มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT - ตอนที่ 421 – นักเขียนลับ (7)
“เกิดอะไรขึ้น?”
บีฮยองก้มหัวลงหลังจากได้ยินค าพูดของฮันซูยอง
“นายพูดซะใหญ่โต แต่จากนั้นพวกเราก็ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้า
ประตู… เห้อ โดเกบิ นายจะพูดอะไรหน่อยไหม?”
[เอ่อ เรื่องนั้น… ฟู่วว…]
ในท้ายที่สุด บริษัทของคิมทกจาก็ไม่อาจเข้าไปยังสถานการณ์
สุดท้ายได้และต้องกลับไปที่โลก เหตุผลก็เพราะ? คุณสมบัติ
ของพวกเขาไม่เพียงพอ
[ดูเหมือนว่ามหาโดเกบิอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้]
“นายคิดว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไรหลังจากพูดแบบนั้นเหรอ?
นายจะท ายังไงกับเวลาที่พวกเราเสียไป สหาย?”
[…ข้าจะชดเชยด้วยรางวัลที่เหมาะสม โปรดหยุดบ่นข้าก่อน]
ในขณะที่บีฮยองก าลังบ่น ฮันซูยองก็ถอนหายใจออกมาและ
มองไปยังสหายของเธอ
พวกเขาได้กลับมายังโลกแล้วหลังจากผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มา
มากมาย มันคงไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นแบบนี้ไปได้
“คราวนี้เขาอาจจะตายจริงๆ ก็ได้… ผมขอโทษนะพี่… ผม…
ผมไม่มีคุณสมบัติ… เพราะผมไม่ได้ท าสัญญา…”
ลีกิลยังพูดพึมพ ากับตัวเองในขณะที่ขดตัวอยู่ ในขณะที่ชินยู
ซองหลับตาลงและถูขมับของตัวเองราวกับว่าเธอก าลังนั่ง
สมาธิหรืออะไรสักอย่าง ในขณะเดียวกัน ลีจีฮเยและจางฮีวอน
ต่างก็พาตัวลีฮุนซึงไปหาไอลีน ณ เขตอุตสาหกรรม
“…ที่นี่ไม่เปลี่ยนไปเลย ยัยป้านั่นไม่สนใจจะท าความสะอาด
บ้านเลยเหรอ?”
ฮันซูยองพึมพ ากับตัวเองในขณะที่เธอตบฝุ่นบนโซฟาเก่าๆ
ครั้งหนึ่งเธอ ยูซานอา และลีซูคยองได้พักอยู่ด้วยกันในบ้าน
หลังนี้ พวกเธอได้อยู่ด้วยกัน ณ ที่แห่งนี้เป็นเวลาสามปีในช่วง
ที่คิมทกจาไม่อยู่…
ความทรงจ าของเธอถูกขัดจังหวะโดยเสียงกริ่ง
เธอใช้เพลิงทมิฬเพื่อเปิดประตูจากระยะไกลและยิ้มกับตัวเอง
“…พูดถึงผี ผีก็มาเลย”
“ไม่เจอกันนานเลยนะ ซูยอง” ลีซูคยองกล่าวในขณะที่เธอมอง
ไปทั่วบ้าน สุดท้ายเธอก็ส่ายหัว “เธอยังเหมือนเดิมเลย อย่าง
น้อยก็เปิดหน้าต่างซะบ้าง”
“ฉันเพิ่งกลับมา และมันก็หลายปี…”
ฮันซูยองสะดุ้งเมื่อเธอพูดถึงตรงนี้ เธออาจจะใช้เวลาหลายสิบ
ปีบนเกาะแห่งการกลับชาติมาเกิด แต่นั่นก็เป็นแค่เวลาภายใน
เกาะ เธอไม่อาจบอกได้อย่างชัดเจนว่าเวลาภายนอกผ่านไปแค่
ไหนแล้ว
ลีซูคยองเปิดหน้าต่างทั้งหมดในบ้านด้วยการสะบัดมือเบาๆ
และส่งฝุ่นละออกทั้งหมดออกไปข้างนอก ดวงตาของเธอยังคง
จดจ้องอยู่กับกลุ่มคนที่นั่งอยู่บนพื้น
ฮันซูยองแอบย่องมาบังพวกเขาไว้และกระแอมออกมาก่อนที่
จะถามค าถาม”ยังไงก็เถอะ ฮีวอนบอกเธอรึยัง?”
“บอกอะไร?”
ฮันซูยองเม้มปากของเธอเบาๆ เธอไม่แน่ใจว่าจะอธิบาย
สถานการณ์นี้อย่างไรดี
“อืม เธอคงเห็นแล้วว่าคิมทกจาไม่ได้อยู่ที่นี่”
“หืม ใช่จริงด้วย นั่นก็จริง”
เธอคิดว่าเธอไม่ควรเปิดประเด็นนี้ขึ้นมา แต่มันก็สายไปซะแล้ว
ฮันซูยองหลับตาลงและพูดออกมา “เหตุผลที่เขาไม่ได้อยู่ที่นี่ก็
เพราะ… ฉัน ยูจงฮยอค และจางฮีวอน พวกเราต่างต้องการ
ช่วยลูกชายของเธอและพยายามช่วยอย่างเต็มที่ แต่…”
“เข้าประเด็นหลักสักที”
“เอ่อ อันที่จริง ป้า ลูกชายของเธอไปที่ไหนสักแห่งกับใครบาง
คน แต่ที่แห่งนั้น…”
“เธอก าลังพูดถึงเรื่องนั้นอยู่เหรอ?”
ฮันซูยองมองตามการชี้นิ้วของลีซูคยองและหันหน้าของเธอไป
ทีวีบนผนังก าลังเล่นภาพข่าว
ฉากบนหน้าจอแสดงให้เห็นชายคนหนึ่งก าลังสวมชุดคลุมสีขาว
ลอยอยู่บนท้องฟ้าสีด าสนิทโดยมีคิมทกจาห้อยอยู่ในวงแขน
ของเขา
– ข่าวด่วน! ประธานบริษัทของคิมทกจาถูกลักพาตัว!
ขากรรไกรของฮันซูยองเปิดอ้าออกในขณะที่เธอพึมพ าเบาๆ
“…นี่มันอะไรกัน?”
ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ สื่อบนโลกได้ค้นพบเกี่ยวกับเหตุการณ์
นั้น ลีซูคยองและท่าทางอันผ่อนคลายของเธอจ้องมองไปยัง
หน้าจออยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเธอก็พยักหน้า “เด็กนั่น เขาเนื้อหอม
ซะจริง”
“ป้า?! เธอไม่เข้าใจเหรอว่ามันเป็นบรรยากาศที่ร้ายแรง??”
“แต่เขาดูเหมือนกับยูจงฮยอคเลยนะ ดังนั้นท าไมมันต้องเป็น
ปัญหาด้วย?”
“เพราะนั่นไม่ใช่ยูจงฮยอค นั่นแหละปัญหา”
ฮันซูยองพ่นเสียงคร่ าครวญออกมา แต่จากนั้นจู่ๆ หน้าจอทีวีก็
ย้อนกลับมาใหม่และฉายภาพเดิมอีกครั้ง
– ข่าวด่วน! ประธานบริษัทของคิมทกจาถูกลักพาตัว!
เธอมองไปรอบๆ ด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็พบ
เพียงแต่ใบหน้าอันจองหองของยูจงฮยอคที่ก าลังจ้องไปที่
หน้าจอ เขาฉายภาพซ้ าไปซ้ ามาหลายครั้ง
ฮันซูยองถามเขา “…เฮ้ นายโอเคนะ?”
“…”
“นายคงจะไม่เสื่อมถอยหรอกนะถ้ากรอกลับไปแบบนั้นเรื่อยๆ?
นายลืมวิธีการย้อนกลับไปแล้วรึยัง?”
เขาไม่ได้แสร้งท าเป็นได้ยินเธอด้วยซ้ า ดวงตาของเขาลุกโชน
อย่างน่ากลัวราวกับว่าเขาต้องการที่จะสลักรูปลักษณ์ของ
นักเขียนลับลงไป สถานะของผู้เสื่อมถอยที่ปฏิเสธจะยอมรับ
ความพ่ายแพ้ของตัวเองหลั่งไหลออกมาจากตัวเขาและท าให้
อากาศในห้องนั่งเล่นแข็งที่อขึ้นมา
ฮันซูยองพ่นเสียงลมหายใจที่ดังยิ่งกว่าเดิมออกมา “บ้าเอ้ย
ใครมันแพร่ภาพนั่นกัน…”
[แค่ก แค่ก]
เธอหันหน้าไปและเจอบีฮยองในคราวนี้ ซึ่งเขาก าลังไออยู่ใน
ล าคอ
“…นายยังไม่ไปอีกเหรอ?”
[นี่คือรางวัลของเจ้า]
เมื่อเธอมาคิดดู เธอก็ลืมเรื่องรางวัลทั้งหมดไปเลย เธอยื่นมือ
ออกมา และมือเล็กๆ ของโดเกบิก็วางเงิน 500 เหรียญลงบน
ฝ่ามือของเธอ
“นายก าลังล้อฉันเล่นเหรอ??”
[เอ่อ เรื่องนี้ สถานะทางการเงินของสาขาโซลมีปัญหานิด
หน่อย… และมันมีหลายเรื่องที่พวกเราต้องสนใจ มัน…]
บีฮยองผิวปากในขณะที่เหลือบมองไปยังอีกฟากหนึ่งของ
ท้องฟ้า
ท้องฟ้าของกรุงโซลที่ควรจะใสกระจ่างกลับถูกย้อมด้วยสีแดง
เข้มและสีเหลืองที่เป็นลางไม่ดี มันมีประกายแสงของความ
เป็นไปได้ก าลังฟาดลงมาเหมือนกับสายฟ้า รวมทั้งหลุมยักษ์สี
ด าสนิทที่ก าลังโคจรอย่างน่ากลัวอยู่
ฮันซูยองขมวดคิ้วมุ่นและถาม “เกิดอะไรขึ้นกับกรุงโซล?”
“ท้องฟ้าเป็นแบบนั้นมาสักพักละ”
เมืองนี้ไม่ได้เป็นต าแหน่งส าหรับสถานการณ์หลักอีกต่อไป แต่
ถ้าปรากฏการณ์เลวร้ายนี้ยังปรากฏขึ้นแบบนี้ มัน…
[มันเป็นเพราะมังกรแห่งวันสิ้นโลก]
บีฮยองมองไปยังท้องฟ้าด้วยสีหน้าขมขื่น และดึงไปป์ออกมา
จากกระเป๋า จากนั้นก็สูบมัน
บางทีเธออาจจะเจอกับภาพที่ไม่อาจยอมรับได้ ฮันซูยองคว้า
ไปป์มาและตะโกนใส่โดเกบิ “นายก าลังพูดอะไร?! ท าไมผลของ
มังกรแห่งวันสิ้นโลกถึงมาถึงที่นี่?”
[เจ้าไม่รู้เหรอ? ข้าคิดว่าคิมทกจาบอกเจ้าไปแล้ว]
“ไอ้บ้านั่นไม่เคยบอกอะไรที่ส าคัญกับพวกเราหรอก”
บีฮยองดึงไปป์อันที่สองออกมาและพูดขึ้นในขณะที่เขาจุดมัน
[การฟื้นคืนชีพของมังกรแห่งวันสิ้นโลกคือปุ่มแรกของมหาการ
ท าลายล้างส าหรับพวกเราทุกคน เจ้าจะคิดว่ามันเหมือนกับ
การที่เส้นโลกก าลังพุ่งเข้าหาจุดจบก็ได้… นี่คือเหตุผลว่าท าไม
ข้าถึงบอกเจ้าว่าพวกเราควรรีบไปยังสถานการณ์สุดท้าย]
“…จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเราไม่ไปสู่สถานการณ์สุดท้าย?”
[ตามค าเปรียบเปรย มันคือวันสิ้นโลก เจ้า ข้า โลกใบนี้]
การประกาศอย่างสงบนั้นท าให้ฮันซูยองตะลึงงัน “บ้าอะไรเนี่ย
แม้แต่… สถานการณ์สุดท้ายจะมีความหมายอะไรในเมื่อโลกทั้ง
ใบก าลังจะถูกท าลาย? ท าไมพวกนายถึงได้สร้างสถานการณ์
แบบนี้มาตั้งแต่แรก?!”
[มหาการท าลายล้างไม่ใช่สถานการณ์ที่โดเกบิวางแผนไว้
ความหมายของมันก็ตามนั้น และเพราะการท าลายล้างนั้นเป็น
จริง สถานการณ์สุดท้ายจึงบรรลุวัตถุประสงค์ในท้ายที่สุด]
บีฮยองเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ห่างไกลพร้อมด้วยใบหน้า
ส านึกผิด เขาเห็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มดาวที่ก าลังรีบไปที่
แห่งหนึ่ง ดวงดาวบนฟากฟ้าก าลังห่างออกไปเหมือนดาวหาง
*
[โฮกกกกก!]
[โฮกกกกก!]
เหล่าเทพเจ้าภายนอกปลดปล่อยสถานะสีด าสนิทของพวกเขา
ซึ่งได้ย้อมป่าทั้งหมดให้อยู่ในความมืดสนิท
ยูจงฮยอคจิ๋วขจัดเถาวัลย์ออกไปจากตัวผมและรีบมายืนอยู่
ข้างๆ ผม ยูจงฮยอคจิ๋วหมายเลข 999 พูดขึ้นก่อน “ปกป้องคิ
มทกจา”
“ฉันบอกพวกนายแล้วใช่ไหม? ฉันรู้ว่าเขาจะสร้างปัญหา”
“อันที่จริงพวกเราควรจะฆ่าเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอแล้ว”
แม้ว่าพวกเขาจะพูดสิ่งที่น่ากลัวเหล่านั้นออกมา แต่ยูจงฮยอค
จิ๋วทุกคนก็ยังถือดาบเขย่านภาไว้แน่นและไม่ลดการป้องกันลง
เลย พวกเขาสะบั้นหนวดที่พุ่งเข้ามาและขยับออกไปทีละนิด
อาจจะเป็นเพราะหลังจากที่ได้เห็นสิ่งที่น่าตกใจจริงๆ ทั่วทั้งร่าง
ของผมดูราวกับถูกห่อหุ้มไปด้วยอากาศเย็น หมายเลข 999
ถอดเสื้อคลุมสีด าของเขาออกและคลุมไหล่ของผมไว้
“ฉันจ าได้ว่าบอกให้นายอ่านหนังสือ ท าไมนายถึงต้องไป
กระตุ้นพวกเขาด้วย?”
ผมไม่แน่ใจว่าผมจะพูดอะไรกลับไปได้ ดวงตาของหมายเลข
999 สั่นเทา
“…ไอ้โง่”
[โฮกกกกก!]
เสียงที่แท้จริงของเหล่าเทพเจ้าภายนอกที่ก าลังโหยหวนดังก้อง
กังวาน แมลงในป่ากระอักเลือดออกมาและตาย ในขณะที่เทพ
เจ้าบางส่วนเริ่มต่อสู้กันเอง
หมายเลข 999 พูดด้วยน้ าเสียงจริงจัง “สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ไม่
เข้าใจอะไรมานานแล้ว และนายก็เข้าไปข้องเกี่ยว”
เหล่าเทพเจ้าภายนอกก าลังหลั่งไหลเข้ามา
[เอามาให้ข้า เอามาให้ข้า เอามาให้ข้า เอามาให้ข้า]
[คิมทกจา คิมทกจา คิมทกจา คิมทกจา]
แม้ว่ามันจะมีความเกี่ยวข้องกันมากขึ้น แต่มันก็ใช่ว่าเทพเจ้า
ภายนอกทุกคนจะมีความรู้สึกเหมือนกัน หลายคนหลังจากที่
สัมผัสได้ถึงตัวตนของผมก็เริ่มแสดงความเกลียดชังมาทางนี้
[กลุ่ม ดาว เน่าเหม็น ก าลัง ดู ถูก พวกเขา]
[ฆ่า เขา ก า จัด เขา]
[ไม่ต้อง สน ใจ แม้ ว่า เขา จะเป็น แขกของ นัก เขียน]
“หลบไปซะ!”
“พวกเราไม่ปรานีนะถ้าพวกนายเข้ามาใกล้”
ยูจงฮยอคต่างพากันปลดปล่อยสถานะออกมาและต่อต้าน แต่
เทพเจ้าภายนอกก็ไม่ถอยกลับไปเลย พวกเขากล้ามาใกล้ขึ้น
เรื่อยๆ และในขณะที่ปลดปล่อยสถานะออกมา พวกเขาก็
ค ารามออกมาเสียงดัง
[โอ้ นัก เขียน! พวกเรา รอ ไม่ ได้ อีก แล้ว!]
[พวก เรา ต้องรอ อีก นาน แค่ไหน? จุดจบ ของ เส้น โลก
ก าลัง ใกล้ เข้า มา แล้ว]
ผมรู้ดีว่าพวกเขาก าลังพูดถึงอะไร
จุดจบของเส้นโลก
แม้แต่คนพวกนี้ก็ยังสนใจต่อสถานการณ์สุดท้าย
[โลกใบ นี้ ต้อง เข้า ใจ พวกเรา]
“หลบไป!!”
หนวดที่ใกล้เข้ามาทวีความดุร้ายยิ่งขึ้น ในที่สุดสถานะของพวก
เขาก็มากเกินกว่าที่เหล่ายูจงฮยอคจิ๋วจะรับมือ แต่จากนั้นเอง…
ป่าก็แหวกทางออก และ ‘เขา’ ก็เดินเข้ามา
เขาเดินมาข้างหน้าพร้อมกับข้ามหนวดที่ไม่มีใครสามารถขวาง
กั้นได้ แต่ละก้าวย่างของเขาบรรจุไว้ด้วยความสันโดษอันเป็นนิ
รันดร์รวมทั้งชีวิตทั้ง 1863 ชีวิตที่เขาประสบมา
กาลครั้งหนึ่ง ชื่อของเขาคือยูจงฮยอค แต่ในตอนนี้ เขาคือ
นักเขียนลับ ชายที่รับรู้ถึงความโศกเศร้าของทุกๆ เส้นโลก
เทพเจ้าภายนอกคุกเข่าลงต่อหน้าความสูงส่งที่เป็นที่สุด
[โอ้ นัก เขียน ผู้ ยิ่งใหญ่!]
อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ใช่ทุกคนที่ท า มันมีเทพเจ้าบางคนที่ไม่
ต้องการแสดงความเห็นออกมาแม้จะต้องเผชิญหน้ากับความ
เจ็บปวดอย่างรุนแรงจากการที่ตัวตนของพวกเขากลายเป็น
ความว่างเปล่า
[โอ้ นัก เขียน ผู้ ยิ่ง ใหญ่ พวก เรา รอ ไม่ไหว แล้ว]
เหล่าคนที่ไม่มีใครเข้าใจร่ าไห้ด้วยความเศร้าโศก พวกเขาโกรธ
แค้นและโศกเศร้า แม้กระนั้น ความโกรธแค้นของความ
โศกเศร้าของพวกเขาก็ยังไม่เป็นที่เข้าใจ พวกเขาไม่ได้มีตัวตน
อยู่ในเส้นโลกนี้ และพวกเขาก็ไม่อาจเข้าใจได้ผ่านเรื่องราวที่มี
อยู่
มันคงต้องพยายามอย่างหนักมากจริงๆ จึงจะสามารถเข้า
ใจความโกรธและความโศกเศร้าของพวกเขาได้
[พวกเรา อยาก จะ ถูก เข้า ใจ]
[พวก เรา ต้อง การ กลายเป็น เรื่อง ราว]
เรื่องราวที่จ าต้องให้ผู้คนพยายามอย่างหนักเพื่อเข้าใจไม่อาจ
เป็นเรื่องราวได้ เรื่องราวที่จ าเป็นต้องพยายามอย่างหนักตั้งแต่
แรกไม่อาจรับการบริโภคได้
นักเขียนลับพูดขึ้น [พวกเจ้าจะไม่ถูกเข้าใจ]
เขามองไปยังแต่ละคนด้วยสายตาเพ่งพินิจ และมอบความเป็น
จริงอันโหดร้ายให้กับพวกเขา
[นั่นเป็นเพราะการถ่ายทอดสดดวงดาวได้ติดป้าย ‘ความ
หวาดกลัว’ ให้กับพวกเจ้าทุกคน เพราะโลกนี้ได้บรรยายไว้ว่า
พวกเจ้าทุกคนคือ ‘ความโกลาหล’ ที่ท าลายสรรพสิ่ง คือหาย
หายนะที่ไม่มีทางเข้าใจได้]
ในที่สุดผมก็เข้าใจว่าท าไมนักเขียนลับถึงเลือกที่จะอยู่ข้าง
สิ่งมีชีวิตเหล่านี้
「ท าไมคนที่รู้จุดจบของทุกๆ สิ่งถึงได้ท าเรื่องราวเดิมๆ ซ้ า
อีก?」
เมื่อผมคิดถึงมัน ค าตอบก็เรียบง่ายมาก
“นั่นเป็นเพราะเขาไม่ชอบจุดจบที่เขาได้เห็น”
ในเรื่องราวต้นฉบับ ยูจงฮยอคและกลุ่มดาวได้จัดการกับ ‘เทพ
เจ้าภายนอก’ ด้วยกัน นั่นคือวิธีที่เขาไปถึงตอนจบของ
สถานการณ์ และท าลายการถ่ายทอดสดดวงดาว
[พวกเจ้าจะไม่มีวันได้เปล่งแสงบนฟากฟ้าเหมือนอย่างกลุ่ม
ดาว และไม่มีทางได้กลายเป็นตัวละครหลักบนโลกใบนี้ ตราบ
ใดที่การถ่ายทอดสดดวงดาวยังคงอยู่ พวกเจ้าจะเป็นเทพเจ้า
ภายนอกไปตลอดกาล]
อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่พบสิ่งที่ต้องการ และตอนนี้ หลังจากได้
กลายเป็นนักเขียนลับ ยูจงฮยอคก็ก าลังก้าวสู่สมรภูมิอีกครั้ง
[ในไม่ช้า สงครามแห่งการท าลายล้างจะอุบัติขึ้น จุดจบของ
สรรพสิ่งจะเริ่มต้น ดวงดาวและโลกจะพังทลาย และทุกๆ
เรื่องราวจะต้องดับสูญ]
ผมเห็นดวงตาของนักเขียนลับก าลังมองมาที่ผมจากระยะไกล
เนตรแห่งปราชญ์ก าลังโคจรอยู่ภายในม่านตาอันด าสนิท
[โอ้ นักเขียน ผู้ ยิ่ง ใหญ่!]
[โอ้ โอ้วววว!]
ตามเรื่องราวต้นฉบับ สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะพบกับความปราชัย
「เพื่อให้ได้บทสรุปที่คิมทกจาปรารถนา สิ่งมีชีวิตเหล่านี้
จะต้องพ่ายแพ้」
การถ่ายทอดสดดวงดาวจะถูกท าลาย ในขณะที่ดวงดาวบน
ฟากฟ้าและเทพเจ้าผู้เดียวดายจะตายโดยไม่มีใครจดจ าพวก
เขาได้ ผู้พ่ายแพ้จะต้องตายอย่างสิ้นหวังที่สุด ในขณะที่ผู้ชนะ
จะไม่ได้รับความสุขจากชัยชนะของพวกเขา
ผมเริ่มเดินไปหานักเขียนลับ
“…คิมทกจา?”
ผมได้ยินเสียงเรียกของหมายเลข 999 แต่ผมก็ไม่หันกลับไป
มอง ผมยกเลิกการย่อขนาด และระดับสายตาของผมก็
เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เสื้อคลุมสีด าของหมายเลข 999 ที่วาง
อยู่บนไหล่ของผมแกว่งไปมาพร้อมกับทุกๆ ก้าวที่ผมเดิน
[ความเป็นไปได้ของการถ่ายทอดสดดวงดาวก าลังเคลื่อนไหว!]
[กระแสแห่งมหาสถานการณ์หลักก าลังสิ่งสถิตอยู่กับคุณ]
ผ่านหลังคาเถาวัลย์ของป่า ธารกระแสของการถ่ายทอดสด
ดวงดาวสามารถมองเห็นได้ อีกฟากหนึ่งของท้องฟ้า ดวงดาว
ก าลังเปล่งแสงเจิดจ้า ในขณะที่อีกฟากหนึ่ง กาแลคซีที่ดูเป็น
ลางไม่ดีที่อยู่ข้างๆ หลุมยักษ์ก าลังขยับอย่างเงียบงัน
ครึ่งหนึ่งของมันเป็นแสงสว่าง ในขณะที่อีกครึ่งคือความมืดมิด
ในไม่ช้า สงครามสุดท้ายจะอุบัติขึ้น และเป็นไปได้ว่าผมต้องอยู่
ในฝั่งใดฝั่งหนึ่งเพื่อเป็นประจักษ์พยายานในจุดจบของโลก
[ค าขยายที่สองของคุณถูกตัดสินแล้ว]
ดวงดาวขนาดเล็กดวงหนึ่งกะพริบจากอีกฟากหนึ่งของท้องฟ้า
ผมมองไปที่มันอยู่นาน ก่อนที่จะเบนสายตากลับมาที่พื้น เหล่า
เทพเจ้าภายนอกเองก็ก าลังมองมาที่ผม
ผมสบตากับพวกเขา และในที่สุดก็เลือกข้างที่ผมจะยืน
[ค าขยายที่สองของคุณคือ ‘ผู้เฝ้ามองแห่งแสงสว่างและความ
มืด’]
(จบตอน)