มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT - ตอนที่ 453
ไม่นานหลังจากนั้น เฟอร์รารีกินี่ก็หยุดลง
พวกเรากลับมาถึงโซลแล้ว
*
ไม่นานหลังจากนั้น ผมก็มานั่งอยู่ตรงหน้าของเหล่าสหาย
เหล่าใบหน้าที่ผมคิดถึงมาก ใบหน้าที่ผมอยากจะเจอได้มารวมตัวกัน
อยู่ในที่เดียว บริษัทของคิมทกจาที่มีประสบการณ์ในสถานการณ์ร่วม
กันกับผม และผมยังได้เห็นแม่ของผมและเหล่าผู้พเนจรในห้องนั่งเล่น
ที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อย
ผมมองใบหน้าของสหายทุกคนและก้มหัวลงก่อนที่จะเปิดปากขึ้นมา
“ฉันขอโทษ”
“ขอโทษอะไร?”
“ทั้งหมดที่ฉันทำลงไป… ฉันขอโทษจริงๆ”
“ห-หืม… งั้นเหรอ”
…อะไรกัน? พวกเขาไม่โกรธผมเหรอ?
ผมไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ผมก็คิดว่านี่คงจะดีแล้ว ผมมีหลายสิ่งที่
ต้องอธิบายอยู่
“ฉันอยากจะอธิบายหลายๆ สิ่งให้ฟัง เริ่มต้นจาก…”
“ก่อนอื่นเลย บอกพวกเรามาก่อนว่าเด็กนี่เป็นใคร”
กงพิลดูยิงคำถามออกมาก่อน ผมมองตามสายตาของเขาไปและเห็น
นักเขียนลับ
[ปัจจุบัน เรื่องราวของบุคคลนี้ไม่มั่นคง]
เมื่อเห็นว่าเขายังไม่ได้สติกลับมา มันก็ดูเหมือนว่าปัญหาที่ร้ายแรงจะ
เกิดขึ้นหลังจากเขาใช้ความเป็นไปได้จำนวนมากเกินไป ซึ่ง
หมายความว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะอธิบายสถานการณ์ด้วยตัวเอง
ในขณะเดียวกัน ความโกรธก็เต็มอยู่ในดวงตาของกงพิลดูเมื่อผมยัง
ไม่ตอบกลับไป “นายบอกว่านายจะกำจัดสถานการณ์ทิ้งซะ ฉันจึง
ปกป้องโซลไว้แทนนาย แต่นายกลับกล้าปรากฏตัวพร้อมกับลูกของ
นายแทนงั้นเหรอ?!”
เสียงของเขาแฝงไว้ซึ่งความเศร้าของคนเป็นพ่อ
“ฉันคิดว่านายเข้าใจอะไรผิดไปหน่อยนะ แต่…”
“ลูกของใครกัน?” กงพิลดูเหลือบมองยูซานอาด้วยดวงตาที่มีความ
เกรงกลัวอยู่บ้าง “…หรือว่า?” เขาพบรอยยิ้มของเธอและส่ายหัว “…
ใช่แล้ว ไม่มีทาง ถ้างั้นก็คงจะเป็นเธอใช่ไหม?”
“นายอยากตายเหรอ?!”
ฮันซูยองถลึงตาใส่ ทำให้เขาสะดุ้งอย่างแรง
ผมไม่พลาดโอกาสนี้และรีบพูดขึ้นมา “ขอโทษนะ อย่าคิดอะไรมาก
แบบนั้นน่า นอกจากนี้ เขายังดูเหมือนเด็กแรกเกิดตรงไหน??”
“ลูกของฮันมยอนโกยังโตขึ้นในพริบตาเหมือนกันหนิ?”
คำพูดเหล่านั้นทำให้ฮันมยอนโกหน้าซีดไป “เด็กคนนั้นทำให้ฉันรู้สึก
อึดอัดขึ้นมาเลย”
“แล้วก็ยังใบหน้าของเด็กนี่อีก มันเหมือนกันกับไอ้หมอนั่นต่างหาก”
กงพิลดูเบนสายตาไปยังมุมห้อง
ณ ที่ตรงนั้นมียูจงฮยอคกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่ และสายตาของเขาก็
กำลังจ้องมาทางนี้ ทั่วทั้งร่างของเขาถูกพันไว้ด้วยผ้าพันแผล ดวงตา
อันน่ากลัวของเขากำลังมองมาที่ผม
– คิมทกจา นี่มันหมายความว่ายังไง?
ผมทำได้เพียงแค่ถอนหายใจออกมา “มันเป็นธรรมดาที่เขาจะหน้าตา
เหมือนกับหมอนั่น เพราะเด็กคนนี้ก็คือไอ้หมอนั่นแหละ”
ทั้งห้องเงียบลงในทันใด กงพิลดูกำลังมองมาที่ผม ดวงตาของเขา
กำลังถามผมว่าผมกำลังพูดบ้าอะไรอยู่
ดูเหมือนว่าเรื่องเล่าของผมจะต้องยาวขึ้นอีกหน่อยจากที่วางแผนไว้
“มันมียูจงฮยอคอยู่หลายคนในโลกนี้… ฉันคิดว่าฉันควรเริ่มอธิบาย
จากตรงนี้”
*
ผมเริ่มอธิบายเรื่องราวนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามระหว่างกลุ่มดาวและ
ปีศาจไป
ตั้งแต่เมื่อผมอัญเชิญเทพเจ้าภายนอกที่ทำลายโลกปีศาจเพื่อไปหยุด
มังกรแห่งวันสิ้นโลก (กงพิลดู: นายบ้าไปแล้วเหรอ?)
และจากนั้นก็ได้เผชิญหน้ากับนักเขียนลับ และเขาก็ลักพาตัวผมไป
(ลีซอลฮวา: โอ้พระเจ้า)
จากนั้นก็พบว่านักเขียนลับไม่ใช่ใครอื่นนอกจากยูจงฮยอคที่ใช้ชีวิต
ผ่านการเสื่อมถอยกว่า 1863 รอบมา (จางฮายัง: “…นายพูดบ้าอะไร
เนี่ย?”)
ทำสัญญากับเขา (ชินยูซอง: “หนูว่าแล้วว่าเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้น”)
เข้าสู่มหาเรื่องราวบันทึกการเดินทางสู่ตะวันตกโดยไม่บอกกล่าวกับ
สหาย (ลีจีฮเย: “ลุง ลุงแสดงไม่เก่งเอาซะเลย”)
การต่อสู้ระหว่างยูจงฮยอคสองคน คนหนึ่งจากรอบที่ 1863 และอีก
คนจากรอบที่ 999 (จางฮีวอน: “มันมียูจงฮยอคอยู่กี่คนกัน??”)
ยูจงฮยอคแห่งเส้นโลกนี้ที่คิดว่าเขาอยู่ในรอบที่สามตระหนักได้ว่า
จริงๆ แล้วมันคือรอบที่ 1864 (ฮันมยอนโก: “หรือว่าตัวนายเองก็ไม่
สามารถอธิบายได้และสรุปมันขึ้นมาเอง??”)
เคลียร์บันทึกการเดินทางสู่ตะวันตกไปได้แบบฉิวเฉียดด้วยความช่วย
เหลือของสหาย แต่จากนั้นก็ถูกลักพาตัวไปโดยนักเขียนลับอีกครั้ง (ยู
ซานอา ถอนหายใจออกมาโดยไม่พูดอะไร)
และสุดท้ายก็เผชิญหน้ากับอูรีเอลแห่งรอบที่ 999 ซึ่งได้กลายเป็น
เทพเจ้าภายนอก
เมื่อผมพูดมาจนถึงตอนนี้ แม้แต่ผมก็เริ่มสงสัยว่าผมพูดอะไรออกไป
บ้าง ผมเงยหน้าขึ้นและเห็นสหายทุกคนมีสีหน้าคล้ายๆ กันอยู่
คนแรกที่ตอบสนองคือฮันมยอนโก “หืม หืม แบบนี้นี่เอง ฉันคิดว่าฉัน
เข้าใจทุกอย่างแล้วนะ”
…แต่ นั่นจะเป็นไปได้เหรอ?
ทุกๆ คนกำลังมองไปที่เขา ดังนั้นฮันมยอนโกจึงเสริมเข้าไปอีก “ดู
เหมือนว่านายจะสนุกไปกับการตายหรือถูกลักพาตัวจริงๆ นะ”
“…โทษทีนะ ฉันคิดว่ามันไม่ใช่แค่ฉันหรอกที่ไม่เข้าใจ? ลุงกำลังพูด
บ้าอะไรกัน? มันมีมาสเตอร์อยู่สามคนงั้นเหรอ? และเกิดอะไรขึ้นกับ
รอบที่ 1864 และ…?”
บางทีมันอาจจะเป็นธรรมดาที่พวกเขาจะไม่เข้าใจ
ตั้งแต่ต้น ความจริงที่รอบที่ 1863 ได้แบ่งออกเป็นสองคนก็ซับซ้อน
พออยู่แล้ว
ยูจงฮยอคที่ใช้ชีวิตผ่านรอบที่ 1863 ในเวอร์ชั่นต้นฉบับได้กลายเป็น
นักเขียนลับ ในขณะที่ยูจงฮยอคที่ใช้ชีวิตผ่านรอบที่ 1863 ในเวอร์ชั่น
แก้ไขได้กลายเป็นหมอนี่ที่พวกเรารู้จัก
เนื่องจากผมอ่านหนทางเอาชีวิตรอดมา ผมจึงเข้าใจมันได้ดี แต่มัน
เป็นธรรมดาที่สหายของผมจะพบว่ามันยากที่จะเข้าใจ
จางฮีวอนนวดขมับของเธอและถามผม “โอเค งั้นนายกำลังจะพูด
อะไร? ยูจงฮยอคของพวกเราคือรอบที่ 3 หรือ 1864?”
สิ่งนั้นทำให้ยูจงฮยอคที่นั่งอยู่ ณ มุมห้องตอบมาสั้นๆ “ฉันไม่รู้”
“เอ๋?”
“ฉันจำไม่ได้”
ผมเปิดใช้งานลิสต์ตัวละครและยืนยันข้อมูลของยูจงฮยอค
+
[ลิสต์สรุปตัวละคร]
ตัวละคร: ยูจงฮยอค
แอตทริบิวต์พิเศษ: ผู้เสื่อมถอย รอบที่ 3 (เทวะ)…
+
น่าแปลก แอตทริบิวต์ของเขากลับไปเป็นรอบที่สามแล้ว
“ความทรงจำของฉันย้อนกลับไปยังช่วงที่ฉันยืมเรื่องราวของคิมทก
จา มันคล้ายคลึงกับการที่เฝ้ามองเรื่องราวของคนอื่นเลย”
…ผมไม่รู้ว่ามันเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง
ยูจงฮยอคพูดต่อ “นี่คือสิ่งที่ฉันคิด เดิมทีนี่คือรอบที่สาม และฉันก็คือ
ยูจงฮยอคแห่งรอบที่สาม ยกเว้นแต่ว่าในช่วงเวลาหนึ่งของเส้นโลกนี้
ความทรงจำจากเมื่อฉันกำลังอยู่ในรอบที่ 1864 ได้เข้าสิงฉัน
ชั่วคราว”
ลีซอลฮวาที่กำลังฟังอยู่พูดขึ้นมา “…แต่ นั่นก็ไม่สมเหตุสมผลเลย
นายกำลังบอกว่ารอบที่ 3 ถูกแทรกแซงโดยรอบที่ 1863 และในทาง
กลับกัน รอบที่ 1863 ก็ถูกแทรกแซงโดยรอบที่ 3… นั่นไม่สมเหตุสม
ผลเอาซะเลย”
“สมเหตุสมผล ไม่” ในที่สุด ฮันซูยองก็ก้าวออกมาด้วย “มันเป็นไป
ได้ในทางตัวอักษรเท่านั้น ฉันหมายถึง มันจะเป็นไปได้ก็เพราะโลกใบ
นี้เคยเป็นนิยายมาก่อน”
จากนั้นเธอก็เบนสายตาไปหานักเขียนลับที่ถูกล้อมรอบไว้โดยทรง
กลมโปร่งแสง “มันก็เหมือนกับวงกลมสี่เหลี่ยมนั่นแหละ”
ลีซอลฮวาเอียงศีรษะและถาม “แต่ของแบบนั้นมันไม่มีอยู่จริงหนิ?”
“พูดให้ถูกกว่าคือเธอไม่สามารถจินตนาการถึงมันได้ อย่างไรก็ตาม
ตามตัวอักษร ตามข้อความ พวกมันกลับมีตัวตนอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นใน
ตอนนี้ก็เหมือนกันนั่นแหละ สำหรับพวกเรา มันอาจจะมีความขัดแย้ง
ด้านเวลา แต่ในฐานะตัวหนังสือบนหน้านิยาย มันกลับเป็นไปได้ มัน
ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเข้าใจได้ ดังนั้นแค่ยอมรับและลอบคิดว่าพวกเราติด
อยู่ในนิยายเส็งเคร็ง และเนื่องจากนิยายมันเส็งเคร็ง นี่จึงเป็นผลลัพธ์
ของมัน”
ผมอยากจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อคัดค้าน แต่เนื่องจากเธอพูดความ
จริง ผมจึงไม่อาจพูดอะไรออกไปได้
“ถ้าฉันเป็นคนเขียนนิยายเรื่องนี้ ฉันคงจะหยุดการบิดเบือนเส้นโลก
ไปแล้ว คนอ่านคงจะไม่ชอบเรื่องราวที่ซับซ้อนแบบนี้ใช่ไหมล่ะ?
แม้แต่กลุ่มดาวก็อาจจะไม่รู้ด้วยซํ้าว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
[กลุ่มดาว ‘มังกรอเวจีเปลวเพลิงทมิฬ‘ กล่าวว่าอวตารของเขาฉลาด
จริงๆ]
“โลกที่มีความเป็นไปได้อันบิดเบี้ยวจะพังทลายลงเอง ฉันรู้จักหลาย
เรื่องราวที่จบลงแบบนั้น”
ฮันซูยองคือนักเขียน ดังนั้นเธอจึงสามารถพูดแบบนี้ออกมาได้ เธอ
อาจจะละทิ้งโลกเช่นนี้ในอดีต และเธออาจจะเขียนมันขึ้นมาใหม่ในวัน
นี้ก็ได้
เมื่อผมคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ผมก็รู้สึกแปลกๆ
โลกที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้เขียนหนทางเอาชีวิตรอด tls123 ได้กลาย
เป็นความจริงขึ้นมา
– ถ้าอย่างนั้น บทสรุปแบบไหนที่นายอยากเห็นทกจา? บทสรุปที่เป็น
ตอนจบที่มีความสุขสำหรับตัวเอกงั้นเหรอ?
หรือว่าผู้เขียนจะไม่สามารถจบเรื่องราวของเขาได้และทิ้งมันไว้ให้
พวกเราแบบนั้น?
จางฮีวอนเกาแก้มและถาม “โอเค งั้นบทสรุปของเธอคืออะไร ฮันซู
ยอง?”
“พวกเราจะต่อสู้กับไอ้พวกบ้าที่พาพวกเราเข้ามายังโลกโง่ๆ นี่ ไม่ว่า
มันจะเป็นผู้เขียน เทพเจ้าภายนอก หรือโดเกบิก็ตาม”
“แบบนั้นตลอดเลยนะ”
“ไม่สำคัญว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นในต้นฉบับ พวกเราต้องได้เห็นบทสรุป
ของพวกเรา แต่พวกเราจะไม่ยอมติดอยู่ในสถานการณ์บ้าๆ นี่ไป
ตลอด”
เธอพูดถูก พูดถูกทุกอย่าง
ไม่ว่ามันจะเป็นราชาแห่งเทพเจ้าภายนอกหรือว่าสำนักงาน มันก็ไม่
สำคัญ
[ดวงดาวทุกๆ ดวงในเนบิวลา ‘บริษัทของคิมทกจา’ เปล่งแสงออก
มา]
ไม่ว่าศัตรูของพวกเราจะเป็นใคร พวกเราจะยังมีแค่ทางเลือกเดียว
เท่านั้น พวกเราจะสู้ ชนะ และไปถึงคำตอบในแบบของพวกเรา
“ทกจา?”
ก่อนที่ผมจะตระหนักได้ สหายของผมกำลังมองมาที่ผมแล้ว พวกเขา
ดูเหมือนจะรอให้ผมพูดอะไรบางอย่างออกมา
สีหน้าของพวกเขากำลังถามผมถึงสิ่งที่พวกเราจำเป็นจะต้องทำต่อ
และสิ่งที่พวกเราจำเป็นจะต้องเตรียมการ แน่นอน ผมก็กำลังคิดถึงสิ่ง
เหล่านั้นอยู่ด้วย
อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ง่ายเลยที่จะเค้นคำพูดแรกออกมา
บางทีมันอาจจะเป็นเพราะผมรู้สึกประหม่าเพราะรู้ว่าตอนจบอยู่ใกล้แค่
เอื้อมแล้ว มันคือความกลัว แม้ว่าพวกเราจะเดินทางกันมาไกลขนาดนี้
ด้วยความยากลำบาก หากผมตัดสินใจอะไรผิดพลาดไปสักหน่อย
ทุกๆ อย่างก็อาจจะพังลงมาได้ ดังนั้นมันจึงเป็นภาระเมื่อผมต้องเดิน
ไปบนเส้นทางที่ไม่ได้เห็นในนิยายต้นฉบับ
ริมฝีปากของผมขยับขึ้นลงอยู่หลายครั้ง และในที่สุด ผมก็เปล่งคำพูด
ออกมา “งั้น…”
“วันนี้พอแค่นี้ก่อนละกัน” ยูซานอาก้าวออกมาหยุดผมไว้ “ไปพักกัน
ก่อนเถอะ ค่อยมาต่อกันพรุ่งนี้ ทุกๆ คน พวกเราเพิ่งกลับมาจาก
สถานการณ์อันหนักหนาเองนะ”
*
ผมแทบไม่ได้นอนเลยและมัวแต่คิดแผนอยู่
ผมแทบจะอดใจไม่ไหวที่จะอ่านหนทางเอาชีวิตรอดเวอร์ชั่นแก้ไขครั้ง
สุดท้าย แต่ในท้ายที่สุด ผมก็ไม่ทำ ผมไม่มั่นใจว่าทำไม ผมก็มีลาง
สังหรณ์นี้อีกครั้ง
ความรู้สึกแบบนั้นเมื่อผมอ่านนิยาย ผมไม่สามารถหลบหนีไปจากโซ่
ตรวนของมันได้
“….”
ผมผล็อยหลับไปลึกจนผมจำไม่ได้ด้วยซํ้าว่าตัวเองหลับไปเมื่อไหร่
ความทรงจำสุดท้ายคือความพร่ามัว ผมอาจจะหลับไปในขณะที่อ่าน
หนังสือ และผมก็คิดว่าผมได้ดื่มชาอุ่นที่ลีกิลยังเอามาให้ ถ้าอย่างนั้น
มันก็เป็นการหลับที่แสนสบายเลยทีเดียว
และผมก็คิดว่าผมฝันดีด้วย
ความฝันเกี่ยวกับการที่ผมได้คุยกับยูซานอา ในโลกที่สถานการณ์
ทั้งหมดจบลงแล้ว สหายของผมกำลังวุ่นอยู่กับการพูดถึงชีวิตประจำ
วันของพวกเขา มันสงบสุขมากจริงๆ อันที่จริง มันก็ไม่ได้รู้สึกสงบสุ
ขจริงๆ สำหรับผม และเมื่อผมเห็นชินยูซองและลีกิลยังที่กำลังยิ้ม
อย่างสดใส ผมก็ตระหนักได้ถึงความจริงอย่างลึกลับ
「นี่คือความฝัน」
ผมกัดริมฝีปากตัวเองแรงๆ และราวกับว่าแผ่นดินไหวได้อุบัติขึ้น ภาพ
ฝันของผมพังทลายลง และผมก็ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ และพยายามลุก
ขึ้นนั่ง
…อะไรกัน?
ร่างกายของผมไม่ฟังคำสั่ง
นอกจากนี้ แผ่นดินไหวที่ผมรู้สึกภายในความฝันก็ยังดำเนินต่อไปด้วย
ผมฝืนลืมตาขึ้นมา และบริเวณโดยรอบก็เผยตัวออกมาภายใต้ความ
มืดจางๆ สิ่งที่เข้ามาทักทายผมคือสัมผัสของผ้าที่พันรอบหลังและหัว
ของผมไว้
“เฮ้ คิมทกจาพยายามที่จะตื่นขึ้นมา”
“ทำให้เขาหลับไปอีก”
ผมรู้สึกว่ามีใครบางคนกระแทกหัวของผม และสติของผมก็ดับลงไป
อีกครั้ง และราวกับว่าผมเป็นลมไป ผมได้ยินเสียงอันซุกซนกำลังพูด
กับผม
“นี่คือการกบฏ ของคนงาน ไอ้งัง” และเมื่อผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง.
ผมก็อยู่บนไหล่เขาที่ไม่คุ้นเคยซะแล้ว
ผมเริ่มคิดว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ยังไง
หนึ่ง ผมถูกมัดไว้แน่น
สอง ผมถูกโยนมายังไหล่ภูเขาที่ไม่คุ้นเคย
ไม่ว่าผมจะวิเคราะห์มันหนักแค่ไหน ผลสุดท้ายก็กลับมาที่การลักพา
ตัว แต่ใครจะกล้าแทรกซึมเข้ามายังบริษัทของคิมทกจาและลักพาตัว
ผมกัน? ซึ่งนั่นก็หมายความว่า…
“….”
“…ทกจา…?”
เสียงเบาๆ ดังออกมาจากที่ไหนสักแห่ง
ผมส่งเสียงฮึดฮัดออกมาและดิ้นรนให้เป็นอิสระ และจากนั้นก็เซไปหา
ที่มาของเสียง ผมเดินผ่านพุ่มไม้ และอีกราวๆ 30 วินาทีให้หลังก็วิ่งไป
ยังจุดตั้งแคมป์ที่ค่อนข้างกว้าง ซึ่งมีสหายของผมอยู่
“อ่า งั้นเขาก็มาด้วยความตั้งใจของตัวเอง” ฮันซูยองขำและโบกมือ
ของเธอมาทางผม “นายกำลังมองอะไร? ไม่ใช่ว่านายก็เคยเห็นมา