มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT - ตอนที่ 466
[ตำแหน่งสถานการณ์มหาภัยพิบัติครั้งต่อไปคือ ‘เอเชียตะวันออก
เฉียงเหนือ’]
[ระยะเวลาก่อนเริ่มสถานการณ์มหาภัยพิบัติคือ 6 วัน 8 ชั่วโมง 24
นาที]
แม่ของผมภายในหน้าจอกำลังประกาศแทนผมในฐานะตัวแทนของ
เขตอุตสาหกรรม
– เขตอุตสาหกรรมจะไม่หยุดรับชาวเมืองใหม่ อย่างไรก็ตาม…
แม่ของผมยิ้มอย่างขมขื่นและพูดออกมา “เขินๆ เหมือนกันนะที่ต้อง
มาดูอะไรแบบนี้”
“แต่ มันก็เหมาะกับแม่ดีหนิ แม่เป็นเหมือนกับประธานาธิบดีเลย”
ด้วยความสัตย์จริง มันคงไม่เป็นไรที่จะคิดว่าแม่ของผมคือเจ้าของคน
ปัจจุบันของเขตอุตสาหกรรม ไม่ใช่ผม ชาวเมืองคงจะฟังแม่มากกว่า
ผมด้วยซํ้า
“ลูกควรจะแสดงตัวสักหน่อยก่อนจะไป แม้แต่คำทักทายจากลูกก็
คงจะทำให้พวกเขามีพลังขึ้นมา”
แน่นอน ผมได้ยินคำถามดังออกมาอยู่เนืองๆ
– ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น! มันเป็นความจริงเหรอที่คุณกลับมา
แล้ว?
– ราชาปีศ่าจแห่งการหลุดพ้น! โปรดบอกแผนการให้พวกเราฟังด้วย!
…แผนการของผม
ผมยิ้มออกมาอย่างขมขื่นเหมือนกับแม่ของผม “ถ้านั่นเป็นหน้าที่ของ
มาสคอต งั้นก็ดี”
พวกเราจิบชาอย่างเงียบๆ
ท้องฟ้ามืดครึ้มเป็นอย่างมาก ในความเป็นจริง มันคงไม่แปลกที่จะเห็น
ฟ้าผ่าลงมาจากท้องฟ้าแบบนี้และแยกคาบสมุทรออกเป็นสองส่วน
“มันสงบไปรึเปล่าเนี่ย?”
“ผมก็ว่างั้นนะแม่”
ถึงกระนั้นพวกเราก็พูดแบบนี้ออกมา
ใบชาภายในแก้วสั่นเบาๆ เมื่อมาคิดว่าพวกเรากำลังเพลิดเพลินกับ
เวลานํ้าชาแบบนี้ นี่คงเป็นครั้งแรกในรอบสามสิบปีของความสัมพันธ์
ในฐานะแม่และลูกของพวกเรา
แม่ไม่ได้ถามอะไรกับผม ไม่เลยสักเรื่อง ผมรู้ว่าเธอคงจะเป็นแบบนี้
“งั้นผมไปล่ะ”
“เทพวายุสวรรค์กำลังตามหาลูกอยู่ ก่อนที่ลูกจะไปก็ลองไปคุยกับ
เขาดูก่อน”
…เทพวายุสวรรค์? ทำไมเขาถึงตามหาผมอยู่?
ผมอดนึกถึงเรื่องไม่น่าจำในสงครามระหว่างกลุ่มดาวและปีศาจไม่ได้
เขากำลังคิดที่จะทำอะไรแปลกๆ ก่อนสถานการณ์สุดท้ายอีกเหรอ?
ผมพยักหน้าเบาๆ และออกไปจากห้อง
มันมีคนกำลังรอผมอยู่ตรงนั้น
[พวกเรามาถึงตรงนี้กันแล้ว เจ้ามาไกลมากเลยนะ คิมทกจา]
บีฮยองดูดีขึ้นมากหลังจากกลายเป็นมหาโดเกบิ เสื้อคลุมยาวที่ทำ
จากขนเสือสีขาวนั้นเหมาะกับเขามากจริงๆ
ผมพูดด้วยนํ้าเสียงเหน็บแนม “นายมารอฉันจริงๆ เหรอ?”
[การพบกันอีกครั้งระหว่างเจ้าและแม่ของเจ้าช่างเป็นเรื่องราวที่เป็นที่
นิยมในหมู่ผู้ติดตามของเจ้าจริงๆ ดังนั้นข้าจึงไม่อาจขัดจังหวะได้]
บีฮยองยักไหล่และพูดขึ้นมา
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ‘ เบนสายตาออกไป]
[กลุ่มดาว ‘มังกรอเวจีเปลวเพลิงทมิฬ‘ บ่นพร้อมกับยื่นผ้าเช็ดหน้า
ออกมา]
ไอ้หมอนี่ บ้าเอ้ย
[สถานการณ์สุดท้ายใกล้เข้ามาแล้ว]
“ฉันรู้”
[เหอะ ข้ามั่นใจว่าเจ้ารู้อยู่แล้ว แต่สถานการณ์สุดท้าย…]
“บีฮยอง”
เสียงของผมหยุดไม่ให้โดเกบิพูดต่อ ผมจ้องไปที่เขา
“ทำไมนายถึงเลือกพวกเรา?”
รอยกระเพื่อมจางๆ ปรากฏขึ้นในดวงตาของบีฮยอง
ผมรู้อยู่แล้วว่ามีอะไรถูกเขียนไว้บนหน้าต่างสถานการณ์ที่โผล่ขึ้นมา
ตรงหน้าของพวกเรา
+
[สถานการณ์หลัก #98 – การเลือกผู้ท้าชิง]
ประเภท: หลัก
ความยาก: ???
เงื่อนไขการเคลียร์: โปรดเลือกผู้ท้าชิงสุดท้ายสำหรับ ‘เรื่องราวหนึ่ง
เดียว’
จำกัดเวลา: –
รางวัล: ???
ความล้มเหลว: ตาย
+
สถานการณ์ของการถ่ายทอดสดดวงดาวไม่ได้มีแค่สำหรับกลุ่มดาว
และอวตารเท่านั้น แต่ยังมีสำหรับนักเล่าเรื่องอย่างโดเกบิด้วย และ
‘การเลือกผู้ท้าชิง’ ที่เป็นการตัดสินตอนจบของสถานการณ์ทั้งหมดก็
คงจะเป็นสถานการณ์ที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งกับโดเกบิทุกคน มันเป็น
สถานการณ์ที่พวกเขาต้องเดิมพันด้วยการคงอยู่ของตัวเอง
และในสถานการณ์เช่นนี้ บีฮยองก็ได้เลือกพวกเรา
[มหาโดเกบิ ‘บีฮยอง’ เลือกโหวต ‘บริษัทของคิมทกจา’]
เมื่อผมพบหมอนี่เป็นครั้งแรก ตัวเขามีขนาดพอๆ กับลูกบอล
เขาคือโดเกบิที่แท้จริงที่สังหารหมู่ผู้คนโดยไม่เลือกปฏิบัติเพียงเพื่อ
การเพิ่มจำนวนผู้สนับสนุนในช่อง และเขาก็ได้สร้างสถานการณ์อันน่า
สะพรึงกลัวมากมายภายในช่อง
โดเกบิคนนั้นได้เติบโตขึ้นโดยการกลืนกินเรื่องราวที่พวกเราสร้างขึ้น
และได้กลายร่างเป็นเหมือนมนุษย์คนหนึ่งในที่สุด เขาสูงพอๆ กับคน
ทั่วไป เขาสวมเสื้อผ้าเหมือนมนุษย์ และเขาก็กำลังทำสีหน้าเหมือน
มนุษย์ด้วย
โดเกบิคนนั้น เขากำลังมองมาที่ผมด้วยดวงตาในระดับเดียวกันใน
ขณะที่เขาพูดขึ้นมา [ลงนามในสัญญากับฉัน ฉันจะทำให้นายกลาย
เป็นราชาโดเกบิคนต่อไป]
“…?”
[นั่นคือสิ่งที่เจ้าพูดกับข้าเมื่อตอนนั้น]
อันที่จริงผมก็เคยพูดแบบนั้นออกไปในอดีต “เดีѺยวก่อน หรือว่านาย
เลือกพวกเราเพราะเชื่อในเรื่องไร้สาระแบบนั้น? มันมีโอกาสที่พวกเรา
จะชนะตํ่ามากเลยนะ นายก็รู้”
[มันไม่ใช่แบบนั้น ข้าเห็นว่าเจ้ายังไม่รู้เลยว่าเจ้าทำอะไรได้มากแค่
ไหน]
บีฮยองเบนสายตาออกไปนอกหน้าต่าง
จัตุรัสของเขตอุตสาหกรรมเต็มไปด้วยกลุ่มดาวที่เคยสู้กับพวกเราใน
ศึกกับพาไพรัส
มังกรเพลิงทมิฬที่ถูกสยบโดยอูรีเอลกำลังทำหน้าที่เป็นเบาะของเธอ
เพอร์เซโฟนีและฮาเดสกำลังจิบชาที่เตรียมไว้บนโต๊ะอย่างเงียบๆ
ส่วนหงอคงกำลังที่ยืมมาจากเซียนดาบทลายนภา
พวกเรากำลังดูการออกอากาศของการถ่ายทอดสดดวงดาวอยู่
– กลุ่มดาวระดับเรื่องเล่าส่วนหนึ่งประมาณการว่าบริษัทของคิมทกจา
น่าจะแข็งแกร่งเป็นอันดับสาม…
…อันดับสาม? ดูเหมือนว่าแรงกระเพื่อมจากศึกล่าสุดจะยิ่งใหญ่กว่าที่
ผมคิด ผมต้องขอบคุณการประเมินที่เมตตาแบบนี้ แต่มันก็ยังเร็วเกิน
ไปที่พวกเราจะสบายใจ เพราะสงครามเลือกผู้ท้าชิงยังไม่จบลง
อย่างไรก็ตาม ความคิดของบีฮยองก็ดูเหมือนจะแตกต่างออกไปจาก
ผมเล็กน้อย
[ข้าคิดว่ามันคงจะไม่เป็นไรไปสักพัก มันเป็นเวลาสองวันแล้วนับ
ตั้งแต่ที่เจ้าเอาชนะพาไพรัสมา มันมีเนบิวลาอื่นอีกไหมที่ส่งสารท้ารบ
มายังบริษัทของคิมทกจา?]
“…ไม่ ไม่มี”
[เนบิวลาที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในช่วงการเลือกผู้ช้าชิงจะ
ได้เพลิดเพลินไปกับอัตราต่อรองที่สูงขึ้นในการถูกเลือกเป็น ‘เรื่องราว
หนึ่งเดียว‘]
เช่นเดียวกับการต่อสู้เพียงครั้งเดียวที่ทำให้ปีนขึ้นมาถึงตำแหน่ง
‘แข็งแกร่งเป็นอันดับสาม’ ได้ เนบิวลาอื่นก็สามารถเข้าร่วมในสงคราม
ระหว่างเนบิวลาและแก้ไขอันดับได้เช่นกัน ดังนั้นมันก็ควรมีข้อความ
ประกาศสงครามสาดเทเข้าหาพวกเราดุจห่าฝน
อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องพูดถึงการประกาศเลย มันไม่มีสักเนบิวลาที่
พยายามจะยั่วยุพวกเรา ดาวโลกสงบสุขอย่างน่าประหลาด
“แต่ทำไม? มันเป็นเพราะเรื่องราวของพวกเราน่าตกตะลึงงั้นเหรอ?”
[มันเป็นเพราะเจ้าจะทำลายล้างพวกเขาแม้ว่าพวกเขาจะหนีไปแล้ว
ก็ตาม]
ผมรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาในทันใด ผมเห็นภาพของกลุ่มดาวอยู่บนหน้าจอ
[กลุ่มดาวรู้ว่าเจ้าจะไม่ทอดทิ้งโลก]
นอกจากศึกเลือกผู้ท้าชิง โลกยังได้เข้าสู่สถานการณ์มหาภัยพิบัติ
ทวีปอเมริกาเหนือไม่มีอีกต่อไปแล้ว และต่อไปก็คือเอเชียตะวันออก
เฉียงเหนือ
ย้อนกลับไปในสถานการณ์สุดท้ายของเรื่องราวต้นฉบับ เทพเจ้า
ภายนอกและผู้ปกครองจากโลกอื่นเองก็ได้เริ่มรุกรานโลกนี้
[การผุดขึ้นของเกาะที่ถูกลืมยังคงดำเนินต่อไป!]
「ณ ปลายสุดของเส้นโลก การผุพังของผู้ถูกลืมจะเริ่มต้นขึ้น」
ตามเนื้อเรื่องต้นฉบับ เนบิวลาและผมควรจะกำลังต่อสู้กันที่นี่ แต่ใน
ตอนนี้ พวกเขาได้ตัดสินใจต่างออกไป พวกเขาละทิ้งโลกและการ
กำจัดบริษัทของคิมทกจา นั่นคือการตัดสินใจของเนบิวลาที่กำลัง
เผชิญหน้ากับสถานการณ์สุดท้าย
“ไอ้พวกระยำนั่น…”
[เนบิวลาส่วนหนึ่งเยาะเย้ยการตัดสินใจของคุณ]
นี่อาจจะเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดก็ได้
ถ้าจะให้แย่ลงไปอีก เหล่าเทพเจ้าภายนอกที่กำลังหลั่งไหลเข้ามายัง
โลกนี้นั้นต่างไปจากพวกที่ผมรู้จักจากต้นฉบับ
ผมนึกถึงอูรีเอลจากรอบที่ 999 ที่ผมพบ
「เมื่อสถานการณ์มหาภัยพิบัติเริ่มต้นขึ้น การโจมตีจากราชาจะอุบัติ
ขึ้น」
ถ้าผมเดาไม่ผิด งั้นราชาที่จะปรากฏตัวขึ้นก็คงจะเป็นเหล่าตัวตนที่ได้
เห็น ‘บทสรุป’ ในรอบที่ 999 และบริษัทของคิมทกจาก็จำเป็นจะต้อง
ต่อสู้กับพวกเขา
“ใครเรียกราชาพวกนั้นมา คนของพวกนายจากสำนักงานเหรอ?”
[ข้าไม่อาจเปิดเผยข้อมูลต่อเจ้าได้ ยกเว้นแต่…] บีฮยองได้ทำสีหน้า
เด็ดเดี่ยวและพูดสิ่งที่เขาต้องการต่อ [จนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย
ของข้า ข้าจะเล่าเรื่องราวของข้ากับเจ้า]
*
“ถ้าไม่คิดจะเข้าร่วม งั้นก็ไปซะตั้งแต่ตอนนี้ก็ได้นะ”
น่าขำ นั่นคือสิ่งแรกที่ผมพูดกับสหายของผม
“สถานการณ์ต่อไปน่ากลัวมากกว่าการต่อสู้ไหนที่พวกเราเคยเจอมา
มันยังไม่สายเกินไป ถ้าใครอยากจะออกจากเนบิวลาล่ะก็…”
พวกเขาเริ่มหาวออกมาราวกับกำลังฟังเรื่องราวแสนน่าเบื่อ แต่นั่นก็
ชัดเจน คนเหล่านี้ที่อยู่ตรงหน้าของผมได้เอาชีวิตรอดด้วยกันมาไกล
จนถึงที่นี่ สำหรับพวกเขา มันไม่มีความแตกต่างอะไรระหว่างการตาย
ในสถานการณ์นี้หรือสถานการณ์อื่น ถ้าพวกเขาต้องการจะไป พวกเขา
คงจะทำไปนานแล้ว
ถึงกระนั้น เหตุผลที่ผมต้องถามออกไปก็เพราะ…
“ขอโทษนะ”
…เพราะมันมีบางคนที่อยากจะไปจริงๆ
“ฉันขอตัวก่อน”
และมันไม่ใช่ใครอื่นนอกจากฮันมยอนโก มันคาดไว้อยู่แล้ว
เขาพูดต่อ “ฉันไม่ได้บอกว่าฉันจะออกจากเนบิวลาจริงๆ นะ อย่างไร
ก็ตาม มันก็มีที่ที่ฉันอยากจะไปเยือนเป็นครั้งสุดท้ายอยู่”
ลีจีฮเยที่อยู่ข้างๆ เขาบ่นออกมาด้วยความไม่พอใจ “อ้าวลุง ทำไม
นายไม่ไปเลยล่ะ? นายจะช่วยได้สักแค่ไหน นายก็เอาแต่วิ่งเหมือนไฟ
ติดก้นตั้งแต่การต่อสู้เริ่มต้นขึ้นหนิ?”
“…ฉันอาจจะเป็นแบบนั้น แต่ย้อนกลับไปเมื่อสมัยฉันรุ่งโรจน์ ฉันเป็น
ถึงเคาทน์แห่งโลกปีศาจเลยนะ…”
เมื่อดูพวกเขาเถียงกันไปมา ผมก็ยิ้มแหยๆ ออกมา อันที่จริงผมรู้อยู่
แล้วว่าฮันมยอนโกจะไปไหน
“นายคิดที่จะไปยังตำแหน่งที่เคยเป็นเกาะแห่งการกลับชาติมาเกิดใช่
ไหม?”
คำถามของผมทำให้สีหน้าของฮันมยอนโกแข็งขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
ผมพูดต่อ “แม้ว่าบริเวณนั้นจะถูกผนึก แต่ผลลัพธ์ของมังกรแห่งวันสิ้น
โลกและระยะห่างสุดพรรณนาก็ยังคงอยู่ ที่นั่นอันตรายมาก”
“ถึงกระนั้นฉันก็อยากจะไปดู”
เกาะแห่งการกลับชาติมาเกิด แม้กระทั่งตอนนี้ ซากศพของกลุ่มดาว
และเทพเจ้าภายนอกก็น่าจะลอยอย่างไร้จุดหมายอยู่รอบๆ มิติมืด
พวกเขาคือคนที่ไม่อาจขึ้นเรือโนอาห์ได้ทันและถูกสังหาร
…บางทีราชาปีศาจแอสโมเดียสก็น่าจะอยู่ในกลุ่มคนพวกนั้นด้วย
“เด็กคนนั้นคือทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันได้รับมาในโลกนี้”
แสงแห่งความมุ่งมั่นเปล่งประกายขึ้นภายในดวงตาของฮันมยอนโก
มหาสงครามในอดีต เขาได้มีส่วนร่วมในสถานการณ์หลักอย่างแข็งขัน
กับพวกเรา เขาพยายามอย่างเต็มที่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
และเขาก็ได้ลิ้มรสความสำเร็จด้วย – แม้ว่าจะเล็กน้อย แต่เขาก็ยังได้
รับส่วนแบ่งในมหาเรื่องราว และยังได้รับสตาร์รีลิคที่มีประโยชน์อีก
หลายอันมาด้วย
และนั่นก็เพื่อช่วยเขาหาลูกสาวของเขา
เขาในตอนนี้อาจจะสามารถต้านทานผลลัพธ์แห่งความโกลาหลรอบๆ
เกาะแห่งการกลับชาติมาเกิดได้อยู่หลายวัน
“งั้นก็ระวังตัวด้วย”
ฮันมยอนโกพยักหน้าและลุกขึ้น เขาดูจะตัดสินใจไว้แล้วก่อนที่จะมาที่
นี่ สหายทุกคนต่างอวยพรให้เขาโชคดี
การไม่ได้รับสถานการณ์เรื่องราวหนึ่งเดียวไม่ได้หมายวามว่าจะไม่มี
เรื่องราวหนึ่งเดียว – มันมีไว้สำหรับทุกคน เหมือนอย่างที่ทุกคน
สามารถออกเดินทางเพื่อค้นหา ■■ ของตัวเองได้
ผมดูเขาสั่นด้วยความกลัวในขณะที่เขาก้าวเท้าเข้าไปในประตูมิติและ
เริ่มคิดถึงบางสิ่ง
[■■ ของคุณใกล้เข้ามาแล้ว]
มันไม่ใช่การถ่ายทอดสดดวงดาวที่จะตัดสิน ■■
ผมมองกลับไปหาสหายที่กำลังรอผมอยู่
“งั้นมาประชุมกันต่อเถอะ”
*
[เหลือเวลาอีก 11 ชั่วโมง 8 นาที่ ก่อนจะเริ่มสถานการณ์มหาภัยพิบัติ]
เหลือเวลาอีกประมาณครึ่งวันก่อนมหาภัยพิบัติ ถ้าพวกเราสามารถ
ต้านทานเหตุการณ์นี้ได้ พวกเราก็จะได้เข้าสู่สถานการณ์สุดท้าย
ในขณะเดียวกัน ผมก็คิดถึงข้อมูลในนิยายต้นฉบับทั้งหมด และร้องขอ
ให้จัดเตรียมสกิลและสตาร์รีลิคที่เหลืออยู่และมีประโยชน์ทุกๆ อันที่
พบได้ทั่วโลก ซึ่งสหายของผมก็ตอบรับอย่างง่ายดาย
ฮันซูยองถาม “งั้นนายจะทำอะไร?”
แน่นอนว่าผมเองก็มีสิ่งที่ต้องทำ ยกตัวอย่างเช่นการคิดเทคนิคใหม่ๆ
สำหรับคนอื่นๆ
“หมอนั่นคงจะรู้แล้ว มันมีทางเดียวที่พวกเราจะต่อกรกับมหาภัยพิบัติ
ได้” ยูจงฮยอคกล่าวในขณะที่เขาขัดดาบปีศาจทมิฬ
อูรีเอล มังกรเพลิงทมิฬ หงอคง และกลุ่มดาวอื่นๆ ได้ให้สัญญาว่าจะ
ให้ความช่วยเหลือพวกเรา แต่พวกเราก็ไม่อาจพึ่งพาพวกเขาได้ตลอด
แม้ว่าจะไม่นับรวมนักเขียนลับ มันก็ยังมีเทพเจ้าภายนอกในระดับราชา
อยู่สี่คน ถ้าทุกคนตัดสินใจที่จะโจมตีพร้อมกัน พวกเราก็คงจะไม่
สามารถเอาชนะได้แม้ว่ากลุ่มดาวระดับเทวะอย่างหงอคงและราชา
แห่งยมโลกจะอยู่ข้างพวกเรา
อย่างไรก็ตาม พวกเราก็ยังมีอยู่หนึ่งวิธีที่พวกเราสามารถใช้โต้กลับไป
ได้
「อเวจีนิรันดร์」
รางวัลจากการเสื่อมถอยรอบที่ 1863 เรื่องราวระดับเทวะที่ผมได้รับ
ผ่านนักเขียนลับ ด้วยเรื่องราวนี้ ผมสามารถสร้างความทรงจำของยู
จงฮยอคขึ้นมาใหม่ได้ และเขาก็จะปลุกพลังแห่งรอบที่ 1863 ขึ้นมา
ได้และใช้มันโดยการแบ่งปันความทรงจำกับผม
ปัญหาเดียวก็คือ…
[การอ่านล้มเหลว!]
[รอบการเสื่อมถอยของยูจงฮยอคที่สูงที่สุดที่คุณสามารถอ่านได้ใน
ปัจจุบันคือ ‘978’]
[เรื่องราว ‘อเวจีนิรันดร์’ กำลังมองมาที่คุณด้วยดวงตาติเตียน]
…มันมีบางสิ่งผิดปกติกับความสนใจในการอ่านของผม
[การอ่านล้มเหลว!]
[รอบการเสื่อมถอยของยูจงฮยอคที่สูงที่สุดที่คุณสามารถอ่านได้ใน
ปัจจุบันคือ ‘778’]
[เรื่องราว ‘อเวจีนิรันดร์’ สงสัยว่าคุณอ่านหนังสือไม่ออก]
และในตอนนี้ กระทั่งเรื่องราวก็เริ่มเยาะเย้ยผม
มันเป็นแบบนี้มาหลายวัน และยูจงฮยอคก็ไม่สามารถทนต่อไปได้อีก
“น่าสมเพชจริงๆ ไม่ใช่ว่านายบอกว่าการอ่านหนังสือเป็นทั้งชีวิตของ
นายเหรอ?”
“…มันไม่ใช่ทั้งชีวิตของฉันนายก็รู้ นอกจากนี้ ปัญหานี้ยังต่างออกไป
หน่อย”
ผมเองก็ไม่รู้ว่าเหมือนว่าทำไมตอนนี้มันเป็นแบบนี้ไปได้?
“ถ้ามันยังเป็นแบบนี้ นายก็ส่งเรื่องราวมาให้ฉันดีกว่า มันคงจะง่ายขึ้น
ถ้าให้ฉันใช้มันด้วยตัวเอง”
“ฉันคงให้นายไปแล้วถ้าทำได้”
ผมได้ถามนักเขียนลับเกี่ยวกับมันไปแล้ว แต่เขาก็ไม่สนใจผม
“ถ้าอย่างนั้นก็ใช้สกิลเข้าสิงแบบครั้งที่ผ่านมา ใช้มันและเปิดใช้งาน
เรื่องราว อัตราการดูดซึมจะสูงขึ้นถ้านายทำแบบนั้น”
เขาคงกำลังพูดถึงมุมมองนักอ่านพระเจ้าอยู่
“ฉันไม่อยากพึ่งพาของแบบนั้นถ้าทำได้”
แน่นอน การเปิดใช้งานมุมมองนักอ่านพระเจ้าคงจะทำให้ใช้เรื่องราว
ได้ง่ายยิ่งขึ้น ผลของสกิลนั้นคล้ายคลึงกับการที่ผู้สนับสนุนเข้า
ควบคุมอวตาร อย่างไรก็ตาม…
“การใช้สกิลนั้นจะทำให้ร่างอวตารของฉันไร้การป้องกัน ดังนั้นมัน
คงจะเป็นการดีที่สุดที่จะชนะโดยไม่ต้องพึ่งพามัน”
“ตลกสิ้นดี นี่คือผลลัพธ์ของการละเลยการฝึกทุกๆ วันของนายเหรอ”
“…นายคิดจริงๆ เหรอว่าทุกคนจะฝึกเอาเป็นเอาตายแบบนายได้?”
ยูจงฮยอคจ้องมาที่ผมสักพักก่อนที่จะหันไปสนใจเรื่องราวอีกครั้งโดย
ไม่พูดอะไรอีก
เขาน่าจะรู้ความจริงแล้ว – เหตุผลที่ผมไม่เต็มใจจะใช้มุมมองนักอ่าน
พระเจ้านั้นเป็นเพราะเรื่องอื่น
「ชั่วขณะหนึ่ง มุมมองนักอ่านพระเจ้าได้หยุดฟังคำสั่งของคิมทก
จา」
ไม่ใช่แค่นั้น สกิลจะเปิดใช้งานขึ้นเมื่อผมต้องการมันและเริ่มอ่านความ
คิดของผู้คน ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดขึ้น
มันเป็นไปได้ว่าผมเคยชินกับการมองเข้าไปในหัวของคนอื่น ผม
เคยชินกับการอ่านประโยคที่ถูกจัดเรียงไว้เป็นอย่างดีภายในหัวของ
คนอื่นแทนที่จะฟังคำพูดของพวกเขา
[การอ่านล้มเหลว!]
บางทีการที่ผมพัฒนาความสามารถในการอ่านอย่างฉับพลันอาจจะ
เป็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนของเรื่องนี้
“ตั้งใจเข้า คิมทกจา”
ผมเปิดใช้งานเรื่องราวอีกครั้งหลังจากได้ยินคำดุของยูจงฮยอค ผม
ผ่อนลมหายใจลงและรวบรวมความคิดของผม
[เรื่องราว ‘อเวจีนิรันดร์’ เริ่มเล่าเรื่องราวของมัน!]
ผมควรจะลืมข้อมูลทั้งหมดที่ผมรู้เกี่ยวกับยูจงฮยอค
ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาทั้งนั้น
หมอนี่ เขาคือคนแปลกหน้าสำหรับผม
ยูจงฮยอคไม่ใช่ไอ้โรคจิตหรือคนโง่แสนดื้อด้าน
เมื่อผมคิดแบบนี้ มันก็ราวกับว่าภายในหัวของผมค่อยๆ ว่างเปล่าขึ้นมา
ทีละนิด
ในตอนนี้ ผมควรจะเริ่มต้นจากตรงนี้ เหมือนอย่างที่ผมอ่านหนทางเอา
ชีวิตรอดเป็นครั้งแรก
เปรี้ยง!
จากนั้นก็มีบางสิ่งแปลกๆ อุบัติขึ้น
[มีปัญหาเกิดขึ้นในระหว่างความพยายามในการอ่านของคุณ]
ทันใดนั้นเอง สีหน้าของยูจงฮยอคก็ซีดเผือดเป็นอย่างยิ่ง “คิมทกจา!
ไอ้โง่ นาย…!”
นั่นคือคำพูดสุดท้ายของเขา ในขณะที่แสงสว่างหายไปจากภายใน
ดวงตาของเขา
ผมประหลาดใจมากและรีบถามเขา “เฮ้ นายเป็นอะไรรึเปล่า??”
มันไม่มีคำตอบกลับมา
[อัตตาของตัวละคร ‘ยูจงฮยอค’ กำลังปะทะกัน!]
อัตตา… กำลังปะทะกัน??
ผมพยายามจะยืนยันสถานะของเขา แต่จากนั้น…
[‘ลิสต์ตัวละคร’ ล้มเหลวในการเปิดใช้งาน]
ตัวอักษรที่ปรากฏขึ้นหลังจากนั้นเป็นประโยคที่ผมไม่ได้ยินมานาน
แล้ว
[บุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ใช่ ‘ตัวละคร’]
ยูจงฮยอคยังไม่ได้สติแม้ว่าจะผ่านมาแล้วถึงสี่ชั่วโมง
“เฮ้ ไอ้งั่ง! ตื่นสิ!”
ฮันซูยองและผมผลัดกันตบแก้มของเขา แต่ก็น่าเสียดาย เขาไม่มี
ทีท่าจะตื่นขึ้นมาเลย
เพีѹยะ! เพีѹยะ! เพีѹยะ! เพีѹยะ!
นอกจากนี้ แก้มของหมอนี่ยังแข็งมากจนการตบของพวกเราไม่ได้ผล
เลย ฝ่ามือของพวกเราเริ่มชาขึ้นมาจากความเจ็บปวดแทน
ฮันซูยองพูดขึ้นมาด้วยนํ้าเสียงที่ประทับใจ “สนุกดีนะเนี่ยว่าไหม?”
“…นี่ไม่ใช่เวลามาไร้สาระนะ”
[เหลือเวลาอีก 5 ชั่วโมง 12 นาที่ ก่อนจะเริ่มสถานการณ์มหาภัยพิบัติ]
พวกเราเหลือเวลาไม่มากแล้ว ในไม่ช้า มหาภัยพิบัติจะเริ่มต้นขึ้น และ
เหล่าเทพเจ้าภายนอกจะเริ่มการรุกรานเข้ามา
แต่ในตอนนี้ ยูจงฮยอคกลับอยู่ในสภาพนี้