ ร่างกายของฮันมยอนโกก็บินผ่านอากาศ
ด้วยเสียงอันดัง
[ตัวละคร ‘ปรมาจารย์ทลายนภา’ ใช้หมัดเทวะร้อยกระบวน
LV.10!]
[ตัวละคร ‘ปรมาจารย์ทลายนภา’ ใช้ย่างก้าวฟีนิกซ์แดง
LV.10!]
…โอ้พระเจ้า สุนัขอัดฮันมยอนโกลอยออกไปจากบ้านและพุ่ง
เข้าหาจางฮายัง ผมผลักจางฮายังออกไปโดยอัตโนมัติและเปิด
ใช้งานบุ๊คมาร์ค
[สกิลเฉพาะตัว ‘วิถีแห่งสายลม LV.10 (+1)’ ถูกเปิดใช้งาน!]
ความรู้สึกที่เกิดจากสายลมท าให้การเคลื่อนไหวของสุนัขดู
เชื่องช้าลง ผมดึงจางฮายังและขยับไปตามเส้นทางที่ถูกสร้าง
ขึ้นโดยสายลมเพื่อหลบหลีกอุ้งเท้าของสุนัข มันมีพลังอันน่า
หวาดหวั่นอยู่ในอุ้งเท้าของสุนัขในขณะที่ประกายแสงอุบัติ
ขึ้นมา ใครจะเชื่อว่าสุนัขที่ดูต่ าต้อยแบบนี้จะก าลังใช้พลังแยก
นภาอยู่?
“เดี๋ยวก่อน! พวกเราไม่ได้คิดที่จะต่อสู้!”
จากนั้นสุนัขก็หยิบกระดาษหนึ่งแผ่นที่กลิ้งไปมาขึ้นมา
– รับสมัครลูกศิษย์ทุกเมื่อ
ในที่สุดผมก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“…บัดซบ มันคือวิธีการคัดเลือกลูกศิษย์”
ถ้าผมจ าไม่ผิด มันมีหลายคนที่โหยหาบู๊ลิ้มแบบเก่าซึ่งได้มาหา
เซียนดาบทลายนภา ส่วนใหญ่แล้วก็จะเข้าไปไม่ได้เพราะสุนัข
ตัวนี้
「ข้าจะไม่ยอมรับคนที่กระจอกกว่าสุนัขเป็นศิษย์」
กล่าวอีกนัยหนึ่ง สุนัขตัวนี้… ปรมาจารย์ทลายนภาคือจุด
ตรวจสอบเพื่อเข้าสู่ส านักดาบทลายนภา
สุนัขถูกกระตุ้นโดยการเคลื่อนไหวของผมและค ารามออกมา
ประกายแสงจางๆ ปรากฏขึ้นรอบๆ ตัวของมัน
จางฮายังที่ก าลังตกใจถามออกมา “น-นี่มันอะไรกัน? นี่มันสุนัข
จริงๆ เหรอ?”
ผมเองก็ประหลาดใจเหมือนกัน จากการที่ประกายแสง
เปลี่ยนเป็นสีเหลือง มันไม่ต้องสงสัยเลย นี่คือ ‘ประตูบานที่
หนึ่งแห่งผู้บรรลุ’ ผมไม่เคยคิดเลยว่าปรมาจารย์ทลายนภาจะ
แข็งแกร่งขนาดนี้ บ้าเอ้ย
ผมสามารถจัดการกับมันได้ถ้าผมเปิดเผยพลังออกมา แต่
ร่างกายของผมก็ยังไม่ฟื้นตัว ผมยังไม่สามารถใช้เรื่องราวของ
ผมได้มากเกินไปเพื่อจัดการกับมันอีกด้วย ในท้ายที่สุด มันก็มี
ทางเลือกเดียวเท่านั้น
“ยูจงฮยอค! ช่วยฉันที!”
ยูจงฮยอคเงียบ ไอ้หมอนี่ไม่ตอบ?
“ฉันจะช่วยนายหาลูกปัดวิญญาณปีศาจแห่งส านักปีศาจโลหิต
ถ้านายช่วยฉันจัดการกับมัน!”
ยูจงฮยอคก็ยังไม่ตอบสนอง จากนั้นสุนัขก็ขยับ มันเร็วมากจน
ผมไม่อาจหลบมันได้โดยใช้วิถีแห่งสายลม มันเกิดขึ้นเมื่อผม
ก าลังจะใช้การปล่อยกระแสไฟฟ้า ยูจงฮยอคปรากฏตัวขึ้น
ตรงหน้าของผมและใช้ดาบเมฆสวรรค์ชุมนุมเพื่อป้องกันอุ้งเท้า
ของมัน
“ลูกปัดวิญญาณปีศาจยังไม่พอ เพิ่มดาบปีศาจทมิฬจิต
วิญญาณอสูรไปด้วย”
เชี่ย ไอ้ขี้งกนี่
“…เข้าใจแล้ว จัดการมันที”
ยูจงฮยอคขยับดาบของเขาเบาๆ เพื่อสลัดจากสุนัขและออก
กระบวนท่าด้วยสีหน้าจองหอง ประกายแสงสีเหลือเริ่มลอย
ออกมาจากร่างกายของยูจงฮยอค อย่างที่คาดไว้ ยูจงฮยอคก็
ผ่านประตูบานที่หนึ่งไปแล้ว เดิมทีมันไม่ควรจะเป็นไปได้
ส าหรับเขาในเวลานี้
ปรมาจารย์ทลายนภาเครียดขึ้นมาเมื่อพลังแบบเดียวกันปรากฏ
ขึ้น การเผชิญหน้ากันระหว่างมนุษย์และสุนัขเต็มไปด้วยความ
ตึงเครียดอย่างไม่น่าเชื่อ
พลังเวทมนตร์อันน่าสะพรึงกลัวเริ่มเบียดเบียนสภาพแวดล้อม
ในนิยายต้นฉบับ ยูจงฮยอคเองก็ได้ชิงชัยกับปรมาจารย์ทลาย
นภา
「เซียนดาบทลายนภามีลูกศิษย์สองคน」
มันเป็นครั้งแรกที่เขามาหาเซียนดาบทลายนภาเพื่อเรียนรู้วิชา
ดาบ
「หนึ่งก็คือปรมาจารย์ทลายนภา สุนัขที่ถูกเลี้ยงดูโดยเซียน
ดาบทลายนภา」
คราวนั้นเขาอาจจะแพ้
สองก็คือราชาสูงสุด ฺยูจงฮยอค_ แต่ตอนนี้มันจะต่างออกไป
(จบตอน)
ปรมาจารย์ทลายนภานั้นแข็งแกร่ง มันฟังดูไร้สาระ แต่อาจจะ
ไม่มีสุนัขตัวไหนในการถ่ายทอดสดดวงดาวที่แข็งแกร่งไปกว่า
ปรมาจารย์ทลายนภา แน่นอน มันยังมีอีกหลายคนที่แข็งแกร่ง
กว่าปรมาจารย์ทลายนภา
ยูจงฮยอคและปรมาจารย์ทลายนภาเข้าปะทะกัน ประกายแสง
จากประตูผู้บรรลุขั้นที่หนึ่งเข้าปะทะกันและภูมิทัศน์ก็เริ่มบิด
เบี้ยว
เส้นทางที่ผู้บรรลุเดินผ่านเกิดความผันผวน พวกเขาคือตัวตนที่
ไปถึงขอบเขตผู้บรรลุด้วยการเดินไปบนเส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง
ดังนั้นการต่อสู้ระหว่างผู้บรรลุจึงมักจะเป็นความต่อเนื่องของ
การปฏิเสธซึ่งกันและกัน
เส้นทางของนายมันผิด ส่วนเส้นทางของฉันนั้นถูก
ผ่านการปฏิเสธดังกล่าว ผู้บรรลุจะแข็งแกร่งขึ้น เข้มแข็งขึ้น
และแตกสลายในตอนท้าย ในขณะที่การปรากฏตัวของผู้บรรลุ
เข้าครอบง าพื้นที่ ความคิดของยูจงฮยอคก็โผล่ขึ้นมาในใจของ
ผม
「สักพักแล้วนะ ศิษย์พี่」
ใครที่ได้ยินคงหัวเราะออกมา เขาก าลังเรียกสุนัขว่าศิษย์พี่
อย่างไรก็ตาม ยูจงฮยอคก็ไม่หัวเราะ
การแสดงออกที่ซีดจางไปได้กระทบกับหัวใจของเขา ความทรง
จ าที่ถูกข่มไว้เพราะเขาไม่มีเวลามาจมอยู่กับอดีตได้ถูก
ปลดปล่อยออกมา ยูจงฮยอคได้เผชิญหน้ากับเซียนดาบทลาย
นภาและเรียนรู้วรยุทธ์กับปรมาจารย์ทลายนภาในรอบที่สอง
ของเขา
「ที่นี่ ยูจงฮยอคได้เรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น
」
ที่นี่ ยูจงฮยอคได้เรียนรู้ ฝึกฝน และใช้ชีวิตอยู่กับปรมาจารย์ที่
ไม่ใช่มนุษย์และผู้ติดตามที่ไม่ใช่มนุษย์ ถ้ามันยังมีความอบอุ่น
เหลืออยู่ภายในตัวของยูจงฮยอคในตอนนี้เพียงน้อยนิด มันก็
น่าจะมาจากการฝึกฝนในบู๊ลิ้ม ในท านองเดียวกัน บู๊ลิ้มก็น่าจะ
เป็นสาเหตุที่พรากความอบอุ่นไปจากเขา
「…ฉันไม่ต้องการเจอนายอีก」
ปรมาจารย์ทลายนภาและเซียนดาบทลายนภาตายจากการ
ต่อสู้กับพันธมิตรผู้หวนคืน
ยูจงฮยอคขยับ อุ้งเท้าของสุนัขเข้าปะทะกับดาบเมฆสวรรค์
ชุมนุม ฝีเท้าของย่างก้าวฟีนิกซ์แดงเข้าโรมรันกัน ประกายแสง
ในอากาศเริ่มรุนแรงมากยิ่งขึ้นในขณะที่การเผชิญหน้ากัน
ระหว่างดาบและอุ้งเท้าถี่ขึ้น ไม่นานหลังจากนั้น พลังงานก็เริ่ม
ลดลงทีละนิด
ตามที่คาดไว้ ตัวละครหลักก็คือตัวละครหลัก
เรื่องราวของสุนัขที่เติบโตขึ้นจากการติดตามเซียนดาบทลาย
นภาไม่อาจเทียบเคียงได้กับเรื่องราวของชายหนุ่มที่ใช้ชีวิต
เพียงล าพังเพื่อป้องกันการท าลายล้างโลก
「ฉันจะไม่มอง」
เวลาของยูจงฮยอคไม่ได้มีไว้เพื่อการไว้ทุกข์เพราะเขาจะต้อง
ทนทุกข์ในเวลาเดียวกันนี้อีกหลายครั้ง
ต่อสู้ ต่อสู้อีกครั้ง และก้าวต่อไป มันคือการไว้ทุกข์ที่ดีที่สุด
ส าหรับอดีตของชายคนนี้
ปรมาจารย์ทลายนภาไม่อาจทนทานต่อน้ าหนักของดาบได้และ
ครางออกมา การบุกของยูจงฮยอคเริ่มเร็วขึ้น วิถีดาบเริ่มมั่นคง
ขึ้น และเขาได้ขุดลงไปในจุดอ่อนด้วยความโหดเหี้ยม
จางฮายังอ้าปากค้างอยู่ข้างๆ ผม “…ว้าว นี่มันของจริงเหรอ
เนี่ย”
มันอาจจะเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นการต่อสู้แบบนี้ มันเป็นการ
ต่อสู้อันยิ่งใหญ่ แต่มันก็เร็วเกินไปที่จะรู้สึกชื่นชม นี่เป็นเพียง
ความบันเทิงเท่านั้นเมื่อพิจารณาถึงการต่อสู้ข้างหน้า
ในที่สุดปรมาจารย์ทลายนภาก็ถูกผลักดันกลับไปและร้องคราง
ออกมา ยูจงฮยอคไม่พลาดโอกาสนี้ การโจมตีอย่างต่อเนื่อง
ของยูจงฮยอคได้สะกดอุ้งเท้าของปรมาจารย์ทลายนภาไว้ และ
เขาก็ลดช่องว่างให้แคบลง ลมหายใจหยาบๆ หลุดรอดออกมา
จากปากของสุนัข จากนั้นการโจมตีสุดท้ายของยูจงฮยอคก็
ทะลวงไปที่เอวของปรมาจารย์ทลายนภา
…พูดให้ชัดๆ เขาก าลังจะทะลวงมัน
ฉับพลัน ความรู้สึกอันน่าขนลุกก็บังเกิดขึ้นที่กระดูกสันหลังของ
ผม มันมีคนยืนอยู่ข้างหลังของผม
…มีคนมายืนอยู่ข้างหลังของผมตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
[กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองค า’ ประหลาดใจ]
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ สงสัย]
[กลุ่มดาวหลายกลุ่มตื่นตัวกับพลังงานที่พวกเขารู้สึกได้]
“วันนี้ท้องฟ้าวุ่นวายจริงๆ มันมีปรากฏการณ์แบบนี้ตั้งแต่
เมื่อไหร่กัน?” เจ้าของเสียงก าลังยืนอยู่กับที่ด้วยท่าทางสบายๆ
เหมือนกับว่าเธอก าลังดื่มอยู่
ร่างกายของเธอใหญ่กว่ายูจงฮยอคมาก หญิงสาวที่ตัวสูงกว่า
ผมราวๆ 3 เมตรก าลังแผ่แรงกดดันออกมา เห็นได้ชัดว่าเธอ
ไม่ได้ถามใคร
การปรากฏตัวที่อยู่ตรงหน้าผมท าให้หัวใจของผมเต้นรัว เธอ
คือหนึ่งในผู้บรรลุที่แข็งแกร่งที่สุดในหนทางเอาชีวิตรอด เซียน
ดาบทลายนภา
พายุพลังงานเคลื่อนผ่านอากาศ และดาบเมฆสวรรค์ชุมนุมของ
ยูจงฮยอคก็แข็งค้างไป
“เจ้าก าลังทุบตีเจ้าหมาโง่นี่เหรอ? เจ้ามันคนไร้หลักการ”
ดาบเมฆสวรรค์ชุมนุมสั่นสะท้าน นิ้วทั้งสองของเซียนดาบ
ทลายนภาคีบดาบของยูจงฮยอคไว้ราวกับว่ามันเป็นของเล่น
โฮ่ง โฮ่ง!
ปรมาจารย์ดาบทลายนภานอนอยู่บนพื้นและแลบลิ้นออกมาอีก
ครั้ง
ในทางตรงกันข้าม ยูจงฮยอคได้โยนดาบเมฆสวรรค์ชุมนุมทิ้งไป
และใช้ย่างก้าวฟีนิกซ์แดงเพื่อหลบออกจากตรงนั้น มันเร็วที่สุด
นับตั้งแต่ผมเคยเห็นยูจงฮยอคเคลื่อนไหวมา รอยยิ้มอัน
น่าสนใจปรากฏขึ้นในขณะที่เซียนดาบทลายนภามองดูยูจงฮ
ยอคที่ก าลังหนีไป
“เจ้าเป็นคนที่เร็วจริงๆ ข้าน่าจะจับเขาไว้เป็นคนสุดท้าย
สินะ…”
สายตาอันไม่ไขว้เขวของเซียนดาบทลายนภาขยับมาทางปาร์ตี้
ของพวกเรา ในเวลาที่ผมสบตากับเธอ เซียนดาบทลายนภาก็
ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าของผมแล้ว ความเร็วของเธอเพียง
พอที่จะท าให้ผมเหงื่อตก ผมไม่อาจเร็วไปได้กว่านี้แม้ว่าผมจะ
ใช้การปล่อยกระแสไฟฟ้า
“ก่อนอื่นเลย มันมีชายที่หน้าตาไม่ชัดเจน”
เธอแค่คว้าคางของผม แต่สายตาของผมก็สั่น ผมเซไปใน
ขณะที่เซียนดาบทลายนภาก าลังจับคางของจางฮายังที่อยู่
ข้างๆ ผมไว้
“อั๊ค…?”
“โอ้ ประเภทเดียวกับข้าเลย? เจ้าผ่าน”
การเคลื่อนไหวของเซียนดาบทลายนภาเหลือทิ้งไว้เพียงแค่
ภาพติดตา นี่ต้องเป็นก้าวพริบตาที่ผมเคยได้ยินมาแน่ ทันใด
นั้นเอง เซียนดาบทลายนภาก็โผล่ไปหาฮันมยอนโกที่ล้มลงอยู่
ในพุ่มไม้
“…เจ้าดูเหมือนกับพวกมอนสเตอร์เลย ข้าจะได้อะไรไหมถ้าข้า
สังหารเจ้า?”
“…อ-อะไรกัน?!”
“ตอนนี้เจ้ามีโทษประหารแล้ว”
ฮันมยอนโกหมดสติไปหลังจากถูกฟาดด้วยกิ่งไม้ และร่างของ
เซียนดาบทลายนภาก็หายเข้าไปในป่า มันมีเสียงระเบิดอากาศ
ดังออกมาและเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ขึ้นในระยะไกล หลังจาก
ผ่านไปครู่หนึ่ง เซียนดาบทลายนภาก็กลับมาพร้อมกับลมห่า
ใหญ่
“ว้าว เขาเร็วมาก ก่อนอื่นเลย ใบหน้าของก็ผ่านคุณสมบัติอยู่
นะ…”
ยูจงฮยอคมีรอยฟกช้ าไปทั่วใบหน้าและถูกจับอยู่ในก ามือของ
เซียนดาบทลายนภา ร่างกายของยูจงฮยอคได้รับความเสียหาย
แต่เขาก็ยังคงใช้ย่างก้าวฟีนิกซ์แดงในสถานการณ์เช่นนี้อยู่
อย่างไรก็ตาม ฝีเท้าของยูจงฮยอคก็โดนแค่อากาศเปล่าเท่านั้น
มันเป็นเพราะมือยักษ์ของเซียนดาบทลายนภาก าลังยกหลังของ
ยูจงฮยอคไว้
***
ผมรู้ว่าท าไมยูจงฮยอคถึงไม่เต็มใจที่จะพบกับเซียนดาบทลาย
นภา เมื่อมาคิดตามสามัญส านึกดูแล้ว มันมีอันตรายหลายๆ
อย่างเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเซียนดาบทลายนภาในเวลานี้
ยูจงฮยอคได้เรียนวิถีดาบมาจากเซียนดาบทลายนภาในรอบที่
สอง แต่เซียนดาบทลายนภาไม่รู้จักยูจงฮยอคในรอบที่สามเลย
“…เจ้ารู้เคล็ดวิชาของข้าได้ยังไง?”
ยูจงฮยอคไม่ตอบ กลับกัน เขาจ้องมองมาที่ผมด้วยดวงตาที่
เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
「คิมทกจา! ท าอะไรสักอย่าง! เร็วเข้า!」
ส าหรับการอ้างอิง ยูจงฮยอคในรอบที่ 18 ถูกเซียนดาบทลาย
นภาสังหาร
มันเป็นจุดจบของชายที่เคยบอกว่าเขาเหนือล้ าไปกว่าอาจารย์
จากการกลายเป็นผู้บรรลุได้เร็วกว่าปกติ
ผมตัดสินใจที่จะขัดจังหวะ “เซียนดาบทลายนภา พวกเรา
ก าลังรวบรวมผู้บรรลุเพื่อต่อกรกับเนบิวลา”
“…หืม งั้นเหรอ?”
“ผมต้องการการช่วยเหลือของคุณ”
เซียนดาบทลายนภาจ้องมาที่ผมเหมือนกับว่าผมเป็นของเล่นที่
ผิดปกติ จากนั้นเธอก็คุ้ยไปรอบๆ และดึงไปป์ขนาดยักษ์ออกมา
ควันบุหรี่ลอยออกมา เซียนดาบทลายนภาจ้องมาที่ผมก่อนที่จะ
เป่าควันเข้าใส่ผม
“เจ้าเข้าใจอะไรผิดไปนะ ข้าไม่ใช่อาสาสมัคร ไสหัวไปซะถ้าเจ้า
ไม่ได้มาเพื่อเป็นศิษย์ของข้า”
อนุภาคของควันบรรจุไว้ซึ่งพลังเวทมนตร์อันเร้นลับของเซียน
ดาบทลายนภา
ควันล้อมรอบผมไว้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันคงจะโจมตีผมถ้าผม
พูดอะไรไร้สาระออกไป แน่นอนว่าผมต้องพูดจาไร้สาระออกไป
“คุณต้องการลูกศิษย์จริงๆ เหรอ?”
“…อะไรนะ?”
“อันที่จริง คุณก็ไม่ได้คาดหวังอะไรนัก”
ควันบุหรี่พุ่งขึ้นราวกับคลื่น ผมพูดต่อเหมือนกับว่าผมก าลังยั่ว
เธอ”บางทีคุณอาจจะเป็นเจ้าส านักทลายนภาคนสุดท้าย มัน
เป็นเพราะบู๊ลิ้มจะถูกท าลายในไม่ช้า”
เมื่อมาถึงจุดนี้ ดวงตาของเซียนดาบทลายนภาก็เต็มไปด้วย
ความสงสัย เธอขมวดคิ้วในขณะที่เธอมองมาระหว่างผมและยู
จงฮยอคพร้อมทั้งกอดอกของเธอ
“เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจจริงๆ”
“คุณอยากฟังไหมล่ะ?”
“มันน่าสนใจ แต่ไว้ข้าไว้ฟังทีหลังก็ได้ ก่อนอื่นเลย ข้าต้องดูเจ้า
หนุ่มในมือนี่ซะก่อน”
เซียนดาบทลายนภาวางยูจงฮยอคไว้บนไหล่และเดินเข้าไปใน
บ้านพร้อมกับตีก้นของเขาด้วยไปป์ เสียงร้องปนเลือดของยู
จงฮยอคดังก้องอยู่ในหัวของผม
「คิมทกจา!!」
“เจ้าตูบ ดูแลคนพวกนี้ด้วย”
โฮ่ง โฮ่ง!
ควันบุหรี่เต็มไปทั่วพื้นที่รอบๆ กระท่อมอย่างรวดเร็วในขณะที่
เซียนดาบทลายนภาหายตัวไปพร้อมกับยูจงฮยอค มันเป็น
คาถาหายตัวประเภทหนึ่งที่ล้อมรอบกระท่อมไว้ ผมคงจะหลง
อยู่ในควันถ้าผมตามพวกเขาไป
จางฮายังดูเป็นกังวล “ท-ทิ้งเขาไว้แบบนั้นไม่เป็นอะไรเหรอ?
เขาจะตายไหม?”
“เขาไม่เป็นไรหรอก… น่าจะนะ”
มันน่าเสียดายที่เซียนดาบทลายนภาไม่ได้ฟังเรื่องของผมก่อน
แต่มันก็ไม่ใช่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด มันจะไม่เลวร้ายอะไรที่
จะให้เวลาทั้งคู่ ผมหวังว่าเธอจะหยอกล้อยูจงฮยอคได้ดี
“พวกเราจะนั่งผ่อนคลายแบบนี้เหรอ?”
จางฮายังและผมนั่งลงหลังจากไปช่วยฮันมยอนโกมา จากนั้นก็
มีบางอย่างแตะขาของผม
ผมหันไปและเห็นว่ามันเป็นปรมาจารย์ทลายนภาที่ก าลังถือ
ชามเกี๊ยวไว้
…ผมคิดว่ามันคงเป็นสิ่งที่ยูจงฮยอคซื้อมา เยี่ยม ผมหิวแล้ว
ปรมาจารย์ทลายนภาเงยหน้าขึ้นมองผมด้วยแววตากะล่อน
และเห่า
โฮ่ง โฮ่ง!
「กิน」
มันสุภาพจนผมประทับใจ ผมหยิบเกี้ยวขึ้นมา และหัวของ
ปรมาจารทลายนภาก็มองตามเกี๊ยวไป มันเป็นสุนัขที่อดทน
จริงๆ
“นายอยากจะกินหน่อยไหม?” ผมถามในขณะที่ผมแบ่งครึ่ง
เกี๊ยว
โฮ่ง โฮ่ง!
「เจ้าเป็นคนดี」
ปรมาจารย์ทลายนภายิ้มและนั่งลงข้างๆ ผม มันเหยียดเท้า
ออกมาเหมือนกับมนุษย์และเป่าเกี๊ยว ผมพูดกับสุนัข “ที่นี่เงียบ
จัง”
โฮ่ง โฮ่ง!
「นานมากแล้วนับตั้งแต่ที่มีศิษย์มา」
ห่างออกไปไม่กี่ก้าว จางฮายังก าลังมองมาที่ผมราวกับผมเป็น
คนบ้า ผมยิ้มให้เขาและแตะนิ้วลงบนริมฝีปากเพื่อส่งสัญญาณ
ให้เขาเงียบไว้ ปรมาจารย์ทลายนภาเห่าอีกครั้ง
โฮ่ง โฮ่ง
「มันไม่เป็นแบบนี้ในสมัยก่อน」
ปรมาจารย์ทลายนภาเลียเกี๊ยวด้วยท่าทางโง่ๆ ในขณะที่มัน
มองออกไปนอกรั้ว ผมมองตามสายตาของมันและเห็นทิวทัศน์
นอกรั้วที่ช ารุด
มันเป็นเส้นทางที่พวกเราเดินมา ดวงตาของผมมองเห็นใยแมง
มุมและฝุ่นละอองเท่านั้น แต่ปรมาจารย์ทลายนภาซึ่งใช้เวลา
อยู่ที่นี่มากว่า 100 ปีคงจะเห็นภาพที่ต่างออกไป ผมสามารถ
เดาภูมิทัศน์คร่าวๆ ได้
โฮ่ง โฮ่ง
「มันมีหอวรยุทธ์อยู่มากมาย」
โฮ่ง โฮ่ง
「มีลูกศิษย์มากมาย」
แต่เดิมมันคือถนน ‘หอวรยุทธ์’ มันเป็นถนนที่คนหนุ่มสาวเต็ม
ไปด้วยความห้าวหาญในการฝึกวรยุทธ์ พวกเขามีความ
กระตือรือร้นและสามารถอุทิศตนหลายสิบปีเพื่อกลายเป็น
ปรมาจารย์ได้
「พวกเขาเหงื่อโทรมกาย พยายามอย่างหนัก และได้รับ
รางวัล」
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ก็ไม่มีใครอยู่ที่นี่ ผมไม่จ าเป็นต้องถามว่า
ท าไม ภาพที่ผมเห็นมานับไม่ถ้วน ณ ที่แห่งนี้ได้แสดงให้ผมเห็น
ถึงเหตุผลที่ถนนสายนี้เสื่อมถอยลงไป มันช่างเหงาหงอยจริงๆ
「ตอนนี้ไม่มีใครอยากจะเรียนวรยุทธ์โดยใช้วิธีเก่าๆ แล้ว」
“ก็จริง”
ผมรู้ว่าท าไมเรื่องแบบนี้จึงเกิดขึ้นในบู๊ลิ้ม แต่มันก็เป็นผลลัพธ์
ตามธรรมชาติ เหล่าคนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นประมุขในบู๊ลิ้มได้ตก
อยู่ในกลุ่มดาวโดยการใช้ระบบ และเหล่าผู้ฝึกวรยุทธ์มาหลาย
สิบปีก็พ่ายแพ้ให้กับอวตารที่ใช้เงินและเรียนรู้สกิลมาแค่ 5
นาที่
「นี่คือเหตุผลที่ข้าดีใจที่เจ้ามา」
…ดูเหมือนมันจะมีความเข้าใจผิดอยู่เพราะผมไม่ได้ตั้งใจมาที่นี่
เพื่อเรียนวรยุทธ์ ผมบอกกับมัน “อืม… วิธีการแบบเก่าไม่ได้
ยอดเยี่ยมเสมอไป มันคงดีถ้าผู้คนสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้ง่ายๆ
「เจ้าหมายความว่าไง! ของง่ายๆ ย่อมต้องไม่ดี! ทุกสิ่งที่โดเก
บิและกลุ่มดาวน ามานั้นแย่ไปหมด!」
บางทีสุนัขที่เรียนรู้วรยุทธ์มากว่า 100 ปีคงจะพัฒนาเป็นสุนัข
เฝ้าบ้านเจ้าปรัชญา
“ฉันรู้ว่านายไม่ชอบโดเกบิและกลุ่มดาว แต่วิถีทางแบบเก่าๆ ก็
ไม่ถูกต้องเสมอไป บู๊ลิ้มแบบเก่าก็ไม่ได้ยุติธรรมเหมือนกัน”
「ในอดีต ผู้คนสามารถกลายเป็นปรมาจารย์ได้ถ้าพวกเขา
พยายาม!」
ผมหัวเราะออกมา “นายคิดอย่างนั้นจริงๆ เหรอ?”
ผมรู้ว่าปรมาจารย์ทลายนภาต้องการพูดอะไรออกมา ผมเองก็รู้
ว่ามันมีค่าอยู่ อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ ถ้า
ผมปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ต่อไป ปรมาจารย์ทลายนภาและ
เซียนดาบทลายนภาก็จะถูกฝังไปกับยุคสมัยและพบกับจุดจบ
ผมไม่ต้องการปล่อยให้มันเกิดขึ้นในรอบที่สามนี้
ในขณะนั้นเอง การแสดงออกของปรมาจารย์ทลายนภาก็
เปลี่ยนไป ผมคิดว่ามันโกรธผม แต่มันก็ไม่ใช่เพราะเหตุนั้น มัน
เป็นเพราะมีออร่าอันตรายปรากฏขึ้นมาจากบริเวณด้านนอก มี
คนก าลังมาทางนี้
[เซียนดาบทลายนภา ยอมยกเคล็ดวิชาของเจ้ามาซะ]
ประตูเปิดขึ้นและมีโดเกบิหลายคนปรากฏตัว ผมคิดว่ามันคง
เป็นเวลาประมาณนี้ที่พวกเขาจะปรากฏตัว แต่พวกเขาก็
ปรากฏตัวขึ้นแล้ว ปรมาจารย์ทลายนภายกระดับพลังเวท
มนตร์ของมันขึ้นและเห่า
โดเกบิพูดกับมัน [หอวรยุทธ์ใกล้ๆ กันนี้ได้ขายเคล็ดวิชาของ
พวกเขามาหมดแล้ว เจ้าจะปกป้องเคล็ดวิชาเก่าๆ ของเจ้าไป
อีกนานแค่ไหน? ข้าจะบอกให้ว่าเจ้าจะพลาดโอกาสส าคัญไป
ถ้าเจ้ายังดื้อรั้นแบบนี้ พวกเราจะเสนอราคาที่แพงแบบนี้ไปอีก
นานแค่ไหนเชียว…]
อย่างไรก็ตาม รูปร่างของโดเกบิคนหนึ่งก็คุ้นตามาก ดวงตาของ
โดเกบิคนนั้นสั่นอย่างรุนแรงเมื่อเขาเห็นผม
[เจ้า…?]
(จบตอน)
อาจารย์ของยูจงฮยอค เซียนดาบทลายนภาเป็นคนที่อดทน
มาก มันเป็นเหมือนเมื่อ 100 ปีก่อน และแม้กระทั่งเมื่อ 200 ปี
ก่อน นั่นคือวิธีการที่เธอสามารถสร้างเคล็ดวิชาขึ้นมาได้
ในขณะที่ผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นได้ขายทักษะของตัวเองและออกไป
จากบู๊ลิ้ม เธอได้รั้งอยู่ที่นี่เพียงล าพังและทะลวงผ่านระดับผู้
บรรลุที่สูงขึ้น
“เอาล่ะ เจ้าเป็นใครกัน?”
นิ้วใหญ่ของเธอจิ้มแก้มของยูจงฮยอคในขณะที่เขาลอยอยู่ใน
อากาศ มันเป็นเพียงแค่นิ้ว แต่มันก็เป็นนิ้วของผู้บรรลุ ดังนั้น
มันจึงไม่มีทางที่จะไม่เจ็บปวด อย่างไรก็ตาม ยูจงฮยอคก็ไม่
ตอบสนอง
「”อาจารย์และศิษย์ ทั้งคู่เหมือนกันเลย”」
พวกมันคือค าพูดจากหนึ่งในสิบประมุขแห่งบู๊ลิ้ม ปีศาจสวรรค์
บางทีปีศาจสวรรค์อาจจะมองพวกเขาได้อย่างถูกต้อง
“เจ้าไม่พูดอะไรเลยสักค า เจ้าจะถูกตีนะถ้าเจ้าไม่พูด”
เซียนดาบทลายนภายกไปป์ของเธอขึ้นมา ก้นของยูจงฮยอคไม่
อาจทนต่อแรงกดดันได้ และเขาก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงอันน่า
สงสารออกมา
‘ไอ้บ้าคิมทกจา ฉันจะฆ่านายแน่ๆ’
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!
เสียงฟังดูตลก แต่พลังที่อยู่ในไปป์ไม่ใช่เรื่องตลกเลย ไม่นานนัก
ก็มีเลือดไหลออกมาจากปากของยูจงฮยอค จากนั้นคิ้วของ
เซียนดาบทลายนภาก็ขมวด”เจ้าเป็นคนมีบุคลิกจริงๆ”
เธอค่อนข้างประทับใจ “ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง เจ้าขโมยและ
เรียนรู้พลังของส านักดาบทลายนภามาจากไหน?”
“…”
“ข้าจะไว้ชีวิตเจ้าถ้าเจ้าบอกข้ามาตามตรง”
ยูจงฮยอคเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ ให้กับค าพูดเหล่านั้น
เดิมทีส านักดาบทลายนภาเป็นส านักที่ไม่ได้มีความเมตตาอยู่
เลย ในฐานะคนนอก ยูจงฮยอคไม่อาจเรียนมันได้
ในตอนนี้เซียนดาบทลายนภาได้บอกว่าเธอจะไว้ชีวิตเขา
ความหมายของเธอชัดเจน เซียนดาบทลายนภาในตอนนี้ก าลัง
จะเอายูจงฮยอคมาเป็นลูกศิษย์
‘อาจารย์’
ยูจงฮยอคเข้าใจจิตใจของอาจารย์ดีกว่าใคร มันยากที่จะหา
ศิษย์ที่เหมาะสมในบู๊ลิ้มที่เสื่อมถอย จากนั้นผู้บรรลุที่ได้เรียนรู้
วรยุทธ์ของเธอก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน มันเป็นธรรมดาที่
ต้องสนใจ
‘แต่…’
ยูจงฮยอคกัดริมฝีปากของเขา บางทีมันอาจจะไม่เลวร้ายที่จะ
เคลื่อนไหวไปตามความตั้งใจของคิมทกจา เขารู้จักเซียนดาบ
ทลายนภาดียิ่งกว่าใคร หากเขาใช้โอกาสนี้และเล่าเรื่องราวให้
เธอฟัง เขาก็คงจะได้รับความเมตตาจากเซียนดาบทลายนภา
แน่ๆ อย่างไรก็ตาม ยูจงฮยอคก็ไม่ต้องการท าเช่นนั้น
“หืม เป็นการจ้องที่ร้อนแรงจริงๆ”
“…”
“เจ้าปรารถนาในตัวข้าเหรอ?”
การพูดพล่ามอะไรแบบนี้ออกมาในระหว่างการสนทนา มันต้อง
เป็นอาจารย์ของเขาแน่ๆ ยูจงฮยอคยังคงเม้มปากต่อ
‘เธอจะตายถ้าเธอพบกับฉันที่นี่’
ยูจงฮยอคจ าได้ถึงการปรากฏตัวครั้งสุดท้ายของอาจารย์ ผู้
บรรลุที่บาดเจ็บอยู่เพียงล าพังหลังจากพยายามอย่างหนักมา
หลายปี ไม่ว่าจะยังไง ความดื้อรั้นของเธอก็ปฏิเสธที่จะถูก
ท าลาย
– ศิษย์ใบ้ พวกเขาคือตัวตนที่เจ้าไม่สามารถจัดการได้
อาจารย์ของเขาต่อสู้เพียงล าพังกับพันธมิตรผู้หวนคืนหลังจาก
ถูกปฏิเสธโดยผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบู๊ลิ้ม ปีศาจสวรรค์และปีศาจ
โลหิต
– จงมีชีวิต ยูจงฮยอค
ในเวลานั้น ยูจงฮยอคไม่ได้ต่อสู้ร่วมกับเธอเลยเพราะเขา
อ่อนแอ เขาอ่อนแอเกินไป
“…ดวงตาของเจ้าดูเศร้านะ”
ยูจงฮยอคสั่นสะท้านด้วยค าพูดอย่างฉับพลัน ดวงตาที่ชัดเจน
ของเซียนดาบทลายนภาเผชิญหน้ากับยูจงฮยอค เซียนดาบ
ทลายนภาคือส่วนผสมระหว่างมนุษย์และเทพยักษ์ ดังนั้นเธอ
จึงมีหนึ่งในความสามารถของมนุษย์ยุคหิน
“เดียวดาย จองหอง บาดเจ็บลึก”
เธอมีเนตรคันฉ่องที่สามารถอ่านอารมณ์ของผู้อื่นได้ เซียนดาบ
ทลายนภาก าลังจ้องมองยูจงฮยอคด้วยดวงตานั้น
“เจ้าเป็นใครกัน?”
ยูจงฮยอคเม้มปากของเขาอย่างรุนแรงราวกับว่าเขาก าลังทุกข์
ทรมาน เขาไม่ควรพูดมันออกไป ไม่เลย เขาไม่อาจพูดมัน
ออกไปได้แน่ๆ…
[กลุ่มดาว ‘ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น’ ก าลังจ้องมองคุณอยู่]
ยูจงฮยอคเงยหน้าขึ้นตามข้อความ
[กลุ่มดาว ‘ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น’ กล่าวว่าจะไม่เป็นไร]
…มันจะไม่เป็นไร?
[กลุ่มดาว ‘ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น’ กล่าวว่ารอบนี้จะ
แตกต่าง]
[กลุ่มดาว ‘ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น’ ก าลังบอกให้คุณเชื่อ
ใจอาจารย์ของคุณ]
รอบนี้จะแตกต่าง เขาคงไม่เชื่อถ้ามันเป็นคนอื่นที่พูดออกมา
งั้นท าไม? เขาต้องการที่จะเชื่อในสิ่งที่คนๆ นี้พูด
[กลุ่มดาว ‘ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น’ …]
“แมลงวันนี่… หุบปาก”
เซียนดาบทลายนภาดีดนิ้วของเธอใส่อากาศ และเสียงทั้งหมด
ในพื้นที่ก็หายไปโดยสมบูรณ์ เสียงจากภายนอกทั้งหมดถูกตัด
ออกไปด้วยพลังเวทมนตร์ มันเป็นไปได้ส าหรับผู้บรรลุในระดับ
ของเซียนดาบทลายนภา เสียงของคิมทกจาคงจะเงียบไปสัก
พักตราบใดที่โดเกบิไม่ปรับความถี่ของช่อง ต่อจากนี้ไป มันก็
เหลือเพียงการตัดสินใจของยูจงฮยอคเอง
“…ชื่อของผมคือยูจงฮยอค” ยูจงฮยอคสูดลมหายใจเข้าสั้นๆ
ก่อนที่จะปลดปล่อยมันออกมา “ผมคือลูกศิษย์ของคุณ”
“หืม… หมายความว่าไง? ข้าไม่เคยเจอเจ้ามาก่อน ข้าไม่มี
ความทรงจ าเลยว่าได้รับเจ้าเป็นศิษย์”
“ผมหมายความตามที่พูด ผมเรียนรู้เคล็ดวิชามาจาก…”
ในขณะที่ยูจงฮยอคก าลังจะพูด ประกายแสงก็บินวนรอบตัว
ของเขา
[เรื่องราว ‘ศิษย์แห่งเซียนดาบทลายนภา’ ถูกเปิดใช้งานแล้ว]
ริมฝีปากของยูจงฮยอคบิดเบี้ยวในขณะที่ค าพูดตอนจบของเขา
เปลี่ยนไปเป็นความรู้สึกที่มีเกียรติ
“…อาจารย์”
การแสดงออกของยูจงฮยอคบิดเบี้ยวไป เขาจ าบทสนทนา
ระหว่างเขากับเซียนดาบทลายนภาจากรอบล่าสุดได้
– เจ้าบอกว่าเจ้าคือผู้เสื่อมถอย ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเราอาจจะ
ได้พบกันอีกครั้งในสักวัน
– ครั้งต่อไปผมจะไม่ได้เป็นศิษย์ของอาจารย์อีก
– สหายจอมโมโห เจ้าควรจะพูดค าหวานๆ หน่อย… และท าไม
เจ้าถึงไม่เพิ่มความสุภาพไปด้วย? เจ้าอยากถูกจับในชีวิตต่อไป
ของเจ้าเหรอ?
บางทีเรื่องราวนี้อาจจะคงเหลืออยู่ก็เพราะการสนทนาครั้งก่อน
กับเซียนดาบทลายนภา
[คุณได้ให้เกียรติแก่อวตาร ‘เซียนดาบทลายนภา’]
มันตลกดี เขาไม่ได้เป็นทางการกับเซียนดาบทลายนภาในเวลา
นั้น แต่เรื่องราวนี้ก็ยังคงอยู่กับเขา
– เมื่อเวลานั้น มาเป็นศิษย์ของข้าอีกครั้ง
หัวใจของเขาสั่นเทาในขณะที่ความทรงจ าเก่าๆ สาดเทลงมา
เหมือนกับน้ าตาและกระเทาะลงบนหัวใจของเขา เขาไม่อาจได้
ยินข้อความ แต่เขาก็รู้สึกได้ว่าคิมทกจาก าลังมองมาทางนี้อยู่
‘สหาย’
ยูจงฮยอคลืมไปนานแล้วว่าการเชื่อในตัวใครสักคนมันเป็นยังไง
เขากะพริบตาช้าๆ ก่อนที่จะพูดออกมา “คุณไม่สงสัยเหรอว่า
ผมเป็นใคร?”
“แน่นอน ฉันสงสัยมาก”
“งั้นผมจะเปิดบาเรียจิตใจ ลองดู มันเป็นไปได้ด้วยเนตรคันฉ่อง
ของคุณ”
“…หืม เจ้ารู้เกี่ยวกับเนตรคันฉ่องด้วยเหรอ?”
“แค่ห้านาที่ ผมให้เวลาคุณมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
ดวงตาของเซียนดาบทลายนภาแต่งแต้มไปด้วยความสงสัย
“เจ้าวางแผนจะใช้ลูกไม้อะไร?”
“คุณสามารถสยบผมได้แม้ว่าผมจะใช้ลูกไม้ก็ตาม”
คิ้วของเซียนดาบทลายนภาเลิกขึ้นด้วยน้ าเสียงที่เร้าใจ “ได้”
มันไม่ใช่แค่กลุ่มดาวที่รักในเรื่องราว มันไม่ได้มีโอกาสมากมาย
นักที่จะได้ดูเรื่องราวของผู้บรรลุคนอื่น ผู้บรรลุคนนี้ได้ปรากฏ
ตัวขึ้นอย่างฉับพลันในบู๊ลิ้มและใช้เคล็ดวิชาเดียวกับเธอ มันไม่
มีทางที่เธอจะไม่อยากรู้อยากเห็น
“งั้นข้าจะดูเจ้า”
ไม่นานหลังจากนั้น เนตรคันฉ่องของเซียนดาบทลายนภาก็
เปล่งประกายขึ้น ยูจงฮยอครู้สึกเหมือนกับว่าผมของเขาถูกดึง
การโอนย้ายความทรงจ าผ่านเนตรคันฉ่องอันตรายส าหรับยู
จงฮยอคและเซียนดาบทลายนภา อย่างไรก็ตาม ยูจงฮยอคก็มี
ความมุ่งมั่น บางทีจิตวิญญาณของเซียนดาบทลายนภาอาจจะ
แตกสลายก็ได้ เธออาจจะไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น เธอสามารถปฏิเสธ
ทุกอย่างและลบยูจงฮยอคไปได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าการเดิมพันนี้
ส าเร็จ เขาก็อาจจะสามารถเปลี่ยนเซียนดาบทลายนภาได้
ผ่านไปกว่าสิบนาทีจนกระทั่งพลังงานของเนตรคันฉ่องหายไป
แสงแห่งเนตรคันฉ่องดับลง แต่เซียนดาบทลายนภาก็ยังไม่พูด
อะไร เธอแค่จ้องไปยังพื้นพร้อมกับก้มหัวลง เธอบ้าไปแล้ว
เหรอ? หรือว่า…
มันมีความรู้สึกแปลกๆ อยู่ในดวงตาของเซียนดาบทลายนภา
ในขณะที่เธอเงยหน้าขึ้น มันเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นการ
แสดงออกเช่นนี้ในรอบที่สาม
เมื่อเวลาผ่านไป ยูจงฮยอคก็ตระหนักได้ถึงความหมายของการ
แสดงออกนั้น
“เจ้าบอกว่าเจ้าจะไม่เป็นศิษย์ของข้าอีก…”
***
ยูจงฮยอคและเซียนดาบทลายนภาพูดคุยกันอยู่นาน
“เจ้าพยายามมาหนักมาก”
“…หยุดปลอบแบบนั้นได้แล้ว มันไม่เหมาะกับคุณ”
“ได้ เจ้าคือศิษย์ของข้าไม่ผิดแน่”
เซียนดาบทลายนภาในการเสื่อมถอยรอบที่สองได้ตายลงและ
จะไม่กลับมาอีก เซียนดาบทลายนภาในตอนนี้ไม่ใช่คนเดียวกับ
เซียนดาบทลายนภาแห่งรอบที่สอง ถึงกระนั้น พวกเขาทั้งคู่ก็
พูดคุยกันเหมือนกับพวกเขาไม่ได้ตระหนักถึงความจริงข้อนี้
“…ผมแก้แค้นให้แล้ว ปีศาจสวรรค์และปีศาจโลหิต ผมจัดการ
กับพวกเขาในสถานการณ์ที่ 35”
“อืม ข้าเห็นแล้ว ข้าไม่ค่อยพอใจเท่าไรนะเพราะเจ้าพบว่ามัน
ยากที่จะเอาชนะ”
“งั้นคุณก็ไม่ควรตายเลย”
มันไม่ใช่การสนทนาตามปกติระหว่างอาจารย์และลูกศิษย์ แต่
มันก็มีรอยยิ้มอันอ่อนโอนอยู่บนใบหน้าของเซียนดาบทลาย
นภา “เจ้าเปลี่ยนไปมาก ยูจงฮยอค”
“ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงซะหน่อย”
เซียนดาบทลายนภาดีดนิ้วของเธอแทนค าตอบ จากนั้นบาเรีย
ส่วนหนึ่งรอบๆ กระท่อมก็บิดเบี้ยวและมีหน้าจอขนาดใหญ่โผล่
ขึ้นมา บนหน้าจอเล็กๆ นั้น ทิวทิศน์ด้านนอกก าลังสว่างขึ้นอยู่
“มันเป็นเพราะเด็กคนนี้ที่ท าให้เจ้ามาหาข้าเหรอ?”
คิมทกจาพูดคุยกับสนัขในขณะที่กินเกี๊ยว ยูจงฮยอคดูภาพนั้น
“เขาเป็นเพื่อนใหม่ของเจ้าเหรอ?”
“มันไม่มีอะไรแบบนั้นอยู่ คนๆ นั้นก็แค่…”
“เขากล้าหาญพอที่จะคิดต่อกรกับเนบิวลา”
“…”
“เจ้าคิดว่าเขาจะท าได้ไหม?”
ในฐานะเพื่อนคนแรกของลูกศิษย์ของเธอ เซียนดาบทลายนภา
จึงมองไปที่ใบหน้าของคิมทกจาใกล้ๆ จากนั้นบาเรียก็สั่นและมี
เสียงดังออกมา
[เซียนดาบทลายนภา ยอมยกเคล็ดวิชาของเจ้ามาซะ]
ยูจงฮยอคที่ก าลังประหลาดใจลุกขึ้นจากที่นั่งของเขา
“…โดเกบิ” เซียนดาบทลายนภาพูดเหมือนกับว่าเธอเบื่อกับ
เรื่องนี้”คนซื้อเคล็ดวิชามาอีกแล้ว”
“…มันเร็วกว่าที่วางแผนไว้ มันนานแค่ไหนแล้ว?”
“ในตอนนี้ ข้าเป็นคนเดียวที่เหลืออยู่ในแถบนี้”
วรยุทธ์มีค่าในบู๊ลิ้ม มันเป็นเพราะพวกมันต่างก็เป็นเรื่องราวที่
สร้างขึ้นจากประวัติศาสตร์ ยิ่งแหล่งก าเนิดลึกเท่าไหร่ มันก็ยิ่ง
มีค่ามากเท่านั้น โดเกบิตระหนักถึงเรื่องนี้และปรารถนาในเคล็ด
วิชาของเซียนดาบทลายนภา
ยูจงฮยอคชักดาบเมฆสวรรค์ชุมนุมออกมาและเปิดปาก “คิ
มทกจากับผมจะจัดการกับมันเอง”
“ฝ่ายตรงข้ามเป็นโดเกบิ เจ้าท าอะไรไม่ได้หรอก”
“มันเป็นไปได้ส าหรับคิมทกจา”
แทนที่จะตอบค าถามของอาจารย์ ยูจงฮยอคมองไปยังโดเกบิ
บนหน้าจอ หนึ่งในนั้นเป็นโดเกบิที่ดูคุ้นเคย
‘มันคือคนจากโซลโดม’
คิมทกจาอาจจะไม่ปล่อยเขาไปก็ได้ จากนั้นเสียงของคิมทกจาก็
ดังออกมาจากหน้าจอ
– ฉันไม่รู้นะเนี่ยว่านายยังมีชีวิตอยู่ นายไม่ถูกลงโทษแล้วเหรอ?
ตามที่คาดไว้ นิสัยชอบยุ่งกับคนอื่นของคิมทกจาเริ่มต้นแล้ว คิ
มทกจาเกาคางของเขาและพูดกับโดเกบิเหมือนว่ามันน่าสนใจ
– หืม ใช่ นายมาซื้อเคล็ดวิชาของเซียนดาบทลายนภาใช่ไหม?
ยูจงฮยอคยักไหล่ให้กับอาจารย์ของเขา คิมทกจาคงจะจัดการ
ได้แม้ว่ายูจงฮยอคจะไม่ออกหน้า เขาไม่รู้ว่าคิมทกจาพยายาม
จะท าอะไร แต่คิมทกจาคงมีลูกไม้แปลกๆ เพื่อจัดการกับโดเกบิ
ในอึดใจต่อมา คิมทกจาก็พูดเรื่องแปลกๆ ออกมาด้วยรอยยิ้มที่
ไม่คาดคิด
– โอเค ฉันจะขายให้ เคล็ดวิชาของเซียนดาบทลายนภา
(จบตอน)
[เจ้า… หรือว่าในตอนนั้น…]
ผมเห็นการสั่นไหวของโดเกบิและนึกถึงความทรงจ าแย่ๆ
ขึ้นมา บียูที่ลอยอยู่ข้างๆ ผมก็ขมวดคิ้วออกมาด้วย มันเป็น
เรื่องธรรมดาส าหรับเธอที่จะโกรธแค้น นี่คือโดเกบิที่อยู่
เบื้องหลังโศกนาฏกรรมของ ‘ภัยพิบัติ’ ชินยูซอง ชื่อของเขา
คือ… พอล?
ผมคิดว่าเขาก าลังถูกลงโทษหนักอยู่ซะอีก…
การลงโทษของส านักงานนั้นก็เหมือนกับการตีฝ้าย การลงโทษ
แบบไหนกันที่ให้มาอยู่ในทีมพัฒนาบู๊ลิ้ม?
“หน้านายดูซูบๆ ไปนะ?”
[เอ่อ อึก…!]
“ตอนนั้นนายเป็นโดเกบิระดับกลางหนิ นายตอนนี้… ระดับต่ า
งั้นเหรอ?”
[เจ้า! เจ้า…!]
ผมเห็นความปั่นป่วนของเขาและรู้สึกอยากจะขอ ‘สิทธิ์การนัด
พบ’ อีกครั้งเพื่อกระทืบเขาสักหน่อย เรื่องราวของการกระทืบ
โดเกบิคนนี้ เวนนี่แมนดูจะชอบมันหนิ?
[หยุด ถอยมาซะ พอล]
โดเกบิอีกคนก้าวออกมาในนามของพอลที่ไม่สามารถพูดอะไร
ได้
[เจ้าคือคิมทกจางั้นเหรอ?]
ผมมองใกล้ๆ และโดเกบิคนนี้ก็ดูคุ้นหน้าดี ผมเคยได้ยินเสียงนี้
จากที่ไหนมาก่อน? เอ๋? เดี๋ยวก่อน… เขาคือ?
“เอ่อ นายนั่นเอง? คนที่ท างานอยู่ภายใต้บีฮยอง… ชื่อ…”
[ยังกิ ใช่แล้ว! เจ้าคือคิมทกจา!]
โดเกบิทักทายผมอย่างมีความสุข ผมจ าได้รางๆ เขาคือโดเกบิที่
รับผิดชอบช่องย่อยภายใต้บีฮยอง
[ข้าได้ยินข่าวลือมาว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าไม่คิดเลยว่าจะมาเจอ
เจ้าในสถานที่แบบนี้…!]
“บีฮยองสบายดีนะ?”
[เขาเศร้ามากเลยหลังจากเจ้าหายไป]
ผมรู้สึกเสียใจนิดหน่อยที่บีฮยองเศร้าแบบนี้ บีฮยองคนนั้น
จะต้องชอบผมแน่ๆ “นายได้เลื่อนขั้นละเหรอ? ก่อนหน้านี้นาย
ยังไม่รู้ด้วยซ้ าว่าจะอัพเดตสถานการณ์อย่างไร”
[ฮ่าฮ่า นั่นเป็นเรื่องที่น่าละอายจริงๆ ตอนนี้ข้าเป็นโดเกบิ
ระดับกลางแล้ว]
เขาคือโดเกบิระดับกลาง คนๆ นี้เป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์
คาบสมุทรเกาหลี ดังนั้นบีฮยองจะต้องได้รับการเลื่อนระดับ
อย่างรวดเร็วแน่ มันรู้สึกเหมือนเวลาได้ผ่านไปนานมาก แต่
จริงๆ แล้วมันยังไม่ถึงหนึ่งปีเลย
[ยังไงก็เถอะ คิมทกจา เจ้าหมายความว่ายังไงกับการขายส
กิล?]
ยังกิมองผมด้วยสายตาที่ใจเย็น ไม่ว่าจะยังไง โดเกบิก็ยังเป็นโด
เกบิ ผมไม่อาจจัดการได้ง่ายๆ
“ฉันก็หมายความตามนั้น ฉันจะเกลี้ยกล่อมเซียนดาบทลาย
นภาให้ขายสกิลให้กับนายเอง”
[เจ้าจะท ายังไง…]
“ฉันมีวิธีของฉัน นายต้องการสกิลอะไร? ย่างก้าวฟีนิกซ์แดง?
หรือหมัดเทวะร้อยกระบวน?”
[พวกเรามีหมัดเทวะร้อยกระบวนแล้ว สิ่งที่พวกเราต้องการ
คือ…]
“วิถีดาบทลายนภา?”
ยังกิพยักหน้าให้กับค าพูดของผม มันเป็นอย่างที่ผมคิด วิถีดาบ
ทลายนภา มันเป็นชื่อที่ถูกมอบให้กับพลังทลายนภาของเซียน
ดาบทลายนภา หนึ่งในสกิลชั้นยอดของบู๊ลิ้มที่ใครก็อยาก
ครอบครองคือวิถีดาบทลายนภาของยูจงฮยอค
ผมรู้สึกได้ถึงปรมาจารย์ทลายนภาที่ก าลังค ารามใส่ผมจาก
ข้างๆ และรีบตกลง”โอเค ฉันจะขายมัน ไม่ ฉันจะไม่ขายมัน
ฉันจะมอบมันให้กับนาย”
ปรมาจารย์ทลายนภาเงยหน้ามองผมด้วยดวงตาที่บิดเบี้ยว ยัง
กิประหลาดใจ
[จ-จริงเหรอ?]
“แต่ฉันมีค าขอสองอย่างมาแลก อย่างแรก ให้เอาวิถีดาบทลาย
นภาเป็นรางวัลส าหรับสถานการณ์ที่นายจะเปิดในไม่ช้านี้”
[ฮะ?]
ผมยิ้มให้กับยังกิที่แสดงสีหน้าโง่งม เขาคงไม่คิดว่าผมจะมอบ
วิถีดาบทลายนภาให้กับเขาแบบนี้?
“ไม่ใช่ว่านายก าลังจะเปิดสถานการณ์ ‘การประลองวรยุทธ์’
ในไม่ช้านี้เหรอ? ดาบปีศาจทมิฬก็รวมอยู่ในนั้นด้วย”
[จ-เจ้ารู้ได้ยังไง…!]
“ท าไมนายต้องตกใจขนาดนั้น? นายก็มักจะท าแบบนี้อยู่เสมอ
มันเป็นสถานการณ์ปกติส าหรับบู๊ลิ้ม ดาบที่มีค่าของบู๊ลิ้มจะ
ปรากฏขึ้น และผู้คนจ านวนมากจะต่อสู้เพื่อมัน
[นั่นเป็นเรื่องจริง… แต่เจ้ารู้เรื่องดาบปีศาจทมิฬได้ยังไง?]
ผมรู้ได้ยังไงเหรอ? การประลองวรยุทธ์คือสถานการณ์ที่ยูจงฮ
ยอคจะมีส่วนร่วมอยู่เสมอเมื่อเขามายังบู๊ลิ้ม ผมไม่รู้ว่าผมคอม
เมนต์ไปกี่ครั้งเพื่อบอกให้ผู้เขียนข้ามการประลองนี้ไป
“ไม่ส าคัญว่าฉันรู้ได้ยังไง ไม่ว่ายังไงก็ตาม เพิ่มวิถีดาบทลาย
นภาไปเป็นรางวัลก็พอ ให้มันเป็นรางวัลที่หนึ่ง”
ดวงตาของยังกิกลอกไปมาอย่างรวดเร็ว มันอาจจะเป็น
ข้อเสนอที่สุดยอดส าหรับเขา มันมีข้อจ ากัดอยู่ในสิ่งที่โดเกบิ
สามารถท าได้กับเคล็ดวิชาที่ซื้อไปจากเซียนดาบทลายนภา
พวกเขาสามารถรักษาระดับการซับสไคร้ได้โดยการใส่มันลงไป
ในสถานการณ์ใหญ่หรือขายมันในราคาที่สูงผ่านกระเป๋าโดเกบิ
ยังกิในตอนนี้ก าลังคิดว่าอันไหนจะท าก าไรได้มากกว่ากัน
[โอเค ข้าก็ไม่มีอะไรจะเสียถ้าท าแบบนี้ มันยังจะช่วยประหยัด
ค่าใช้จ่ายในการซื้อเคล็ดวิชาด้วย แค่นั้น… ]
“แค่นั้น?”
[เจ้าบอกว่ามีค าขอสองข้อ ข้อที่สองคืออะไร?]
ผมหัวเราะเบาๆ ให้กับความรอบคอบ เขาฉลาดขึ้นมาตั้งแต่
เป็นระดับกลาง”เงื่อนไขที่สองนั้นง่ายมาก ฉันต้องการให้ทุกคน
ที่อยู่ที่นี่มีส่วนร่วมในการประลองวรยุทธ์”
[ทุกคนที่นี่…?]
ดวงตาของยังกิหรี่ลง ในที่สุดเขาก็ตามอุบายของผมทัน
[มันเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจมาก แต่… มันก็ยาก]
“ท าไม?”
[อวตารคนอื่นข้าไม่รู้ แต่มันเป็นไปไม่ได้ส าหรับเซียนดาบทลาย
นภา]
ผมคิดไว้แล้วว่าเขาคงจะพูดแบบนี้ เซียนดาบทลายนภาคงจะ
เอาชนะไปได้แน่ๆ ถ้าเธอเข้าร่วมงานประลอง ผู้เข้าร่วมงาน
ประลองวรยุทธ์คงจะลดลง และโดเกบิก็คงจะประสบกับความ
สูญเสียเป็นแน่ ผมท าเหมือนว่าผมก าลังยอมแพ้ต่อเรื่องใหญ่ๆ
“งั้นทุกๆ คนนอกจากเซียนดาบทลายนภาก็ได้”
[งั้นก็ได้ งานประลองวรยุทธ์จะมีขึ้นในอีกสองสัปดาห์ จนกว่า
จะถึงตอนนั้น โปรดเตรียมสกิลของเซียนดาบทลายนภาไว้ด้วย]
ผมตอบ “ฉันเข้าใจแล้ว อย่าลืมเชิญพวกเราเข้าสู่สถานการณ์
ด้วย”
[แน่นอน งั้นไว้พบกันใหม่]
“ฝากค าทักทายไปหาบีฮยองด้วยนะ”
[ฮ่าฮ่า เข้าใจแล้ว]
บางทีเขาอาจจะดีใจที่สิ่งต่างๆ เป็นไปได้ด้วยดี ยังกิหัวเราะ
อย่างมีความสุขในขณะที่เขาหายตัวไป โดเกบิที่ตามเขามาก็
เริ่มหายไปด้วย พอลมองมาที่ผมอยู่ตลอดเวลา และผมก็จ้อง
กลับไป
หลังจากนั้นสักพัก โดเกบิก็หายตัวไป และจางฮายังที่ยืนอยู่
ข้างๆ ผมก็คว้าคอเสื้อของผมเอาไว้ “เฮ้ เจ้าท าบ้าอะไรลงไป?
ขายเคล็ดวิชา? เข้าสู่งานประลองวรยุทธ์? อะไรกันเนี่ย…”
โฮ่ง โฮ่ง! โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!
「พวกเราจะไม่ขายเคล็ดวิชาของพวกเรา! เจ้าคิดบ้าอะไร
อยู่?」
ปรมาจารย์ทลายนภาตอบสนองสายเกินไป มันเป็นปฏิกิริยาที่
คาดไว้แล้ว อันที่จริง นี่ก็มากกว่าที่ผมเดาไว้
“คิมทกจา!”
…อย่างที่คาดไว้ ยูจงฮยอควิ่งฝุ่นตลบเข้ามาและคว้าคอของผม
เขาเขย่าผมเหมือนคนที่ถูกทรยศ ผมโบกมือเหมือนตุ๊กตา
กระดาษไร้พลังและกล่าวว่า”ให้ฉันพูดก่อนสิ”
“หุบปาก! นายคิดบ้าอะไรอยู่? ขายเคล็ดวิชาเนี่ยนะ…!”
“ใจเย็นก่อน ฉันท าเพราะนายนะ”
“…อะไรนะ?”
“ไม่ใช่ว่านายก็รู้เหรอว่าพวกเราจะได้อะไรมา?”
มือของยูจงฮยอคหยุดลงเป็นครั้งแรกกับค าพูดของผม จากนั้น
ก็มีข้อความดังขึ้น
[สถานการณ์ย่อยใหม่มาถึงแล้ว!]
[สถานการณ์ย่อย ‘การประลองวรยุทธ์’ ได้เริ่มขึ้นแล้ว]
ยูจงฮยอคอ่านรายละเอียดของสถานการณ์ที่เพิ่งมาถึงและ
เงียบไปสักพัก”…ดาบปีศาจทมิฬ?”
“ใช่ นายบอกว่าอยากได้หนิ”
“…”
“ถ้านายดูดีๆ มันยังมีลูกปัดวิญญาณปีศาจอีก มันเป็นรางวัลที่
สาม ถ้าฉันจ าไม่ผิดนะ…”
ดวงตาของยูจงฮยอคสั่นอย่างรุนแรงในขณะที่เขามองมาที่ผม
เขาปล่อยผมอย่างฉับพลัน ไอ้บ้านี่ นายไม่จ าเป็นต้องขนาดนี้ก็
ได้
ไม่ว่ายังไง เขาก็ดูเหมือนจะถูกโน้มน้าวแล้ว ปัญหาก็คืออีกฝั่ง
ผมหันไปและเห็นเซียนดาบทลายนภาก าลังยืนอยู่ด้วยสีหน้า
แข็งๆ
「ตัวตนที่ถือก าเนิดขึ้นมาพร้อมกับพลังแห่งเทพยักษ์ ตัวตน
ของเซียนดาบทลายนภาไม่แตกต่างไปจากเทพเจ้าเลย」
มันไม่มีสิ่งใดผิดเกี่ยวกับค าอธิบายในหนทางเอาชีวิตรอด เธอมี
แรงกดดันอันสูงล้ าแม้จะแค่ยืนอยู่เฉยๆ ก็ตาม
ผมยิ้มและโบกมือ “การสนทนาระหว่างศิษย์อาจารย์เป็นไง
บ้าง?”
“…เจ้ามันสิ้นคิด”
“ฟังเรื่องราวของผมก่อนที่จะพูดอะไร”
“ข้าไม่มีเวลามาสนทนากับคนอย่างเจ้า”
หมอกหนักรอบตัวพวกเราเริ่มหนาขึ้น ผมรีบพูดต่อ “เซียน
ดาบทลายนภา มันเป็นไปไม่ได้ที่จะคงรักษาวิถีทางแบบเก่าไป
ไว้ได้ตลอด”
คิ้วหนาของเซียนดาบทลายนภาโค้งขึ้นอย่างรุนแรง
“มันส าคัญขนาดนั้นเลยเหรอที่จะรักษาหลักการแบบนั้นไว้?
มันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณมีไปเพราะ
มัน?”
ยูจงฮยอคมองมาที่ผมเหมือนกับว่าผมจิตไม่ปกติ “คิมทกจา!
หุบปากไปซะ!”
แน่นอน ผมพูดต่อไป
“ในตอนแรก ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของคุณนั้นไม่ใช่วิถีดาบ
ทลายนภาใช่ไหม? คุณทอดทิ้งมันไปนานแล้วหลังจากมาถึงขั้น
ผู้บรรลุ ท าไมคุณไม่ขายมันไปล่ะ?”
พื้นดินรอบตัวผมเริ่มสั่นสะเทือน ในที่สุดยูจงฮยอคก็บังตัวผม
ไว้เพื่อจะปกป้องและชูดาบเมฆสวรรค์ชุมนุมขึ้นมา
มันรู้สึกราวกับว่าแรงโน้มถ่วงของทั่วทั้งพื้นที่เพิ่มสูงขึ้น มัน
รู้สึกเหมือนกับว่ามีภูเขาขนาดยักษ์ก าลังกดทับลงมาที่ไหล่ของ
ผม จางฮายังและฮันมยอนโกไม่อาจกรีดร้องออกมาได้ด้วยซ้ า
ในขณะที่พวกเขาจมลงไปที่พื้น กลุ่มของพวกเราคงจะถูกกวาด
ออกไปแน่ถ้ามันยังเป็นเช่นนี้ต่อไป
“อาจารย์ เดี๋ยวก่อน…!”
ยูจงฮยอคตะโกนออกมา แต่เซียนดาบทลายนภาก็ไม่หยุด
…เธอก าลังจะท าแบบนี้เหรอ? เธอช่างดื้อด้านจริงๆ
[กลุ่มดาว ‘ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น’ เรียกใช้สถานะของ
กลุ่มดาว]
ประกายแสงปรากฏขึ้นรอบๆ ตัวของผม และแรงโน้มถ่วง
โดยรอบก็ถูกบรรเทาลงไปชั่วขณะ ผมยิ้มให้กับเซียนดาบทลาย
นภาที่ก าลังตกใจ ผมอาจจะมีร่างอวตาร แต่ผมก็ยังเป็นกลุ่ม
ดาวระดับเรื่องเล่า “ผมไม่ได้จะขายมัน อย่าเพิ่งใจร้อนไป”
“เจ้าคิดจะท าอะไร”
“ยังไงก็ตาม คุณก็จะเอาเคล็ดวิชาคืนไปได้ถ้าคุณชนะการ
ประลอง คุณจะไม่ชนะการประลองนี้เลยเหรอ?”
เซียนดาบทลายนภาดูสงบลง และแรงกดดันที่แผ่ออกมาก็
หายไป มันคงไม่เป็นปัญหาส าหรับเธอที่จะเอาชนะผมถ้าเธอใช้
พลังที่แท้จริงของเธอ แต่เธอดูเหมือนจะเห็นว่าผมเป็นเพื่อน
ของยูจงฮยอค เธอบอกกับผม “ข้าไม่อาจเข้าร่วมงานประลอง
ได้”
“มันคงไม่สนุกถ้าผู้ใหญ่มาเล่นกับเด็กๆ”
“เด็กๆ ของบู๊ลิ้มแข็งแกร่งกว่าที่เจ้าคิดเยอะมาก”
“ผมรู้ อย่างไรก็ตาม ลูกศิษย์ของคุณก็แข็งแกร่งหนิ”
เซียนดาบทลายนภาเข้าใจความหมายของผม และผมก็ตบไหล่
ของยูจงฮยอคในขณะที่เขายืนอยู่ข้างๆ ผม “ยูจงฮยอคจะเข้า
ร่วมงานประลองด้วย”
ยูจงฮยอคหันมาและจ้องมองผมด้วยสายตาที่เบิกกว้าง ผมไม่รู้
ว่าท าไมเขาถึงต้องประหลาดใจ เขาคิดว่าเขาจะไม่เข้าร่วม
เหรอ?
คิ้วของเซียนดาบทลายนภาบิดเบี้ยวไปอีกครั้ง “เขายังอ่อนแอ
อยู่”
“คุณสามารถท าให้เขาแข็งแกร่งขึ้นได้ เขาคือลูกศิษย์ของคุณ
นะ”
“ข้าไม่เคยบอกว่าข้าจะรับเขามาเป็นศิษย์…”
เมื่อมาถึงจุดนี้ ยูจงฮยอคก็จ้องไปยังเซียนดาบทลายนภาด้วย
สายตาที่เบิกกว้างขึ้น ไม่ว่ายังไงก็ตาม ทั้งอาจารย์และลูกศิษย์
ต่างก็ไม่ซื่อสัตย์เอาซะเลย
[สกิลเฉพาะตัว ‘มุมมองนักอ่านพระเจ้า’ ถูกเปิดใช้งาน!]
อืม ผมรู้ว่ามันคงไม่ซื่อสัตย์เหมือนความความคิดของพวกเขา
「มันเร็วเกินไปส าหรับเขา」
「จงฮยอคจะตายถ้าเขาเข้าแข่งขัน」
「เขาไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับประมุขทั้งสิบ」
ผมไม่อาจได้ยินความคิดของเซียนดาบทลายนภาได้อย่างเต็มที่
เพราะระดับความเข้าใจที่ต่ าของผม ถึงกระนั้น มันก็ไม่ยากที่
จะรู้ว่าเธอก าลังคิดอะไรอยู่ ในท้ายที่สุด ผมก็ต้องท าสิ่งนี้เพื่อ
อาจารย์และลูกศิษย์
“ถ้าคุณยอมรับยูจงฮยอคเป็นลูกศิษย์ ผมจะให้คุณได้พบกับ
เผ่าพันธุ์ของคุณ”
“…หมายความว่าไงกัน?”
“ก็ตามที่ผมพูด คุณยังไม่เจอเผ่าพันธุ์ของคุณหนิ จริงไหม?”
เซียนดาบทลายนภามองมาที่ผมด้วยสีหน้าแปลกๆ “ข้าไม่รู้ว่า
เจ้ารู้เรื่องนี้ได้ยังไงนะ แต่เผ่าพันธุ์ของข้าถูกก าจัดไปแล้ว มันไม่
มีเทพยักษ์เหลืออยู่แล้ว”
“ไม่ มันเหลืออยู่บ้าง”
“อะไรนะ…”
ผมเงยหน้าขึ้นและพูดออกมา “จ้าวแห่งยมโลก ท่านยังดูอยู่ใช่
ไหม?”
ในตอนนี้ฮาเดสอยู่ในช่องของผม ผมเป็นหนี้เขาเมื่อครั้งล่าสุด
ดังนั้นมันถึงเวลาที่จะต้องทักทายแล้ว อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ใช่
ฮาเดสที่ตอบรับการเรียกหาของผม
[กลุ่มดาว ‘ราชินีแห่งวสันต์มืดมิด’ มองดูคุณด้วยรอยยิ้ม
แปลกๆ]
“…สักพักแล้วสินะ เพอร์เซโฟนี”
บัดซบ ราชินีคนนี้อยากที่จะจัดการด้วย เธอเข้ามาตั้งแต่
เมื่อไหร่? ผมก าลังจะพูดออกมาแต่ก็มีเสียงข้อความดังออกมา
อีก
[กลุ่มดาว ‘ราชินีแห่งวสันต์มืดมิด’ บอกว่าเธอได้ยินเรื่องนี้
แล้ว]
[กลุ่มดาว ‘ราชินีแห่งวสันต์มืดมิด’ จะรับฟังค าขอของคุณ]
อย่างที่คาดไว้ เพอร์เซโฟนีหัวไวเมื่อมันเป็นเรื่องราวดีๆ ปัญหา
ก็คือว่าราชินีคนนี้ไม่เคยท าอะไรหากไม่มีแรงจูงใจซ่อนเร้น
[กลุ่มดาว ‘ราชินีแห่งวสันต์มืดมิด’ บอกว่ามีเงื่อนไข]
…อย่างที่คาดไว้
“…ว่ามา”
[กลุ่มดาว ‘ราชินีแห่งวสันต์มืดมิด’ ก าลังเชิญคุณมาร่วมฉลอง
กลุ่มดาว]
งานฉลองกลุ่มดาว? มันแปลก ตอนนี้มันเป็นเวลาจัดงานเลี้ยง
ของกลุ่มดาวเหรอ? ข้อความของเพอร์เซโฟนีที่ตามมาคือ
ค าตอบของค าถามของผม
[กลุ่มดาว ‘ราชินีแห่งวสันต์มืดมิด’ ก าลังเชิญคุณเข้าสู่สมาคม
นักชิม]
(จบตอน)
จากวันนั้นเป็นต้นมา ยูจงฮยอคก็หมกมุ่นอยู่กับการฝึกฝนกับ
เซียนดาบทลายนภา
เซียน
เซียนดาบทลายนภายังคงรักษาสีหน้าจริงจังไว้นับตั้งแต่ที่เธอ
ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ของเธอ ยูจงฮยอครู้หัวใจของเธอดี
แต่ก็อุทิศตัวเองเพื่อการฝึกฝนแทนที่จะมาปลอบเธอ
‘เดิมทีฉันก็จะไปพบกับเทพยักษ์บรรพกาลด้วยตัวเอง แต่…’
ไม่ว่ายังไง มันก็ไม่ได้แย่ที่จะปล่อยให้คิมทกจาจัดการ ยูจงฮ
ยอคจะต้องผ่านสถานการณ์ที่ 40 เพื่อพบกับเทพยักษ์บรรพ
กาลถ้าเขาท าตามแผนเดิม
‘ชายคนนั้น ฉันไม่คิดเลยว่าเขาจะมีความสัมพันธ์กับยมโลก’
คิมทกจามีมุมแปลกๆ จริงๆ เขาผูกมิตรกับกลุ่มดาวพวกนั้นได้
ยังไงกัน…
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ ก าลังหัวเราะ]
ดูทูตสวรรค์คนนี้สิ ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจไม่ใช่กลุ่มดาวใน
รอบที่สอง เธอเป็นทูตสวรรค์ที่เข้มงวดและสูงส่งซึ่งเต็มไปด้วย
ความยุติธรรม ยูจงฮยอคไม่เข้าใจว่าท าไมตัวตนเช่นนี้ถึงกลาย
มาเป็นแบบนี้ในรอบนี้
“เจ้าคิดที่จะเข้าร่วมงานประลองจริงๆ เหรอ?”
ยูจงฮยอคพยักหน้าอย่างเงียบๆ ให้กับค าถามของเซียนดาบ
ทลายนภา
“เจ้าอาจตายได้ สถานการณ์การประลองยุทธ์ไม่เคยง่ายเลย”
“ผมแข็งแกร่งขึ้นมากว่าตัวผม ณ เวลานี้ในรอบที่ผ่านมา”
“มันไม่อยู่ในระดับที่จะจัดการกับสิบประมุขได้”
ยูจงฮยอคตระหนักถึงสิบประมุขแห่งบู๊ลิ้มดี หนึ่งในนั้นคือ
เทพธิดาบุปผาเหมันต์ที่มีเคล็ดวิชาถูกขายโดยพ่อค้าที่เป็นคน
มาต้อนรับพวกเขา นอกจากนี้ยังมีประมุขจากตระกูลนัมกุง
ญาติห่างๆ ของเซียนดาบทลายนภา พวกเขาจะปรากฏตัวขึ้น
เมื่อการประลองวรยุทธ์เริ่มขึ้น
นอกจากนี้ การประลองวรยุทธ์ยังเป็นกิจกรรมใหญ่ ดังนั้นเขา
ต้องคิดถึงอวตารของกลุ่มดาวที่มีชื่อเสียงซึ่งจะเข้าร่วมด้วย
[กลุ่มดาวบางกลุ่มรอคอยการประลองยุทธ์]
[กลุ่มดาวบางกลุ่มเบื่อการประลองยุทธ์]
โชคดีที่กลุ่มดาวที่แข็งแกร่งเบื่อกับสถานการณ์เหล่านี้ ในฐานะ
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ าทุกปีในบู๊ลิ้ม มันจึงมีกลุ่มดาวจ านวนไม่
มากที่ให้ความสนใจกับการประลองยุทธ์
เซียนดาบทลายนภาอ่านใจของยูจงฮยอคและพูดออกมา “เจ้า
ต้องเปิดประตูผู้บรรลุบานที่สอง”
“ผมเคยเปิดมันมาแล้ว ดังนั้นมันคงไม่ยากอะไร”
“มันแตกต่างไปจากการทะลวงประตูบานที่หนึ่งนะ”
“ผมท าได้แน่ ผมไปถึงประตูบานที่สามแล้วในรอบที่ผ่านมา”
“…ประตูบานที่สาม?”
ดวงตาของเซียนดาบทลายนภาสั่น ประตูบานที่สามแห่งผู้
บรรลุไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถเข้าถึงได้ด้วยพรสวรรค์เพียงอย่าง
เดียว มันต้องใช้ ‘เวลา’ จ านวนมหาศาลในการผ่านประตูบาน
ที่สามด้วย ในทางกลับกัน ยูจงฮยอคคงไม่มีเวลามากขนาดนั้น
ในรอบที่ผ่านมา…
ยูจงฮยอคเข้าใจค าถามของเธอและตอบ “ผมใช้เวลาในมิติ
มืด”
เวลาในมิติมืด มันมักจะถูกเรียกว่า ‘สุสานแห่งบู๊ลิ้ม’ มันมี
ชาวบู๊ลิ้มอยู่สองประเภทที่เข้าไปยังสถานที่แห่งนั้น ในคุกที่มี
เวลาอันมหาศาล มันมีเหล่าคนที่ชนเข้ากับก าแพงแห่ง
พรสวรรค์และกลายเป็นบ้าไป หรือไม่ก็คนที่ก้าวข้ามก าแพงไป
ได้ ยูจงฮยอคคืออย่างหลัง
“…ข้าไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าเจ้าต้องฝึกฝนหนักแค่ไหน
เจ้าอยู่ในนั้นกี่ปี?”
“ประมาณ 100 ปี”
“ประตูบานที่สามใน 100 ปี… ไม่แปลกใจเลยว่าท าไมเจ้าถึง
จองหองขนาดนี้”
100 ปี มันเป็นเวลานานมากส าหรับมนุษย์ธรรมดา แต่มันก็ไม่
เหมือนกันส าหรับผู้บรรลุ
มีหลายคนที่มีชีวิตมากว่า 200 หรือ 300 ปีในโลกนี้ซึ่งไม่อาจ
ไปถึงขั้นผู้บรรลุได้ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามแค่ไหน มันเป็น
ก าแพงที่ไม่อาจก้าวข้ามได้ด้วยการพัฒนาร่างกายจากยาจิต
วิญญาณประเภทต่างๆ มันมีก าแพงหนาในขั้นผู้บรรลุ แต่ยูจงฮ
ยอคก็สามารถข้ามก าแพงเหล่านั้นได้ถึงสามครั้งในเวลา 100
ปี
“ผมจะเข้าถึงมันได้เร็วขึ้นอีกถ้าผมได้เข้าไปในห้วงเวลานั้นอีก
ครั้ง”
“มันเป็นความคิดที่บ้ามาก! การใช้ห้วงเวลานั้นจะท าร้ายดวง
วิญญาณ เจ้าไม่เคยเห็นผู้ฝึกยุทธ์ที่เป็นบ้าไปในนั้นเหรอ? เจ้า
ไม่รู้เหรอว่ามันมีเส้นแบ่งระหว่างผู้บรรลุและคนบ้าอยู่?”
“…ในรอบที่ผ่านมา ผมไม่อาจก้าวข้ามคุณได้แม้ว่าจะเข้าไปใน
นั้น”
“แน่นอน! 100 ปี ยังเร็วเกินไปที่จะตามข้าทัน!” เซียนดาบ
ทลายนภายักไหล่ก่อนที่จะพูดออกมา”ไม่ว่ายังไง… เจ้าก็ไปถึง
ประตูบานที่สามแล้ว การสอนเจ้ามันก็คงจะดีกว่าสอนคนโง่ล่ะ
นะ”
การแสดงออกของยูจงฮยอคไม่ได้สดใสเอาซะเลยแม้จะได้
รับค าชมจากอาจารย์ เซียนดาบทลายนภารู้สึกสงสัยอะไร
บางอย่างและถามเขา ในที่สุดยูจงฮยอคก็เล่าเรื่องราวให้เธอฟัง
เซียนดาบทลายนภาฟังเรื่องราวและถามราวกับว่ามันมันไร้
สาระ”จิตวิญญาณของเจ้าตื่นขึ้นมาในขณะที่เจ้าหมดแรง?”
“อืม ผมก็จ าได้ไม่ชัด”
ในท้ายที่สุด เขาก็ไม่รู้ว่าเขาทะลวงประตูบานที่สามได้ยังไง สี
หน้าของเซียนดาบทลายนภาไม่ค่อยดีนัก “เจ้ามั่นใจเหรอว่า
เจ้าจะไว้ใจจิตไร้ส านึกของเจ้าและทะลวงประตูบานที่สามได้
อีก? มันฟังดูเหมือนกับผู้ติดตามบ้าๆ ของเทพธิดาบุปผา
เหมันต์เลย”
“นั่นเป็นเหตุผลที่ผมต้องการคุณ โปรดสอนเคล็ดวิชาของคุณ
ให้ผมอีกครั้งเถอะ”
“อะไรนะ?”
“การใช้วิธีการแบบกับครั้งก่อนนั้นยากมาก มันใช้เวลานาน
เกินไป”
เซียนดาบทลายนภาตะลึงงันกับค าพูดอันไร้ยางอายของลูก
ศิษย์ของเธอ”ข้าไม่รู้ว่าข้าควรช่วยดีไหม เจ้าข้ามก าแพงแห่งผู้
บรรลุไปแล้ว ดังนั้นเจ้าก็รู้ว่าการบรรลุไม่ได้ท าได้ในทางเดียว ผู้
บรรลุทุกคนต้องหาเส้นทางแห่งการบรรลุของตัวเอง”
“คุณก็ยังช่วยได้อยู่ ไม่ใช่ว่ามันมีแนวคิดที่ว่าสรรพสิ่งรวมเป็น
หนึ่งอยู่เหรอ?”
“มันหมายความว่าพวกเราจะต้องหาหนึ่งในสรรพสิ่งเหล่านั้น
มันไม่มีการบรรลุแบบนั้นอยู่ในโลก เช่นเดียวกับที่ไม่มีเรื่องราว
เช่นนั้น”
“ถึงกระนั้น มันก็ยังมีเป็นหมื่นสรรพสิ่ง พวกเราจะไม่เจอสักอัน
เลยเหรอ? ผมได้พบมาแล้วอันหนึ่งในอดีต”
ยูจงฮยอคพูดสิ่งนี้และคิดถึงสิ่งที่เขาได้พูดคุยกับคิมทกจาไป ใน
ตอนแรกเขาก็ไม่ได้พูดแบบนี้ บางทีเขาอาจจะได้รับอิทธิพลมา
ในขณะที่อยู่กับคิมทกจา เซียนดาบทลายนภาถอนหายใจให้กับ
ลูกศิษย์ที่เงียบไปของเธอ “เดิมทีเจ้าพูดเก่งแบบนี้ไหม? มันไม่
ง่ายเลยนะ เจ้าน่าจะเห็นจากรอบก่อนว่าวิถีดาบทลายนภา
ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อผู้ชาย”
ยูจงฮยอครู้ดี นั่นเป็นเหตุผลที่มันเป็นเรื่องยากในการเรียนสกิล
จากเซียนดาบทลายนภาในอดีต อย่างไรก็ตาม คราวนี้ก็ต่าง
ออกไป
“ปัญหาเรื่องเพศพอจะแก้ไขได้อยู่”
“เจ้าหมายความว่ายังไง?”
[กลุ่มดาวที่ชอบเปลี่ยนเพศพ่นลมหายใจออกมา]
ยูจงฮยอคขมวดคิ้วให้กับข้อความ อารมณ์อันซับซ้อนและ
ความโกรธอันมหาศาลพวยพุ่งขึ้นมาทุกๆ ครั้งที่เขาคิดถึงมัน
แต่เขาก็ต้องใช้ประโยชน์จากทุกๆ อย่างที่เขาสามารถท าได้
“มันได้เวลาแล้วสินะ”
หลังจากนั้นไม่นาน ปากของเซียนดาบทลายนภาที่ก าลัง
ประหลาดใจก็เปิดอ้าออก ยูจงฮยอคหยิบดาบของเขาออกมา
ด้วยสีหน้าว่างเปล่า
“ห้ามบอกใครนะ”
***
[ในเขตอุตสาหกรรมคิมทกจา มีคนสงสัยเกี่ยวกับความส าเร็จ
ของคุณ]
[เรื่องราวเกี่ยวกับ ‘คิมทกจาคนขี้โกง’ ก าลังแพร่กระจายไปใน
เขตอุตสาหกรรมคิมทกจา]
ผมตื่นขึ้นมาจากการงีบเนื่องจากข้อความในอากาศ จาก
ข้อความ มันดูเหมือนว่าจะมีข่าวลือไม่ดีก าลังไหลเวียนอยู่ใน
เขตอุตสาหกรรมในขณะที่ผมไม่อยู่ มันเป็นธรรมดาเนื่องจาก
เขตอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนผู้ปกครอง แต่ผู้ปกครองคนใหม่ก็ไม่
เคยออกหน้าเลย
ยังไงก็เถอะ คิมทกจาคนขี้โกง… ท าไมมันถึงรู้สึกเหมือนคนที่ไม่
รู้จักใบหน้าของผมรู้จักผมดีขนาดนี้?
“คิมทกจา ก าลังท าอะไรอยู่น่ะ?”
มีคนเตะผม และผมก็ลุกขึ้นพร้อมกับเสียงคราง ผมเห็นยูจงฮ
ยอคที่ร่างกายส่วนบนเปลือยเปล่าและมีเหงื่อปกคลุม มัน
อาจจะเป็นเพราะการฝึกฝนอย่างหนักกับเซียนดาบทลายนภา
“…ฉันแค่ก าลังคิดอะไรอยู่น่ะ”
“คนขี้เกียจ”
“ตอนนี้ฉันต้องขี้เกียจ ฉันป่วยอยู่นะ”
มันเป็นข้อแก้ตัว แต่มันก็เป็นเรื่องจริง ผมยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จาก
บทลงโทษผู้ถูกเนรเทศ การพื้นฟูยังได้ล่าช้าไปเนื่องจากสิ่งที่
เกิดขึ้นกับเซียนดาบทลายนภา ผมก าลังเพิ่มความเชี่ยวชาญ
ของกิเลนลาร์มาร์คขึ้นและน าชิ้นส่วนเรื่องราวมาใช้อย่าง
ต่อเนื่อง ดังนั้นการฟื้นฟูก็ยังไม่ช้าเกินไปนัก
ผมมองไปยังผู้คนที่ก าลังฝึกอย่างหนักอยู่ที่สนามหน้ากระท่อม”
แล้วคนพวกนั้นล่ะ?”
จางฮายังที่เหงื่อโทรมกายก าลังฝึกซ้อมกับฮันมยอนโก ส่วน
ปรมาจารย์ทลายนภานั้นก าลังชี้แนะข้อผิดพลาดต่างๆ
“สาวน้อยคนนี้มีพรสวรรค์พอตัวเลย แอตทริบิวต์แปลกๆ ของ
เธอท าให้เธอเรียนรู้ได้ไวมาก”
“เขาไม่ใช่ผู้หญิง เขาเป็นผู้ชาย”
“บางครั้งฉันก็ไม่รู้ว่านายเอาตาไปไว้ไหนนะ”
ไอ้โง่เอ้ย เขาเป็นผู้ชาย ใช่ไหม? มันก็แบบนี้ในนิยายต้นฉบับ
ผมก าลังจะพูดออกไป แต่ยูจงฮยอคก็สงสัยขึ้นมาซะก่อน “เอ่อ
จะเอายังไงกับกลุ่มดาว?”
“…ฉันก าลังคิดอยู่”
มันเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์แล้วนับตั้งแต่ที่ผมได้รับข้อความของ
เพอร์เซโฟนี
[กลุ่มดาว ‘ราชินีแห่งวสันต์มืดมิด’ ก าลังเชิญคุณเข้าสู่สมาคม
นักชิม]
[ในหนึ่งสัปดาห์ เทศกาลสมาคมนักชิมจะถูกจัดขึ้นที่ปราสาทโอ
โร]
[โปรดตัดสินใจว่าคุณจะออกเดินทางในคืนนี้]
ค าเชิญไปยังสมาคมนักชิม ผมคิดไว้แล้วว่ามันต้องเกิดขึ้น แต่
มันก็เร็วกว่าที่คาดไว้
สมาคมนักชิม มันเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มดาวที่รักใน
อาหารรสเลิศ เมื่อมองแวบแรก มันเหมือนกับ ‘งานเลี้ยงกลุ่ม
ดาว’ แต่อันที่จริงแล้ว มันแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ถ้าเป็นงานเลี้ยงกลุ่มดาว มันจะเป็นงานอย่างเป็นทางการ แต่
งานเทศกาลสมาคมนักชิมนั้นไม่เป็นทางการและเหตุการณ์ที่
เกิดขึ้นก็จะแตกต่างออกไปเช่นกัน
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ เป็นกังวลเกี่ยวกับตัว
คุณ]
เหนือสิ่งอื่นใด อูรีเอลไม่ได้อยู่ในสมาคมนักชิม
[กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองค า’ ก าลังสงสัยเกี่ยวกับ
ตัวเลือกของคุณ]
เห้งเจียก็ไม่ นักเขียนลับก็ไม่ ส่วนมังกรอเวจีเปลวเพลิงทมิฬ
ล่ะ? ผมจ าไม่ได้เท่าไร
ไม่ว่ายังไง บรรยากาศของสถานที่นั้นก็ไม่ได้ดีส าหรับผมเท่ากับ
‘งานเลี้ยงกลุ่มดาว’ มันไม่มีอะไรที่อันตรายไปกว่าการไป
รวมกลุ่มกับกลุ่มดาวที่ไม่เสถียรในการถ่ายทอดสดดวงดาวนี้
ยูจงฮยอคอ่านสีหน้าของผมและถาม “นายกลัวเหรอ?”
“ไม่มีทาง”
ผมมองไปยังจางฮายังและฮันมยอนโกที่ก าลังซ้อมอย่างเงียบๆ
ฮันมยอนโกถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องและกรีดร้องออกมา ยูจงฮยอ
คมองตามผมและพูดออกมา”มันเป็นเพราะเรื่องนี้นี่เอง”
“…ใช่แล้ว”
ตามข้อความของเพอร์เซโฟนี เทศกาลสมาคมนักชิมจะเกิดขึ้น
ในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา มันจัดขึ้นในวันเดียวกันกับงาน
ประลองยุทธ์
นั่นหมายความว่าผมจะไม่ได้อยู่ในบู๊ลิ้มในวันประลองยุทธ์ หาก
มีอะไรเกิดขึ้น…
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า คิมทกจา”
(จบตอน)
ผมเงยหน้าขึ้นมองกับค าพูดของยูจงฮยอค “…มันจะไม่เป็น
อะไรเหรอ?”
“สถานการณ์ที่เราก าลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ไม่ใช่การคัดเลือก
ราชาปีศาจ แต่เป็นการประลองวรยุทธ์”
ผมก าลังคิดถึงเรื่องนี้อยู่ แต่เมื่อผมได้ยินยูจงฮยอคพูดออกมา
ผมก็รู้สึกโล่งใจแปลกๆ “นาย… กลายเป็นคนแบบนี้ไปแล้ว
จริงๆ อย่างน้อยที่สุด ฉันก็คงจะไม่ตายไปทั้งอย่างนั้น”
ยูจงฮยอคไม่สนใจค าพูดของผมและพูดต่อ “สิ่งเดียวที่ได้มา
จากการประลองคือดาบปีศาจทมิฬ การได้ดาบนั้นมาไม่ได้
หมายความว่าพวกเราจะเอาชนะการคัดเลือกราชาปีศาจได้”
ยูจงฮยอคพูดถูก การชนะการประลองไม่ได้หมายความว่าพวก
เราจะคว้าชัยในการคัดเลือกราชาปีศาจได้
“นั่นเป็นเหตุผลที่นายต้องไปยังสมาคมนักชิม พวกเราต้องการ
ก าลังเสริม นายอาจจะได้พันธมิตรมาถ้านายไปที่นั่น”
ผมเข้าใจสิ่งที่เขาพูด ไปที่สมาคมนักชิมและกลับมาพร้อมกับ
กลุ่มดาวที่ใช้การได้ แต่มันก็มีจุดที่น่าห่วงอยู่
“…เนบิวลาของพวกเรา?”
“ครั้งล่าสุดนายบอกว่านายจะสร้างมันหนิ?”
“บริษัทของคิมทกจา?”
“ฉันจะออกทันทีถ้ามันเป็นชื่อนั้นจริงๆ”
ยูจงฮยอคหันหน้าไปพร้อมกับขมวดคิ้ว ผมรู้สึกประหลาดใจปน
ดีใจ
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ ก าลังเช็ดน้ าตาของ
เธอด้วยผ้าเช็ดหน้า]
มันเป็นสิ่งที่คิดไม่ถึงเลย ยูจงฮยอคและผมกลายเป็นสหายกัน
จริงๆ ไม่ว่ายังไงก็ตาม มันก็ตลกดีเมื่อผมลังเลตอนที่ยูจงฮยอค
พูดเรื่องนี้กับผม
ผมยืนขึ้นและประกาศ “ฉันจะไป”
***
คืนนั้นผมได้รับการต้อนรับจากไกด์ของสมาคมนักชิมที่บินผ่าน
ประตูมิติมา ไกด์ขับรถม้าสีด าคันเล็กๆ มาพร้อมกับสวมชุด
คาวบอยตะวันตก ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นหนึ่งใน
ผู้ใต้บังคับบัญชาของปราสาทโอโร
ไกด์ลงมาจากรถม้าและโค้งค านับผมอย่างสุภาพ
[ท่านคือราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้นใช่ไหม?]
“ใช่”
[ขึ้นรถม้ากันเถอะ การเดินทางค่อนข้างยาวนาน และท่าน
สามารถพักผ่อนได้]
ไกด์ไม่ได้แสดงความประหลาดใจหรือตอบสนองอะไรกับผม
มาก มันเป็นเพราะเขาคือไกด์ของสมาคมนักชิมเหรอที่ท าให้
เขาไม่ประหลาดใจกับ ‘ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น’? ไกด์ขึ้น
ไปบนรถและถามผม
[ข้าจะรับผู้โดยสารคนอื่นไปด้วย ท่านจะรังเกียจไหม?]
“เอ่อ ไม่เป็นไร”
ผู้โดยสารคนอื่น… ใครกัน? ผมพลาดโอกาสที่จะถามในขณะที่
ไกด์น ารถม้าออกไปในทันที่
การตกแต่งภายในของรถกว้างขวางและสะดวกสบาย มันไม่มี
การสั่นเลยและเหมือนกับว่าผมไม่ได้ก าลังเคลื่อนไหวอยู่ สุด
ยอด ผมสามารถอ่านหนทางเอาชีวิตรอดไประหว่างการ
เดินทางได้
ผมอ่านหนทางเอาชีวิตรอดไประหว่างนี้ มันอาจจะเป็นเวลา
ไม่กี่ชั่วโมงหรือหลายวันก็ได้ มันยากที่จะประมาณเวลาเพราะ
ผมไม่รู้ว่ารถม้าเคลื่อนตัวไปเร็วแค่ไหน
「…ดังนั้น ยูจงฮยอคในการเสื่อมถอยรอบที่ 15 จึงคิดใน
ขณะที่เขาตาย ‘ฉันไม่ได้โชคดี’」
「…ในตอนท้ายของรอบที่ 19 ยูจงฮยอคได้คิด ‘ครั้ง
ต่อไป’」
「…ยูจงฮยอคจบชีวิตในรอบที่ 25 ของเขาและพึมพ า “มัน
จะเป็นครั้งต่อไปจริงๆ”」
…ผมอยากจะเลิกเรียกเขาว่าคน ไอ้หมอนี่ เขายังเป็นแบบนี้อยู่
ในการแก้ไขครั้งแรก มันเหมือนเดิมไม่ว่าผมจะช่วยเขาหรือไม่
ผมไม่ลืมที่จะค้นหาข้อมูลที่ผมต้องการจากความตายของยูจงฮ
ยอค มันไม่มีรายละเอียดมากนักเกี่ยวกับสมาคมนักชิม ยูจงฮ
ยอคได้มาเยือนสมาคมนักชิมในช่วงต่อมา แต่มันก็เป็นการฆ่า
พวกเขา ไม่ใช่การเอาพวกเขาไปด้วย ส่วนเหล่านั้นส่วนใหญ่
เต็มไปด้วยค าว่า “อ๊ากกกก!”
「จิ้งจอกบินกล่าวว่า “กลุ่มดาวต่างก็เลวไปซะทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม สมาคมนักชิมนั้นเลวร้ายที่สุด”」
มันยังเป็นไปไม่ได้ที่จะค้นหาเนื้อหาที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับ
เรื่องพวกนี้ ยิ่งผมอ่านไปมากเท่าไร ผมก็ยิ่งไม่มั่นใจว่าการไป
ยังสมาคมนักชิมนั้นเป็นสิ่งที่ควรท า อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังคง
อ่านหนทางเอาชีวิตรอดต่อไป
「ยูจงฮยอคก าลังคิด ‘มันคงจะดีถ้าเขามาด้วย’」
หากมันมีข้อแตกต่างในเวอร์ชั่นต้นฉบับและการแก้ไขนั้น มันก็
คงเป็นช่วงที่มีค าเหล่านี้ออกมา พวกมันคือร่องรอยเมื่อผมเข้า
ไปแทรกแซงในงานต้นฉบับ ผมให้ความสนใจเป็นพิเศษเมื่อ
พวกมันปรากฏขึ้นมา มันเป็นเพราะมันมีเพียงแค่ไม่กี่ฉากที่มี
การกล่าวถึง ‘การเสื่อมถอยครั้งที่สาม’
「’นายต้องท าแบบนี้ เขาบอกว่านี่เป็นวิธีที่ถูกต้อง’」
…วิธีที่ถูกต้อง นี่มันหมายความว่ายังไง?
[ได้เวลารับประทานอาหารแล้ว ถ้าท่านไม่รังเกียจ ข้าจะเตรียม
ของง่ายๆ ให้]
“ขอบคุณนะ”
รถหยุดลงและไกด์ก็จัดหาอาหารให้ผม มันเป็นอาหารระหว่าง
การเดินทาง มันคล้ายกับแฮมคุณภาพสูงและมีกลิ่นหอมมาก
แน่นอนว่ามันไม่ใช่แฮมจริงๆ
[กลาดิเอเตอร์คนสุดท้ายแห่งดาวเคราะห์เซเลเกดอน]
มันเป็นอาหารเรื่องราวตามแบบฉบับของสมาคมนักชิม ดู
เหมือนว่ามันจะเป็นเรื่องราวที่แข็งแกร่งจากเจตจ านงที่ผมรู้สึก
ได้…
ผมแตะแฮมนุ่มด้วยส้อมที่ไกด์ส่งให้ ในเวลานั้นเอง เนื้อหา
บางส่วนของเรื่องราวก็ไหลเข้ามาในหัวของผม
– ป-ปล่อยข้าไป ปล่อยข้าไปเถอะ…!
เมืองที่ถล่มลงมาอย่างน่ากลัวเนื่องจากความวุ่นวายของกลุ่ม
ดาว การปรากฏตัวของอวตารที่ปะทุขึ้นมาภายใต้แรงกดดันอัน
ยิ่งใหญ่ กลาดิเอเตอร์ที่ก าลังจะตาย ผู้สูญเสียศักดิ์ศรีทั้งหมด
ไป…
ร่างของอวตารที่ฉีกขาดถูกเทลงไปในปากของกลุ่มดาวที่ก าลัง
ยิ้มอย่างชั่วร้าย ฉากสุดท้ายของโลกที่หายไปแล้ว เสียงกรีด
ร้องและความสิ้นหวังของเหล่าอวตารมารวมกันอยู่ที่ปลายจมูก
ของผม
ผมมองลงไปที่แฮมและวางส้อมลงอย่างเงียบๆ
[…ท่านไม่ชอบมันเหรอ?]
“ตอนนี้ฉันยังไม่หิว” ผมตอบด้วยรอยยิ้มที่สงบ
[ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ค านึงถึงรสนิยมของท่านในฐานะกลุ่มดาว
เลย อาหารใหม่…]
“ไม่เป็นไร ฉันจะกินของที่ฉันเอามาด้วย”
ไกด์เก็บจานไปอย่างเศร้าๆ และนั่งกลับลงไปบนที่นั่งคนขับ
เมื่อเขาหายไปโดยสมบูรณ์แล้ว ผมก็ไม่ค่อยรู้สึกผ่อนคลาย
เท่าไหร่ มันรู้สึกเหมือนกับว่าผมก าลังจะอาเจียน
ประโยคที่ผมได้อ่านไปในหนทางเอาชีวิตรอดตัดผ่านเข้ามาใน
หัวของผม
「”มันคือฝันร้ายของเหล่าอวตาร”」
เป็นอีกครั้ง ผมตระหนักได้ว่าผมก าลังจะไปที่ไหนและใครที่ผม
ต้องจัดการด้วย ผมท าตัวโง่ๆ เหมือนผมก าลังไปปิกนิกยังไงยัง
งั้น
ผมสัมผัสกับเรื่องราวบางส่วนที่อยู่ในกระเป๋าของผม เมื่อเทียบ
กับเรื่องราวที่พวกเขากิน เรื่องราวที่ถูกทอดทิ้งใน ‘ขอบฟ้า
เรื่องราว’ แทบจะไร้สีและไร้กลิ่นไปเลย พวกมันเป็นเรื่องราว
ธรรมดาของอวตารธรรมดาที่มีชีวิตและตายไปแบบธรรมดาๆ
เหมือนกับขยะ มันมีเหตุผลที่ท าไมสมาคมอาหารถึงทอดทิ้ง
พวกเขา
ผมดูดซับเรื่องราวโดยใช้กิเลนลาร์มาร์คและหลับตาลงอย่าง
เงียบๆ อย่างไรก็ตาม ผมก็รู้สึกเหมือนกับว่าผมก าลังจะฝันร้าย
***
การเดินทางด าเนินต่อไปอีกสองสามวัน และผมใช้ช่วงเวลาว่าง
เพื่อดูบางสิ่งที่ผมไม่ได้สนใจ
[เหรียญที่ครอบครอง: 1,252,353 เหรียญ]
ก่อนอื่นเลยผมได้ตรวจสอบเหรียญที่ผมไม่ได้ให้ความสนใจมา
สักพัก มันเป็นเงินจ านวนมหาศาลจริงๆ
1.2 ล้านเพียงพอที่จะซื้อเนตรจอมปีศาจ อย่างไรก็ตาม แอน
นาก็ได้มันไปแล้ว ผมมีสกิลที่ดีกว่าอยู่ ดังนั้นผมจึงไม่ต้องการ
มัน แต่…
ผมสงสัยว่าจะใช้เหรียญที่เหลืออย่างไร มันก็ไม่เลวที่จะเอามา
เพิ่มค่าสถานะโดยรวมของผม แต่ประสิทธิภาพของค่าสถานะก็
จะเริ่มลดลงเมื่อค่าเฉลี่ยเกินกว่า 100 จากนี้ไป การลงทุนในส
กิลจะดีกว่าการลงทุนในค่าสถานะมาก
แน่นอนว่าบางครั้งค่าสถานะโดยรวมที่สะสมกันอยู่นั้นก็ดีกว่า
แต่เมื่อผมเชื่อมั่นในก าแพงที่สี่ ผมก็ควรที่จะตรวจสอบหน้าต่าง
แอตทริบิวต์ของผมซะก่อน
[ผู้โดยสารใหม่ก าลังจะเข้ามา ขออนุญาตนะ?]
ผมจมอยู่กับห้วงความคิดจนผมไม่รู้ตัวเลยว่ารถม้าได้หยุดลง”
ได้ ไม่เป็นไร”
ประตูด้านซ้ายของรถม้าเปิดออกเมื่อผมตอบกลับ ผมรู้สึก
ประหม่าเล็กน้อยเมื่อมองไปยังคนที่จะร่วมเดินทางไปกับผม
ความเป็นไปได้ที่จะเป็นกลุ่มดาวนั้นสูงมาก
“อ๊า! ฉันรอมานานแล้ว ท าไมช้านักล่ะ?”
[ข้าขอโทษ ทางขรุขระกว่าที่ข้าคิด…]
เสียงที่คุ้นๆ ดังขึ้นในหูของผม มันเป็นเสียงสูงของผู้หญิงผสม
กับส าเนียงรัสเซีย
ผมเห็นคนสามคนผ่านรอยแยกของประตู
[มีคนอยู่ในนั้นอยู่แล้ว ข้าหวังว่ามันจะเป็นการเดินทางที่น่าพึง
พอใจ]
ไม่รู้ว่ามันเป็นโชคดีหรือไม่ ผมไม่รู้สึกถึงกลุ่มดาวเลย กล่าวอีก
นัยหนึ่ง พวกเขาต่างก็เป็นอวตาร
หญิงสาวที่มีรอยยิ้มอันอ่อนโยนขึ้นรถมาก่อน “ขอโทษนะ”
หญิงสาวที่ทักทายผมอย่างสุภาพมีผมสีน้ าตาลที่กระพือไปตาม
ลม เมื่อผู้หญิงคนนั้นเงยหน้าขึ้น ผมก็ถามขึ้นโดยอัตโนมัติ “เซ
ลีน่า คิม?”
เซลีน่า คิม เธอคือหนึ่งในตัวแทนของอเมริกา ณ งานเลี้ยงกลุ่ม
ดาว อาจเป็นเพราะใบหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปของผม แต่หญิง
สาวก็สับสนอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะอุทานออกมา
“อ๊ะ นาย…?”
“เธอจ าได้ไหมว่าฉันเป็นใคร?”
“แน่นอน! คิมทกจา! สักพักแล้วสินะ! นายก็ถูกเชิญมาเหรอ?”
“ใช่แล้ว”
ผมจับมือกับเซลีน่าและมองไปยังคนที่เหลือ คนที่ตามมาคือเด็ก
สาวที่มีผมหางม้าคู่
“นายคือ… เอ๊ะ?”
อย่างที่คาดไว้ ผมเคยเจอคนๆ นี้มาก่อน มันเป็นเด็กสาวรัสเซีย
ที่ผมเจอที่งานเลี้ยงกลุ่มดาว
เธอชื่ออะไรนะ? ผมจ าได้ว่าเธอมีชื่อเล่นว่าอะไรแดงๆ สักอย่าง
ผมไม่สนใจเด็กสาวและมองไปยังอีกคนที่เหลืออยู่ ในเวลา
นั้นเอง ผมก็ขนลุกขึ้นมา
“นี่เป็นครั้งแรกสินะที่พวกเราได้พบกันจริงๆ”
มันมีความลึกล้ าอยู่ในน้ าเสียงที่สงบและผ่อนคลาย ผมรู้จัก
คนๆ นี้ดี หนึ่งในอวตารที่แข็งแกร่งที่สุดในหนทางเอาชีวิตรอด
ที่เคียงคู่มากับยูจงฮยอค ผมเคยเจอคนๆ นี้มาก่อน
“ฉันเคยเจอนายในความฝัน ฉันจ าไม่ได้เพราะมันนานมากแล้ว
ในเวลานั้น นายบอกว่าพวกเราจะได้พบกันอีก…”
ผมจ าได้ ในสถานการณ์เขตสีเขียว ผมเห็นเธอหลังจากกินศิลา
ภูตผีเข้าไป ผมบอกกับเธอ “ฉันจ าได้”
“งั้นขอทักทายอย่างเป็นทางการเลยละกัน ยินดีที่ได้เจอนะ คิ
มทกจา ไม่สิ… ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น”
เธอยิ้มในขณะที่ดวงตาปีศาจสีเหลืองลอยอยู่เหนือผมสีบลอนด์
ของเธอ มันเป็นรอยยิ้มที่สวยงามมาก แต่ผมก็ไม่อาจยอมรับ
มันได้ มันเป็นเพราะผมรู้ดีกว่าใครว่ามันมีความคิดมากมายอยู่
เบื้องหลังรอยยิ้มนั้น”ฉันคือแอนนา คลอฟฟ์”
ผู้เผยพระวจนะแห่งแอสการ์ด หัวหน้าของซาราทุสทรา แอน
นา คลอฟฟ์
(จบตอน)