มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT - ตอนที่ 428 – ความทรงจ าของเกี๊ยว (2)
- Home
- มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT
- ตอนที่ 428 – ความทรงจ าของเกี๊ยว (2)
ใช่ ผมรู้สึกว่าเขาคือตือโป๊ยก่ายตั้งแต่แรก อย่างไรก็ตาม… เขา
ก็ห่างไกลจากค าว่าหมูไปไกล
[ผู้ชมส่วนหนึ่งไม่เข้าใจรูปลักษณ์ของตือโป๊ยก่าย]
[ผู้ชมส่วนหนึ่งก าลังบ่นว่านี่เป็นการดูถูกต้นฉบับ!]
[ผู้ตัดสิน ‘ราชาวานรสุดหล่อ’ โต้แย้งว่าสิ่งนี้ไม่สมเหตุสมผล
เลย!]
ดูเหมือนว่าจะมีบางคนมีความคิดคล้ายๆ กันกับผม จากนั้นอึด
ใจต่อมา…
[ผู้ชมส่วนใหญ่ยินดีต้อนรับตัวเลือกของตือโป๊ยก่ายในปัจจุบัน]
…เอ๋?
[จ านวนโหวตที่ได้รับเพิ่มขึ้นอย่างมาก!]
[การจัดอันดับของห้องเรื่องราวเพิ่มขึ้นอย่างมาก!]
…หรือว่า?
[ผู้ตัดสิน ‘คนท าความสะอาดแท่นบูชา’ พอใจกับรูปลักษณ์
ภายนอกของเขา]
คนท าความสะอาดแท่นบูชาคือค าขยายของตือโป๊ยก่ายนั่นเอง
[ผู้ตัดสิน ‘คนท าความสะอาดแท่นบูชา’ พอใจมากกับการเลือก
คนมารับบทบาทของเขา]
[ได้รับ 150 คะแนนเพิ่มเติม!]
ในขณะที่ยูจงฮยอคจ้องมาที่ผมด้วยดวงตาอันโดดเด่น
ตัวอักษรตัวโตๆ ก็ค่อยๆ ลอยขึ้นมาตรงหน้าของผม
~ ตอนที่2 ราชาสูงสุด ตือโป๊ยก่าย ~ *
[ขอแสดงความยินดีด้วย! อันดับห้องเรื่องราวของคุณอยู่ใน 100 อันดับแรก]
ฮันซูยองมองดูข้อความที่ลอยอยู่ตรงหน้าของเธอและเลื่อนไป ยังหน้าถัดไปพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า ผู้คนในหน้าจอกำลังแสดงตามพล็อตเรื่องที่เธอสร้างขึ้น เธอดัน แว่นตรงจมูกซึ่งไม่มีเลนส์และพึมพำกับตัวเอง
“…การแสดงน่ารักๆ ของเด็กพวกนี้แทบจะทำให้หัวใจของฉัน วายเลย”
โชคดีที่ห้องเรื่องราวของเธอมีคะแนนทะลุ1000 คะแนน และ อยู่ในระดับที่สูงแล้ว มันมีเสียงเคาะประตูดังมาจากประตูข้าง หลังเธอ และลีซูคยองก็ก้าวเข้ามาในห้อง
“ฉันเอาผลไม้มาให้”
“ถ้าเธอคิดที่จะเคาะประตูแล้ว อย่างน้อยก็ควรรอคำตอบซะ หน่อย ไม่งั้นก็ไม่ต้องเคาะเลยก็ได้”
“ทุกอย่างเป็นไงบ้าง?”
“…ตามที่ฉันคาดไว้อันดับของเฟยหูสูงมาก และมันก็ไม่ง่าย เลยที่จะไล่ทัน”
ลีซูคยองมองไปยังอันดับห้องเรื่องราวของฮันซูยองและพูด ขึ้นมา
”แค่ไม่กี่วันเอง แต่อันดับของเธอก็สูงขนาดนี้แล้ว สุด ยอด”
“เมื่อเทียบกับวันของฉัน ความสำเร็จแบบนี้ไม่ได้มีค่าอะไรเลย เธอก็รู้นอกจากนี้พวกเรายังไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป”
ฮันซูยองกัดแอปเปิ้ลในขณะที่เธอจุดคบเพลิงแห่งความมุ่งมั่น ขึ้นมา เธอเห็นใบหน้าตกตะลึงของซุนหงอคงอยู่ภายในหน้าจอ
“…จากนี้ไป มันก็ขึ้นอยู่กับว่าซุนหงอคงนั่นจะทำผลงานได้ดีแค่ ไหนแล้ว”
* “ใช่แล้ว ฉันคือซุนหงอคง”
ยูจงฮยอคได้ยินคำตอบของผมและมองมาที่ผมด้วยดวงตาที่ เต็มไปด้วยคำถาม ถัดจากนั้น ดวงตาขวาของเขาก็เปล่งแสงสี ทองออกมา
[ไม่อนุญาตให้ใช้‘สกิลการประเมิน’ ภายในตำแหน่ง สถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง]
เนื่องจากข้อจำกัด เนตรแห่งปราชญ์ของเขาจึงไม่อาจใช้การได้ เนื่องจากผมคาดไว้แล้ว ผมจึงไม่ได้แปลกใจอะไรกับมัน
“ดูเหมือนนายจะอยากยิงลำแสงออกมาจากดวงตาเลย”
ผม กล่าวด้วยรอยยิ้มสบายๆ บนใบหน้า ไม่ว่าจะยังไง ตือโป๊ยก่ายก็มีโชคชะตาให้ต้องกลายเป็นลูกน้อง ของผมตามนิยายต้นฉบับ
“ชินยูซอง! ยืนบื้ออะไรอยู่?! รีบจัดการเขาเร็ว!!”
ลีกิลยังที่กำลังห้อยอยู่ในอากาศเริ่มตะคอกออกมา เธอเหลือบมองเขาราวกับว่ามันไม่ใช่ธุระอะไรของเธอ และ ถามตือโป๊ยก่ายแทน
“ถึงแม้ว่านายจะชอบเกี๊ยวมากก็ตาม แต่ นายจะสร้างโรงงานขึ้นและใช้คนเป็นทาสแบบนี้ได้ยังไง? และ ทำไมนายถึงได้ลักพาตัวผู้หญิงมาฮะ?”
ในขณะที่เธอตะโกน ผมก็มองไปรอบๆ ตัว
「ตือโป๊ยก่ายคือราชาปีศาจแห่งตัณหาและความตะกละใน บันทึกการเดินทางสู่ตะวันตกแบบต้นฉบับ」
ถ้ามาคิดถึงเนื้อเรื่องต้นฉบับ งั้นตอนที่พวกเรากำลังเจออยู่นี้ก็ ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเธอจะเกลียดยูจงฮยอค แต่ฮันซูยองก็คงไม่ ยึดติดกับต้นฉบับขนาดนั้น เธอยังเคยดัดแปลงหนทางเอาชีวิต รอดมาแล้วเลยหนิ?
นอกจากนี้แม้ว่าเธอจะเขียนสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นมา ยูจงฮ ยอคก็คงจะไม่เห็นด้วย…
“ฉันไม่ได้ลักพาตัวผู้หญิงพวกนี้”
คำพูดของเขาทำให้ผู้หญิงที่อยู่รอบๆ ตะโกนออกมาอย่าง รวดเร็ว
“ใช่แล้ว! พวกเราไม่ได้ถูกลักพาตัวเลย!”
ผมมองไปยังสีหน้าของพวกเธอ ไม่มีใครอยู่ภายใต้คาถา ควบคุมจิตใจเลย ในขณะเดียวกัน ลีกิลยังก็ตะโกนออกมา
“อะไรนะ?! ไม่ใช่ว่า นายให้พวกทาสทำเกี๊ยวและกินพวกมันจนหมดเหรอ?”
ใช่ นั่นคือสิ่งที่ทาสในโรงงานบอกพวกเรา อย่างไรก็ตาม มันก็มี สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เข้าใจ ยูจงฮยอคชอบเกี๊ยวบู๊ลิ้มจริงๆ แต่เรื่องแบบนี้มันจะเป็นไปได้ เหรอ?
「”ฉันไม่กินสิ่งที่คนอื่นทำ”」
ยูจงฮยอคเคยประกาศแบบนี้ออกมา ดังนั้นมันจึงไม่ สมเหตุสมผลเลยที่เขาจะใช้ทาสผลิตเกี๊ยวจำนวนมากแบบนั้น และราวกับว่าจะพิสูจน์ว่าผมคิดถูก ยูจงฮยอคพูดด้วยน้ำเสียง เศร้าๆ เล็กน้อย
“ฉันยังไม่ได้กินเกี๊ยวบู๊ลิ้มพวกนั้นเลย”
“นายกำลังพูดอะไร?! ไอ้บ้าเกี๊ยว! ชินยูซอง! ทำอะไรสักอย่าง ได้แล้ว!”
แทนที่จะตอบเด็กชาย ยูจงฮยอคมองผ่านฝูงชนรอบตัวพวกเรา มันมีบ้านเรือนหลายสิบหลังตั้งเรียงรายอยู่ตามตรอกซอกซอย เกี๊ยวที่ถูกจัดส่งมาถูกวางไว้ตรงหน้าของบ้านแต่ละหลัง ผม เห็นเด็กๆ ชาวบ้านกำลังวิ่งเล่นไปรอบๆ และกินพวกมันอย่างมี ความสุข
“…หรือว่า?”
เมื่อมาถึงจุดนี้ข้อความแจ้งเตือนก็โผล่ขึ้นทั่วหมู่บ้านในทันใด
[การกบฏเกิดขึ้นใน ‘โรงงานเกี๊ยว’!]
ทางเข้าหมู่บ้านที่เคยมีคนเฝ้าพังลง และทาสจากโรงงานก็พุ่ง เข้ามา
“พวกเราจะไม่ทำงานให้แกอีกแล้ว!” “เกี๊ยวตรงนั้น เกี๊ยวตรงนี้เกี๊ยวเต็มไปหมด!!”
“ฆ่าเขา! ฆ่าไอ้หมูนั่น!!”
ดวงตาของพวกทาสเปล่งประกายด้วยความเกรี้ยวกราดใน ขณะที่พวกเขาถือจอบและคราดเอาไว้ พวกผู้หญิงตกใจมากและเริ่มตะโกนออกมา
“สัตว์ปีศาจพวกนี้ไม่เคยเรียนรู้บทเรียนเลย!”
“สัตว์ปีศาจ?? แต่หมอนี่คือสัตว์ปีศาจตัวจริงหนิ?”
ลีกิลยังตะโกนออกมาและยังคงไม่เข้าใจสถานการณ์ ยูจงฮยอควางเด็กหนุ่มลงในขณะที่ใบหน้าของเขาแข็งขึ้น
“… ฉันควรฆ่าพวกมันให้หมดเลยใช่ไหมเนี้ย”
ในช่วงเวลานั้นผมก็พอรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ในตอนนี้ผมคือซุนหงอคง ดังนั้นผมจึงสามารถยืมพลังบางส่วน ของเขามาได้ผมมองไปยังคลื่นของสัตว์ปีศาจที่กำลังพุ่งเข้ามา ทางนี้และเสริมวิสัยทัศน์ของผม
[อักขระ ‘เนตรทองคำคะนอง LV.???’ ถูกเปิดใช้งาน!]
เนตรทองคำคะนอง อักขระเฉพาะตัวของซุนหงอคงที่ทำให้เขา มองเห็นสัตว์ปีศาจและอสูร สีสันของโลกค่อยๆ เปลี่ยนไป และภาพของมนุษย์ที่กำลังพุ่งมา ทางนี้ก็เปลี่ยนไป ร่างของพวกเขาบิดเบี้ยว ดวงตาของพวกเขา เต็มไปด้วยจิตสังหาร ตามที่คาดไว้พวกเขาไม่ใช่มนุษย์
“ตือโป๊ยก่ายไม่ใช่ศัตรูของพวกเรา”
ดวงตาของลีกิลยังเบิกกว้างขึ้นหลังจากได้ยินคำพูดของผม เขา ดูจะผิดหวังด้วยเหตุผลบางประการ
“อะไรนะ? บ้า…”
“แทนที่จะเป็นการปกครองหมู่บ้าน ตือโป๊ยก่ายได้ปลดปล่อย มันแทน สิ่งมีชีวิตเหล่านี้คือพวกที่สร้างความทุกข์ยากให้กับ หมู่บ้านเนื่องจากพวกเขาไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นสัตว์ปีศาจที่ ปกครองที่นี่มาก่อน”
ในที่สุดทาสสัตว์ปีศาจก็เผยตัวออกมาและปลดปล่อยสถานะ ของพวกมันเพื่อทำลายหมู่บ้าน จากนั้นเองลีกิลยังและชินยู ซองจึงตระหนักได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและเริ่มควบคุมฝูงชน
“ทุกคนหลบมาข้างหลังพวกเรา!”
…การกบฏของทาสในโรงงานงั้นเหรอ? สถานการณ์นี้ตรงกันกับการปฏิวัติโลกปีศาจในอดีตเลย สิ่งที่ พวกเราต้องทำในตอนนี้ไม่ใช่การปลดแอก แต่เป็นการ ปราบปราม ยูจงฮยอคก้าวออกมาก่อนและชักดาบปีศาจทมิฬจาก… ไม่ เดี๋ยวก่อน??
[ผู้ชมส่วนหนึ่งงงงวยกับอาวุธของตือโป๊ยก่าย]
[ผู้ตัดสินหลายคนสงสัยว่าทำไมจู่ๆ ตือโป๊ยก่ายถึงใช้ดาบ]
[ผู้ตัดสิน ‘คนทำความสะอาดแท่นบูชา’ บ่นว่า ‘คราดเก้าซี่’ ของเขาไปอยู่ไหน!]
ตามต้นฉบับเดิม ตือโป๊ยก่ายไม่ได้ใช้ดาบเป็นอาวุธ แต่เป็น คราดที่มีชื่อว่าคราดเก้าซี่
[ผู้ชมจำนวนมากถูกครอบงำด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้ของ ราชาสูงสุดโป๊ยก่าย!]
[ผู้ชมส่วนหนึ่งหลงเสน่ห์ของตือโป๊ยก่ายสุดหล่อ!]
[ผู้ตัดสินส่วนหนึ่งยอมรับการเปลี่ยนแปลงอาวุธที่สะท้อนเท รนด์ปัจจุบัน]
[ผู้ตัดสิน ‘คนทำความสะอาดแท่นบูชา’ ไอออกมาเบาๆ และ กล่าวว่าเขาจะมองข้ามในครั้งนี้ไปเนื่องจากมันดูเท่]
[ได้รับ 5 คะแนนเพิ่มเติม!]
บ้าเอ้ย แค่ใบหน้าของคนๆ หนึ่งก็สามารถใช้แทนความเป็นไป ได้ได้เหรอ?
ยูจงฮยอคก้าวออกมาข้างหน้าและตวัดดาบปีศาจทมิฬมายัง ทิศทางของผมในทันใด จากนั้นเขาก็วาดวงกลมเล็กๆ รอบฝ่า เท้าของผม
“อย่าก้าวออกมาจากเส้นนี้”
“เอ๋?”
“ขยับสักก้าว ฉันจะฆ่านายซะ”
จากนั้นคอของเหล่าสัตว์ปีศาจก็เริ่มกระเด็นออกมา วิชาดาบของเขาที่สำแดงออกมางดงามพอที่จะดึงดูดผู้ชม วิถี ดาบของเขาก้าวกระโดดไปก้าวใหญ่เมื่อเทียบจากเมื่อก่อน ทำ ให้มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะจินตนาการว่าเขาต้องกดดันตัวเอง แค่ไหนเพื่อให้มาถึงจุดนี้
“สุดยอด!”
“จัดการพวกมันเลย!”
ก่อนที่ผมจะทันได้สังเกตมัน ลีกิลยังและชินยูซองที่อยู่ข้างๆ ผมก็พากันส่งเสียงเชียร์ออกมาแล้ว พวกเรายืนอยู่กับที่และ มองดูยูจงฮยอคจัดการกองทัพของสัตว์ปีศาจเพียงลำพัง
[ผู้ตัดสิน ‘นักโทษรัดเกล้าทองคำ’ รู้สึกมีความสุขกับโครงเรื่อง ที่ผ่อนคลายและมีความสุขนี้]
ในที่สุดผมก็เข้าใจความหมายอันลึกซึ้งของฮันซูยอง อันที่จริง เรื่องราวของซุนหงอคงที่เกษียณตัวเองแล้วก็เป็นเรื่องราวที่ดี เลยทีเดียว
[ผู้ตัดสิน ‘คนทำความสะอาดแท่นบูชา’ มัวเมาไปกับความเท่ ของตัวเอง]
[ผู้ตัดสิน ‘ราชาวานรสุดหล่อ’ ไม่พอใจเล็กน้อยกับตือโป๊ยก่าย ที่ดูเท่]
[ได้รับคะแนนเพิ่ม 30 คะแนน]
ในช่วงเวลานั้นเอง ผมก็ได้ยินเสียงดังก้องมาจากท้องฟ้าเบื้อง บน
[เดี๋ยว! หยุดก่อน!]
สัตว์ปีศาจที่ตายไปกว่าครึ่งกรีดร้องออกมาเสียงดังและเริ่ม หมอบลงกับพื้น ท้องฟ้าที่อยู่เหนือหมู่บ้านเปิดออก และกลุ่ม ดาวที่สวมจีวรคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น เมื่อพิจารณาจากชุดของเขา ผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเขาคือไท่ เสียงเล่ากุน
(ผู้อาวุโสสูงสุด)
[โอ้ราชาสูงสุดตือโป๊ยก่าย สัตว์ปีศาจที่เจ้าได้สังหารไปนั้นเป็น สุกรที่ข้าเคยเลี้ยงไว้ในวังของข้า พวกมันหลบหนีออกมา หลังจากที่หวาดกลัวต่อชะตากรรมที่จะถูกเสิร์ฟอยู่บนโต๊ะ อาหารบนสวรรค์ดังนั้นโปรดจงแสดงความเมตตาสักหน่อย และปล่อยให้ข้าได้พาคนที่รอดชีวิตอยู่กลับไปด้วยเถิด]
ใช่ ในที่สุดพล็อตนี้ก็ปรากฏขึ้น พล็อตเรื่องของบันทึกการเดินทางสู่ตะวันตกได้แผ่ออกมาใน รูปแบบดังกล่าว เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งจะกิดขึ้น ผู้ร้ายจะ ถูกเปิดเผยว่าเป็นสัตว์ปีศาจ และเมื่อมันกำลังจะสิ้นฤทธิ์ นักพรตแปลกๆ ก็จะปรากฏตัวขึ้นในทันใดและกล่าวว่า”อันที่ จริงสัตว์ปีศาจเหล่านี้คือ… ที่ข้าเลี้ยงไว้” ก่อนที่จะพาพวกมัน กลับไปกับเขา
[ผู้ตัดสินส่วนหนึ่งมอบคะแนนพิเศษให้กับโครงเรื่องที่สะท้อน ถึงต้นฉบับ]
[ได้รับ 30 คะแนนเพิ่มเติม!]
แน่นอน มันไม่มีทางที่จะปล่อยส่วนนี้ไปโดยไม่พูดอะไร “ถ้า นายคิดที่จะพาพวกเขาไปอยู่แล้ว ทำไมนายไม่มาช่วยชาวบ้าน ตั้งแต่แรก?”
[ขออภัยด้วย แต่ช่วงนี้ข้าไม่ค่อยว่าง…]
ไม่อันที่จริงนายไม่ใส่ใจต่างหาก แม้แต่ในความเป็นจริง กลุ่มดาวจำนวนนับไม่ถ้วนของ จักรพรรดิก็แทบไม่เคยพยายามช่วยอวตารของพวกเขาเลย “พาพวกมันไปซะ”
[ขอบใจมาก]
ยูจงฮยอคมอบคำอนุญาต และไท่เสียงเล่ากุนก็ทะยานขึ้นไปบน ท้องฟ้าพร้อมกับ ‘สุกร’ ของเขา
(เมื่อไท่เสียงเล่ากุนพาสุกรของเขากลับไป ในที่สุดความสงบสุข ก็กลับมาเยือนหมู่บ้านในชนบทแห่งนี้)
ปกติเรื่องราวคงจะจบลงตรงนี้ แต่จากนั้น เนตรทองคำคะนองของผมก็ปวดขึ้นมาในทันใด และรูปลักษณ์ภายนอกของเหล่าสัตว์ปีศาจก็กำลังจะจากไป พร้อมกับไท่เสียงเล่ากุนที่สั่นไหวขึ้นมา
[…ไม่อยาก… ไป]
[…อีกนานแค่ไหน…]
ผมได้ยินเสียงของสัตว์ปีศาจ น้ำเสียงของพวกมันฟังดูคุ้นเคย แปลกๆ แม้ว่าพวกมันจะหลีกเลี่ยงจากการถูกสังหารได้แต่ก็ไม่ มีใครดูมีความสุขเลย ผมควรทำยังไงดี? มันราวกับว่าพวกมันอยากจะตาย ณ ที่แห่งนี้แทน *
“หมู่บ้านนี้เป็นของพวกเธอแล้ว แม้ว่าพวกเธอจะต้อง ดำเนินงานในโรงงานเอง แต่พวกเธอก็จะไม่ว่างเหมือนในอดีต แล้ว”
ด้วยเหตุนั้นเอง ยูจงฮยอคจึงเข้าร่วมกลุ่มเล็กๆ ของพวกเรา ชาวบ้านจัดงานเลี้ยงอำลาให้กับพวกเราก่อนที่พวกเราจะจาก ไป หรือพูดให้ชัดๆ พวกเธอดูจะไม่ได้ผิดหวังที่พวกเราจากไป แต่เป็นเพราะยูจงฮยอคกำลังจะไปกับพวกเราด้วย…
“ชิฉันอยากจะกระทืบเขาแล้วลากเขาไป”
เมื่องานเลี้ยงจบลง ลีกิลยังและชินยูซองก็ออกเดินทางอีกครั้ง และมีผมตามหลังพวกเขาไปด้วย ในขณะเดียวกัน ยูจงฮยอคก็ ยังคงรักษาระยะห่างจากพวกเราไปหลายก้าว ช่างเป็นบรรยากาศที่น่าอึดอัดใจจริงๆ ตอนนี้เมื่อผมมาคิดถึงมัน ผมก็ไม่รู้เลยว่ายูจงฮยอคเป็นเช่นไร กับสหายคนอื่นของผมเมื่อผมไม่อยู่ ในที่สุดผมก็เป็นกังวลขึ้นมาและพูดอะไรบางอย่างออกไป
“ขอ โทษทีนะพี่ชาย ทำไมนายไม่เข้ามาเดินใกล้ๆ พวกเรา?”
“…ใครเป็นพี่นาย?”
ไอ้หมอนั่นมองกลับมาที่ผมด้วยดวงตาคุกคาม และผมก็ไม่อาจ พูดอะไรได้ ในขณะเดียวกัน เด็กๆ ก็ชะลอตัวมาข้างๆ ผมและเริ่มพูดคุย อย่างมีความสุข
“เฮ้ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น นายทำได้เยี่ยมไปเลยนะ”
“ถ้านายไม่พบความจริงเกี่ยวกับสัตว์ปีศาจพวกนั้น พวกเรา อาจจะต้องเจอกับหายนะครั้งใหญ่แล้วก็ได้”
พูดตามตรง ผมไม่ได้ทำอะไรเลย ยูจงฮยอคได้สังหารเหล่าสัตว์ ปีศาจ และคนที่ช่วยหมู่บ้านก็ยังเป็นเขา ทั้งหมดที่ผมทำก็คือ การรับชมจากข้างสนามและพูดอะไรออกมาแค่สองสามคำ เท่านั้น ถึงกระนั้นเด็กๆ ก็ยังมาสรรเสริญผมอีก ผมเหลือบมองเขา ราวกับว่าเขาไม่ได้ยินอะไรเลย เขายุ่งอยู่กับ การขัดดาบปีศาจทมิฬของเขา
「ในช่วงเวลานั้น คิมทกจาก็เริ่มสงสัยขึ้นมาเป็นครั้งแรก ‘สหายของฉันมองยูจงฮยอคยังไงในขณะที่ฉันไม่อยู่?’」
หลังจากนั้นไม่นาน มันก็เป็นช่วงเย็น ฟืนที่ได้รวบรวมเอาไว้ถูกเผาอย่างรวดเร็ว และพวกเราก็ตั้งวง เล็กๆ รอบกองไฟเพื่อความอบอุ่น มันรู้สึกเหมือนกับว่าพวกเรา ออกไปมาตั้งแคมป์กันเลย มันเป็นยูจงฮยอคที่จู่ๆก็ตัดสินใจทำให้บรรยากาศหมดสนุก ขึ้นมา
“นับจากนี้ไป ฉันจะลงมือเอง”
เสียงของเขาฟังดูไม่สนใจอะไรเลยในขณะที่เขายังคงขัดดาบ ของเขาอยู่ มันทำให้ผมต้องพูดขึ้นมา
”นายหมายความว่าไง?”
“การไปอินเดียและอัญเชิญคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์จะทำให้การเดินทาง นี้จบลงใช่ไหม? ฉันคนเดียวก็เพียงพอแล้วสำหรับภารกิจนี้ฉัน จะไปที่นั่นและ…”
“นายทำอย่างนั้นไม่ได้!”
อันที่จริง ถ้าตือโป๊ยก่ายใช้เคล็ดวิชาทะยานเมฆาหรือผมใช้เมฆ วิเศษก็คงจะไปถึงอินเดียได้ในพริบตา แน่นอน ซุนหงอคงได้พูด ถึงเรื่องนี้แล้วในเรื่องราวต้นฉบับ และเมื่อผมยังเด็กอยู่ ผมเอง ก็ถามถึงเหตุผลของเรื่องนี้เหมือนกัน
「ทำไมซุนหงอคงไม่ไปอัญเชิญตำราศักดิ์สิทธิ์เอง?」
ในตอนนี้ผมก็พอเข้าใจขึ้นมาแล้วว่าทำไมเขาถึงไม่ทำแบบนั้น
“ถ้านายทำแบบนั้น เรื่องราวนี้ก็จะไม่มีความหมายอะไร”
การคืบคลานอย่างช้าๆ ที่กินเวลาถึงสิบสี่ปีสามารถทำได้ในคืน เดียว – เวลานั้นมีอยู่เพื่อจุดประสงค์เดียวเท่านั้นคือการทำให้ เรื่องราว ‘บันทึกการเดินทางสู่ตะวันตก’ เสร็จสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ความคิดของยูจงฮยอคก็ต่างออกไป
“ฉันไม่มี เวลามัวมาเสียที่นี่”
“การเดินทางนี้ไม่ได้ยาวขนาดนั้น พวกเราไม่ได้ใช้เวลาถึง 14 ปีแน่ๆ ดังนั้นช่วยอดทนหน่อย ความคืบหน้าตามกำหนดการ พร้อมกับพบกับสหายที่เหลือของพวกเราจะพิสูจน์ให้เห็นว่ามัน เป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับนาย”
เขาคงพบว่ามันไม่คาดคิดเอาซะเลยที่ผมพูดคำเหล่านี้ออกมา เพราะเขาเริ่มจ้องมาที่ผมพร้อมกับพูดขึ้นมา
“นายไม่ใช่เพื่อน ของฉัน”
ใช่แน่นอน มันไม่มีวิธีเลยที่ยูจงฮยอคผู้ขี้สงสัยจะเชื่อผม
“ฉันรู้แล้ว”
ทั้งกลุ่มบังเกิดความเงียบขึ้นมา ลีกิลยังโยนก้อนกรวดเข้าไปในกองไฟโดยไม่พูดอะไร ในขณะที่ ชินยูซองศึกษาอารมณ์ของยูจงฮยอคและผมด้วยความกระวน กระวาย นิ้วของเธอเขี่ยไปรอบๆ ดินบนพื้น ในตอนนั้นเอง พวกเราก็ได้ยินเสียงท้องร้องดังขึ้น ลีกิลยัง ขมวดคิ้วเปื้อนน้ำตาและลูบท้องของเขา
“ฉันหิว…”
ผมยิ้มเล็กน้อยและดึงบางสิ่งออกมาจากกระเป๋า
“เอาเกี๊ยว ไหม?”
ผมซ่อนเกี๊ยวที่ทำระหว่างเดินอยู่บนเส้นทางเกี๊ยวไว้ ลีกิลยังมองมาที่ผมอย่างระมัดระวัง แต่ก็ยังรับเกี๊ยวไปอยู่ดีใน ที่สุดเขาก็กัดมัน ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเกินจริง และม่าน ตาของเขาก็สั่นอย่างรุนแรง
“อะไรเนี่ย?! มันอร่อยยิ่งกว่าที่ฉันกินในโรงงานอีก!”
แน่นอนว่ามันย่อมอร่อยกว่า [ผู้ชมส่วนหนึ่งสงสัยเกี่ยวกับรสชาติของเกี๊ยวบู๊ลิ้มมาก] ผมสัมผัสได้ว่ายูจงฮยอคหมายเลข 999 บนไหล่ของผมสะดุ้ง เล็กน้อย ในขณะเดียวกัน ผมก็ส่งเกี๊ยวให้กับชินยูซองและยูจงฮยอคด้วย ยูจงฮยอคขมวดคิ้วและส่ายหัว
“ฉันไม่กินอาหารที่คนอื่นทำ”
“คนอื่นไม่ได้ทำมัน”
เขาดูเหมือนจะงงมาก มันเป็นไปได้ว่าเขาคงจะไม่รู้ว่าผมกำลัง พูดถึงอะไร จากนั้นเขาก็มองไปยังเกี๊ยวบู๊ลิ้มตรงหน้าด้วยความ สงสัย แต่ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจและเอื้อมมือออกมาอย่าง ระมัดระวัง และอย่างช้าๆ ราวกับว่าเขากำลังศึกษาศัตรูตัวใหม่ เขาหยิบ เกี๊ยวเข้าไปใกล้ๆ กับจมูกของเขาอย่างช้าๆ
“…กลิ่นนี้??”
ใช่แล้ว กินเกี๊ยวนั่นซะ ไอ้บ้า ยูจงฮยอคยังคงไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง และในที่สุดก็เอา เกี๊ยวไปจ่อปากของเขาอย่างเชื่องช้า ราวกับว่าเขากำลังฉีกคอ ของผู้บัญชาการข้าศึก เขากัดมันทีละนิด ลีกิลยัง ชินยูซอง และผมเฝ้าดูภาพเขาที่กำลังเคี้ยวเกี๊ยว แม้กระทั่งพ่อครัวหมายเลข 999 บนไหล่ของผมก็หยุด เคลื่อนไหวและรอปฏิกิริยาของเขา อึก ในที่สุด ยูจงฮยอคก็กลืนคำแรกลงไป จากนั้นก็กัดมันอีก อย่าง ช้าๆ การขมวดคิ้วของเขาเริ่มหายไป ริมฝีปากของเขาสั่นอย่าง รุนแรง ความเร็วในการเคี้ยวเกี๊ยวเองก็เพิ่มขึ้นด้วย คำที่สอง คำที่ สาม… ในที่สุด มือของเขาก็เอื้อมไปหาเกี๊ยวอันที่สอง แต่แล้วเขาก็ สะดุ้งและหยุดลง และเริ่มจ้องมาที่ผมแทน
“นายมองอะไร?”
ผมแอบหลบสายตาและเริ่มกินเกี๊ยวไปด้วย …ถ้าผมใช้มุมมองนักอ่านพระเจ้า ผมอาจจะได้ยินบางสิ่งที่ให้ ความบันเทิงได้มากกว่านี้แต่ในตอนนี้ผมได้สาบานว่าจะไม่ใช้ มันอีกต่อไป ดังนั้น…
“…ฉันคิดว่ามันก็ไม่เลวนะ”
ผมได้ยินเสียงพึมพำของยูจงฮยอคและเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า อย่างเงียบๆ ดวงดาวบนท้องฟ้าเปล่งประกายในขณะที่พวกมัน มองลงมายังพวกเรา ราวกับว่าการทำลายของโลกเป็น เรื่องราวของอาณาจักรอันห่างไกล ในขณะที่เคี้ยวเกี๊ยว ผมก็เริ่มคิดถึงสิ่งนี้เป็นครั้งแรก และผมก็ คงไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นในอีกสักพัก
* [รัตติกาลอันยาวนานมาถึงแล้ว]
[ระบบ ‘บันทึกการเดินทางสู่ตะวันตก’ จะเข้าสู่ช่วงปรับปรุง 1 ชั่วโมง]
ความมืดมิดที่จุติลงมาคือความมืดสนิท ทุกๆ คนหลับไป ซุนหงอคงใช้แขนของเขาเป็นหมอนและเริ่มกรนออกมา และ สำหรับคู่ถังซัมจั๋ง พวกเขาก็ได้ใช้ขาของราชาวานรเป็นหมอน ของตนและหลับไปด้วย พวกเขาคงจะเหนื่อยล้าจากการ เดินทางมามาก อย่างไรก็ตาม เงาร่างหนึ่งก็ยืนขึ้นอย่างเงียบๆ โดยใช้ประโยชน์ จากรัตติกาลที่ผู้ชมและผู้ตัดสินจะหายไปชั่วขณะ มันคือยูจงฮยอค เขาชักดาบปีศาจทมิฬออกมาอย่างเงียบๆ และเดินเข้าหาซุน หงอคงที่กำลังหลับอยู่ และอย่างช้าๆ เขาชี้ปลายดาบของเขาเข้าหาร่างที่กำลังหลับ อยู่
(จบตอน)