มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT - ตอนที่ 457
นักเขียนลับไม่ตอบอีกครั้ง เขามองไปยังยูมียะโดยไม่พูดอะไร เขา
จ้องมองคนๆ หนึ่งที่ไม่มีตัวตนอยู่ในชีวิตของเขาอยู่นาน
และนับเป็นครั้งแรก เขายิ้มออกมาบางๆ
“มันเป็นเพราะข้าเลือกที่จะอยู่ในนี้”
ยูจงฮยอคเห็นรอยยิ้มนั้นและไม่อาจพูดอะไรออกมาได้ ยูมียะวุ่นอยู่
กับการถามเขา และในขณะเดียวกัน นักเขียนลับก็มองกลับมาที่เธอ
อย่างเงียบๆ
นักเขียนลับยกมือของเขาขึ้นอย่างช้าๆ และฝ่ามือของเขาก็ได้ซ้อน
ทับกับมือของเธอผ่านบาเรียโปร่งใส ฝ่ามือทั้งสองอาจจะซ้อนทับกัน
ผ่านบาเรียมิติเวลา แต่พวกมันก็ไม่เคยสัมผัสกันจริงๆ
“อ่า? เอ่อ…”
จากนั้นยูมียะก็กะพริบตาอย่างช้าๆ และเริ่มพูดตะกุกตะกักออกมา
“ทำไมมันง่วงจัง…?”
ร่างกายของเธอทรุดตัวลงกับพื้นอย่างช้าๆ ยูจงฮยอครีบพุ่งเข้ามาและ
กอดเธอไว้
“ไอ้ระยำ แกทำอะไร…?!”
[[…ข้าแค่ช่วยให้เธอฝันดี]]
ยูจงฮยอคมองไปที่น้องสาวของเขา แน่นอน ร่างอวตารของเธอไม่ได้
แสดงสัญญาณผิดปกติใดๆ ไม่สิ เธอแค่หลับลึกไปเฉยๆ
เขามองไปยังนักเขียนลับด้วยสีหน้าซับซ้อน ไม่ว่าเขาจะอ่อนแอแค่
ไหน แต่การใช้ยูมียะก็คงจะทำให้เขาหลบหนีไปได้อย่างง่ายดาย
อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ทำแบบนั้น
เขาแค่มองไปยังใบหน้าของเด็กสาวที่กำลังหลับใหลอยู่อย่างเดียว
ดายแทน
“…เกิดอะไรขึ้นกับยูมียะในโลกของนาย?”
[[เธอรอดไปได้]]
เขาตอบกลับทันที
[[และก็ตาย]]
และก็พูดขึ้นอีกในทันที
“หมายความว่ายังไง…”
ในขณะที่ยูจงฮยอคกำลังเปิดปากขึ้น เขาก็เข้าใจความหมายของคำ
ตอบเหล่านั้น ดังนั้นเขาจึงหุบปากลงในทันที
ประกายแสงที่ดูเหมือนกับเสียงรํ่าไห้เต้นระบำเบาๆ ไปรอบๆ ภายใต้
ทฤษฎีแผ่นฟิล์มไม่เชื่อมต่อ ความทรงจำของคนทั้งสองสั่นสะท้าน
และเรื่องราวของพวกเขาก็ขยับไปมา
「ในเส้นโลกหนึ่ง ยูมียะรอดชีวิตไปได้นาน แม้ว่าเขาจะตายไปแล้ว」
โลกของชายคนหนึ่งที่มีชีวิตมากว่า 1864 ครั้ง – มันจะเป็นโลกแบบ
ไหนกัน?
「อย่างไรก็ตาม ในอีกเส้นโลก เธอก็ตาย」
ผู้เสื่อมถอยอาจจะมีชีวิตอยู่มามากกว่าใคร ในความเป็นจริง เขาก็ไม่มี
อะไรมากไปกว่าภูตผีแห่งอดีตกาล เขาคือตัวตนที่ต้องย้ายไปยังรอบ
ต่อไปเพราะเขาล้มเหลวในการแก้ไขอดีต
รอบที่ 0, รอบที่ 1, รอบที่ 2, รอบที่ 3, รอบที่ 4,… และรอบที่ 1863
สิ่งนี้ไม่ใช่ยูจงฮยอคจากการเสื่อมถอยรอบไหน แต่เขาคือยูจงฮยอคที่
เป็นของทุกโลก ชายที่แบกโลกทุกใบไว้บนบ่า
และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงคือยูจงฮยอคมากกว่ายูจงฮยอคคน
ไหน
[[เจ้ากำลังสมเพชข้า]]
“ใครจะทำแบบนั้นกับ…”
[[เจ้าเชื่อว่าชีวิตของข้านั้นลำบากนักเหรอ?]]
ยูจงฮยอคไม่อาจบอกได้ว่านั่นเป็นความเห็นอกเห็นใจหรืออะไร ดาบ
ปีศาจทมิฬที่เขาถือไว้แน่นกำลังสั่นเบาๆ
ทำไมเขาถึงลังเลขึ้นมา? เขามาใกล้ขนาดนี้แล้ว ดังนั้นทำไมต้อง
ลังเลด้วย? เป็นเพราะเขาได้ยินอดีตของไอ้บ้านี่เพียงนิดหน่อยเท่านั้น
เหรอ…
นักเขียนลับพูดขึ้นมา [[เจ้ารู้ไหม? มันมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ในรถไฟ
ใต้ดินได้ตายไปทุกๆ ครั้งในรอบการเสื่อมถอย]]
คำถามนั้นดังออกมาจากที่ไหนสักแห่ง ยูจงอยอคย่อมจำเหตุการณ์ที่
รถไฟใต้ดินได้ สถานการณ์แรกสุด การพบกับขุมนรกครั้งแรกที่เขา
ประสบในทุกๆ ครั้ง
อย่างไรก็ตาม ยูจงฮยอคก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเด็กหนุ่มคนนั้น เพราะมัน
มีคนอยู่มากเกินไป
[[ในขณะที่เสื่อมถอยอยู่หลายๆ ครั้ง ข้าก็ได้พยายามที่จะช่วยเด็กคน
นั้น แต่มันก็เป็นไปไม่ได้]]
“…..”
[[เขาคือเด็กหนุ่มจริงๆ เด็กซะยิ่งกว่าลีกิลยัง อย่างไรก็ตาม เด็กเช่น
นั้นกลับไม่อาจรอดชีวิตมาได้เลย และตลอด 1863 ครั้ง เขาก็ต้องตาย
ซํ้าๆ]]
ยูจงฮยอคไม่อาจพูดอะไรออกมาได้สักคำ
นักเขียนลับถามเขาอีกครั้ง [[ระหว่างชายหนุ่มคนหนึ่งที่เสื่อมถอยมา
1863 ครั้ง และเด็กที่ต้องตายซํ้าๆ 1863 ครั้งโดยที่จำอะไรไม่ได้เลย
เจ้าคิดว่าเป็นใครกันที่น่าสมเพชจริงๆ]]
“เรื่องนั้น…”
นักเขียนลับกำลังพูดเปรียบเปรยว่าความสมเพชของเจ้าอาจจะไม่มี
ความหมายและคุณค่าอะไรเลย
ถึงกระนั้น ยูจงฮยอคก็ไม่อาจยอมรับมันได้เร็วนัก อันที่จริง การเปรียบ
เปรยแบบนั้นอาจจะไม่ได้มีความหมายอะไรเลยด้วยซํ้า
เด็กหนุ่มจากรถไฟใต้ดินแสดงสีหน้าแบบเดียวกับชายคนนี้ไหม? ยู
จงฮยอคไม่อาจบอกได้
นักเขียนลับจ้องกลับมาที่เขาด้วยดวงตาอันสงบนิ่ง
ยูจงฮยอคจ้องกลับไปยังดวงตาคู่นั้นอยู่นาน ก่อนที่จะเบนสายตาของ
เขาออกไปพร้อมกับลดดาบลง
“…นายจะได้เห็นความตายของเด็กคนนั้นเป็นครั้งที่ 1864 ถ้านาย
เสื่อมถอยอีก”
ในท้ายที่สุด เขาก็เก็บดาบกลับเข้าฝัก นี่อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ผิด
ถึงกระนั้น ยูจงฮยอคก็ยังตัดสินใจแบบนั้น
บางทีเขาเองก็คงจะไม่คาดคิดเช่นกัน เพราะนักเขียนลับได้นิ่งเงียบ
อยู่นาน
[[ดูเหมือนคิมทกจาจะส่งผลกับเจ้ามาก]]
“หุบปาก ฉันฆ่าคนอย่างนายได้ทุก…”
เสียงเรียกเขาดังขึ้น และคนหลายคนก็กำลังขยับเข้ามา พวกเขาคือ
คิมทกจา ฮันซูยอง รวมทั้งคนจากบริษัทของคิมทกจาคนอื่นๆ
[[แม้ว่ามันจะน่ารำคาญที่ข้าต้องยอมรับมัน แต่ข้าก็พูดได้เต็มปากเลย
ว่าเส้นโลกนี้แตกต่างออกไปจากทุกเส้นโลกที่ข้าเคยผ่านมา มันเป็น
ไปได้ที่เจ้าและสหายของเจ้าจะได้เห็นสิ่งที่อยู่หลังกำแพงนั้นจริงๆ]]
“…”
[[อย่างไรก็ตาม อย่าให้ความหวังของเจ้าหมดลงโดยคิดว่าเจ้าจะได้
เห็นบทสรุปที่เจ้าต้องการ และนอกจากนั้น แม้ว่าบทสรุปนั้นจะไม่ใช่
สิ่งที่เจ้าต้องการตั้งแต่ต้น…]]
เสียงที่แท้จริงของนักเขียนลับเบาลงไปเรื่อยๆ เปลือกตาของเขา
ค่อยๆ ปิดลง เขาล้มพับหลับไปอีกคน
ในขณะที่คิมทกจากำลังจะปรากฏตัวขึ้น นักเขียนลับก็พูดสิ่งที่เขา
ต้องการเสร็จแล้ว
[[…อย่าคิดว่าโลกนี้คือรอบที่ล้มเหลว]]
*
“พวกเราเล่นวอลเลย์บอลชายหาดกัน”
นั่นคือคำตอบของยูมียะหลังจากที่ผมถามเธอเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่
“ฉันก็บอกแล้วไง พวกเรากำลังย่างปลาหมึกกัน และฉันก็เล่น
วอลเลย์บอลชายหาดกับพี่ หรือว่าสมองของนายจะมีปัญหาถ้านายน่า
เกลียด?”
ผมอยากจะบอกว่าเธอพูดผิดไปสามอย่าง อย่างแรกพวกเราไม่ได้อยู่
ใกล้กับทะเล อย่างที่สองผมไม่ได้น่าเกลียด และสมองของผมก็ไม่ได้
มีปัญหา…
“…อืม ฉันเดาว่าคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก”
ฮันซูยองพึมพำออกมาด้วยความโล่งอก
อันที่จริง พวกเราก็ไม่ได้เห็นร่องรอยอะไร และนักเขียนลับก็ยังหลับ
ลึกอยู่
ผมพาตัวนักเขียนลับกลับเข้าไปในรถ มันมีหลายสิ่งที่ยังไม่ลงตัว แต่
ในตอนนี้มันก็ไม่ใช่เวลามาใส่ใจ
“โอเค ทุกคน ไปกันเถอะ! มาตั้งแคมป์ไฟกัน!”
เปลวไฟลุกโชนขึ้นมา และเวลาก็ขยับเข้าใกล้เที่ยงคืน จากนั้นผมก็
นึกได้ถึงสิ่งที่สำคัญขึ้นมา
“ด-เดีѺยวก่อน! สถานการณ์ของฉันยัง…!”
บ้าเอ้ย ผมลืมไปหมดเลยเพราะยูจงฮยอค
ผมได้ยินเสียงบียูฮึมฮัม ‘ป๊า-าา’ อยู่เหนือหัว
[เวลาของสถานการณ์หมดลงแล้ว!]
ผมจะถูกฆ่าแบบนี้จริงๆ เหรอ?
[สถานการณ์ย่อย – วันหยุดของคนงาน]
[คุณจำเป็นต้องแก้ไขข้อร้องเรียนทั้งหมด: 5]
[ปัจจุบันคุณแก้ไขข้อร้องเรียนได้: 1]
[คุณแก้ไขข้อร้องเรียนของพนักงานทั้งหมดได้แล้ว]
[เรื่องราวใหม่ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทของคิมทกจาถูกสร้างขึ้น]
…เอ่อ?
“ไอ้บ้าเอ้ย ดูเหมือนนายจะลืมอะไรบางอย่างไปนะ…” ฮันซูยอง
พึมพำออกมาในขณะที่เธอจ้องมายังใบหน้าของผม
เหล่าสหายพากันหัวเราะคิกคักในขณะที่มองมาที่ผม
จากนั้นผมก็นึกขึ้นมาได้ถึงคำตอบของพวกเขาเมื่อผมพยายามจะคุย
กับพวกเขา
– ฉันไม่มีเรื่องอะไรหรอกนะ
นั่นเป็นเรื่องจริงเหรอ?
“ไม่มีใครมาตำหนินายหรอก”
เสียงอันเฉยเมยของฮันซูยองดังออกมา พวกเรานั่งอยู่รอบๆ กองไฟ
โดยไม่พูดอะไร ผมคิดว่าผมสัมผัสได้ถึงหัวใจของพวกเขาในความ
เงียบเช่นนี้ และนั่นก็ทำให้ผมอารมณ์ดีขึ้นมาด้วยเหตุผลบางอย่าง
จางฮีวอนเสริม “อืม ถ้านายอยากให้ฉันหาอะไรมาคุยกับนาย งั้นฉันก็
คิดได้เรื่องหนึ่ง แต่มันไม่ใช่คำบ่นหรอกนะ ดังนั้น…”
แม้ว่าจะมีกองไฟอุ่นอยู่ตรงหน้าของผม แต่ทำไมผมถึงรู้สึกหนาวสัน
หลังขึ้นมานะ?
“ถ้าอย่างนั้น วันนี้พวกเราก็ได้พักกันแล้ว แต่ก็มีบางคนดูเหมือนจะไม่
ได้พักเลยนะ”
ยูซานอาพูดขึ้นมา และลีจีฮเยก็เสริมต่อ
“แต่มันจะจบลงแบบนี้เหรอ? ไม่ใช่ว่าพวกเราจะทำอะไรกันอย่างจุด
เทียนแล้วก็เริ่มร้องไห้ออกมา หรือเขียนสมุดให้กันอะไรอย่างนี้เห
รอ?”
“ไร้สาระน่า…”
ในขณะที่นั่งฟังการยอกย้อนของฮันซูยอง ผมก็เริ่มคิด
สมุดที่เธอเขียนให้… มันก็น่าสนใจไม่น้อยเลย
ฮันซูยองหยุดพูดในทันใดและมองมาที่ผมก่อนที่จะถาม “นายอยาก
ให้ฉันเขียนให้ไหม?”
“ไม่ ไม่จริงๆ พวกเราไม่ใช่เด็กน้อยนะ”
“เดีѺยวก่อน ไม่ใช่ว่านายบอกว่านายไม่เคยมีเพื่อนและไม่เคยออก
ทริปเลยหนิ? ฉันเดาว่านายคงไม่เคยมีคนเขียนสมุดให้มาก่อนใช่
ไหม?”
ถ้าพลังสมองของผมต้องลดลงในช่วงทริปนี้ งั้นมันก็เป็นความผิดของ
ฮันซูยองทั้งหมด
สมาชิกจากบริษัทของคิมทกจาหลายคนพากันซื้อปากกาและ
กระดาษมาจากกระเป๋าโดเกบิ เอาจริงดิ พวกโดเกบิโลภยังเก็บเงิน
จากของแบบนี้ด้วย…?
ยูจงฮยอคที่นั่งตรงข้ามผมดูเหมือนจะโมโหไปด้วย
“เรื่องแบบนี้ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะ”
…ถึงกระนั้น เหตุผลที่เขาโกรธก็ดูเหมือนจะต่างออกไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นสหายของผมมารวมตัวกันแบบนี้มันก็ดูมีความ
สุขไม่เบา
ในขณะที่ทุกๆ คนกำลังเขียนชื่อลงไปบนกระดาษและส่งต่อ ลีกิลยังก็
ยกมือขึ้นมาในทันที่ “พี่ ผมซื้อนี่มาจากกระเป๋าโดเกบิ ผมยิงมันได้
ไหม”
ชินยูซองเห็นของเล่นในมือเด็กหนุ่ม และสีหน้าของเธอก็สดใสขึ้นมา
ในทันใด “เอ๋ ไม่ใช่ว่ามันชอบมีคนมายิงอยู่รอบๆ แม่นํ้าฮันเหรอ?”
“ใช่ ฉันจำได้ ฉันเลยซื้อมา”
“ให้ฉันลองด้วย!”
“ไม่มีทาง ซื้อเองสิ มันตั้ง 2,000 เหรียญเลยนะ”
ลีกิลยังกำลังถือเฮลิคอปเตอร์บินอยู่ในมือ ผมเคยเห็นมันมาสองครั้ง
เมื่อเราดึงสายของมันอย่างแรงและปล่อยมัน มันจะลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า
พร้อมกับเปล่งแสงเจิดจ้าออกมา
ของเล่นของเขาดูพิเศษเล็กน้อย เนื่องจากมันมีปีกอยู่สี่อัน
…นอกจากนั้น มันยังมีราคาถึง 2,000 เหรียญเลยเหรอ?
“โอเค เอาล่ะนะ”
ลีกิลยังยิงเฮลิคอปเตอร์บินขึ้นสู่อากาศ ของเล่นนั้นลอยขึ้นไปพร้อม
กับหมุนไปรอบๆ อย่างรุนแรง และย้อมบริเวณโดยรอบด้วยแสงสว่าง
เจิดจ้าราวกับมีคนจุดดอกไม้ไฟ แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดูคุ้นเคย แต่คน
ทั้งกลุ่มก็ดูประทับใจมาก
ปีกทั้งสี่ของเฮลิคอปเตอร์หมุนไปรอบๆ อย่างรวดเร็วและก่อรูปเป็น
วงกลม
ผมคิดว่ามันดูเหมือนกับประตูมิติ ประตูมิติที่นำไปสู่โลกที่พวกเราเคย
ใช้ชีวิตอยู่ พวกเราอาจจะไม่สามารถกลับไปได้อีกแล้ว แต่ถึงกระนั้น
ผมก็ยังรู้สึกคิดถึงมันอยู่
จากนั้นข้อความของระบบก็ดังขึ้น
[อวตาร ‘ลีกิลยัง’ ได้ใช้ไอเท็ม ‘เฮลิคอปเตอร์บิน (จอภาพยักษ์)’!]
ปีกของเฮลิคอปเตอร์ที่กำลังหมุนอยู่ขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ และใน
ที่สุดก็กลายเป็นหน้าจอยักษ์
ลีจีฮเยขมวดคิ้วมุ่น “อะไรกัน มันคือหน้าจอโฮโลแกรมเหรอ? พวกเรา
กำลังจะดูสถานการณ์แม้ว่าจะอยู่ที่นี่กันเหรอ?”
“ลีกิลยัง นายได้อ่านคู่มือมาก่อน…”
“ม-ไม่ ฉันคิดว่ามันเป็นแค่เฮลิคอปเตอร์ ดังนั้นฉัน…”
ในขณะที่เด็กหนุ่มกำลังขอโทษขอโพย แผ่นดินไหวเล็กๆ ก็บังเกิดขึ้น
ในทันใด สีหน้าของเหล่าสหายเปลี่ยนไปในทันที
“คราวนี้มันอะไรกันอีก…?”
พร้อมกับคำพูดของฮันซูยอง พวกเราต่างก็มองไปยังหน้าจอบน
อากาศ และเมื่อพวกเรามอง พวกเราก็เข้าใจเหตุผลของแผ่นดินไหว
ก่อนอื่นเลย มันไม่ใช่ของคาบสมุทรเกาหลี
หน้าจอกำลังแสดงภาพของทวีปอเมริกา และตรงหน้าของพวกเรา
ทวีปใหญ่ได้หายไปทั้งหมด
เพราะเกาะยักษ์แห่งหนึ่งได้ลอยขึ้นมาจากส่วนที่ลึกที่สุดของโลก
พร้อมกับการปรากฏตัวของเกาะนั้น ทวีปอเมริกาได้ถูกลบออกไปจาก
แผนที่
[เส้นโลกที่เกี่ยวข้องได้มาถึงจุดสำคัญแล้ว!]
[การยกระดับของเกาะที่ถูกหลงลืมเริ่มต้นขึ้น!]
สีหน้าของยูจงฮยอคแข็งขึ้นและพึมพำออกมาเบาๆ
“จุดจบเริ่มขึ้นแล้ว”
พวกเรามุ่งหน้ากลับไปยังโซลในทันที
สิ่งแรกที่พวกเราต้องยืนยันคือความปลอดภัยของเขตอุตสาหกรรม
“พวกเราไม่พบเหตุการณ์ผิดปกติอะไร” ไอลีนซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ
ห้องสถานการณ์กลางกล่าว
หน้าจอในห้องกำลังแสดงภาพภ่ายใกล้ๆ กับมหาสมุทรแปซิฟิก เกาะ
ยักษ์แห่งหนึ่งกำลังลอยขึ้นมาจากมหาสมุทรใกล้ๆ กับทวีปอเมริกา
ผมไม่สงสัยเลยว่านี่คือหนึ่งใน ‘หายนะ’ ที่ผมรู้จัก
ย้อนกลับไปในหนทางเอาชีวิตรอด เจ้าของเกาะแห่งนั้นคือเทพเจ้า
ภายนอกระดับสูงที่ทรงพลังมากๆ ปัญหาของพวกเราในตอนนี้คือมัน
จะเป็นคนๆ เดียวกันไหม
“แม่ล่ะ?”
“เธออยู่ฝั่งทะเลทางตะวันออก”
“…ฝั่งทะเลทางตะวันออก?”
[การยกระดับของเกาะที่ถูกหลงลืมเริ่มต้นขึ้น!]