มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT - ตอนที่ 454
ก่อนเหรอ?”
“เดีѺยว นี่…”
“ลมโชยดีจัง ทกจา ทำไมนายไม่นานอนตรงนี้?”
จางฮีวอนนอนแผ่อยู่บนพื้นและเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าข้างๆ ฮันซูยอง
เธอขยับแขนราวกับว่าพวกมันเป็นปีกของเธอ ส่งผลให้ใบหญ้าสีเขียว
ล้มลงและลุกขึ้นมาอีกครั้ง
จากนั้นฮันซูยองก็เริ่มพึมพำด้วยนํ้าเสียงที่น่าเคารพ “หญ้าล้มลง เร็ว
ยิ่งกว่าสายลม มันล้มลง”
“โอ้”
“จางฮีวอนล้มลง เร็วยิ่งกว่าสายลม เธอล้มลง และก่อนที่พายุจะมาถึง
เธอลุกขึ้นก่อน”
“ไม่เลว?”
ในขณะที่มองไปยังการแข่งขันบทกวีอย่างฉับพลันนี้ รวมถึงจางฮีวอน
ที่เข้ามาร่วมวงด้วย ผมก็ถามพวกเธอด้วยนํ้าเสียงงุนงง
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย…?”
“นี่คือการปฏิวัติของคนงาน ไอ้งั่ง”
“โอเค นายเคยพูดพรํ่าถึงเรื่องพวกนี้อยู่หนิ แต่…”
“อ่า ฉันแค่อยากจะพักเฉยๆ ฉันจำเป็นต้องสะกดให้นายฟังไหม??”
ผมขมวดคิ้วหลังจากเธอตวาดใส่ผม
พัก?
“รู้ไหมว่ากำลังพูดอะไรอยู่? รู้ไหมว่าพวกเราอยู่ในยุคไหนกัน?”
“งั้นมันยุคอะไรล่ะ?”
ผมไม่แน่ใจว่าจะพูดอะไรเมื่อเธอตอบกลับมาแบบนั้น ยุคไหนที่เธอ
หมายถึงมันคืออะไรกัน?
[ปัจจุบัน เนบิวลาบริษัทของคิมทกจาครอบครองคุณสมบัติในการเข้า
สู่สถานการณ์สุดท้าย]
[เวลาที่เหลืออยู่ในการเข้าสู่สถานการณ์: 28 วัน 12 ชั่วโมง 15 นาที
และ 7 วินาที]
ผมตอบกลับอย่างใจเย็นเพื่อทำให้มั่นใจว่าผมจะไม่ถูกดูดเข้าไปใน
จังหวะของเธอ “พวกเราไม่มีเวลาแล้ว สถานการณ์สุดท้ายใกล้เข้ามา
แล้ว”
“และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาต้องพักหายใจกันหน่อย ถ้าไม่ เมื่อไหร่
กันที่พวกเราจะสามารถทำแบบนี้ได้ล่ะ?” ฮันซูยองกล่าว ในขณะที่
ถอนหายใจออกมาดังๆ “ดูนายสิ ฝังตัวอยู่กับสมาร์ทโฟนทั้งวันเลยใช่
ไหม? นายยังอยากทำงานอีกแม้ว่าจะเข้ามายังที่แบบนี้แล้วงั้นเห
รอ?”
หลังจากได้ยินคำถามของเธอ ผมก็เริ่มมองไปรอบๆ เป็นครั้งแรก
อันที่จริง พวกเราอยู่ในป่าเขียวชอุ่ม ผมไม่มั่นใจว่ามันเป็นที่ไหน…
อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นภูเขาที่งดงามจริงๆ ใช่ แสงแดดไม่แรงเกินไป
ในขณะที่สายลมโชยก็ทำให้รู้สึกเย็นที่ผิวหนัง มันเป็นอากาศที่
สมบูรณ์แบบสำหรับการตั้งแคมป์
ผมลังเลอยู่บ้างก่อนที่จะพูดขึ้นมา “อืม ฉันไม่ได้บอกว่าพวกเราไม่
ควรพัก แต่… เอ่อ มันก็ดีที่ได้พัก แต่สิ่งที่ฉันจะพูดก็คือพวกเราควรทำ
สิ่งที่ต้องทำก่อน ตอนนี้พวกเรา…”
“โถ่เอ้ย ทกจา นายนี่มันดื้อจริงๆ ตัวแทนบริษัททุกๆ คนเป็นอย่างนาย
ไหมเนี่ย?” จางฮีวอนกล่าวในขณะที่แตะคางของผมเบาๆ “คุณ
ตัวแทน? เมื่อนายพัก นายก็ควรจะพักจริงๆ”
จิตใจของผมเริ่มซับซ้อน
ฮันซูยองมองมาที่ผมเมื่อผมไม่ได้พูดอะไรออกมา และพูดกับผมด้วย
โทนเสียงบูดบึ้ง “แน่ล่ะสิ นายก็แบบนี้ตลอด มันไม่ควรพักพร้อมกัน
ใช่ไหม มันควรมีสักคนที่อยู่ในสถานการณ์ ดังนั้นทำไมนายไม่ไปก่อน
ล่ะ?”
“อะไร?”
“ฉันกำลังบอกว่า ทำไมนายไม่ทำสถานการณ์ที่นายรักนักรักหนา
ล่ะ?”
หลังจากได้ฟังเธอ สายตาของผมก็เบนขึ้นไปในอากาศอย่างฉับพลัน
และเห็นหน้าต่างสถานการณ์ลอยอยู่บนนั้น
[สถานการณ์ย่อย ‘วันหยุดของคนงาน’ ถูกสร้างขึ้น]
ผมไม่เคยได้ยินว่ามีสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน ดังนั้นผมจึงรีบเปิด
หน้าต่างสถานการณ์ขึ้นมา
+
[สถานการณ์ย่อย – วันหยุดของคนงาน]
ประเภท: ย่อย
ความยาก: ???
เงื่อนไขการเคลียร์: คุณคือตัวแทนแห่งเนบิวลา ‘บริษัทของคิมทกจา’
เนื่องจากความเห็นแก่ได้และความใจจืดใจดำของคุณ พนักงาน
บริษัทของคิมทกจาจึงอยู่ในสภาวะเหนื่อยล้ามาก พวกเขาไม่พอใจใน
ตัวคุณมาก และนัดหยุดงาน ในฐานะหัวหน้า คุณต้องฟังคำบ่นและ
ปลอบใจพวกเขา เมื่อพิจารณาถึงทักษะการสื่อสารอันอ่อนด้อยของ
คุณ เป้าหมายของการแก้ไขข้อร้องเรียนจะถูกตั้งไว้ที่ 5 คน
จำกัดเวลา: 12 ชั่วโมง
รางวัล: ความไว้ใจจากพนักงานของบริษัทของคิมทกจา
ความล้มเหลว: ความตาย (?)
+
ความตาย?! อะไรกันเนี่ย สถานการณ์แบบนี้มันอะไรกัน…?
ผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า และบียูก็เปล่งเสียง ‘ป๊า’ ออกมาจากตรง
นั้น
ฮันซูยองงึมงำตรงมาที่ผม “พ่อคนจริงจัง คนๆ นี้จำเป็นต้องบอกผ่าน
สถานการณ์ถึงจะเข้าใจมันได้”
*
ในขณะที่กำลังรู้สึกกระวนกระวาย ผมก็มองไปรอบๆ ตัว
สหายของผมดูเหมือนจะสนุกกันอยู่ ฮันซูยองกำลังวุ่นอยู่กับการล้อ
เลียนบทกวี ในขณะที่จางฮีวอนหลับไปท่ามกลางหมู่หญ้า ลีกิลยัง
และชินยูซองกำลังเอาหัวชนกันและคำรามเข้าใส่กัน
“เฮ้ ชินยูซอง มาพนันกันเถอะ วันนี้ใครจะหาข้าวเย็นได้ใหญ่กว่ากัน”
“พวกเราจะเดิมพันกันด้วยอะไร?”
“ผู้แพ้ต้องทำตามคำสั่งของผู้ชนะหนึ่งอย่าง โอเคไหม?”
“ดีล!”
เด็กๆ วิ่งไปในป่า และยูซานอาก็ตะโกนไล่หลังพวกเขาไป “ระวังตัว
ด้วยนะ”
มันมีหุบเขาเล็กๆ ที่มีลำธารอยู่ใกล้ๆ กับแคมป์ของพวกเรา กงพิลดูนั่ง
อยู่บนเก้าอี้ตกปลาที่เขาเอามาด้วย และในขณะที่มองไปยังเหยื่อล่อ
ของเขาในนํ้า เขาก็หาวออกมาด้วยความผ่อนคลาย ฮันมยอนโกกำลัง
นั่งอยู่ข้างๆ เขาและพึมพำไปเรื่อยๆ
“ถ้าพวกเราได้ออกทะเลล่ะก็ ฉันคงจับปลากะพงแดงตัวเท่านี้ได้…”
ผมได้ยินเสียงนํ้าไหลอันสดชื่นในหุบเขารวมทั้งเสียงนกเอื้อนเอ่ย มัน
รู้สึกราวกับว่าท่วงทำนองของขุนเขากำลังขับกล่อมผมอย่างช้าๆ
มันราวกับว่าผมยังฝันอยู่
นี่คือความรู้สึกที่ทำให้ผมไม่สบายใจเอาซะเลย มันเหมือนกับการสวม
เสื้อเปียกๆ มันโอเคเหรอที่จะเป็นแบบนี้? มันโอเคเหรอที่จะสัมผัสกับ
ประสบการณ์แบบนี้?
ผมมองหายูจงฮยอค
อันที่จริง พวกเราไม่ควรอยู่แบบนี้ ถ้ามันเป็นเขา เขาก็น่าจะเห็นด้วย
กันผม เขาต้องยืนอยู่ที่ไหนสักแห่งและจ้องมองมายังกลุ่มด้วยสายตา
อันน่าหวาดกลัวของเขา เขาจะเริ่มสั่งสอนทุกคนโดยเริ่มต้นจาก “ไอ้
พวกโง่…!”
ผมมองเห็นเขาอย่างรวดเร็ว
ผมกำลังจะเงยหน้าขึ้นและเรียกเขา แต่จากนั้นก็หยุดลงหลักจาก
ตระหนักได้ว่ามีบางสิ่งแปลกไปด้วย
ฉึก
เขากำลังทำอาหารอยู่ตรงนั้น เขายืนอยู่ตรงหน้าตะแกรงใหญ่ มือของ
เขากำลังขยับไปรอบๆ เพื่อย่างเนื้อ ส่วนผักก็กำลังถูกปรุงอยู่ในกระทะ
วิถีดาบทลายนภาที่สามารถทำลายสรวงสวรรค์ได้กำลังถูกใช้เพื่อหั่น
ผักและเนื้อ
ผมกระทั่งลืมเรียกเขาและจ้องมองไปยังภาพนั้นด้วยความงุนงง
…มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกัน?
อึดใจต่อมา ดวงตาของเขาก็เบนมายังทิศทางของผม จากนั้นเขาก็
ถ่ายทอดคำพูดของเขาด้วยดวงตาอันน่ากลัวที่เป็นเครื่องหมายการค้า
นั่น ผมไม่จำเป็นต้องใช้มุมมองนักอ่านพระเจ้าก็สามารถบอกได้ว่า
ดวงตาคู่นั้นกำลังพูดอะไรอยู่ – มันน่าจะเป็น…
「นายจะดูไปทั้งวันก็ได้ แต่นายจะไม่ได้กินอะไรเลย」
…ดวงตาคู่นั้นคงกำลังพูดแบบนั้นอยู่
ข้างกายของเขามียูมียะและลีจีฮเยอยู่ ดวงตาของพวกเธอเต็มไปด้วย
ความสนใจและความคาดหมาย
“ตอนนี้ล่ะ”
ยูมียะอ้าปากขึ้น และยูจงฮยอคก็ขยับตะเกียบของเขาด้วยสีหน้าไร้
อารมณ์ เขาเป็นเหมือนกับแม่นกที่คีบชิ้นเนื้อไปวางในปากของเธอ
เธอฉีกยิ้มออกมา
“อร่อยมาก”
ลีจีฮเยยืนนิ่งอยู่ข้างๆ และอ้าปากด้วย เขามองไปเธอที่สักพัก ก่อนที่
จะวางเนื้ออีกชิ้นลงไปในปากของยูมียะ จากนั้นก็อีกครั้ง และอีกครั้ง
และในที่สุดลีจีฮเยก็ปิดปากของเธอ
“มาสเตอร์ไร้หัวใจที่สุด”
เมื่อไม่สามารถทนต่อไปได้ เธอจึงจับตะเกียบเอง อย่างไรก็ตาม
กระทะของเขาก็ขยับหลบมือของเธอไป เธอเริ่มนํ้าตาไหลออกมา
ก่อนที่จะพยายามชิงมันมา
“โอ้ เธออยากได้มันเหรอ??”
ผมไม่อาจบอกได้จริงๆ ว่าผมอยู่ภายในโลกแห่งหนทางเอาชีวิตรอด
ผู้เสื่อมถอยยูจงฮยอคอันแสนหล่อเหลาและเย็นชาไม่ควรจะทำแบบนี้
ในโลกนี้
เขาหลบตะเกียบของลีจีฮเยต่อและป้อนน้องสาวของเขาโดยคิ้วไม่
กระตุกเลย อย่างไรก็ตาม มันก็มีบางสิ่งที่ผมสามารถรวบรวมได้จากสิ่ง
นั้น
และผมก็ตระหนักได้ เขาจริงจังกับการอยู่ที่นี่จริงๆ
「แม้ว่าพวกเราจะอยู่ในช่วงเวลาแบบนี้ แต่ทำไมยูจงฮยอคถึงปล่อย
ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น?」
ผมไม่ใช่แค่ตัวแทนของบริษัทของคิมทกจาเพียงคนเดียว ยูจงฮยอ
คนั้นเป็นคนที่ดื้อรั้นยิ่งกว่าผมซะอีก และนอกจากนั้น เขายังมี
ประสบการณ์ในการทำงานเป็นกลุ่มมากกว่าเยอะ
แต่คนแบบนั้นกลับยินดีที่จะเข้าร่วมในการแคมป์ปิ้งแบบนี้
「นาย บอก ไม่ได้ จริงๆ เหรอ คิม ทก จา?」
พร้อมกับเสียงของกำแพงที่สี่ ประโยคหลายๆ ประโยคก็ปรากฏขึ้น
ตรงหน้าของผม
「ผู้เขียน ไปชายหาดในการเสื่อมถอยรอบนี้เป็นไง?」
นั่นคือคอมเมนต์ของผมเมื่อนานมาแล้ว
แม้ว่าผมจะจำหนทางเอาชีวิตรอดได้เป็นจำนวนมาก แต่ผมก็ลืมเกี่ยว
กับคอมเมนต์ทั้งหมดของผม ในตอนนี้ที่ผมมาคิดถึงมัน มันก็มีหนึ่ง
เหตุการณ์ที่ยูจงฮยอคไม่เคยผ่านในช่วงการเสื่อมถอยซํ้าๆ ของเขา
「”วันนี้ พวกเราจะพักกัน“」
นั่นคือการพัก
มันเกิดขึ้นในหนทางเอาชีวิตรอดเวอร์ชั่นต้นฉบับ แต่ไม่ได้เกิดขึ้นใน
โลกนี้เลย
ทุกๆ ครั้งที่พวกเขากำลังจะเผชิญหน้ากับอุปสรรคที่สำคัญอีกอัน เขา
จะพาสหายของเขาไปเที่ยวยังดวงเคราะห์อื่นๆ แน่นอน เขาใช้ข้ออ้าง
ในการหาไอเท็มที่จำเป็นสำหรับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่เขา
ก็ไม่ได้บังคับให้ทั้งกลุ่มต้องทำแบบเดียวกันกับเขา
「”มาสเตอร์ มาสนุกกับพวกเราหน่อย“」
「”เฮ้ ลีจีฮเย ฮ่าฮ่าฮ่า ดูหน้าท้องของฉันสิ แม้แต่มังกรเพลิงทมิฬ
ของฉันยัง…“」
「”วันนี้พวกเราจะได้กินอาหารฝีมือจงฮยอคใช่ไหม?”」
แม้แต่ยูจงฮยอคยังทำแบบนั้น แล้วผมล่ะ?
「…พวกเราต้องเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ต่อไป」
พวกเราเร่งรีบอยู่เสมอราวกับว่าพวกเราถูกกดดัน พวกเราไม่เคยได้
ลอยชายเลย และในขณะที่พวกเรามาถึงครึ่งหลังของสถานการณ์
สถานการณ์แบบนี้ก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น เป้าหมายของพวกเราอยู่ตรงหน้า
ของพวกเรา ‘เสมอ’ ผมทำราวกับว่าสถานการณ์จะพังลงถ้าพวกเรา
ไม่จดจ่ออยู่กับมัน ในตอนนี้ที่ผมเริ่มมาคิดเกี่ยวกับมัน สถานการณ์มัน
ก็คงจะอยู่แบบนั้นแม้ว่าพวกเราจะไม่รีบร้อนและไม่ไปทำอะไรกับพวก
มัน
“ฮ-เฮ้ ลีกิลยัง!! พวกเราตกลงกันแล้วหนิว่าจะไม่ใช้สกิล?!”
“ฉันพูดตอนไหน?! พยายามเข้านะ!”
ผมได้ยินเสียงของเด็กๆ ในขณะที่พวกเขากลับมาพร้อมกับเหยื่อที่ถูก
ล่า
หลังจากนั้นผมก็ได้ยินเสียงของฮันซูยองดังก้องไปทั่วหุบเขา “เอา
ล่ะ กิจกรรมล่าสมบัติจะเริ่มขึ้นแล้ว! รางวัลคือสตาร์รีลิคจากมังกร
เพลิงทมิฬ!”
“ว้าว จริงเหรอ? จากมังกรเพลิงทมิฬนั่น?”
“ฉันซ่อนมันไว้สักที่ในหุบเขา ดังนั้นคนแรกที่เจอมันจะเป็นผู้ชนะ! อ่า
ใช่แล้ว ห้ามใช้สกิลอะไรนะ เข้าใจไหม? นอกจากนี้ ยังมีอีกรางวัลอยู่
ด้วย ดังนั้น…”
“สตาร์รีลิคนั้นเป็นของฉัน!”
ฮันมยอนโกรีบวางเบ็ดตกปลาของเขาและกระโจนไปข้างๆ ลำธาร แต่
อึดใจต่อมา จางฮีวอนก็คว้าหัวของเขาไว้และโยนเขาลงไปในนํ้า ใน
เวลาไม่นาน ลีจีฮเยและเด็กๆ ที่กลับมาจากการล่าสัตว์ต่างก็กระโจน
ลงไปในนํ้าด้วย
“โอ้ เดีѺยวก่อน พี่จีฮเย!! นั่นคือกองเรือผี! พี่คิดว่าฉันไม่สังเกตเห็นมัน
เพราะพวกมันเล็กจิѺวงั้นเหรอ??”
“ลีกิลยัง! นายกำลังฝึกสัตว์นํ้าอยู่เหรอ? นายมันขี้โกง!?”
“ทั้งคู่หมดสิทธิѻ!”
มันนานแค่ไหนแล้วนับตั้งแต่ที่สหายของผมทุกคนได้ยิ้มด้วยกันแบบ
นี้? บางทีนี่อาจจะเป็นครั้งแรกของพวกเราก็ได้ พวกเขาสามารถยิ้ม
ออกมาได้แม้ว่าสถานการณ์จะยังไม่สิ้นสุดลง พวกเขาสามารถคุยกัน
ได้อย่างมีความสุข และแบ่งปันเรื่องราวของตัวเองได้
「และในขณะที่มองไปยังภาพฉากนั้น คิมทกจาก็รู้สึกเปล่าเปลี่ยวขึ้น
มาด้วยเหตุผลบางอย่าง」
หรือว่าผมจะไม่เข้าใจอะไรสักอย่างเกี่ยวกับหนทางเอาชีวิตรอด – ไม่
เดีѺยวก่อน หรือเกี่ยวกับสหายของผม? บางทีอาจจะเพราะผมจมอยู่กับ
การต้องการเห็นบทสรุป ผมถึงพลาดหลายๆ สิ่งไปเพื่อไปถึงบทสรุป
ที่แท้จริง?
[ปัจจุบันคุณแก้ไขข้อร้องเรียนได้: 0]
สถานการณ์ที่ผมเคยรู้สึกว่าไม่มีอะไรสำคัญจู่ๆ ก็รู้สึกยิ่งใหญ่และยาก
ราวกับมหาเรื่องราวขึ้นมา
ผมนั่งลงข้างๆ คนๆ หนึ่งและทอดสายตาออกไปด้วยความงุนงง ใคร
คนนั้นแตะไหล่ของผมเบาๆ
“สถานการณ์ของนายเป็นไงบ้าง?”
ยูซานอายิ้มอย่างสดชื่น
ผมตอบด้วยรอยยิ้มไร้พลัง และเธอก็พูดกับผมอีก “อืม ทกจา ทักษะ
การสื่อสารของนายก็ตํ่าแบบนี้เสมอ ดังนั้นมันก็ช่วยไม่ได้ ฉันเดาว่า
นายเองก็เป็นเหมือนตอนที่พวกเราทำงานอยู่ในบริษัท”
“…เอ๋?”
“นายไม่ได้คุยกับใครเลย”
ผมพูดไม่ออกเลยหลังจากที่เธอสาดข้อเท็จจริงเข้าใส่ผม แต่จากนั้นก็
เป็นอีกครั้ง หลังจากคิดอยู่เล็กน้อย มันก็สมเหตุสมผลดี ผมเติบโตขึ้น
มาโดยไม่มีเพื่อนตั้งแต่ยังเด็ก ผมไม่ได้เข้าสังคมกับคนอื่นเลย และ
ย้อนกลับไปในอดีต ผมคิดถึงแต่วิธีจะปลีกตัวเองออกมาจากการทาน
ข้าวร่วมกันในบริษัท ผมคิดแบบนั้น แทนที่จะใช้เวลาเพื่อทำแบบนั้น
ผมอาจจะเลือกอ่านหนทางเอาชีวิตรอดอีกครั้งแทนด้วยซํ้า
「คิม ทก จา นายมี เพื่อน แล้ว」
และจากนั้น มันก็มีสสารไร้รูปร่างที่พยายามทำให้ผมโมโหโดยบอกว่า
มันคือเพื่อนของผม
ยูซานอานั่งลงใต้ร่มไม้ด้วย และมองไปยังสหายของพวกเราด้วย
สายตาที่ผ่อนคลาย บางทีเธอก็อาจจะมาตั้งแคมป์ด้วย เพราะแทนที่
จะเป็นชุดคลุมแบบพุทธ ในตอนนี้เธอกลับสวมชุดเดรสเบาสบาย
พร้อมกับหมวกฟางปีกกว้าง เธอเข้าใจสถานการณ์ได้ดี เธอเป็นคนที่ดี
เกินกว่าจะอยู่ในบริษัทของคิมทกจาที่มีผู้นำอันไร้ประโยชน์แบบนี้
“ซานอา เธอเคยนึกเสียใจไหมที่เดินขึ้นรถไฟมาในวันนั้น?”
ผมไม่แน่ใจว่าทำไมผมถึงถามออกไปแบบนั้น ถึงกระนั้น สถานการณ์
แรกสุดนั้นก็ยังคงฝังแน่นอยู่ในหัวของผม
「ถ้าจักรยานของยูซานอาไม่ถูกขโมยไป」
ถ้าเธอเริ่มต้นจากที่อื่น เธออาจจะไม่ได้กลายเป็นอวตารของโอลิมปัส
บางทีเธออาจจะไม่ตาย เธออาจจะไม่ต้องประสบกับความเจ็บปวด
ของการกลับชาติมาเกิดด้วย…
“ไม่ ไม่เลย”
ผมไม่เคยเห็นความแน่วแน่เช่นนี้บนใบหน้าของเธอมาก่อน
“’งั้นทกจา นายก็ไม่ต้องมาเสียใจกับอะไรเหมือนกัน”
“ฮะ? เสียใจเรื่อง…?”
“ฉันหมายถึง ทุกอย่าง”
ผมไม่มั่นใจว่าจะพูดอะไรกับเธอ หนทางเอาชีวิตรอดไม่เคยสอนผม
เลยว่าผมควรจะพูดอะไรในเวลาแบบนี้
ราวกับว่าเธออ่านใจของผมได้ เธอยิ้มออกมาและชี้ไปยังใครคนหนึ่งที่
อยู่ทางโน้น
ฉันคิดว่านายควรจะพูดกับคนต นั้นเป็นคนแรกนะ”
“ความกังวลของฉัน?”
“ใช่ เอ่อ เหมือนอย่าง… ถ้าเธอไม่พอใจกับงานของเธอ หรือ…”
คนแรกที่ผมไปคุยด้วยคือลีซอลฮวาซึ่งกำลังมองหน้าผมราวกับว่าผม
คือสมุนไพรที่ระบุประเภทไม่ได้ จากนั้นเธอก็ตอบคำถามของผม “อืม
ก็ไม่มีนะ”
เธออาจจะพูดแบบนั้น แต่มันไม่มีทางที่เธอจะไม่มีเรื่องไม่พอใจอะไร
“อย่างเช่นเรื่องหัวหน้า ฉันขอโทษนะ ฉันเพิ่งตระหนักได้ว่าเธอต้อง
ทำงานหนักแค่ไหนเพื่อปกป้องโซลในตอนที่พวกเราไม่อยู่”
“ห-หืม”
“มันคงเป็นเรื่องยากมากที่…”
“นายคิดแบบนั้นจริงๆ เหรอ? และไม่งั้น การกลับมายังโซลก็คงง่าย
กว่ามากใช่ไหม?”
นํ้าเสียงของเธอคมกริบ ทำให้ริมฝีปากของผมหุบลงก่อนที่ผมจะ
ตระหนักได้