มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT - ตอนที่ 398 – หนังสือแห่งการเปิดเผย (1)
- Home
- มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT
- ตอนที่ 398 – หนังสือแห่งการเปิดเผย (1)
– ฮูมมมมม!
ภายในหน้าจอ กลุ่มดาวแห่งฝ่ายความดีและฝ่ายความชั่วร้าย
ก าลังแผ่ออร่าอันน่าสะพรึงกลัวเข้าใส่กัน ความตรึงเครียด
เหมือนหนังยางที่ถูกดึงไว้จนสุด และพร้อมที่จะดีดใส่กันได้ทุก
เมื่อ และแม้ว่ามันจะเล็กน้อยที่สุด แต่มันก็เจิดจ้ามาก มันมี
เนบิวลาที่สามารถรักษาสมดุลนั้นไว้ได้
[มันนานแล้วจริงๆ นับตั้งแต่ที่ข้าได้เห็นทุกๆ คนจากฝ่ายความ
ดีและฝ่ายความชั่วร้ายมารวมตัวกัน ณ ที่แห่งเดียวจากเมื่อ
ครั้งล่าสุด…]
‘ผู้พิทักษ์แห่งแมนดาลา’ ศากยมุนีมองดูหน้าจอพร้อมกับสี
หน้าที่ไม่สามารถอ่านได้ ความทรงจ าโบราณไหลเวียนอยู่
ภายในม่านตาของเขา
สถานการณ์ก่อนสถานการณ์ ยุคสมัยเมื่อครั้งความดี ความชั่ว
ร้าย และผู้ดูแลความเป็นกลางยังท างานร่วมกันอยู่ เรื่องราวที่
ทุกๆ คนร่วมมือกันต่อสู้กับมังกรแห่งวันสิ้นโลก เพื่อที่จะ
ป้องกันการบังเกิดขึ้นของวันสิ้นโลก…
– ฉันเองก็อยากจะช่วยสหายของฉันเหมือนกัน
ศากยมุนีได้ยินเสียงๆ หนึ่งและเบนสายตาของเขาไปยังถังน้ า
เล็กๆ ลูกบอลวิญญาณดวงน้อยๆ ที่เปล่งประกายอย่างแผ่ว
เบาก าลังพูดกับเขาในขณะที่โฉบไปมาอยู่ภายในถัง
– ฉันจะกลับชาติมาเกิดได้เมื่อไหร่?
[นั่นไม่ใช่สมรภูมิของเจ้า เด็กน้อย เจ้าจะกลับชาติมาเกิดใน
ฐานะคนที่ต้องแบกรับเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น]
– พวกเขาคือเป้าหมายของฉัน
แม้หลังจากกลายเป็นดวงวิญญาณแล้ว แต่เสียงของยูซานอาก็
ยังคงแน่วแน่
– ถ้าฉันไม่อาจช่วยพวกเขาได้ การกลับชาติมาเกิดของฉันก็จะ
ไม่มีความหมายอะไร
[หมายความว่า…]
ศากยมุนีเบนสายตาของเขาไปอีกครั้ง คราวนี้มันเป็นถังที่ตั้งอยู่
ณ อีกฝั่งของยูซานอา มันมีร่างอวตารสาวที่ก าลังสวมชุด
นักพรตอยู่ภายในนั้น
[งั้นเจ้าก็จะต้องเข้าไปยังร่างของเด็กที่ข้าห่วงใย]
– ฉันจะไปเข้าร่างของคนอื่นเหรอ? แต่ฉันคิดว่าฉันก าลังจะ
กลับชาติมาเกิดซะอีก?
[เจ้าจะกลับชาติมาเกิดพร้อมกับร่างนั้นในฐานะร่างอวตารของ
เจ้า]
– แต่เจ้าของเดิมของร่างนั้นล่ะ?
ศากยมุนีไม่ตอบ
พุทธะก็รู้สึกโศกเศร้าได้ด้วยเหรอ?
ยูซานอาตระหนักได้ถึงบางสิ่งในเวลานั้น
– คนๆ นั้นคือ ‘ความหมาย’ ของนายเหรอ?
ศากยมุนียังคงมองไปยังหญิงสาวในชุดนักพรตที่อยู่ภายในถัง
น้ า
[เธอได้กลับไปสู่วัฏจักรแล้ว ทุกๆ อย่างเป็นแค่การปฏิวัติแห่ง
วงล้ออันว่างเปล่า]
– นั่นเป็นความรู้สึกของนายจริงๆ เหรอ? นายห่วงเธอมากใช่
ไหม?
[เจ้าเข้าใจได้เร็วดีหนิ การกลายเป็นผู้กลับชาติมาเกิดก็เป็น
แบบนั้นแหละ]
– ฉันยังไม่ใช่ผู้กลับชาติมาเกิด
[ในไม่ช้าเจ้าจะตระหนักได้ว่ามันไม่มีความหมายอะไรในการถูก
ผูกมัดโดยโซ่ตรวนเช่นนั้น – ทุกๆ สิ่งที่เจ้ายึดมั่นต่างก็เป็นแค่
เพียงความว่างเปล่า]
– …การพูดอะไรเป็นลางแบบนั้นคืองานอดิเรกของนายเหรอ?
[ข้าก็แค่พูดความจริงเท่านั้น เด็กน้อย]
ศากยมุนีมองดูสนามรบบนหน้าจออีกครั้ง กลุ่มดาวที่มีชีวิตมา
ยาวนานได้อยู่ที่นั่น
[กลุ่มดาวต้องทนทรมานจากการนอนไม่หลับไปตลอดชีวิต
พวกเขาไม่อาจนอนหลับได้หากปราศจากสถานการณ์ และ
แม้ว่าพวกเขาจะฝัน พวกเขาก็ยังคงต้องกลืนกินเรื่องราวของ
คนอื่น ผ่านการสวาปามที่แสนโลภของพวกเขา พวกเขาต่างก็
ปรารถนาที่จะลบสถานการณ์ที่พวกเขาค้นพบด้วยตัวเอง และ
พวกเขาก็ยังรู้สึกเป็นกังวลอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าพวกเขาจะไม่
เข้าใจว่าท าไมตนถึงรู้สึกแบบนั้น]
กลุ่มดาวที่เก่าแก่ที่สุดในหมู่พวกเขาทั้งหมด ศากยมุนีพูดต่อ
[ราวกับว่าพวกเขาติดอยู่ในความฝันชั่วนิรันดร์ พวกเขาไม่อาจ
หลบหนีออกจากสถานการณ์ได้ พวกเขาดูห่างจากความตาย
ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้จักความหมายที่แท้จริงของมัน และ
เพราะพวกเขาไม่รู้จักความตาย พวกเขาจึงไม่อาจตื่นขึ้นจาก
ภาพลวงตาของสถานการณ์ได้ พวกเขาต่างก็เข้าใจผิดไปว่ามัน
มีเรื่องราวหนึ่งที่อาจจะช่วยพวกเขาได้]
กลุ่มดาวที่ทั้งสนับสนุนบริษัทของคิมทกจาหรือเป็นปรปักษ์กับ
พวกเขาต่างก็ส่งข้อความอยู่ภายในหน้าจอ
ศากยมุนีจ้องมองไปยังกลางหน้าจออันวุ่นวายนั้นอย่างช้าๆ
[อย่างไรก็ตาม ผู้กลับชาติมาเกิดนั้นต่างออกไป]
นั่นคือที่ๆ เหล่าผู้กลับชาติมาเกิดจากเกาะแห่งนี้มารวมตัวกัน
พวกเขาติดตามบริษัทของคิมทกจาไป และพวกเขาก็ถูกบังคับ
ให้เป็นทาสอยู่ภายใต้มหาเรื่องราวหลังจากเข้าร่วมกับฝ่าย
ความดีหรือความชั่วร้าย
ศากยมุนีมองดูพวกเขาและพูดต่อ [ผู้กลับชาติมาเกิดจะมีชีวิต
ไปตลอดกาลเฉกเช่นกลุ่มดาว แต่พวกเขาก็ต้องตายและเกิด
ใหม่อีกครั้ง พวกเขารู้ความหมายของการตื่นขึ้นมาเนื่องจาก
พวกเขาเข้าใจความตาย และเพราะพวกเขารู้ความหมายของ
การตื่นขึ้นมา พวกเขาจึงตระหนักได้ว่าพวกเขาเป็นเพียง
ฟันเฟืองของวัฏจักรสถานการณ์ ผู้กลับชาติมาเกิดคือการ
เข้าใจแก่นแท้ของสถานการณ์]
ผู้กลับชาติมาเกิดที่มีสถานะต่ าต้อยจะสูญเสียความทรงจ าของ
พวกเขาไปพร้อมกับความตาย แต่นั่นก็ไม่ใช่กับทุกคน มันมี
บางคนที่เก็บความทรงจ าในอดีตไว้ได้ อย่างเช่นเนอร์วาน่า
เมื่อพวกเขากลับชาติมาเกิด พวกเขาจะกลับชาติมาเกิดใน
เผ่าพันธุ์ต่างๆ และเพศที่หลากหลาย และด าเนินสถานการณ์
ต่อไป
ในฐานะมนุษย์ ในฐานะคางคก ในฐานะออร์ค ในฐานะเอลฟ์
ในฐานะมด…
พวกเขาจะได้รับประสบการณ์เหล่านั้นหลังจากประสบกับการ
กลับชาติมาเกิดนับครั้งไม่ถ้วน
– พวกเขาต่างก็ดูเหมือนจะยอมจ านนนะ
[นั่นเป็นเพราะพวกเขาเข้าใจว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไม่ว่า
ใครจะชนะ]
– สถานการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ นั่นคือสิ่งที่พวกเราท า
มาจนถึงตอนนี้
[อย่างไรก็ตาม นั่นก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่ามันยังคง
เป็น ‘สถานการณ์’]
– ดังนั้นนายจึงยอมแพ้ตั้งแต่ตอนนี้เหรอ? เพราะไม่ว่านายจะ
ท าอะไร สถานการณ์ก็ยังคงเป็นสถานการณ์งั้นเหรอ? นั่นก็แค่
นายก าลังพยายามวิ่งหนี นั่นเป็นเหมือนกับการยอมรับความ
พ่ายแพ้โดยไม่ลองสู้ก่อนด้วยซ้ า
[โอ้ เด็กน้อย ตอนนี้เจ้าก าลังดูถูกชีวิตของผู้กลับชาติมาเกิด
พวกเขาต่อสู้กับสถานการณ์อย่างต่อเนื่องผ่านชีวิตอันนับไม่
ถ้วน…]
– นายเคยต่อสู้กับทุกๆ สิ่งโดยไม่ยอมแพ้สักครั้งตลอดสักชีวิต
หนึ่งไหม?
ศากยมุนีปิดปากลงหลังจากได้ยินค าถามนั้น
การไม่ยอมแพ้สักครั้งในชีวิตหนึ่ง เธอกล่าว
ก่อนที่เขาจะทันได้ตอบ ยูซานอาก็พูดต่อ
– มันมีคนที่ไม่ยอมแพ้ต่อชีวิตของเขาแม้ว่ามันจะผ่านมาถึง
1,800 ครั้งก็ตาม
ยูซานอามองไปที่หน้าจอ มันมีชายคนหนึ่งที่ก าลังสวมเสื้อคลุม
สีด าอยู่ภายในนั้น
– มันยังมีอีกคนที่ใช้ชีวิตไปพร้อมกับเขาอยู่ด้วย
จากนั้นชายคนหนึ่งที่สวมเสื้อคลุมสีขาวที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาก็
มองไปยังเหล่าสหายของตน สายตาของเขาหยุดลงที่ลีฮุนซึงซึ่ง
ทรุดตัวอยู่บนพื้นเป็นคนสุดท้าย
[ร่างนี้มีประสบการณ์เกินกว่าช่วงเวลาจะนับได้ อย่างไรก็ตาม
มันก็มีหนึ่งคนที่ข้ายังสามารถนับได้ ศากยมุนีพูดต่อในขณะที่
เขามองไปยังลีฮุนซึง [มีอีกคนที่จะถูกเพิ่มเข้ามาในเกาะแห่ง
การกลับชาติมาเกิดนี้]
*
“ยัง”
ผมรู้สึกได้ว่าชีพจรของลีฮุนซึงไม่ขยับ มันไม่เต้นเลย เขาไม่
หายใจ และหลังจากเปิดเปลือกตาของเขาขึ้น มันก็มีเพียงแต่สี
ขาว
“…จริงเหรอ?”
จางฮีวอนมองมาที่ผมด้วยใบหน้าของคนที่ต้องการจะเชื่อใน
ปาฏิหาริย์
ผมมองผมสีขาวของเธอและพอเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“แน่นอน เขายังไม่ตาย”
สหายทุกคนของผมมีสีหน้าที่ซับซ้อน ลีจีฮเยดูเหมือนจะคิดว่า
ผมก าลังโกหกโดยมีเจตนาที่ดี ในขณะที่ลีกิลยังดูราวกับว่าจะ
เชื่อในตัวผมแม้ว่าผมจะโกหกจริงๆ ก็ตาม
ฮันซูยองถามผม “นายตัดสินใจที่จะเปลี่ยนค าจ ากัดความของ
ความตายแล้วเหรอ?”
“ถ้าฮุนซึงตายจริงๆ เจ้านายแห่งโลหะคงถูกขับออกไปจาก
สถานการณ์แล้ว”
ผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แม้ว่าผมจะไม่ได้ยินเสียงข้อความ
ใดๆ แต่เจ้านายแห่งโลหะก็ยังไม่ถูกขับออกไปจากสถานการณ์
แน่ๆ
จางฮีวอนรีบคว้าแขนของผมไว้ “งั้นท าไมฮุนซึงถึง…”
“เหมือนกับเธอที่ตื่นขึ้น ฮุนซึงเองก็ตื่นขึ้นด้วย”
ผมเบนสายตาไปยังเศษเรื่องราวที่ไหลอยู่บนผิวของลีฮุนซึง
เรื่องราวแห่ง ‘โลหะ’
มันไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก แต่ภายในตัวของเขา
ควรจะเต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งโลหะแล้ว
[ตัวละคร ‘ลีฮุนซึง’ ใกล้จะถึงวิวัฒนาการของแอตทริบิวต์
แล้ว]
การที่ลีฮุนซึงถูกเรียกว่าเป็น ‘โล่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด’ ในนิยาย
ต้นฉบับนั้นไม่ได้มาเล่นๆ
การปกป้องใครบางคนโดยยอมเสียสละตนเองจะท าให้
‘จักรพรรดิดาบเหล็ก’ ได้ถึงขั้นสุดท้ายของ ‘การกลายร่าง
โลหะ’ เมื่อถึงเวลาที่เขาได้สติ เขาก็คงจะกลายเป็นโล่ที่
แข็งแกร่งที่สุดในโลก
จางฮีวอนถามผมด้วยเสียงสั่น “ถ้าอย่างนั้นเขายังมีชีวิตอยู่ใช่
ไหม?”
“ใช่”
“จริงเหรอ? นายไม่ได้โกหกนะ?”
น้ าตารินไหลลงมาจากแก้มของเธอ จากนั้นเธอก็วางมือลงบน
หน้าอกของลีฮุนซึง หัวใจของเขาไม่เต้นเลย ในขณะที่รู้สึกถึง
ความเงียบงัน เธอก็พูดออกมาอีกครั้งด้วยความยากล าบาก”
แต่ฉันไม่ได้ยินอะไรเลย…”
“มันจะเป็นแบบนี้ต่อไป”
“…ฮะ?”
ผมมองไปยังลีฮุนซึงอีกครั้ง
หัวใจของเขาได้แข็งขึ้นเหมือนเหล็กบริสุทธิ์ 100% มันจะไม่มี
ทางเต้นอีก จางฮีวอนในตอนนี้คงไม่อาจเข้าใจความหมายของ
มันได้…
“อย่างไรก็ตาม ฮุนซึงจะมีชีวิตอยู่แน่นอน ดังนั้นไม่ต้องเป็น
ห่วงไป”
“ยังไงก็เถอะ ตอนนี้เขาจะไม่มีประโยชน์อะไรกับพวกเรา” ยู
จงฮยอคกล่าวอย่างไม่แยแสในขณะที่เขาปลดปล่อยสถานะ
ออกมา”ทุกคนระวังตัวให้ดี นี่ไม่ใช่เวลามาหลงระเริงกับความ
เศร้า”
ฮูมมมมม!
ทั้งสองฝ่ายจ้องมองมายังเนบิวลาของพวกเราจากคนละฟาก
สมรภูมิฝ่ายหนึ่งคือความดี ในขณะที่อีกฝ่ายคือความชั่วร้าย
ส าหรับพวกเขาแล้ว พวกเราเป็นแค่ศัตรูเท่านั้น
ศูนย์กลางของค่ายทั้งสองถูกบัญชาโดยเมทาทรอนและอากา
เรส
[ใครเอาชนะบาร์บาทอส?]
ค าถามนั้นท าให้เสียงพึมพ ากระจายออกไปทั่วสนามรบ
บาร์บาทอส ราชาปีศาจอันดับที่แปดได้ตายลง อย่างไรก็ตาม
แทนที่จะดูตกตะลึง ราชาปีศาจในปัจจุบันกลับแสดงสีหน้า
ขบขันออกมาแทน
[เมื่อมาคิดว่าพวกเจ้าเข้ามายุ่งในสงครามระหว่างกลุ่มดาวและ
ปีศาจ พวกเจ้าทุกคนก็บ้าไปหมดแล้ว]
สายตาของพวกเขาที่มองมายังสหายของผมเต็มไปด้วยการ
เยาะเย้ยอย่างชัดเจน เสียงหัวเราะของพวกเขาเต็มไปด้วย
ความมั่นใจว่าพวกเราไม่อาจพึ่งพาโชคในการเอาชีวิตรอด
เหมือนอย่างที่พวกเราท ามาจนถึงตอนนี้ได้อีก
การคาดเดาของพวกเขาถูกต้องแล้ว สมาชิกของบริษัทของคิ
มทกจาไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะต่อสู้ได้เลย พลังเวทมนตร์ส ารอง
ของยูจงฮยอคแทบจะหมดลงแล้วจากการต่อสู้กับพระอินทร์
ในขณะที่ฮันซูยองก็อยู่ในสภาพเหนื่อยล้าเป็นอย่างยิ่งจากการ
ต่อสู้กับทูตสวรรค์
ไม่จ าเป็นต้องพูดถึงลีฮุนซึงที่ยังไม่ได้สติหรือจางฮีวอนที่หมด
สภาพไปแล้ว
คนที่พอจะเป็นประโยชน์ได้อยู่คือเด็กๆ ทั้งสามที่ไปยัง ‘นคร
ถัดไป’
“ลุง ไม่ต้องห่วง ฉันจะกวาดพวกมันออกไปเอง”
ลีจีฮเยทุบหน้าอกของเธอในขณะที่กล่าวออกมา และชินยูซอง
ก็พยักหน้าให้เพื่อเสริมความมั่นใจให้กับผม อย่างที่ผมคิด
เอาไว้ พวกเธอคงเติบโตขึ้นมาในนครถัดไป แม้แต่ดวงตาของลี
กิลยังก็ยังเปล่งประกายไปด้วย
“พี่ พวกเราเริ่มฆ่าก่อนเลยไหม? ใครจะให้ค่าประสบการณ์สูง
ที่สุดกับพวกเรา?”
แม้ว่าพวกเราจะอยู่ในต าแหน่งที่เสียเปรียบอย่างมหาศาล แต่
เขาก็พูดราวกับว่าก าลังเล่นเกมอยู่
[ผู้สนับสนุนของอวตารลีกิลยังก าลังมองมาที่คุณ]
ผมส่ายหัว
มันเร็วเกินไป มันยังไม่ถึงเวลาที่จะใช้ประโยชน์จากลีกิลยัง
และแม้ว่าผมจะท าเช่นนั้น มันก็ยังไม่มีการรับประกันชัยชนะ
แอนนาที่อยู่ข้างๆ ผมถามออกมา “นายจะต่อสู้จริงๆ เหรอ?
นายน่าจะรู้นะว่ามันไม่มีหวังที่จะชนะเลย?”
มันค่อนข้างชัดเจนว่าเป้าหมายที่เธอถามแบบนั้นคืออะไร เธอ
เป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายความดีอยู่แล้ว มันจะเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ส าหรับเธอที่จะแทงผมจากทางด้านหลังหากสิ่งต่างๆ แปลกไป
และเข้าร่วมกับฝ่ายนั้น
“พวกเราไม่เคยสนุกกับอัตราส่วนการชนะที่สูงเลย และใช่ ฉัน
ก าลังจะต่อสู้กับพวกเขา และฉันก็มั่นใจว่าจะชนะเช่นกัน
ตราบใดที่เธอไม่ทรยศพวกเรานะ”
แอนนาหรี่ตาลงเมื่อถูกพูดถึงการทรยศและยกมือขึ้น เมื่อเธอ
ท าแบบนั้น เซลีน่าและไอริสที่ยืนอยู่ข้างหลังก็ก้าวออกมา
ข้างหน้า
[เนบิวลา ‘แอสการ์ด’ สนับสนุนบริษัทของคิมทกจา]
กลุ่มดาวและราชาปีศาจตะโกนออกมาด้วยความประหลาดใจ
[แอสการ์ด พวกเจ้าเสียสติไปแล้วเหรอ?]
[ในที่สุดเทพแห่งค้อนก็ใช้ค้อนทุบหัวตัวเองแล้ว]
[โอ้ พวกเทพจอมสร้างปัญหา! พวกเจ้าคิดที่จะก่อความวุ่นวาย
ในสถานการณ์นี้ด้วยเหรอ?]
แม้ว่าเสียงที่แท้จริงจะดังก้องไปทั่วด้วยความสับสน แต่มันก็มี
บางคนที่พูดพล่ามออกมาราวกับว่าสถานการณ์ก าลังก่อตัวไป
ในทิศทางที่สนุกสนานส าหรับพวกเขา
เฉกเช่นราชาปีศาจอันดับที่ห้า ‘ราชสีห์แผงคอด า’ มาร์บัส
[ช่างเป็นการตัดสินใจที่โง่เขลาซะจริง แอสการ์ดที่รัก เนบิวลา
ของเจ้าอาจจะทรงพลัง แต่จ านวนกลุ่มดาวที่เข้าร่วมก็น้อย
มาก มันไม่เพียงพอที่จะเขย่าสมรภูมินี้ด้วยซ้ า!]
“มันไม่ใช่แค่เนบิวลาเดียว”
[โอ้ งั้นใครอีก? บริษัทของคิมทกจา? เจ้าต้องการจะเรียกกลุ่ม
เล็กๆ ของเจ้าที่มีเจ้าเป็นกลุ่มดาวคนเดียวว่าเนบิวลาด้วย
เหรอ?]
เสียงหัวเราะดังก้องขึ้นในหมู่ราชาปีศาจ แต่แล้ว…
[กลุ่มดาว ‘บิดาแห่งรัตติกาล’ จ้องมองมายังกลุ่มดาว]
[เนบิวลา ‘ยมโลก’ สนับสนุนบริษัทของคิมทกจา]
…เสียงหัวเราะเงียบลงในทันใด
[…ยมโลก??]
[โอ้ โอลิมปัส! เกิดอะไรขึ้น?! ไม่ใช่ว่านั่นคือเนบิวลาใต้บัญชา
ของพวกเจ้าเหรอ?]
พร้อมกับค าพูดเหล่านั้น มุมหนึ่งของสมรภูมิได้เปิดออก และ
โอลิมปัสก็ปรากฏตัว
ตามที่คาดไว้ พวกเขาก็มีส่วนร่วมในสถานการณ์นี้ด้วย คนที่
ยืนอยู่แถวหน้าของพวกเขาคือกลุ่มดาวที่พวกเราคุ้นเคยกันดี
[หืม ล าบากจริงๆ… พวกเราไม่อาจออกกฎ ‘กิแกนโทมาเคีย’
ได้ในสถานที่แห่งนี้เช่นกัน]
มันคือ ‘เทพแห่งไวน์และความปิติยินดี’ ไดโอไนซัส เขามี
รอยยิ้มที่อึดอัดใจมากอยู่บนใบหน้า
“ไดโอไนซัส นายคิดที่จะต่อสู้กับพวกเราด้วยเหรอ?”
[ฟู่ว เจ้าท าให้ข้าอยากเหล้าขึ้นมาเลยนะเนี่ย]
เขาหยิบขวดๆ หนึ่งออกมาจากกระเป๋าและกระดกไวน์ลงไป
[อ๊า ข้าไม่สน ข้าค่อยมากังวลหลังจากที่ได้เมาซะก่อน ราชา
ปีศาจแห่งการหลุดพ้น ท าไมเจ้าไม่มาดื่มด้วยกันหน่อย? พวก
เรามีหลายสิ่งที่จะพูดคุยกันเลยหนิ?]
“ขอบคุณที่ชวนนะ แต่ตอนนี้มันยังไม่เหมาะ”
ไดโอไนซัสฉีกยิ้มและชูขวดมาทางผม นั่นเป็นค าตอบเดียวที่
โอลิมปัสมีให้กับผม
พวกเขาจะไม่สนับสนุนพวกเรา แต่พวกเขาก็จะไม่เป็นปรปักษ์
กับเราเช่นกัน
ในตอนนี้ที่จู่ๆ เนบิวลาใหญ่ได้ตัดสินใจยกเลิกการมีส่วนร่วม
ของพวกเขา บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายจึงแทรกซึม
เข้าไปยังฝ่ายความดีและความชั่วร้าย
ผมไม่พลาดโอกาสนั้นและตอกลิ่มลงไป “อืม ดูเหมือนว่าการ
แนะน าตัวจะจบลงแล้วนะ งั้นมาเริ่มการต่อสู้กันเถอะ”
การยั่วยุของผมกระตุ้นความโกรธของกลุ่มดาวและราชาปีศาจ
จากทั้งสองฝ่าย
แอนนาคงไม่คาดคิดว่าผมจะเป็นคนตรงๆ แบบนี้ เพราะ
ในตอนนี้เธอก าลังมองมาที่ผมด้วยสีหน้าที่เหมือนจะกล่าวว่า
‘นายบ้าไปแล้วเหรอ?’
ฮันซูยองพูดขึ้นมา “เธอก าลังประหลาดใจอยู่เหรอผู้เผยพระ
วจนะ? งั้นก็นั่งดูไปก่อน”
แอนนาหุบปากลงหลังจากถูกฮันซูยองเตือน
ในขณะเดียวกัน ราชาปีศาจตนหนึ่งก็ก้าวออกมาข้างหน้า
พร้อมกับชักดาบสีด าสนิทออกมา
แม้ว่าสถานการณ์จะพลิกผันไปขนาดนี้ แต่ทั้งอากาเรสและเม
ทาทรอนก็ยังคงนิ่งเงียบ
[ราชาปีศาจหลายคนแสดงความเป็นปรปักษ์อย่างรุนแรงต่อ
คุณ!]
พร้อมกับเสียงแหลมของอากาศที่แยกออกจากกัน ดาบของ
ราชาปีศาจขยับมาทางผม แต่ในเวลานั้นเอง มันก็มีข้อความ
โผล่ขึ้นมา
[สมาชิกของค่ายเดียวกันปะทะกันเอง!]
[การเพิ่มของคะแนนความโกลาหลเร่งความเร็วขึ้น!]
[คะแนนความโกลาหลเพิ่มขึ้น 1]
[คะแนนความโกลาหลปัจจุบัน 76]
ราชาปีศาจกะพริบตาของมันด้วยความตกใจ
และในระยะไกล ผมสามารถเห็นการแสดงออกที่แข็งขึ้นของอา
กาเรสและเมทาทรอนได้เช่นกัน ตอนนี้พวกเขาก าลังจ้องมอง
ไปยังท้องฟ้าของการถ่ายทอดสดดวงดาว พวกเขาคงตระหนัก
ได้แล้ว
เพื่อที่จะดึงดูดความสนใจของกลุ่มดาว ผมใช้เสียงที่แท้จริง
ของผม [ฝ่ายตรงข้ามที่พวกนายต้องการสู้ด้วยไม่ใช่ทั้งความดี
หรือความชั่วร้าย]
บริษัทของคิมทกจามีสมาชิกที่อยู่ทั้งฝ่ายความดีและความชั่ว
ร้าย และการเป็นศัตรูกับเนบิวลาของพวกเราก็หมายความว่า
พวกเขาก าลังต่อสู้กับแก่นแท้ของตัว ‘สงครามระหว่างกลุ่ม
ดาวและปีศาจ’
[ถ้าพวกนายอยากจะฆ่าพวกเรา ฉันก็มั่นใจว่าพวกนาย
สามารถท าได้ อย่างไรก็ตาม อะไรจะเกิดขึ้นถ้าพวกนายท า
แบบนั้น?]
อีกฟากหนึ่งของท้องฟ้า เมฆที่เต็มไปด้วยออร่าแห่งความ
โกลาหลก าลังหมุนวนเป็นลางไม่ดีอยู่
เมื่อคะแนนความโกลาหลไปถึง 80 การนับถอยหลังสู่วันสิ้น
โลกจะเริ่มต้นขึ้น ซึ่งหมายความว่ามันจะเป็นเกมไก่ตื่นนับจาก
นี้เป็นต้อนไป
[ความดีที่เก่าแก่ที่สุดก าลังจ้องมองคุณ]
[ความชั่วร้ายที่เก่าแก่ที่สุดก าลังจ้องมองคุณ]
มันเป็นเกมที่คนแรกที่กลัวและถอยไปจะกลายเป็นผู้แพ้
[อันไหนจะเร็วกว่ากันนะระหว่างพวกเราจะตายก่อนหรือพวก
นายทุกคนจะถูกท าลายล้างโดยมังกรแห่งวันสิ้นโลก? พวกนาย
ไม่อยากรู้เหรอ?] ผมชักศรัทธาไม่แตกสลายออกมาและยิ้ม [ฉัน
ล่ะอยากรู้จริงๆ]
(จบตอน)