มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT - ตอนที่ 412 – ไคลแม็กซ์ (5)
ผมยังคงอยู่ภายในจิตส านึกที่ถูกบดขยี้ในขณะที่เรื่องราวยังคง
ส่งเสียงกระซิบมาหาผม
[เรื่องราว ‘ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น’ ยังคงเล่าเรื่องราวของ
มัน]
ใช่ ผมยังฟังอยู่
ผมยังไม่หลับไป
[เรื่องราว ‘ราชาแห่งโลกที่ไร้ราชา’ ก าลังสนับสนุนคุณ]
ผมอดทนพร้อมกับกินเรื่องราวที่ผมใช้ชีวิตมาเหมือนกับลูกไก่
แรกเกิดที่ได้รับอาหาร หลังจากที่ความรู้สึกจากผิวหนังและข้อ
ต่อของผมหายไป มันก็ราวกับว่าเวลาได้หยุดเดิน มัน
เหมือนกับนาฬิกาที่ท าหน้าที่รักษาสมดุลภายในของผมได้พังลง
ไป
[‘มังกรตัวสุดท้ายของหนังสือแห่งการวิวรณ์’ แผดเสียงค าราม
ดังกึกก้อง!]
[‘ระยะห่างสุดพรรณนา’ ก าลังจ้องมองไปยัง ‘มังกรตัวสุดท้าย
ของหนังสือแห่งการวิวรณ์’]
การประชันความแข็งแกร่งยังด าเนินต่อไป หายนะทั้งสองก าลัง
เผชิญหน้ากัน
ผมรู้สึกได้ถึงการสั่นสะเทือนจากคลื่นกระแทกที่แผ่ออกมาจาก
ระยะไกล แม้ว่าจะอยู่ภายในหมอกก็ตาม
แม้ว่าสถานะจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ขนาดของการสั่นสะเทือนก็
ค่อยๆ ลดลงไป อย่างที่ผมคาดไว้ ดูเหมือนว่าระยะห่างสุด
พรรณนาจะเหนือกว่า
มังกรแห่งวันสิ้นโลกแข็งแกร่งมากจนเหนือกว่าจินตนาการ
ทั้งหมด แต่ในฐานะหายนะ มันก็เพิ่งตื่นมาจากผนึกได้ไม่นาน
นัก มันยังไม่เพียงพอที่จะต่อกรกับระยะห่างสุดพรรณนาที่ลอย
อยู่ในห้วงการถ่ายทอดสดดวงดาวมานานแสนนาน
ดังนั้นสมดุลของพลังจึงค่อยๆ โน้มเอียงไปทางระยะห่างสุด
พรรณนาอย่างช้าๆ ปัญหาน่าจะเกิดขึ้นเพราะร่างแยกของมัน
[สกิลเฉพาะตัว ‘มุมมองนักอ่านพระเจ้า’ ขั้นที่สามถูกเปิดใช้
งาน!]
ผมวางแผนที่จะไม่ใช่พลังนี้กับสหายของผม น่าเสียดายที่ผมไม่
มีทางเลือกอื่นในตอนนี้
เปรี้ยง!
พร้อมกับความเจ็บปวดที่ราวกับหัวของผมถูกบดขยี้ ภาพอัน
พร่ามัวลอยขึ้นมาในสายตาของผม
「”ไปช่วยคิมทกจา”」
สมรภูมิอันวุ่นวายปรากฏขึ้นตรงหน้าของผม และจากนั้น ผมก็
เห็นกระบองทองเขย่าท้องฟ้าของสมรภูมินั่นด้วย
เขามาแล้ว
ขนสีทองบางๆ เต้นระบ าอย่างงดงามในอากาศ จางฮายังที่
รองรับการจุติของหงอคงได้ปลดปล่อยสถานะอันใหม่ของเธอ
ขึ้นสู่ท้องฟ้า มังกรเพลิงทมิฬและอูรีเอลก็ก าลังช่วยเธออยู่ และ
ด้านหลังของพวกเขา ผมยังเห็นเคียร์อีออสและเซียนดาบ
ทลายนภาด้วย
ฮาเดสและเพอร์เซโฟนีก าลังปกป้องสหายของผมจากร่างแยก
ผู้ผลิตสินค้าจ านวนมากก าลังยุ่งอยู่กับการอพยพกลุ่มดาวที่
หมดสภาพขึ้นรถของเขา…
และในไม่ช้า เสียงระเบิดก็ดังกึกก้องออกมาจากศูนย์กลางของ
สมรภูมิ และเรือขนาดยักษ์ก็ปรากฏตัวขึ้น
「นี่คือพันธสัญญาระหว่างข้า เจ้า และทุกสรรพสิ่ง สัญญา
ส าหรับยุคสมัยต่อไป」
มหาเรื่องราวแห่งเรือโนอาห์ที่ถูกเขียนขึ้นโดยเอเด็นเริ่มท าการ
ย้อมสมรภูมิ ดูเหมือนว่าเมทาทรอนจะได้ตัดสินใจแล้ว แน่นอน
เขาคงจะตระหนักได้ว่าการผนึกมังกรแห่งวันสิ้นโลกมันยาก
เกินไปแล้ว ณ จุดๆ นี้
「”คุณลุง…”」
ลีจีฮเยและชินยูซองบนเรือโนอาห์ก าลังเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
ฝ่ายหลังก าลังประคองลีกิลยังที่ดูเหมือนจะหมดสติไป มันเป็น
หน้าที่ของเธอที่ต้องหยุดเด็กคนนี้จากการคลั่ง และต้อง
ขอบคุณที่อวตารของผมดูเหมือนจะท าหน้าที่ของเธอได้อย่าง
น่าชื่นชม
กลุ่มดาวและอวตารได้อพยพไปยังเรือโนอาห์ และจากนั้นผมก็
ได้ยินเสียงของเกาะที่ก าลังจะพัง
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิทักษ์แห่งแมนดาลา’ ก าลังมองมาที่คุณ]
ผมคิดว่าผมได้เห็นเค้าลางของลูกประค าบางๆ ปรากฏขึ้น
ตรงหน้าของผมในขณะที่ผมได้ยินเสียงที่แท้จริงของเขา
[โอ้ เด็กน้อย ในที่สุดมันก็กลายเป็นแบบนี้]
ผมท าได้เพียงยิ้มให้กับเขาอย่างอ่อนแรง
‘นายรู้อยู่แล้วว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น’
เม็ดประค า 108 เม็ดที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าของผมเริ่มเปล่งแสง
อันน่ามหัศจรรย์
ศากยมุนีคงจะท านายช่วงเวลานี้ได้ตั้งแต่ที่ผมปรากฏตัวขึ้น
แล้ว
ส าหรับเขา การไหลของเวลาไม่ได้อยู่ในแนวเส้นตรง แต่เป็น
วงจรขนาดยักษ์อันหนึ่ง เขาอาจจะไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับ
อนาคต แต่จากเหตุการณ์ในอดีต เขาก็สามารถอ่านปัจจุบันได้
[ประวัติศาสตร์ของเกาะแห่งนี้สิ้นสุดลงตรงนี้แล้ว และสิ่งต่างๆ
ต่อจากนี้คงจะวุ่นวายมาก]
ผมรู้อยู่แล้วว่าท าไมเขาถึงพูดค าว่า ‘วุ่นวาย’ ขึ้นมาเพราะ
หนทางเอาชีวิตรอด
ลูกประค าสั่นสะเทือนทั้งหมดในคราวเดียวกันในขณะที่พวกมัน
เริ่มสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ ในไม่ช้า เกาะแห่งนี้จะถูกปิดลง และ
เช่นเดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อหมื่นปีก่อน เกาะแห่งนี้จะปิดผนึก
มังกรแห่งวันสิ้นโลกไว้อีกครั้ง
เกาะแห่งนี้จะกลายเป็นลูกประค ายักษ์ที่บรรจุมังกรแห่งวันสิ้น
โลกเอาไว้
‘ได้โปรดยอมให้สหายของฉันบนเรือโนอาห์หนีออกไปจากเกาะ
ด้วย’
ลูกประค าตรงหน้าของผมเปล่งแสงอ่อนๆ ออกมา มันเป็น
สัญญาของการตกลง
[อย่างไรก็ตาม ข้าไม่อาจช่วยเจ้าได้ เด็กน้อย]
ผมพยักหน้า
ผมคิดไว้แล้ว
ผมติดอยู่ระหว่างกลางของมังกรแห่งวันสิ้นโลกและหมอกนิร
นาม
[โอ้ เด็กน้อย ข้าภาวนาต่อเรื่องราว…]
เสียงที่แท้จริงของเขาถูกกวาดออกไปโดยคลื่นกระแทกรวมทั้ง
คลื่นจากหมอกแห่งความมืด และถูกลบทิ้งไป
ร่างกายของผมเริ่มสั่นเทาราวกับใบไม้ที่ลอยอยู่ท่ามกลางสาย
ลม อัตราการแตกสลายของเรื่องราวของผมเร่งความเร็วขึ้น
ผมเกือบจะจบสิ้นลงแล้ว
ถ้าผมอดทนต่อส่วนนี้ได้ บริษัทของคิมทกจาก็จะได้รับมหา
เรื่องราวโฉมใหม่
พวกเราจะสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขของ ‘ไคลแม็กซ์’ ที่จะน า
พวกเราไปสู่สถานการณ์สุดท้าย
[เรื่องราว ‘ราชาแห่งโลกที่ไร้ราชา’ หยุดการเล่าเรื่องราวของ
มัน]
แต่แล้ว เรื่องราวก็เริ่มหายไปทีละอัน
[เรื่องราว ‘ลูกศิษย์แห่งผู้หวนคืน’ หยุดการเล่าเรื่องราวของ
มัน]
[เรื่องราว ‘คนนอกรีตแห่งสมาคมนักชิม’ หยุดการเล่าเรื่องราว
ของมัน]
มันยากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะหายใจ และสายตาของผมก็พร่ามัวขึ้น
เรื่อยๆ
[เรื่องราว ‘ผู้ถูกรักจากทูตสวรรค์’ หยุดการเล่าเรื่องราวของ
มัน]
ผมรู้ว่าทุกอย่างจะจบลงถ้าผมหมดสติไปที่นี่
[เรื่องราว ‘ผู้ล่าราชาภัยพิบัติ’ ขดตัวงอ]
[เรื่องราว ‘ผู้สังหารเทพเจ้าภายนอก’ ก าลังต่อต้าน]
นั่นคือสาเหตุที่ผมตั้งสติไว้มั่น
ผมพยายามจะหลีกหนีมันด้วยสิ่งที่ผมคุ้นเคย
ใช่ ผมจะต้องนึกถึงหนทางเอาชีวิตรอดไว้
แต่ด้วยเหตุผลพิเศษบางอย่าง สิ่งที่ปรากฏขึ้นในใจของผม
ไม่ใช่เนื้อหาของหนทางเอาชีวิตรอด แต่เป็นชีวิตของผมในช่วง
มัธยม ความทรงจ าของผมที่ก าลังแอบใช้คอมพิวเตอร์โดยไม่รู้
ว่าญาติของผมได้อ่านหนทางเอาชีวิตรอด หรือเมื่อตอนที่ผม
หลบมาอ่านหนังสือตอนอยู่โรงเรียน ความทรงจ าเมื่อผมถอด
ความนิยายลงบนสมุดบันทึก หรือเมื่อผมวาดแผนภูมิระดับ
พลังของตัวละครทั้งหมด
– ทกจา นายอยากจะเป็นนักเขียนเมื่อโตขึ้นเหรอ?
ครูคนหนึ่งของผมถามหลังจากพบงานอดิเรกของผม ผมตอบ
ไปว่าสิ่งที่ผมอยากเป็นไม่ใช่นักเขียน แต่เป็นผู้อ่าน ครูคนนั้น
ท าสีหน้าแปลกๆ หลังจากได้ยินเรื่องนั้น แต่ในที่สุดก็ยิ้มให้ผม
– นั่นไม่ใช่ความคิดที่แย่อะไร เพราะหนังสือจ าเป็นต้องมีผู้อ่าน
เพื่อให้มันสมบูรณ์แบบ
ครูคนนั้นที่พูดค านั้นกับผมได้จากไปในสี่วันต่อมาเนื่องจาก
อุบัติเหตุทางรถยนต์
นั่นคือชีวิต
ผมรู้ ผมรู้ว่าชีวิตไม่ใช่แค่เรื่องราวเท่านั้น
[เรื่องราว ‘ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น’ หยุดการเล่าเรื่องราว
ของมัน]
อย่างไรก็ตาม ถึงกระนั้น
[เรื่องราว ‘สหายร่วมเป็นร่วมตาย’ ยังคงเล่าเรื่องราวของมัน
ต่อไป]
ผมก็ชอบที่ชีวิตนี้กลายเป็นเรื่องราว
‘ฉันต้องการมีชีวิตอยู่’
ผมเอื้อมมือออกไป แต่มันก็ไม่มีความรู้สึกอะไรเลย
จากระยะไกล มันมีบางสิ่งก าลังทะลวงผ่านสมรภูมิของมังกร
แห่งวันสิ้นโลกและเทพเจ้าภายนอกเข้ามา แม้ว่ามันจะเป็นเค้า
ลางที่บางเบาของคนๆ หนึ่ง แต่ผมก็จ าได้ในทันทีว่ามันเป็นใคร
[การถ่ายทอดสดดวงดาวยอมรับในความส าเร็จอันน่าตกตะลึง
ของคุณ]
[คุณได้รับ ‘มหาเรื่องราว’ ใหม่]
แสงสว่างอันอบอุ่นส่องเข้ามาจากที่ไหนสักแห่งและโอบอุ้ม
ร่างกายของผม ในขณะที่ผมพยายามจะพูดอะไรออกมา
เสียงๆ หนึ่งก็ดังเข้ามาหาผมจากที่ไหนสักแห่ง
*
ฉันต้องการช่วยเขา
ฉันต้องการช่วยเขาจริงๆ
ฮันซูยองเม้มปากของเธออย่างหนักจนมีเลือดไหลออกมาและ
คิดกับตัวเองซ้ าแล้วซ้ าเล่า
[กลุ่มดาว ‘ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น’ ก าลังเปิดใช้งาน
‘เจตจ านงแห่งชีวิต LV.1’]
ใครก็ตามที่ได้ยินข้อความนั้นก็คงจะคิดเหมือนกันกับเธอ
มันไม่ได้มาจากใครอื่นนอกจากคิมทกจา
“มันยังไม่สายเกินไป”
ฮันซูยองได้ยินค าพูดของยูจงฮยอคและเช็ดเลือดที่ก าลังไหล
ออกมาจากริมฝีปากของเธอก่อนที่จะยิ้มออกมา”นายรู้ไหม ฉัน
ไม่เคยยอมแพ้ให้ใครมาก่อนเลย”
“ฉันรู้ว่าเธอถึงขีดจ ากัดแล้ว”
“นายก าลังพูดถึงตัวเองเหรอ?”
“ฉันสามารถทนได้นานกว่าเธอ”
คิมทกจาอยู่ไม่ไกลจากพวกเขาในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม ทั้งเวลา
และสถานการณ์ของพวกเขาก็ดูไม่ดีเลย
พลังที่จางฮีวอนส่งมาให้ก่อนหน้านี้สามารถน าพวกเขามาได้
ไกลแค่นี้ ด้วยพลังงานที่พวกเขาเหลืออยู่ พวกเขาไม่อาจต่อกร
กับร่างแยกหรือทะลวงผ่านหมอกความมืดหนาไปได้
ฮูมมมมม…
ผ้าพันแผลของฮันซูยองที่ถูกคลายออกมาถูกชโลมไปด้วยเลือด
และเรื่องราวที่ไหลออกมา ผิวของเธอตอนนี้ซีดเป็นอย่างยิ่ง
ยูจงฮยอคพูดออกมา “เธอคิดที่จะตายอย่างสุนัขอยู่ที่นี่เหรอ?”
“ฉันไม่อาจไว้ใจนายได้ 100% ก็แค่นั้น”
บางสิ่งอันเย็นยะเยือกกะพริบขึ้นในดวงตาของยูจงฮยอค
ถึงกระนั้นเธอก็ยังถามเขา “นายก็รู้หนิว่าฉันมีการจับเท็จ?”
“แน่นอน”
“นายคิดว่าคิมทกจาเป็นสหายของนายจริงๆ ไหม?”
“เธอก าลังถามค าถามที่ไม่จ าเป็น”
“ฉันรู้ว่าพวกนายสองคนผ่านสถานการณ์อันเลวร้ายทุก
ประเภทมาและสร้างความผูกพันผ่านกระบวนการเหล่านั้น แต่
นอกจากเรื่องพวกนั้น มันยังมีบางสิ่งที่คาใจของฉันอยู่” ไม่
เหมือนกับที่เธอพูดไว้ เธอไม่ได้เปิดใช้งานการจับเท็จใน
ระหว่างนี้เลย “เดิมทีนายไม่ได้มีพันธมิตรหรืออะไรท านองนี้
เลย แต่นายเปลี่ยนไปมากหลังจากเข้าสู่การเสื่อมถอยรอบนี้”
“…”
“นั่นคือเหตุผลที่ฉันไม่ไว้ใจนาย นายมักจะละทิ้งพันธมิตรของ
นายเพื่อจุดประสงค์ที่ยิ่งใหญ่ของตัวเอง งั้นท าไมตอนนี้นายถึง
พยายามที่จะช่วยคิมทกจาล่ะ?”
สายตาของยูจงฮยอคสบกับฮันซูยอง
มันเป็นเวลานานนับตั้งแต่ที่เธอได้เห็นเขาครั้งสุดท้ายในความ
มืดมิดด าสนิท ซึ่งในขณะนั้นเอง เธอก็ไหล่สั่นขึ้นมา มันเป็นไป
ได้ว่าเธอได้สัมผัสบางสิ่งที่ไม่ควรจะสัมผัสเข้า เพราะเธอไม่รู้
อะไรเกี่ยวกับการเสื่อมถอยของยูจงฮยอคนักตั้งแต่แรก
เขาตอบเธอ “เมื่อสถานการณ์เหล่านี้สิ้นสุดลง มันมีบางสิ่งที่
ฉันต้องยืนยันกับคิมทกจา”
มันไม่สามารถอ่านอารมณ์หรือความคิดใดๆ จากใบหน้าของ
เขาได้ นั่นเป็นเหมือนความสิ้นหวังของเขา หรือบางทีอาจจะ
เป็นความโกรธ หรือกระทั่งความเดียวดายของเขา หรือมัน
อาจจะเป็นไปได้ว่าไม่มีสิ่งใดที่เป็นของยูจงฮยอค แต่เป็นของ
ฮันซูยองแทน
“และนั่นเป็นเหตุผลว่าท าไมฉันถึง…”
มันมีความจริงเพียงข้อเดียวเท่านั้นที่เธอสามารถยืนยันได้จาก
สิ่งที่เขากล่าว”โอเค งั้นนายก็คิดที่จะช่วยเขาไว้ใช่ไหม?”
เธอมองไปยังมือขวาของเธอในขณะที่เธอพูดจบ เพลิงทมิฬ
ก าลังลุกโชนขึ้นในความมืด พลังเวทมนตร์หยดสุดท้ายของเธอ
ก าลังวาดลงบนมือของเธอ
“นายควรรักษาสัญญาของนาย ถ้านายไม่อาจช่วยเขาได้
งั้น…”
สายตาอันร้อนแรงของเธอจดจ้องไปยังยูจงฮยอค ฝ่ามือเล็กๆ
ของเธอแตะที่แผ่นหลังของเขา และจากนั้น พายุพลังเวท
มนตร์อันเข้มข้นก็แผ่ออกมา
“…งั้นก็ตายซะและไปยังรอบต่อไป!”
ความยิ่งใหญ่ของมังกรเพลิงทมิฬแผ่ออกมาจากแขนของเธอ
และแทรกซึมเข้าไปยังตัวของยูฮยอคในเวลาต่อมา พลังเวท
มนตร์จากจางฮีวอนและฮันซูยองหลอมรวมกันในพริบตาเพื่อ
สร้างเป็นปีกแห่งแสงสว่างและความมืดที่อยู่เหนือชุดคลุมสีด า
ของเขา
ฮูมมมม-!!
ยูจงฮยอคจับดาบปีศาจทมิฬไว้แน่นในขณะที่เขาเดินผ่านความ
ว่างเปล่าอันเวิ้งว้าง
เขาสามารถข้ามหมอกแห่งความมืดที่เขาไม่สามารถท่องผ่าน
ไปได้ด้วยพลังของเขาเพียงล าพังด้วยความช่วยเหลือของจางฮี
วอนและฮันซูยอง
[พรแห่งกลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ ก าลังไหลเข้าสู่
คุณ]
[พรแห่งกลุ่มดาว ‘มังกรอเวจีเปลวเพลิงทมิฬ’ ก าลังไหลเข้าสู่
คุณ]
ถึงกระนั้นพลังเวทมนตร์ส ารองของเขาก็ยังลดลงอย่างต่อเนื่อง
ความหนาแน่นของหมอกเพิ่มมากขึ้น และแสงดาวก็ยิ่งจางลง
ยูจงฮยอคกัดฟันของเขา
เขาต้องการเรื่องราวที่เฉียบคม แหลมคม และแม่นย ามาก
ยิ่งขึ้น
เรื่องราวที่สามารถทะลุผ่านหมอกแห่งหายนะนั่นได้…
[เรื่องราว ‘ผู้ต่อต้านปาฏิหาริย์’ ยังคงเล่าเรื่องราวของมัน
ต่อไป]
นี่แหละ ณ เส้นทางแห่งความว่างเปล่าที่สายตาของเขาทอด
มองออกไป มันมีประวัติศาสตร์ที่เขามีร่วมกับคิมทกจากระจัด
กระจายอยู่ราวกับทางช้างเผือก ยูจงฮยอคออกวิ่งไปบน
เส้นทางนั้น
[เรื่องราว ‘ผู้สังหารเทพเจ้าภายนอก’ ยังคงเล่าเรื่องราวของ
มันต่อไป]
เขาวิ่งไปบนหนึ่งในเรื่องราวเหล่านั้น และ…
[เรื่องราว ‘ผู้กู้อิสรภาพแห่งยักษา’ ยังคงเล่าเรื่องราวของมัน
ต่อไป]
และในขณะที่เขาวิ่งต่อไปยังอีกเรื่องราว ร่างอวตารของเขาก็
เริ่มขยับได้เร็วยิ่งขึ้น ในไม่ช้า ล าแสงสีทองอันอ่อนโยนก็เข้า
โอบล้อมร่างทั้งร่างของเขา ผู้บรรลุระดับที่สอง จากนั้นก็สาม…
ช่วงเวลาที่เขาก้าวขึ้นสู่ระดับที่สี่ ร่างของเขาก็เปลี่ยนแปลงไป
ชั่วขณะ
เปรี๊ยะ
กระดูกทั่วร่างกายของเขากรีดร้องออกมา และราวกับว่ามัน
ได้รับการยกเครื่องใหม่โดยสมบูรณ์ ท่วงท่าของเขาเปลี่ยนไป
เป็นความว่องไวที่มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
และในที่สุด เขาก็ก้าวเข้าสู่ผู้บรรลุระดับที่ห้า
[เรื่องราว ‘สหายร่วมเป็นร่วมตาย’ ยังคงเล่าเรื่องราวของมัน
ต่อไป]
เขาเห็นดวงดาวที่ก าลังจะตายเพียงล าพังอยู่ในระยะไกล แต่
ส าหรับเขา ชายคนนั้นไม่ได้ดูเหมือนกับดวงดาวอีกต่อไป
คิมทกจา
มันยังไม่สายเกินไป
เรื่องราวที่พวกเขาจดจ าได้ยังคงอยู่ และผู้คนที่จ าเขาได้ก็ยังมี
ชีวิตอยู่ เรื่องราวที่เขาต้องการสร้างขึ้น มันยังมีชีวิตอยู่
[เรื่องราว ‘บริษัทของคิมทกจา’ ยังคงเล่าเรื่องราวของมัน
ต่อไป]
นายจะต้องไม่ตายที่นี่
[ความทนทานของร่างอวตารมาถึงขีดจ ากัดแล้ว!]
[‘เรือโนอาห์’ ก าลังเรียกหาคุณ!]
ยูจงฮยอครู้สึกได้ถึงแรงดูดอันทรงพลังจากเบื้องหลังของเขา
ในทันที่ พลังนั้นก าลังขัดขวางเขาไม่ให้เข้าไปใกล้คิมทกจา
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิทักษ์แห่งแมนดาลา’ ก าลังเรียกหาคุณ]
“หุบปาก!”
ยูจงฮยอคต่อต้านต่อพลังทั้งหมดและก้าวไปข้างหน้า คิมทกจา
อยู่ตรงหน้าของเขาแล้ว ห่างออกไปแค่สิบ เก้า แปดก้าว… เขา
ทนต่อประกายแสงที่ก าลังฉีกกระชากร่างกายของเขาและ
เดินหน้าต่อไป
ห่างออกไปอีกห้า สี่…
เขาเอื้อมมือออกไป
เขาเอื้อมมือออกไปหาปลายเสื้อของคิมทกจาที่ลอยอย่างไร้
จุดหมายท่ามกลายความว่างเปล่า ในช่วงเวลาที่มือของเขา
ก าลังจะจับผ้านั้น…
พร้อมกับความรู้สึกของลมหายใจที่ก าลังจะหยุดลง
สภาพแวดล้อมก็เริ่มสั่น มันไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้สึกตัวหรือหมด
สติไป
เมื่อเขาได้สติกลับมา เขาก็พบว่ามีใครบางคนก าลังจับข้อมือ
ของเขาเอาไว้ มือที่มั่นคงและแข็งแรงก าลังจับข้อมือของเขา
เอาไว้ และไม่ปล่อยมันไป
และมันก็เป็นมือที่คุ้นเคยมาก
[ผู้สนับสนุนของอวตารยูจงฮยอคสั่นไหวอย่างรุนแรง]
โลกทั้งใบสั่นไหว เสียงของการปะทะของมังกรแห่งวันสิ้นโลก
และเทพเจ้าภายนอกดังก้องออกมา และในระยะไกล เกาะและ
มิติที่ก าลังแตกสลายก็สามารถมองเห็นได้ แต่สิ่งที่ยูจงฮยอค
เห็นอยู่ไกลไปกว่าภาพแห่งการสูญสิ้นเหล่านั้น
ผ่าน ‘ความโกลาหล’ ที่อุบัติขึ้นอย่างไร้ขอบเขตและเป็นไป
ไม่ได้ที่จะตัดสินว่ามันยืดขยายออกไปขนาดไหน เสื้อคลุมสีขาว
ที่เหมือนกันกับของคิมทกจาก าลังเต้นร าอยู่กลางอากาศ
สิ่งนั้นก าลังแบกคิมทกจาที่ไม่ได้สติไว้ในแขนของเขา
จากความมืดมิดอันด าสนิท ดวงตาที่ราวกับหุบเหวคู่นั้นก าลัง
มองมายังยูจงฮยอค
และการสั่นสะเทือนก็แผ่กระจายออกมาจากปลายเท้าของเขา
อย่างช้าๆ และข้อมือที่ถูกจับไว้ของเขาก็สั่นอย่างบ้าคลั่ง
เพราะเขารู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าของเขาคือใคร เขารู้จักสิ่งๆ นี้ดี
มาก และเพราะเหตุนั้น เขาจึงไม่อาจพูดอะไรออกมาได้เลย
– นายคือ ‘คิมทกจา’ จากอนาคตใช่ไหม?
ผ่านมาสักพักแล้ว ยูจงฮยอคก็ได้ถามค าถามนั้นกับคนๆ หนึ่ง
เขาถามเพราะในตอนแรกเขาคิดว่ามีแค่คิมทกจาเท่านั้นที่รู้ว่า
เรื่องราวนี้ก าลังยืดขยายไปถึงการเสื่อมถอยรอบที่ 1863
อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้เมื่อเขาคิดย้อนกลับไป เขาก็ตระหนักได้
ว่าค าถามนั้นโง่เง่าเพียงใด
สิ่งมีชีวิตที่รู้เรื่องราวทั้งหมดจนถึงรอบที่ 1863
สิ่งมีชีวิตที่เข้าใจเรื่องราวดีที่สุดไม่ใช่ ‘ผู้อ่าน’ ที่ได้อ่านมัน
เท่านั้น แต่เป็น ‘ตัวละคร’ ที่ใช้ชีวิตผ่านเรื่องราวเหล่านั้นมา
จริงๆ
[กลับไปซะ เจ้าไม่อาจช่วยใครได้]
(จบตอน)