มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT - ตอนที่ 410 – ไคลแม็กซ์ (3)
ในระหว่างการผจญภัยของเธอบนเกาะแห่งการกลับชาติมาเกิด
จางฮายังก็ได้ใช้ก าแพงไร้นามอยู่หลายครั้ง เธอใช้ฟังก์ชั่นขั้น
แรกของมัน ‘ระบบแชท’ เพื่อดึงดูดกลุ่มดาวเข้ามาสนทนา
– ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น
– …ท าไมเธอถึงเรียกฉันแบบนั้น?
จากนั้นเธอก็ได้พูดคุยกับคิมทกจาราวกับว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ครู่หนึ่ง เธออยากจะปฏิเสธว่าราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้นคือคิ
มทกจา แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องรับมือกับมัน
ในตอนนี้
ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้นที่จางฮายังชอบมากได้กลายเป็นคิ
มทกจา และคิมทกจาหัวทึบนั่นก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากราชา
ปีศาจแห่งการหลุดพ้น เธอแทบจะไม่สามารถยอมรับความจริง
นี้ได้เลย แน่นอน เธอไม่ได้ยอมรับมัน 100% เหมือนกัน
– ฉันก าลังคุยกับราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น ดังนั้นคิมทกจา
ควรหุบปากไปซะ
– …
– งั้นก็ช่วยไม่ได้ อย่าพูดอะไรที่ไม่จ าเป็น และแค่ตอบค าถามที่
ฉันต้องการก็พอ
– …ค าถามอะไร?
ตอนนี้ที่เขาได้ถามเธอออกไปแบบนั้น ความเศร้าที่เธอข่มไว้จึง
ได้ระเบิดออกมา
– ท าไมนายถึงไม่อยากให้ฉันเข้าร่วมบริษัทของคิมทกจา?
เธออยากจะถามค าถามนั้นกับเขาเสมอ เธอดูสหายของเธอใช้
‘บริบทของกลุ่มดาว’ และไปยังสถานการณ์ถัดไป และถูกทิ้งไว้
ข้างหลังพร้อมกับเหล่าอาจารย์ที่อยู่แนวหลังของสถานการณ์
เธอต้องการไปกับพวกเขา เธอคิดว่ามันคงจะดีถ้าเธอได้
กลายเป็นหนึ่งในดวงดาวเหล่านั้นที่ก าลังเปล่งประกายเช่นกัน
มันเป็นเพราะฉันขาดคุณสมบัติงั้นเหรอ?
หรืออาจจะเป็นเพราะฉันไม่ได้อยู่กับคิมทกจาตั้งแต่การเริ่มต้น
ของสถานการณ์
จางฮายังจดจ าช่วงเวลาที่พวกเขาแบ่งปันกันในช่วงการปฏิวัติ
โลกปีศาจรวมถึงการคัดเลือกราชาปีศาจได้ มันเป็นครั้งแรกใน
ชีวิตของเธอ เธอได้พบกับความสุขในช่วงเวลาเหล่านั้น และ
ในตอนนี้ พวกมันก็กลายเป็นส่วนที่ลบไม่ออกของเธอ
และนั่นคือเหตุผลว่าท าไมเธอถึงคิดว่าเธอเองก็ได้กลายเป็น
สหายของคิมทกจาแล้ว แต่บางทีเธออาจจะแค่หลอกตัวเองก็
ได้
– ฉันต้องการให้เธอใช้ชีวิตแบบอิสระ
ทันใดนั้นความโกรธของจางฮายังก็ปะทุออกมาหลังจากได้ยิน
ค าตอบของเขา เธออยากจะตะโกนกลับไปและถาม นี่มันเรื่อง
บ้าอะไรหลังจากที่พวกเขามาไกลจนถึงขนาดนี้ แต่แล้ว…
– การย้ายไปยังอีกมิติและใช้ชีวิตในโลกปีศาจ ไม่ใช่ว่าพวกนี้
คือตัวเลือกของเธอเหรอ?
เธอไม่อาจโต้แย้งได้เลย ราวกับว่าลมหายใจของเธอได้หยุดนิ่ง
ไป ทั้งหมดที่เธอท าได้ในตอนนี้คือการอ่านข้อความที่ก าลังเข้า
มา
– ฮายัง โปรดใช้ชีวิตในแบบที่เธอต้องการ
ค าพูดเหล่านั้นมาจากราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น ค าพูดของ
กลุ่มดาวที่สูงส่งและยิ่งใหญ่ที่เสพติดเรื่องราวของการ
ช่วยเหลือคนอื่นและไม่สนใจชีวิตของตนอยู่เป็นระยะๆ
นั่นเป็นสาเหตุที่ค าเหล่านี้ไม่ได้มาจากเพื่อนของจางฮายัง คิ
มทกจา
「เสียงของเขาไม่อาจได้ยินได้อีก」
‘ก าแพงไร้นาม’ พูดกับเธอ แม้ว่าจะมีก าแพงที่อนุญาตให้เธอ
คุยกับใครก็ได้ในทันที่ แต่เธอก็ไม่อาจได้ยินเสียงของคิมทกจา
เขายังคงแน่วแน่กับการเป็นราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น
เหมือนกับที่เธอถามจากเขา
“มาเดี๋ยวนี้ นายต้องการอะไรจากฉันกันแน่ตอนที่นายพูด
ห้วนๆ แบบนี้?”
นั่นคือเหตุผลว่าท าไม… เธอถึงอยากได้ยินเสียงของคิมทกจา
[‘ก าแพงไร้นาม’ แบกรับชื่อของตัวเอง!]
นั่นคือเหตุผลที่จางฮายังยืนอยู่ตรงนี้
[‘ก าแพงไร้นาม’ ก าลังพัฒนาเป็น ‘ก าแพงแห่งการสื่อสารที่
เป็นไปไม่ได้’!]
[ฟังก์ชั่นที่สองของ ‘ก าแพงแห่งการสื่อสารที่เป็นไปไม่ได้’
สามารถใช้งานได้แล้ว!]
เธอปลดล็อคพลังใหม่ของก าแพง ชักชวนกลุ่มดาวทั้งหมดที่
สามารถช่วยเหลือบริษัทของคิมทกจา และพาพวกเขามาที่นี่
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อชีวิตที่เธอต้องการจะใช้ ไม่ใช่ใครอื่น
เปรี้ยง!
ใบหน้าที่งุนงงของสมาชิกบริษัทของคิมทกจาสามารถมองเห็น
ได้จากทางด้านหลังของเธอ จางฮายังตะโกนออกมาในขณะที่
สัมผัสของสถานะที่ก าลังเติมเต็มเข้าสู่สมองของเธอท าให้สติ
ของเธอหรี่ลงไปเรื่อยๆ”พวกนายทุกคน ตื่นขึ้นและก้าวต่อไป!
ฉันไม่อาจรั้งอยู่แบบนี้ได้นานนักนะ!”
เธอตะโกนออกมา จิตใจของเธอด าดิ่งลงไปอีก การปรากฏตัว
ของกลุ่มดาวอันทรงพลังก าลังเข้ายึดร่างของเธอทั้งหมด
[‘ก าแพงแห่งการสื่อสารที่เป็นไปไม่ได้’ ก าลังเปิดใช้งาน
‘ความปรารถนาที่เป็นไปไม่ได้ LV.1’!]
‘ความปรารถนาที่เป็นไปไม่ได้’ – ความสามารถของก าแพง
แห่งการสื่อสารที่เป็นไปไม่ได้ที่อนุญาตให้จางฮายังสร้าง
‘สัญญาผู้สนับสนุน’ ชั่วคราวกับกลุ่มดาวได้ แม้ว่าเธอจะไม่มี
ผู้สนับสนุนก็ตาม
[กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองค า’ ก าลังมองดูร่างอวตารของ
ตน]
นักโทษรัดเกล้าทองค า – มหาปราชญ์เทียมสวรรค์ ซุนหงอคง
ตามที่คิมทกจากล่าว เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มดาวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดใน
การถ่ายทอดสดดวงดาว
กลุ่มดาวผู้ยิ่งใหญ่และสูงส่งผู้นั้นก็ก าลังกวาดสายตาผ่านโลก
ด้วยดวงตาอันสันโดษและจองหอง และพูดด้วยน้ าเสียงที่สูงส่ง
ของเขา [ข้าอยู่ที่นี่แล้ว มันช่างน่าร าคาญจริงๆ]
จางฮายังตกตะลึงกับสิ่งนั้นและตะโกนออกมา
“อ๊า?! แต่นายบอกว่านายจะช่วย! และฉันยังได้ฟังปัญหา
ส่วนตัวของนายด้วย! ดังนั้นรีบหน่อย! ได้โปรด!”
จากมุมมองของเธอ เธอคงอดไม่ได้ที่จะงุนงงกับสถานการณ์นี้
แต่มันก็ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่เข้าใจว่าท าไมหงอคงถึงพูดแบบนั้น
ด้วยเหตุผลบางอย่าง สภาพของเขาหลังจากจุติลงมายังร่าง
ของเธอก็แปลกๆ อยู่บ้าง
เจี๊ยก…
ราวกับว่าสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันหลายอย่างกลายมาเป็น
สิ่งมีชีวิต ‘หนึ่ง’ ชั่วคราว และสถานะของเขาก็ไม่แน่นอน
‘ความร าคาญ’ ที่เขาพูดถึงอาจมีบางอย่างเกี่ยวข้องกับสภาพ
นั้น อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นปัญหาของเขา ไม่ใช่ของเธอ
“ถ้านายไม่รักษาสัญญาของนาย งั้นผมของนายก็จะ…”
[ข้าก าลังท ามัน! ดูสิ ข้าก าลังท ามัน!]
หงอคงตอบด้วยน้ าเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจและจับ
กระบองทอง สถานะที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาท าให้กลุ่มดาว
หลายคนแสดงความสนใจออกมาในทันที่
[มหาปราชญ์ มันจะเป็นการฆ่าตัวตายเท่านั้นที่จะพยายามส่ง
พวกมันกลับไป แม้ว่ามันจะเป็นเจ้า…]
[และเจ้าเป็นใครกัน?]
[…ข้าคือชองจุงยอง]
ราวกับจะต่อต้านสถานะของหงอคง ชองจุงยองเผยหน้าอก
กว้างของเขา หงอคงมองไปยังอารมณ์ที่ฝังลึกอยู่ในดวงตาคู่
นั้นโดยไม่พูดอะไร ก่อนที่จะยิงค าถามออกไป [เห้ เจ้าน่ะ เจ้ารู้
ไหมว่าจ้าวตะวันผู้นี้เป็นใคร?]
ชองจุงยองใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตระหนักได้ว่า ‘จ้าว
ตะวัน’ คือวิธีที่หงอคงใช้เรียกตัวเอง
[ข้ารู้ดีว่าเจ้าคือกลุ่มดาวที่มีชื่อเสียงในอดีต แต่ถึงอย่างนั้น…]
[อืม ใช่ แน่นอน มันนานมากแล้วนับตั้งแต่ที่ผู้ยิ่งใหญ่อย่างข้า
ได้ท าอะไรลงไปในสถานการณ์ ใช่ไหม?]
หงอคงหาวออกมาอย่างไม่ใยดี และหลังจากหดกระบองทองลง
เขาก็เริ่มแคะหู และจากนั้น…
[กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองค า’ ปลดปล่อยสถานะออกมา!]
ไม่ใช่แค่ชองจุงยองเท่านั้น แต่ร่างอวตารของกลุ่มดาวคนอื่นๆ
ที่อยู่ใกล้กับเขาก็ถูกพัดพาไปในอากาศ ดวงตาของเขาเบิก
กว้างขึ้นด้วยความตกใจหลังจากสัมผัสได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ที่
สามารถท าให้กลุ่มดาวอื่นๆ ตัวสั่นได้จากแค่การปลดปล่อย
สถานะออกมา
[ดู ประกายแสงนั่น…!]
หนึ่งในกลุ่มดาวที่โดนหางเลขไปด้วยตะโกนออกมาด้วยความ
เจ็บปวด ร่างอวตารของจางฮายังที่หงอคงจุติลงมานั้นถูก
ห่อหุ้มไปด้วยประกายแสงจ านวนมหาศาล มันไม่ใช่เรื่องแปลก
อะไรที่จะเห็นประกายแสงความเป็นไปได้ปรากฏขึ้นเมื่อกลุ่ม
ดาวปลดปล่อยสถานะออกมา
ปัญหาที่แท้จริงคือที่นี่คือพื้นที่สถานการณ์ที่ 89 ในพื้นที่นี้ที่
สามารถจัดการกับความเป็นไปได้ส่วนใหญ่ได้ การส าแดง
ประกายแสงอันเจิดจ้าแบบนี้ก็หมายความว่า…
[ดูนั่น]
รูปยันต์แปดเหลี่ยมฮวงจุ้ยเริ่มแผ่ขยายไปในทิศทางต่างๆ ของ
หงอคง
ตัวอักษรต่างๆ เริ่มโคจรรอบกระบองทองและมีล าแสงสีทอง
เปล่งประกายออกมา เหล่าร่างแยกของระยะห่างสุดพรรณนา
ตรวจพบออร่าอันทรงพลังและเริ่มพุ่งเข้ามาหาเขา
เปรี้ยง!
ประกายแสงแห่งความเป็นไปได้ชักน าพายุความเป็นไปได้เข้า
มา ราวกับว่าพวกมันก าลังจะล่าเหยื่อแสนโอชะ ร่างแยกของ
ระยะห่างสุดพรรณนากางกรงเล็บของพวกมันเข้าหาหงอคง
มันมีพวกมันทั้งสิ้น 5 – 6 ตัว
ไม่ต้องพูดถึงกลุ่มดาวระดับเรื่องเล่า แม้แต่กลุ่มดาวระดับเทวะ
ก็คงพบว่ามันยากที่จะจัดการกับพวกมันจ านวนมากขนาดนี้
อย่างไรก็ตาม หงอคงก็ไม่ถอย
ในช่วงเวลาที่หมอกแห่งความมืดเข้าโอบล้อมเขา ร่างทั้งร่าง
ของเขาก็สว่างไสวขึ้นด้วยแสงสีทองอันเจิดจ้าในทันใด จากนั้น
กระบองทองก็เริ่มทะลวงผ่านหมอกเหล่านั้นด้วยพลังอันรุนแรง
ปัง…!
ระยะห่างสุดพรรณนาที่ไม่เคยได้รับความเสียหายอะไรโดน
กระบองหวดเข้าใส่ และหลังจากนั้นวงล้อที่ถูกสร้างขึ้นโดย
กระบองทองก็เพิ่มจ านวนขึ้นเป็นหนึ่งร้อยในพริบตาและเริ่ม
หวดเข้าใส่เหล่าร่างแยกจนเกิดเป็นภาพอันน่าตกตะลึงขึ้นมา
ปัง…!!
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมีหนึ่งในร่างแยกพยายามที่จะหลบกระบอง
ทอง
กลุ่มดาวทุกคนในสมรภูมิไม่อาจละสายตาไปจากสถานะของ
หงอคงได้ในขณะที่เขาย้อมท้องฟ้าด้วยแสงอันตระการตาและ
ต่อสู้กับระยะห่างสุดพรรณนา
ซึ่งรวมไปถึงไดโอไนซัส สุริยะ และชองจุงยองด้วย
[มันคือเคล็ดวิชาแห่งความโกลาหล]
ฮาเดสอ่านพลังได้อย่างแม่นย าในทันที่ พลังนั่นไม่ใช่ทั้งความดี
และความชั่วร้าย
มันเป็นเคล็ดวิชาเต๋าที่มีแค่หงอคงที่รวบรวมเรื่องราวอันเป็น
เอกลักษณ์ไว้เท่านั้นที่สามารถใช้ได้
ราชาวานรผู้หล่อเหลา
มหาปราชญ์เทียมสวรรค์
พุทธะชนะมาร
‘นักโทษรัดเกล้าทองค า’ ซุนหงอคง ที่มีชื่อที่แตกต่างกัน
มากมายก าลังต่อสู้อยู่
และเขาก็ก าลังเข้าโรมรันกับหายนะแห่งความว่างเปล่าจ านวน
มากเพียงล าพัง
ราวกับว่าพวกเขาไม่ต้องการแพ้ให้กับหงอคง กลุ่มดาวอีกสอง
คนตัดสินใจที่จะลุยด้วย
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ ปลดปล่อยพลังที่
แท้จริงออกมา!]
[กลุ่มดาว ‘มังกรอเวจีเปลวเพลิงทมิฬ’ ค ารามออกมาราวกับ
ว่าเขาไม่ต้องการจะยอมแพ้!]
สถานะของทั้งสองซ้อนทับกันอยู่ด้านบนของหงอคง เพลิงทมิฬ
จากมังกรด าและเพลิงอเวจีของอูรีเอลหลอมรวมกันเป็นหนึ่ง
และท าให้กระบองทองขยายขนาดมากยิ่งขึ้นไปอีก
[เรื่องราวที่ถูกหลงลืมผ่านกาลเวลาอันเนิ่นนานเริ่มเรื่องราว
ของมัน]
「และดังนั้น ดวงดาวแห่งความดี ความชั่วร้าย และเป็น
กลางจึงได้รวมกันเป็นหนึ่ง」
สถานะทั้งสามชนิดหลอมรวมกันจนท าให้เกิดการระเบิดของ
ประกายแสงเจิดจ้า
เปรี้ยงงง!
กระบองทองที่มีขนาดมหึมากระแทกเข้าใส่ท้องฟ้า ฟ้าดิน
สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง และแรงกระแทกอันยิ่งใหญ่ก็บิดเบือน
ห้วงมิติและเวลา
เมื่อถึงเวลาที่กลุ่มดาวซึ่งก าลังกรีดร้องอยู่ได้ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
หลุมยักษ์อันหนึ่งก็ถูกสร้างขึ้นบนท้องฟ้าที่เคยถูกปกคลุมไป
ด้วยหมอกแห่งความมืด
หงอคงพูดขึ้นมา [เอาล่ะ ไปได้แล้ว]
ทั้งสามคนไม่พลาดโอกาสนี้และลงมือ ยูจงฮยอคใช้การเหยียบ
อากาศเพื่อวิ่งไปในอากาศ ฮันซูยองขี่ร่างแยกของมังกรเพลิง
ทมิฬ ในขณะที่จางฮีวอนยืมปีกแห่งทูตสวรรค์เพื่อพุ่งขึ้นไปใน
แนวดิ่ง
ทั้งสามคนทะลุผ่านหมอกแห่งความมืดและตีฝ่าขอบเขตของ
ท้องฟ้าในพริบตา
เมื่อพวกเขาผ่านชั้นบรรยากาศไป การเคลื่อนไหวของพวกเขา
ก็ช้าลงอย่างรวดเร็ว มิติที่ถูกสร้างขึ้นโดยการปะทะกันระหว่าง
ระยะห่างสุดพรรณนาและมังกรตัวสุดท้ายนั้นเต็มไปด้วย
เรื่องราวที่โคจรไปรอบๆ อย่างวุ่นวาย
“อั๊ค…”
เลือดไหลออกมาจากมุมปากของฮันซูยองด้วยความหนาแน่น
ของเรื่องราวอันน่าเหลือเชื่อ เพียงแค่สัมผัสถึงพวกมันเพียง
อย่างเดียวก็ท าให้มันเจ็บปวดมากจนร่างกายของเธอรู้สึกราว
กับจะพังทลายลง
คิมทกจาอยู่ที่ไหนสักแห่งในมิตินี้ หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็
พบร่องรอยของคิมทกจาที่กระจัดกระจายไปรอบๆ เหมือนเศษ
ขนมปัง
「เฉพาะการท าแบบนี้เท่านั้นที่จะท าให้ฉันได้รับไคลแม็กซ์ที่
เหมาะสม」
ชิ้นส่วนของคิมทกจาลอยอย่างไร้จุดหมายในมิติอันว่างเปล่า
จางฮีวอนเป็นคนแรกที่ไปถึง ราวกับว่าเธอก าลังจับนกตัวเล็กที่
บอบบางมากๆ เธอโอบชิ้นส่วนนั้นไว้อย่างระมัดระวัง
เธอเข้าใจผิดที่คิดไปว่าเธอได้เห็นโลกอันห่างไกลที่คิมทกจา
ต้องการจะไปถึงในประโยคนั้นงั้นเหรอ?
หลังจากจับประโยคนั้นไว้ และจากนั้นก็อีกอัน… เฉกเช่นการ
ข้ามบาร์โหน โดยการขยับไปทีละก้าวอย่างต่อเนื่อง ในที่สุด
พวกเขาก็มาถึงจุดสิ้นสุดของเส้นทางนี้
ฮันซูยองพูดขึ้น “ฉันเดาว่านายเองก็เป็นกลุ่มดาวใช่ไหม คิ
มทกจา”
กลุ่มดาวทั้งหมดเสพติดเรื่องราว และเพื่อที่จะไปถึงเรื่องราว
หนึ่งเดียวที่พวกเขาไล่ตาม พวกเขาต่างก็ปล่อยให้ตัวเองดื่มด่ า
ไปกับเรื่องราวทุกประเภทที่มีอยู่
และนั่นคือสาเหตุที่พวกเขาไม่ได้มีตัวแทนที่แท้จริงส าหรับ
ตัวเอง เพราะพวกเขาต้องสร้างเรื่องราวทั้งหมดขึ้นมาด้วยมือ
ของตัวเอง
「สหายของฉันจะได้รับเรื่องราวที่ควรจะท าให้พวกเขา
สามารถต้านทานเนบิวลาได้」
แม้ว่าเรื่องราวนั้นจะมีความหมายส าหรับคนอื่น
“บัดซบ ฉันไปขอให้นายท าแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่??”
ร่างแยกของระยะห่างสุดพรรณนาพบคนทั้งสามและพุ่งมาทาง
พวกเขา
ฮันซูยองยิงเพลิงทมิฬออกไปจากมือของเธอ ในขณะที่ดาบแห่ง
การพิพากษาของจางฮีวอนเปิดใช้งานเพลิงอเวจี ส่วนวิถีดาบ
ทลายนภาของยูจงฮยอคก็ตัดผ่านมิติและเปิดทางให้พวกเธอ
โดยปกติแล้วพวกเขาไม่น่าจะสามารถต่อสู้กับหายนะนี้ได้
เหตุผลเดียวที่พวกเขาสามารถท าได้นั้นก็เป็นเพราะมีดวงดาว
หนึ่งอยู่ที่ปลายสุดของเส้นทาง
[กลุ่มดาว ‘ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น’ ยังคงเปิดใช้งาน
อักขระ ‘เจตจ านงแห่งการเสียสละ LV.9’!]
เจตจ านงแห่งการเสียสละ – อักขระอันร้ายกาจที่จะเพิ่มพลัง
รบของสหายด้วยการเสี่ยงชีวิตของผู้ใช้
หลังจากถูกเสริมความแข็งแกร่งด้วยแสงดาวนั้น ยูจงฮยอคก็
เหวี่ยงดาบของเขา จางฮีวอนก็ปลดปล่อยเพลิงอเวจีที่รุนแรง
ยิ่งขึ้น และฮันซูยองก็ยังคงสาวหมัดครั้งแล้วครั้งเล่า
และในที่สุด พวกเขาก็เริ่มสัมผัสได้ถึงตัวตนอันบางเบาของคิ
มทกจา เฉกเช่นการหายใจของคนที่ก าลังจะตาย เรื่องราวที่
อ่อนแรงของเขาก าลังบอกพวกเขาถึงต าแหน่งของคิมทกจา
เปรี้ยง…!
ทันใดนั้นเอง สถานะของมังกรเพลิงทมิฬและอูรีเอลก็เริ่มลดลง
อย่างรวดเร็ว ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงขีดจ ากัดแล้ว
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ ส่งค าเตือน!]
[กลุ่มดาว ‘มังกรอเวจีเปลวเพลิงทมิฬ’ กล่าวว่าเขาต้องการใช้
ห้องน้ า และมันก็เป็นการยากที่จะใช้พลังของเขา…]
ในที่สุดพวกเขาก็เห็นดวงดาวจางๆ ที่อยู่ไกลออกไปทางหมอก
หนา ยูจงฮยอคและฮันซูยองเห็นมัน เพียงแค่พวกเขาเอื้อมมือ
ออกไปมันก็รู้สึกสิ้นหวังเป็นอย่างมากแล้ว
น่าเสียดาย เส้นทางไปยังดวงดาวนั้นเต็มไปด้วยอันตราย
มากมาย จ านวนของร่างแยกที่พุ่งเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
และแรงกดดันของสถานะที่โอบล้อมพวกเขาก็หนักอึ้งขึ้น
เรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว
ทั้งสามเหลือพลังเวทมนตร์อยู่ไม่มากในขณะที่พวกเขาพุ่ง
ทะยานออกไปเหมือนจรวดโดยไม่คิดจะออมพลังไว้เลย
ฮูมมมมม!
ระยะห่างจากร่างแยกหดสั้นลงเรื่อยๆ
หากพวกเขาสามคนพุ่งไปข้างหน้าต่อโดยการทะลวงผ่านร่าง
แยกเหล่านี้ งั้นมันก็ไม่ต้องพูดถึงการช่วยคิมทกจาเลย พวกเขา
คงจะไม่สามารถกลับไปได้สักคน
อย่างไรก็ตาม จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเขารวมพลังเวทมนตร์ที่
เหลืออยู่ไปที่คนๆ เดียว?
“…มีทางเดียวเท่านั้น”
ทั้งสามคนมองหน้ากันในเวลาเดียวกัน พวกเขาไม่อาจช่วยคิ
มทกจาพร้อมกันได้
ซึ่งก็หมายความว่ามีแค่คนเดียวเท่านั้นที่จะไปถึงดวงดาวนั้นได้
(จบตอน)