มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT - ตอนที่ 411 – ไคลแม็กซ์ (4)
ในขณะที่ติดอยู่ภายในหมอกที่บดบังทัศนวิสัยของพวกเขา ยู
จงฮยอคก็กล่าวขึ้นมาเป็นคนแรก “ฉันจะเป็นคนไปช่วยเขา
เอง”
ดาบปีศาจทมิฬในมือของเขาเริ่มเปล่งแสงสีน้าเงินบริสุทธิ์
ออกมา
“พวกเธอหมดแรงกันหมดแล้ว ดังนั้นมันจึงมีแค่ฉันที่ไปต่อได้
โอนพลังเวทมนตร์ที่พวกเธอเหลืออยู่มาให้ฉัน”
นั่นท้าให้จางฮีวอนชักดาบแห่งการพิพากษาออกมาและกล่าว
ว่า “สภาพของนายเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าพวกเรา ฉันควรจะเป็น
คนที่ไปแทน”
คิ้วของเขาสั่นเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่เธอแข็งกร้าวขนาดนี้
“พวกนายทั้งคู่หลบไปให้พ้นทางซะ! ฉันคนเดียวก็เกิน
พอแล้ว!”
และในตอนนี้ แม้แต่ฮันซูยองก็ก้าวออกมา
สายตาของทั้งคู่ที่ก้าลังมองหน้ากันอยู่เบนไปที่เธอ นัยน์ตาของ
พวกเขาบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า ‘พวกเราให้เหตุผลแล้วว่าท้าไม
พวกเราต้องไป แล้วเธอล่ะ?’ ส่งผลให้เธอต้องเบ้ปากออกมา
อย่างไม่พอใจ
“ท้าไมพวกนายมองฉันแบบนั้น? อะไร ฉันไม่ควรไปช่วยคิมทก
จางั้นเหรอ?”
“ฉันคิดว่าเธอไม่ชอบคิมทกจาซะอีก?”
“อ่า แน่นอน ฉันไม่ชอบเขา”
ปกติเธอคงจะทิ้งภาระอันน่าร้าคาญแบบนี้ไว้บนบ่าของยูจงฮ
ยอค แต่น่าเสียดาย มันมีเหตุผลที่เธอต้องก้าวออกมาในคราวนี้
ในขณะที่คิมทกจาก้าลังพุ่งทะยานไปบนรถไฟของสุริยะ
ข้อความจากเขาก็ได้ส่งมาหาเธอ
– เฮ้ เธอจะมาช่วยฉันใช่ไหม?
…ถ้าเพียงเธอไม่ได้ยินข้อความนั้นล่ะก็
ฮันซูยองบ่นในใจและก้าลังจะเปิดริมฝีปากเพื่อพูด แต่จางฮี
วอนก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน “ฉันขอโทษนะ แต่คิมทกจาขอให้ฉันไป
ช่วยเขาด้วยตัวเอง ดังนั้นฉันไม่อาจปล่อยให้ใครไปได้ในคราว
นี้”
“เธอพูดบ้าอะไร? คิมทกจาบอกให้ฉันไปช่วยเขา”
“หยุดโกหกได้แล้ว มันไม่มีทางที่เขาจะขอให้เธอท้าแบบนั้น”
“โอ้ ฉันไม่ได้โกหก มันเป็นความจริง! เธอคิดว่าฉันชอบโกหก
เพราะฉันเป็นนักเขียนงั้นเหรอ?”
สายตาของพวกเธอปะทะกันกลางอากาศ
และในเวลานั้นเอง ฮันซูยองก็เอ่อล้นไปด้วยความรู้สึกแปลกๆ
นี้
ตอนแรกเธอคิดว่าจางฮีวอนก้าลังโกหกเพื่อจะไปช่วยไอ้โง่นั่น
แต่เมื่อเธอคิดมันให้มากยิ่งขึ้น ผู้หญิงคนนี้ก็ไม่ใช่คนที่จะโกหก
เรื่องแบบนี้
เธอหันหัวไปด้านข้างในทันที่ และเห็นยูจงฮยอคท้าหน้าบึ้งอยู่
“เฮ้ นาย…”
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโกรธที่ไม่อาจจะอธิบายได้
จากนั้นเขาก็เริ่มมองไปยังดวงดาวที่อยู่ห่างไกล เมื่อมาถึงจุดนี้
ในที่สุดฮันซูยองก็ตระหนักได้ถึงบางสิ่ง
…เดี๋ยวก่อน หรือว่าจะเป็น?
“ไอ้บ้าคิมทกจานั่น…?!”
ดวงดาวยังคงเปล่งแสงอันบางเบาจากระยะไกล มันแทบจะ
เหมือนว่าเธอได้เห็นใบหน้าของคิมทกจาก้าลังฉีกยิ้มอยู่ตรงนั้น
*
ครืน…
หลุมบนท้องฟ้าที่หงอคงได้เปิดขึ้นค่อยๆ ถูกเติมเต็ม ร่างแยกที่
ก้าลังลังเลด้วยความหวาดกลัวเริ่มได้สติกลับมา และหมอก
แห่งความมืดก็เข้าปกคลุมโลกอีกครั้ง
และจากนั้น เสียงดังจากคลื่นกระแทกของมังกรตัวสุดท้ายก็
สาดซัดเข้ามาเหมือนกับคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง กลุ่มดาวตื่นตัวขึ้น
และพากันเงยหน้าขึ้นมองหงอคง
[แย่แล้ว แต่ข้าไม่อาจท้าแบบนั้นได้เป็นครั้งที่สอง ข้าแหกกฎ
ไปแล้ว]
หงอคงควงกระบองทอง และราวกับว่าเขาพบว่ามันน่าร้าคาญ
มาก เขาจึงย่อกระบองและเก็บมันกลับเข้าไปในหูของเขา
[ค้าสัญญาของเนบิวลา ‘จักรพรรดิ’ ได้กระตุ้นเตือนต่อกลุ่ม
ดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองค้า’!]
หงอคงที่ก้าลังแผ่แรงกดดันเข้าใส่ระยะห่างสุดพรรณนาเริ่ม
กระจัดกระจายออกไป ราวกับว่าร่างกายของเขาถูกฉีกเป็น
ชิ้นๆ สถานะอันชัดเจนของเขาเริ่มแตกสลายไป – และก่อนมัน
จะจบลง เขาก็ส่งข้อความสุดท้ายออกมา
[เฮ้ พวกเจ้า ถ้าพวกเจ้ายืนบื้ออยู่แบบนั้น พวกเจ้าจะตายกัน
หมดนะ]
[ทุกคน โจมตี! ถ้าพวกเราถูกกดดันกลับมาตอนนี้ พวกเราทุก
คนต้องตายแน่ๆ!]
ไดโอไนซัสและกลุ่มดาวแห่งโอลิมปัสที่พักเติมพลังงานของ
พวกเขาเริ่มปลดปล่อยสถานะของพวกเขาเข้าใส่ท้องฟ้า เหล่า
ผู้ที่มาจากยมโลกเองก็ได้หยุดสงวนพลังและตัดสินใจลงมือด้วย
กลุ่มดาวแห่งคาบสมุทรเกาหลีได้รวมพลังของพวกเขาไว้ที่ลีจีฮ
เย และในไม่ช้า ปืนใหญ่ของมังกรเต่าก็เปล่งแสงเจิดจ้าขึ้นมา
ส่วนบางคนก็เริ่มต่อสู้ ในขณะที่บางคนเริ่มต่อต้าน
อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ใช่ส้าหรับทุกคน
เฉกเช่นอุกกาบาตที่ก้าลังร่วงหล่นลงมา ดวงดาวตกลงมาจาก
ฟากฟ้าอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มดาวจากพระเวทและพาไพรัสพยายามที่จะหลบหนี –
ดวงดาวที่มีค้าขยายที่เป็นที่รู้จักและไม่เป็นที่รู้จักต่างก็ติดอยู่ใน
ศึกระหว่างมังกรแห่งวันสิ้นโลกและเทพเจ้าภายนอก และพา
กันร่วงหล่นลงมาบนพื้น ราวกับว่ามันเป็นการประกาศว่ายุค
สมัยของดวงดาวได้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว
เมทาทรอนก้าลังเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
ข้อมูลที่โจฟิเอลได้ส่งมาจากรอบที่ 1863 ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย
ในตอนนี้ มือทั้งสองข้างของเขาก้าลังวุ่นอยู่กับการสร้างเครื่อง
ผนึกมังกรแห่งวันสิ้นโลก เครื่องมือนี้สร้างขึ้นมาโดยการ
รวบรวมทุกเรื่องราวของเอเด็น รวมทั้งเรื่องราวที่เป็นของฝ่าย
ดี
โจฟิเอลกล่าวไว้ว่า
– อาลักษณ์ ถ้าเจ้าใช้สิ่งนี้ เจ้าจะต้องตาย แต่โลกจะจดจ้า
‘ความดี’ ได้อีกครั้ง
เธอพูดอย่างนั้น แล้วท้าไมมันถึง…
[เป้าหมายไม่อาจผนึกได้]
แม้ว่าเครื่องผนึกเกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว มังกรแห่งวันสิ้น
โลกก็ไม่อาจถูกผนึกได้ เขาไม่รู้ว่าท้าไมเหมือนกัน เขาไม่อาจจะ
คิดออกได้เลยด้วยซ้าว่ามันผิดพลาดตรงไหน
มันเป็นเพราะการคืนชีพมังกรเกิดขึ้นเร็วไปเหรอ?
หรือจะเป็นเพราะระยะห่างสุดพรรณนาเข้ามาแทรกแซง?
หรือจะเป็นเพราะราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น?
…ถ้ามันผิดพลาดไปทั้งหมด งั้นบางทีโจฟิเอล…?
ปลายสายตาของเขา เขาเห็นมิคาเอลที่ก้าลังเฉียดตายโดยมี
ร่างอวตารครึ่งหนึ่งของเขาที่หายไป ตราบใดที่เอเด็นยังคงอยู่
เขาก็จะสามารถฟื้นกลับขึ้นมาได้ แต่ถ้าเป็นแบบนี้ เนบิวลาก็
คงจะหายไปแน่ๆ ไม่เพียงแค่นั้น แม้แต่การถ่ายทอดสด
ดวงดาวทั้งหมดก็คงจะพังทลายไปด้วยเหมือนกัน
[เจ้ายอมแพ้แล้วเหรอ? นั่นไม่เหมือนกับเจ้าเลยนะ]
เมทาทรอนมองย้อนกลับไป และใบหน้าของเขาก็แข็งขึ้น
ในทันที่ [เจ้ามาที่นี่เพื่อฆ่าข้างั้นเหรอ?]
[เจ้าจะต้องตายอยู่แล้วแม้ว่าข้าจะไม่ท้าอะไรเลยก็ตาม ดังนั้น
ท้าไมข้าต้องท้าอะไรน่าร้าคาญแบบนั้นด้วย?]
ผู้ปกครองแห่งนรกตะวันออก อากาเรสแค่นเสียงก่อนที่จะ
ขมวดคิ้วเล็กน้อย
[ความชั่วร้ายที่เก่าแก่ที่สุดเริ่มเล่าเรื่องราวของมัน]
ด้วยข้อความนั้น เมทาทรอนจึงตระหนักได้ว่าท้าไมอากาเรสถึง
กลับมาที่นี่
ทูตสวรรค์กล่าว […ชั่วขณะ ข้าก็รู้สึกอิจฉาเจ้าขึ้นมา อิจฉา
ความจริงที่ว่าเจ้าสามารถละทิ้งเรื่องราวของความชั่วร้ายและ
จากไปได้อย่างง่ายดายแบบนั้น]
[การโกหกเป็นหนึ่งในคุณธรรมของ ‘ความชั่วร้าย’ เจ้าลืมไป
แล้วเหรอ?]
อากาเรสหัวเราะออกมาอีกครั้งซึ่งฟังดูราวกับว่าเขาทั้งเบื่อและ
เหนื่อยหน่ายกับมัน เมทาทรอนเข้าใจความหมายของเสียง
หัวเราะนั้นดีกว่าใคร
ความดีและความชั่วร้าย พวกมันอาจจะอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกัน
แต่พวกมันก็เข้าใจกันดีกว่าใครในโลก
พวกเขาคงไม่อาจหนีไปจากเรื่องราวนี้ได้จนกว่าพวกเขาจะ
ตาย เพราะเรื่องราวนี้ได้กลายเป็นพวกเขาไปแล้ว
[ความดีที่เก่าแก่ที่สุดเริ่มเล่าเรื่องราวของมัน!]
[ความชั่วร้ายที่เก่าแก่ที่สุด…!]
[หุบปาก เรื่องราวอันเน่าเหม็นนี้จะด้าเนินต่อไปยังจุดเริ่มต้นบ้า
บอของมันอีกนานแค่ไหน?] อากาเรสตวาดออกมาหลังจากเห็น
เรื่องราวลุกฮือขึ้นมา
[ความชั่วร้ายที่เก่าแก่ที่สุดจ้องมองไปยัง ‘ผู้ปกครองแห่งนรก
ตะวันออก’ อย่างเงียบๆ]
[เจ้าไม่คิดเหรอว่ามันถึงเวลาที่เจ้าต้องหยุดแล้ว?]
อากาเรสล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าและดึงบุหรี่ออกมา บุหรี่ถูก
จุดขึ้นและมีควันกระจายไปทั่วอากาศ จ้านวนของดวงดาวที่
ก้าลังตกลงมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และร่างแยกของระยะห่าง
สุดพรรณนาก็เริ่มท้าลายกลุ่มดาวที่ร่วงลงมา จากระยะไกล มัน
มีเสียงค้ารามของมังกรแห่งวันสิ้นโลกดังออกมาด้วย
[ช่างเป็นภาพที่งดงามจริงๆ มันเป็นเวทีในอุดมคติที่จะยุติการ
ต่อสู้อันยาวนาน]
ผู้น้าของ ‘ความดี’ และ ‘ความชั่วร้าย’ มองไปยัง
ปรากฏการณ์นั้น โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นที่นี่ทั้งหมดเริ่มต้นจาก
คนสองคนนี้
จากนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงดังอื้ออึงมาจากทางด้านหลัง ร่าง
แยกตัวหนึ่งได้เข้ามาใกล้โดยไม่ถูกตรวจจับและกางกรงเล็บ
ของมันเข้าหาเมทาทรอน
[ราชาปีศาจ ‘ผู้ปกครองแห่งนรกตะวันออก’ เปิดเผยสถานะ
ออกมา!]
ฮูมมม!
ร่างแยกที่ก้าลังพุ่งเข้าใส่ทูตสวรรค์หยุดชะงักไปในทันที่ มือของ
อากาเรสยื่นออกมาและคว้าปากของร่างแยกที่พยายามจะปิด
ลง
เขาไม่ใช่ใครอื่นนอกจากราชาปีศาจอันดับที่สอง จากราชา
ปีศาจทั้งหมด เขาเป็นแค่คนเดียวที่สามารถต่อกรกับกลุ่มดาว
ระดับเทวะได้
อากาเรสพูดในขณะที่คาบบุหรี่เอาไว้ [เจ้ามองอะไรอยู่? เจ้าคิด
ที่จะกลายเป็นผู้พลีชีพงั้นเหรอ?]
[แม้ว่ามันจะแค่ชั่วครู่ แต่ข้าก็คิดว่ามันอาจจะไม่ใช่ความคิดที่
เลวร้าย]
[เจ้าควรท้าสิ่งต่างๆ ให้เสร็จก่อน ข้าก้าลังบอกให้เจ้าจัดการ
สงครามระหว่างกลุ่มดาวและปีศาจให้จบๆ ให้เหมาะสมกับค้า
ว่า ‘อาลักษณ์สวรรค์’ ผู้สูงส่งและยิ่งใหญ่]
[มันเป็นไปไม่ได้ พลังของมังกรแห่งวันสิ้นโลกยิ่งใหญ่กว่าที่ข้า
คาดไว้]
[การใช้พลังของก้าแพงก็น่าจะเพียงพอ]
[แม้แต่การหันไปใช้พลังนั้นก็ยังไม่เพียงพอที่จะปิดผนึกมังกร
แห่งวันสิ้นโลก]
[ข้าคิดไว้มากเลย อย่างไรก็ตาม เจ้าก็ยังสามารถช่วยคนที่นี่ได้
ถึงอย่างไรก็ตาม ก้าแพงก็มีอยู่เพื่อปกป้องบางสิ่งหนิ?]
ค้าพูดเหล่านั้นท้าให้ดวงตาของเมทาทรอนสั่นสะเทือน […เจ้า
ก้าลังพูดอะไร?]
[เจ้าต้องถูกบอกสองครั้งเสมอก่อนที่เจ้าจะเข้าใจได้]
อากาเรสยืนนิ่งพร้อมกับแผ่สถานะเข้าใส่ร่างแยก เมทาทรอน
ได้ต่อสู้กับราชาปีศาจมาเป็นเวลานานแล้ว
ถึงกระนั้น เขาก็ไม่เคยเห็นสีหน้าแบบนี้จากอากาเรสมาก่อน
「ในเวลานั้น ความดีและความชั่วร้ายก็มองหน้ากัน」
ดวงตาของราชาปีศาจมองไปยังราชาปีศาจและทูตสวรรค์คน
อื่นที่ตายไปแล้ว [มันคงจะไม่มีความดีและความชั่วร้ายที่
สามารถสืบทอดไปยังรุ่นต่อไปได้ถ้าไอ้พวกโง่นั่นไม่ถูกช่วยไว้
จากความยุ่งเหยิงนี้?]
[นั่นเป็นเรื่องตลกที่ราชาปีศาจได้พูดออกมา]
[ข้าจะพูดมันแค่ตอนนี้ แต่ส้าหรับข้า เจ้าเองก็ดูไม่เหมือนทูต
สวรรค์เท่าไร]
เมทาทรอนได้ยินเสียงอันบูดบึ้งของอากาเรสและอดรู้สึก
แปลกๆ ไม่ได้ ท้าไมปีศาจที่เขาต่อสู้ด้วยมานานขนาดนั้นถึง
รู้สึกใกล้ชิดมากๆ เอาในวันนี้?
การกระท้าของพวกเขาในปัจจุบันเพื่อประโยชน์ของความดี
หรือความชั่วเหรอ? เมทาทรอนไม่อาจบอกได้
แต่เขามั่นใจในสิ่งหนึ่ง
[เรื่องราวแห่ง ‘ความดีและความชั่วร้าย’ ที่เก่าแก่ที่สุดก้าลัง
มองมาที่คุณ]
แม้ว่าพวกเขาจะกลายเป็นเรื่องราว แต่สิ่งที่พวกเขาเลือกท้า
ในตอนนี้ก็ไม่ใช่เพราะเรื่องราวบอกให้พวกเขาท้า
[ข้าท้าสิ่งนี้เพียงล้าพังไม่ได้]
[ข้ารู้]
[‘ก้าแพงที่แบ่งความดีและความชั่วร้าย’ ก้าลังสั่นคลอนอย่าง
รุนแรง!]
ด้วยหนึ่งก้าแพงระหว่างพวกเขา ตัวแทนแห่งความดีและความ
ชั่วร้ายได้ยื่นมือเข้าหากัน
[แม้ว่าพวกเราจะช่วยพวกเขาไว้ แต่พวกเราก็ยังไม่อาจหยุดวัน
สิ้นโลกได้]
[ข้ารู้เช่นกัน] อากาเรสวางมือของเขาลงบนเครื่องผนึกที่เมทา
ทรอนสร้างขึ้น [แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาที่พวกเราควรกังวล]
ทูตสวรรค์และราชาปีศาจจับมือกัน ด้วยเหตุนี้เอง เครื่องผนึก
จึงเปล่งแสงเจิดจ้าออกมาและเริ่มขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว
และในไม่ช้า มันก็ไม่อาจเรียกว่าเครื่องได้อีก แต่เป็นเรือขนาด
ใหญ่แทน
ฮูมมมมม!
มันคือเรือโนอาห์ที่ครั้งหนึ่งเคยปกป้องทุกสรรพชีวิตเหนือ
พื้นดินจากการท้าลายล้างโลก เรือในต้านานที่จุติลงมายังโลก
เพื่อปกป้องสิ่งมีชีวิตจากมหาอุทกภัย
เมทาทรอนพูด [อพยพกลุ่มดาว]
[เข้าใจแล้ว อาลักษณ์]
‘จ้าวแห่งอาร์ค’ ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มดาวได้ยินเสียงของเมทา
ทรอนและรับค้าสั่ง เหล่าวาไครี่ที่รอดตายมาได้เริ่มช่วยกลุ่ม
ดาวและอวตารในบริเวณใกล้เคียงเพื่อขึ้นเรือไปทีละคน
อย่างไรก็ตาม เมทาทรอนและอากาเรสก็ยังต้องประคอง
เรื่องราวและไม่อาจขึ้นเรือไปได้ น่าเสียดายที่มันไม่ใช่แค่สอง
คนนี้เท่านั้นที่รู้เรื่องนี้
[เจ้าท้าสิ่งที่โง่เง่าลงไปแล้ว อากาเรส]
[แอสโมเดียส]
มันไม่อาจปล่อยให้เขาได้มีเวลาพูดอะไร กรงเล็บของแอสโม
เดียสทะลวงลึกลงไปยังหัวใจของอากาเรส ถึงกระนั้น การ
แสดงออกของฝ่ายหลังก็ยังนิ่งเฉยในขณะที่เขาจ้องไปยังความ
ตายที่ใกล้เข้ามา
เมื่อเห็นใบหน้าเช่นนั้น แอสโมเดียสก็พูดออกมาด้วยความไม่
พอใจ [ท้าไมเจ้าถึงไม่ยอมยกก้าแพงนั้นให้กับข้าซะล่ะ? เจ้าไม่
เหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนของความชั่วร้ายอีกต่อไป]
กรงเล็บจมลึกลงไปและขุดอวัยวะภายในของอากาเรสออกมา
เรื่องราวสีด้าสนิททะลักออกมาในขณะที่ราชาปีศาจพูด [ช่าง
เป็นคนที่ดื้อรั้นซะจริง ท้าไมเจ้าถึงต้องการก้าแพงแย่ๆ นี่? เจ้า
เชื่อจริงๆ เหรอว่าเจ้าจะกลายเป็นพระเจ้าได้โดยการ
ครอบครองก้าแพง?]
[ข้ารู้ดีว่าการครอบครองมันไม่ได้เปลี่ยนให้ข้าเป็นเทพเจ้า
อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยที่สุด ข้าก็จะกลายเป็นหนึ่งในคนขี้
ขลาดที่อยู่ในสถานการณ์สุดท้าย]
[ข้าเข้าใจแล้ว งั้นเจ้าก็รู้เรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์สุดท้ายแล้ว
ใช่ไหม…]
อากาเรสหัวเราะเบาๆ อย่างขมขื่น แต่แล้ว ความบ้าคลั่งก็
กวาดผ่านดวงตาของเขาในพริบตา
[ขอโทษทีนะ แต่เจ้าไม่อาจเป็นเจ้าของก้าแพงนั้นได้]
[นั่นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะตัดสินใจ นอกจากนี้ เมื่อเจ้าตาย ก้าแพง
ของเจ้าจะ…]
[เจ้าเห็นไหม ข้าได้ส่งก้าแพงของข้าไปให้คนอื่นแล้ว]
[เรื่องพรรค์นั้น…]
จากนั้นไหล่ของแอสโมเดียสก็สั่นไหวในทันใด จาก
สัญชาตญาณของราชาปีศาจ มันรู้ว่าสิ่งที่อากาเรสพูดนั้นเป็น
ความจริง
[…ใครกัน?]
[นั่นเป็นสิ่งที่เจ้าจะได้รู้เอง]
แอสโมเดียสค้ารามออกมาด้วยความโกรธ และกรงเล็บของมัน
ก็แทงเข้าไปในล้าคอของอากาเรส ในขณะที่ชิ้นส่วนเรื่องราว
สาดกระเซ็นออกมาเหมือนกับเลือดจริงๆ ฝ่ายหลังก็เงยหน้าขึ้น
มองท้องฟ้า
[มันดูไม่สวยเลยนะ เมทาทรอน? นี่คือจุดสิ้นสุดของพวกเรา]
คู่ประสานแห่งความดีและความชั่วร้ายที่ยังคงด้าเนินต่อไป
เรื่อยๆ ได้ไหลขึ้นสู่ท้องฟ้าอันมืดมิดแห่งวันสิ้นโลก
เขาเห็นฝนดาวตกเรียงซ้อนกันและยิ้มออกมาอย่างสดใส
*
[กลุ่มดาว ‘ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น’ ยังคงเปิดใช้งาน
‘เจตจ้านงแห่งการเสียสละ LV.9’!]
“มันน่าหงุดหงิดจริงๆ ฉันปิดมันเองก็ไม่ได้”
ฮันซูยองหอบด้วยความโมโหและตะโกนออกมาเสียงดัง ถึงจะ
ยังติดอยู่ภายในหมอกแห่งความมืด แต่ทั้งสามก็ยังต่อสู้กับร่าง
แยกที่ดูเหมือนจะเพิ่มจ้านวนขึ้นทุกๆ วินาที่
พวกเขารู้ว่าคิมทกจาอยู่ห่างออกจากที่นี่ไป
แต่มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทะลวงผ่านหมอกแห่งความมืดด้วย
พลังเวทมนตร์ที่เหลืออยู่ ดังนั้นสิ่งเดียวที่พวกเขาสามารถท้าได้
ภายใต้สถานการณ์นี้ก็คือการรวมพลังเวทมนตร์ไว้ที่คนๆ เดียว
แม้ว่าพวกเขาจะรู้ แต่ทั้งสามก็ยังไม่ยอม
ถ้ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับประโยชน์ของคิมทกจา มันก็คงไม่
ส้าคัญว่าใครจะไปที่นั่น ในขณะที่มองไปยังดวงดาวที่อยู่ไกล
ออกไป พวกเขาทั้งสามก็คิดในสิ่งเดียวกัน
อัตราต่อรองของคนที่มุ่งหน้าไปยังดวงดาวนั้นจะตายนั้นสูง
มาก
หมอกแห่งความมืดนั้นหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ และคลื่นกระแทก
ของมังกรแห่งวันสิ้นโลกก็รุนแรงขึ้นเช่นกัน
คิมทกจายังมีชีวิตอยู่ อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะช่วยเขาก็ต่้า
มาก และแม้ว่าเขาจะได้รับการช่วยเหลือ แต่พวกเขาก็ยังจะ
ตายไปพร้อมกับเขาอยู่ดี
ดังนั้นการทะเลาะกันจึงไม่เกี่ยวกับการหาคนไปช่วยเขา แต่
เป็นการหาคนที่จะไปตายเพื่อคนอื่นแทน
“พวกเธอทั้งคู่น่าจะรู้แล้ว แต่ฉันตายไม่ได้” ยูจงฮยอคกล่าว
ขึ้นมาก่อน
จางฮีวอนรู้ว่าเขาหมายความว่ายังไง และก้าลังจะโกธ แต่ฮันซู
ยองก็เร็วกว่าเธอ “เธอต้องคิดเรื่องนี้ให้ดี จางฮีวอน เธอไม่ได้
จะตายคนเดียว จ้าไว้”
ในตอนนั้นเอง จางฮีวอนก็รู้สึกได้ถึงน้าหนักของไม้กางเขนบน
แผ่นหลังของเธอ เธอไม่มีอะไรจะโต้กลับเลย
ถ้าเธอตายที่นี่ คนที่อยู่บนแผ่นหลังของเธอก็จะตายไปด้วย
“ถ้าอย่างฉัน เธอก็รับฮุนซึงไว้…”
“จางฮีวอน! ข้างหลัง!”
เธอมองกลับไปด้านหลังโดยอัตโนมัติหลังจากได้ยินเสียงตะโกน
ของฮันซูยอง อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่มีอะไรที่นั่น ในช่วงเวลาที่
เธออุทานออกมา มันก็มีคนผลักเธอจากทางด้านหลัง และส่าย
ไปมาอย่างไม่มั่นคง เธอล้มลงไปทางด้านหลัง
เมื่อถึงเวลาที่เธอสยายปีกแห่งทูตสวรรค์ออกมาเพื่อหยุดการ
ล้มของเธอ ร่างของยูจงฮยอคและจางฮีวอนก็ขยับออกไปไกล
แล้ว
“บัดซบ! นั่นมัน… ทั้งคู่ หยุดนะ!”
หลังจากเห็นทั้งคู่ขยับออกไปโดยไม่สนใจจะเอาพลังเวทมนตร์
ไปจากเธอ เธอก็คิดขึ้นมาได้ในทันทีว่าทั้งคู่ก้าลังพยายามท้า
อะไร และเนื่องจากเธอรู้แล้ว มันจึงไม่มีทางที่เธอจะระงับ
อารมณ์ของเธอไว้ได้
คิมทกจาขอให้เธอช่วยเขา อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะท้าแบบนั้น
เธอก็ไม่อาจไล่ตามคนทั้งสองไปได้
“อูรีเอล”
เธอกลืนอารมณ์ที่ก้าลังเดือดดาลของเธอและยื่นมือออกมา
พลังเวทมนตร์แห่งทูตสวรรค์พุ่งออกมาจากมือของเธอและ
ทะลวงผ่านความมืด จากนั้นก็ก่อตัวเป็นปีกอันเจิดจ้าบนแผ่น
หลังของคนทั้งคู่
ในตอนนั้นเอง เธอก็รู้สึกได้ถึงการสั่นอย่างหนักหน่วงบนแผ่น
หลังของเธอที่มาจากหัวใจของใครบางคน มันสั่นอย่างทรง
พลังราวกับว่าเขามีอะไรจะพูด
จองฮีวอนตอบกลับ “ฉันด้วย ฮุนซึง”
เธอมองดูล้าแสงทั้งสองสายแหวกผ่านมิติและห่างออกไป และ
จากนั้น แสงดาวอ่อนๆ ที่ก้าลังรอพวกเขาอยู่ก็อยู่ห่างออกไป
ไม่ไกลเกินเอื้อม เธอเม้มปากของเธอราวกับว่าเธอก้าลังอดทน
ต่อบางสิ่ง
“แต่ฉันคิดว่ามันยังไม่ถึงตาของพวกเรา”
(จบตอน)