มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT - ตอนที่ 449
โดเกบิลูกน้องที่อยู่รอบๆ ตัวเขาแสดงความยินดีกับเขา พวกเขาต่างก็
รู้ว่าบีฮยองเฝ้ามองบริษัทของคิมทกจามานานแล้ว
[ข้ารู้อยู่แล้วว่าพวกเขาต้องผ่านไปได้]
[ข-ข้าด้วย ข้าด้วย…!]
ไม่ใช่แค่นั้น บางคนยังได้ส่งเสียงเชียร์บริษัทของคิมทกจาไปพร้อม
กับเขาด้วย หลายคนมีสีหน้าตื่นเต้นเหมือนกับบีฮยอง
สำหรับโดเกบิเหล่านี้ที่ต้องแสวงหาสถานการณ์ใหม่ที่มีศักยภาพเพื่อ
ค้นหาเป้าหมายของเรื่องราวต่อไป พูดตามตรง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่หาได้
ยากยิ่งจริงๆ
[เด็กพวกนี้เป็นของข้า หยุดนํ้าลายสอได้แล้ว]
[ฮ่าฮ่า! แน่นอน พวกเราไม่…]
จากนั้นข่าวด่วนข่าวใหม่ก็มาถึง
[ผู้อำนวยการ มหาโดเกบิ ‘บาแรม’…]
[ท่านได้รับการเลื่อนขั้น!]
…เลื่อนขั้น?
[ผู้อำนวยการบีฮยอง ยินดีด้วย ยินดีด้วยจริงๆ!]
[ดูเหมือนว่าสำนักงานจะทำงานเป็นแล้วนะ]
บีฮยองยังมึนๆ อยู่ในขณะที่ข้อความประดังประเดเข้ามา
เขาคือโดเกบิระดับสูง ไม่ต้องพูดถึงตำแหน่งผู้อำนวยการสาขาโซล
เขาได้ปีนขึ้นมาถึงตำแหน่งที่สูงที่สุดที่เป็นไปได้ผ่านการทำงานอย่าง
หนักมาแล้ว
อย่างไรก็ตาม การได้เลื่อนขั้นหรือว่าจะหมายความถึง…
[…ผู้อำนวยการ?]
ไม่ต้องสงสัยเลย นี่น่าจะเป็นสิ่งที่ดี
แต่ทำไมเขาถึงเต็มไปด้วยลางสังหรณ์ไม่ดีกัน?
[มหาโดเกบิกำลังรอท่านอยู่]
บีฮยองถูกนำทางไปโดยโดเกบิระดับตํ่าผ่านประตูมิติ และในไม่ช้า
หมอกหนาก็ค่อยๆ จางหายไป เผยให้เห็นร่างของมหาโดเกบิที่กำลัง
รอเขาอยู่ ณ ปลายทางสีเทา
[เจ้ามาแล้ว บีฮยอง]
[บาแรม]
ราวกับว่าจะบอกว่าบีฮยองทำงานมาอย่างหนัก บาแรมลูบไหล่ของ
เขาและพูดขึ้นมา [ขอแสดงความยินดีด้วย การเลื่อนขั้นของเจ้าถูก
ตัดสินแล้ว]
[…ฮะ?]
[เจ้างงอะไร เจ้าไม่เข้าใจเหรอ? เจ้าได้รับเลือกให้กลายเป็นมหาโดเก
บิไง]
มหาโดเกบิ เกียรติสูงสุดที่นักเล่าเรื่องทุกคนเฝ้าฝันถึง สิ่งที่เขาได้แต่
ฝันตอนนี้ได้กลายเป็นความจริงแล้ว ทำให้บีฮยองตะลึงงันและมึนงง
[…มหาโดเกบิ? ท่านหมายถึง ข้า?]
[ใช่ การเลื่อนขั้นครั้งนี้เป็นประวัติการณ์ของการถ่ายทอดสดดวงดาว
เลย]
บาแรมหัวเราะเบาๆ ด้วยความพึงพอใจและเดินนำไป บีฮยองไม่รู้ด้วย
ซํ้าว่าพวกเขากำลังจะไปไหนและตามเขาไปทั้งอย่างนั้น เขามีหลาย
สิ่งที่ต้องการจะถาม
ที่นี่มันที่ไหนกัน และนอกจากนั้น…
[เจ้าจะได้กลายเป็นมหาโดเกบิในไม่ช้า ดังนั้นมันก็ถึงเวลาที่เจ้าจะได้
พบกับ ‘คนผู้นั้น’ แล้วใช่ไหม?]
บาแรมยิ้มราวกับว่าเขาสามารถอ่านความคิดของบีฮยองได้
[คนผู้นั้น หรือว่า…]
แม้ว่าเขาจะถามออกไป แต่บีฮยองก็สามารถเดาคำตอบได้แล้ว
อากาศโดยรอบดูบิดเบี้ยวไป และประกายแสงจางๆ ก็เต้นระบำไป
รอบๆ เมื่อเขามองเข้าไปใกล้ๆ ประกายแสงเหล่านั้นก็กำลังก่อร่างขึ้น
เป็นตัวอักษร สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเขาคือสิ่งที่เขาไม่เคยได้เห็นมา
ก่อน
[พวกเรามาถึงแล้ว]
พวกเขาเดินวนไปรอบๆ แกลลอรี่และเดินผ่านทางเดินที่ถูกปกคลุมไป
ด้วยหมอก จากนั้นก็มาถึงห้องโถงยักษ์
ไม่ มันเรียกว่าห้องโถงได้เหรอ?
ขนาดของมันไม่อาจประมาณได้เลย และภายในนั้น มันก็มีกำแพง
กว้างตัดผ่านอยู่ ความยาวของกำแพงลึกลับนี้ไม่อาจประเมินได้เลย
เนื่องจากขนาดอันมหึมาของมัน
ตัวอักษรที่ถูกสลักไว้บนกำแพงดูเหมือนกำลังลุกโชน รอยแตก
มากมายสามารถมองเห็นได้บนกำแพง
ในเวลานั้นเอง บีฮยองก็รู้สึกว่าเขาเคยเห็นกำแพงนี้จากที่ไหนมาก่อน
[…แผ่นจานแห่งการเปิดเผย?]
ไม่ต้องสงสัยเลย มันคือแผ่นจานแห่งการเปิดเผย แม้ว่ารูปร่างของมัน
จะต่างออกมา แต่กำแพงนั้นที่มอบการเปิดเผยให้กับกลุ่มดาวก็มี
ลักษณะคล้ายกัน
อย่างไรก็ตาม ทำไมแผ่นจานแห่งการเปิดเผยอีกอันถึงอยู่ที่นี่? และ
นอกจากนี้ ขนาดอันมหึมาของมันนี่มันอะไรกัน…?
[ทุกคนมารวมตัวกันแล้ว]
ในเวลาที่เขาได้ยินเสียงนั้น บีฮยองก็หมอบลงไปกับพื้นก่อนที่เขาจะ
ทันได้รู้ตัว เขาอาจจะสามารถรับมือกับกลุ่มดาวจำนวนมากมายได้ แต่
อย่างน้อยในคราวนี้ เขาก็ไม่อาจควบคุมความกระวนกระวายของตน
ได้
เขาไม่อาจคาดเดาได้ถึงความยิ่งใหญ่แห่งสถานะที่รู้สึกได้จากเสียง
นั้นด้วยซํ้า
เขาเหลือบมองไปด้านข้างและเห็นว่ามหาโดเกบิทุกคน รวมทั้งบา
แรมกำลังหมอบอยู่ด้วย
มันมีใครบางคนกำลังยืนอยู่ตรงหน้าของแผ่นจานแห่งการเปิดเผย
บีฮยองซ่อนอาการสั่นของเขาไว้และค่อยๆ เงยหน้าขึ้น และนั่นคือเมื่อ
เขาตระหนักได้ถึงมัน
งั้นนั่นก็… เขาเข้าใจมันแล้ว
สิ่งมีชีวิตตนนั้นคือผู้ปกครองเด็ดขาดของสำนักงานและควบคุมการ
ถ่ายทอดสดดวงดาว
ราชาแห่งเรื่องราว
ราชาเอื้อมมืออันยาวเหยียดและซีดเซียวของเขาออกมาลูบกำแพงใน
ขณะที่เปิดปากขึ้นอย่างช้าๆ
[‘เรื่องราวหนึ่งเดียว’ ที่ตัดสินโลกต่อไปจะได้รับเลือกแล้ว]
*
“นายบอกว่าฉันมีชิ้นส่วนสุดท้ายของกำแพงสุดท้าย?”
“ใช่”
คำพูดของหมายเลข 41 ทำให้ผมขมวดคิ้วมุ่น
ผมพอจะเดาได้ว่าพวกเขากำลังพูดถึงอะไร ‘กำแพงสุดท้าย’ – ผม
พยายามรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งนั้นในการเสื่อมถอยรอบนี้อยู่เหมือน
กัน มันเป็นสิ่งที่ไม่เคยถูกอธิบายอย่างเต็มที่ในหนทางเอาชีวิตรอด
เวอร์ชั่นต้นฉบับ ผมค่อนข้างมั่นใจว่ากำแพงนี้เป็นเงื่อนงำที่จะนำไปสู่
ตอนจบของการเสื่อมถอยรอบนี้
และสำหรับ ‘ชิ้นส่วนสุดท้าย’ นี้ที่พวกเขากำลังพูดถึง…
[สกิลเฉพาะตัว ‘กำแพงที่สี่’ ถูกเปิดใช้งานอย่างทรงพลัง]
「คิม ทก จา」
ไม่ต้องห่วง ฉันไม่มีทางมอบนายให้กับพวกเขาหรอก
ผมกะพริบตาอย่างช้าๆ และตั้งสมาธิ นักเขียนลับกำลังจ้องมาที่ผม
เขาอาจจะสูญเสียสถานะไปมาก แต่เขาก็ยังเป็นกลุ่มดาวที่แข็งแกร่ง
ที่สุดที่ผมรู้จัก และเขาก็ยังเป็นเทพเจ้าภายนอกด้วย
ผมนึกถึงวันแรกที่ผมมาถึงป่าแห่งนี้และพูดขึ้นมา “พวกเราเคยพูดถึง
เรื่องนี้มาก่อนใช่ไหม? นายบอกว่าฉันจำเป็นต้องคิดให้ออกว่าทำไม
ฉันถึงถูกพามาที่นี่ก่อนที่เกมสามคำถามสามคำตอบจะจบลง”
[[ใช่]]
“นายอยากจะเห็นตอนจบของโลกนี้จริงๆ ใช่ไหม? นายอาจจะพูด
แบบนั้น แต่นายก็ตั้งความหวังไว้กับเส้นโลกนี้ด้วย”
คิ้วของนักเขียนลับกระตุกเล็กน้อย
ไม่ว่าเขาจะปฏิเสธเสียงแข็งแค่ไหนว่าเขาคือยูจงฮยอค แต่เขาก็ยังไม่
อาจกำจัดนิสัยเก่าๆ ของตนออกไปได้
“และด้วยเหตุนั้น นายจึงต้องการกำแพงที่สี่ที่ฉันครอบครอง นั่นเป็น
เหตุผลว่าทำไมนายถึงเก็บฉันไว้ใช่ไหม?”
เขาไม่ตอบผม ถ้าเขาคิดจะทำแบบนั้น ผมก็มีวิธีที่จะทำให้เขาพูด
เปรี้ยง
“ฉันยังไม่ได้ถามคำถามสุดท้ายของเกมสามคำถามสามคำตอบเลย”
[‘เกมสามคำถามสามคำตอบ’ เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง!]
[คุณเหลือหนึ่งสิทธิѻในการถามคำถาม]
ย้อนกลับไป ผมได้ถามนักเขียนลับว่า
– สามวิธีเอาชีวิตรอดในโลกที่ถูกทำลาย นักเขียนลับ นายคือคนที่ได้
เห็นบทสรุปของมันใช่ไหม?
หนทางเอาชีวิตรอดที่ผมได้อ่านจบลงที่ตอน 3149 อย่างไรก็ตาม นัก
เขียนลับก็มีชีวิตอยู่ในนั้น แม้ว่าผมจะไม่ได้เห็นมัน แต่เขาก็ได้เอาชีวิต
รอดผ่านประวัติศาสตร์ที่ไม่ถูกบันทึกและไปถึงบทสรุปที่มีเพียงแค่เขา
ที่ได้เห็น
เขาได้เห็นอะไร ณ ที่แห่งนั้นกัน?
เพราะเหตุใดเขาจึงกลายเป็นเทพเจ้าภายนอกและปรากฏขึ้นในเส้น
โลกนี้?
หมายเลข 41 ก้าวออกมาก่อนเพื่อตอบคำถามของผม เขาตะโกนใส่
ผมด้วยความโกรธเล็กน้อยบนใบหน้านั้น “คำถามนั้น…!!”
[[หมายเลข 41]]
ยูจงฮยอคจิѺวทุกคนหุบปากไปหลังจากนักเขียนลับหยุดพวกเขาไว้ ยู
จงฮยอคที่อยู่ในร่างของเด็กหนุ่มในตอนนี้ – นักเขียนลับ – กำลัง
มองตรงมาที่ผม
ชั่วขณะหนึ่ง ผมรู้สึกแปลกๆ ไปเล็กน้อย วัยเด็กของยูจงฮยอคไม่เคย
ถูกอธิบายอย่างเต็มที่ในหนทางเอาชีวิตรอด ไม่ มันเป็นแค่การกล่าว
ถึงอย่างสั้นๆ ในรูปแบบของความทรงจำเท่านั้น
แน่นอน การไม่กล่าวถึงไม่ใช่ว่าจะหมายถึงเขาไม่มีช่วงวัยเด็ก
มันก็คล้ายๆ กับหนทางเอาชีวิตรอดกว่า 3150 ตอน ยูจงฮยอคเกิดขึ้น
มาในที่ๆ ผมไม่รู้จัก และเอาชีวิตรอดมาได้จนเขาได้กลายเป็นตัวเอก
ของเรื่องราว
[[มันมีการเดินทางของข้ามากเท่าไรที่ถูกอธิบายไว้ในนิยายที่เจ้า
อ่าน?]]
ตัวเอกที่มีใบหน้าที่ผมไม่รู้จักกำลังถามผม
ผมลังเลเล็กน้อยก่อนที่จะตอบ “…จนกระทั่งนายไปถึงราชาโดเกบิ”
ผมนึกถึงช่วงเวลาสุดท้ายของหนทางเอาชีวิตรอด
เขาเดินทางมาจนถึงการสังหารราชาโดเกบิ ลุยผ่านหมอกสุดท้าย ยู
จงฮยอคพุ่งไปสู่ส่วนสุดท้ายของเรื่องราว มันไม่มีคำอธิบายต่อว่าเกิด
อะไรขึ้นหลังจากนั้นหรือเขาได้เห็นอะไร
นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมตอนนั้นผมถึงหงุดหงิดในขณะที่อ่านตอน
สุดท้ายที่ปล่อยออกมา ผมกลัวและสงสัยว่ามันจะเป็นตอนจบจริงๆ
[[ข้าเป็นยังไงในช่วงเวลาสุดท้ายนั้น?]]
เมื่อเจอกับคำถามที่ไม่คาดคิด มันก็ทำให้ผมรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมา
จริงๆ
ผมไม่คิดว่าเขาจะถามอะไรแบบนั้นกับผม
“ทำไมนาย…?”
[[มันดูเหมือนข้าทำสำเร็จไหม? มันดูเหมือนข้าบรรลุเป้าหมายของข้า
ไหม?]]
ในเวลาที่ผมได้ยินคำถามของเขา ผมก็เต็มไปด้วยความรู้สึกอึดอัดที่
ยากจะอธิบาย ผมไม่อาจเข้าใจได้ว่าทำไมนักเขียนลับถึงถามผมแบบ
นั้น ความคิดของผมเกี่ยวกับสิ่งนั้นไม่สำคัญเลย ไม่แม้กระทั่งเป็นจุด
ด่างเล็กๆ…
…เดีѺยว มันไม่สำคัญจริงๆ เหรอ?
“นาย…”
ริมฝีปากของผมสั่นเบาๆ
ผมไม่ได้เตรียมตัวไว้สำหรับคำถามนั้น อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังต้องการ
ตอบมันไม่ว่าผมจะพร้อมไหม
「ในเวลานั้นเอง เธอก็ตระหนักได้ว่าโลกใบนี้ได้หลุดลอยออกไปจาก
มือของเธอแล้ว」
ความทรงจำจากดินแดนแห่งสันติโผล่ขึ้นมา – การแสดงออกของเร็น
ในขณะที่เธอหลุดพ้นจากโลกที่เธอสร้างขึ้นมา หน้าที่ของคนที่สร้าง
โลกใบใหม่…
ผมไม่ได้เหมือนกับเธอ ผมไม่ได้เขียนหนทางเอาชีวิตรอดขึ้นมา แต่
ผม…
「เรื่องราวนี้สามารถเห็นแสงสว่างได้ก็เพราะนาย ทกจา」
…ผมคือคนที่ได้เห็นตอนจบของเรื่องราว
“นายทำสำเร็จ เพราะนายทุ่มหมดหน้าตัก”
การตอบคำถามเขาเป็นหน้าที่ของคนที่ได้เห็นเรื่องราวทั้งหมด
“ไม่ว่าจะเป็นการเสื่อมถอยรอบไหน นายก็มักจะตัดสินใจถึงทางเลือก
ที่ดีที่สุดที่นายสามารถทำได้เสมอ ฉันไม่รู้ว่าไปถึงบทสรุปแบบไหน
แต่ฉันก็มั่นใจ”
การเสื่อมถอยทุกๆ รอบของยูจงฮยอคปัดผ่านความคิดของผม ทุกๆ
สิ่งที่เขาได้รับ และทุกๆ สิ่งที่เขาสูญเสียไปในระหว่างนั้น…
“ฉันมั่นใจว่าสหายของนายก็ผ่านสิ่งเดียวกันมาด้วย”
…และนอกนั้น มันยังมีเพียงแผ่นหลังอันเดียวดายของเขาเมื่อเขาไป
ถึงหน้าสุดท้ายเพียงลำพัง
“อย่างไรก็ตาม…”
ผมมีสิทธิѻที่จะพูดแบบนี้เหรอ?
ผมไม่อาจบอกได้
“นายดูไม่มีความสุขเลยในช่วงเวลาสุดท้าย”
แม้กระทั่งตอนนี้ ฉากที่ผมไม่ต้องการจะอ่านก็ยังถูกทิ้งไว้ในใจของผม
「สุดท้าย ยูจงฮยอคที่สูญเสียทุกอย่างไปก็กำลังมองไปยังหมอก คำ
ตอบอันว่างเปล่าที่เขาเฝ้าค้นหากำลังรออยู่หลังหมอกนั้น」
ใบหน้าของนักเขียนลับที่เหมือนกันกับคำอธิบายจากฉากนั้นกำลัง
มองมาที่ผมอยู่
[[อ่า]]
“…ทำไมจู่ๆ นายถามฉันแบบนั้น?”
[[ข้าแค่สงสัย เจ้าเป็นคนเดียวที่ได้เห็น ‘สิ่งนั้น’ ตั้งแต่ต้นจนจบ]]
ผมไม่อาจพูดอะไรกลับไปหาเขาได้
[[ข้าสงสัยเกี่ยวกับความหมายของชีวิตของข้าผ่านสายตาของคนอื่น
นอกจากข้าก็เท่านั้น]]
(จบตอน)
สิ่งที่นักเขียนลับกล่าวเป็นดั่งคำพูดอันว่างเปล่าที่มาจากคนที่สูญเสีย
ความหมายในชีวิตของตนไป
ผมพูดราวกับว่าจะต่อต้านต่อความว่างเปล่านั้น “…ชีวิตของนายได้
ช่วยชีวิตของใครบางคนเอาไว้”
สำหรับคนที่สูญเสียไปมากมายขนาดนั้น ความจริงที่ว่าเขาได้ช่วยเด็ก
ชายคนหนึ่งที่เขาไม่รู้จักชื่อด้วยซํ้าอาจจะไม่มีอะไรมากไปกว่าการ
ปลอบใจ เด็กชายคนนั้นเป็นคนที่ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเลย เด็กคนนั้น
ไม่ใช่สหายของครอบครัวของเขาด้วยซํ้า
ผมพยายามจะอ้าปากอยู่หลายครั้ง แต่ผมก็ยังไม่อาจพูดอะไรออกไป
ได้
นักเขียนลับที่กำลังมองมาที่ผมยักไหล่และพูดขึ้นมา [[เมื่อข้าเห็นเจ้า
เป็นครั้งแรก ข้าก็เชื่อว่าข้าต้องพาเจ้ามาอยู่ภายใต้ปีกของข้าให้ได้]]
พาผมมาอยู่ใต้ปีกของเขา ด้วยเหตุผลบางอย่าง ผมนึกถึงครั้งแรกที่
ผมได้พบกับเขา
+
[ตัวเลือกผู้สนับสนุน]