มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT - ตอนที่ 467
ผมไม่อาจเริ่มเดาได้ด้วยซํ้าว่ามันเกิดอะไรขึ้น นี่มันเกี่ยวข้องกับมุม
มองนักอ่านพระเจ้าของผมรึเปล่า?
[‘ลิสต์ตัวละคร’ ล้มเหลวในการเปิดใช้งาน]
[บุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ใช่ ‘ตัวละคร’]
ผมพยายามใช้ลิสต์ตัวละครอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม
มันมียูจงฮยอคอยู่มากมายในจักรวาลนี้ แต่ข้อความนั้นก็เคยปรากฏ
ขึ้นแค่ครั้งเดียว เมื่อครั้งยูจงฮยอคแห่งรอบที่ 1863 ได้หายไปตาม
เรื่องราวของเขา
เมื่อมาถึงตรงนี้ ผมก็เริ่มคิดถึงบางสิ่ง แต่… มันจะเป็นไปได้เหรอ?
ลีซอลฮวามองดูจากด้านข้างและถามขึ้นมา “พวกเราควรป้อน ‘ยา
เป็นตาย’ ให้เขาไหม?”
เมื่อไม่นานมานี้ ในที่สุดเธอก็สามารถสร้างสุดยอดยารักษา ‘ยาเป็น
ตาย’ ได้ ยานี้สามารถรักษาอาการผิดปกติและบาดแผลถึงตายได้ทุก
ชนิด
“เธอไปถึงระดับที่ผลิตเป็นจำนวนมากได้แล้วเหรอ?”
“ไม่ ยัง ฉันผลิตมาได้แค่ไม่กี่เม็ด ส่วนผสมมันยังไม่พอ…”
ผมทำได้เพียงแค่ถอนหายใจ เนื่องจากพวกเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
พวกเราจึงไม่อาจสูญเสียยานั้นไปได้อย่างเปล่าประโยชน์
[อัตตาของตัวละคร ‘ยูจงฮยอค’ กำลังปะทะกัน!]
นอกจากนั้น พวกเรายังไม่มั่นใจว่าปัญหาเรื่องอัตตาสามารถแก้ไขได้
ด้วยยานั้นรึเปล่า จากนั้นเอง การสั่นสะเทือนเบาๆ ก็แผ่ไปทั่วเขต
อุตสาหกรรม
“ทกจา พวกเราตรวจพบการเคลื่อนไหว”
ลีฮุนซึงเปิดประตูและรีบเดินเข้ามา
ฮันซูยองและผมมองหน้ากัน ผมรีบเปลี่ยนหน้าจอ และสถานการณ์
ของมหาสมุทรแปซิฟิคก็โผล่ขึ้นมา
ครืน!
คลื่นที่กลืนกินทวีปอเมริกาเผยตัวออกมาอีกครั้ง กำแพงโดมโปร่งใส
ได้หยุดคลื่นนั้นไว้ และระดับนํ้าก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ความเป็นไปได้ยังคงจำกัดมันไว้อยู่
เปรี้ยง!
อย่างไรก็ตาม กำแพงแห่งความเป็นไปได้ก็ถูกผลักดันกลับมาทีละนิด
ชายแดนกั้นมหาสมุทรแปซิฟิคค่อยๆ ขยับเข้ามา พวกเรายังมองเห็น
เหล่าเทพเจ้าภายนอกเบียดเสียดอยู่ระหว่างคลื่นนั้นด้วย
ในเวลาห้าชั่วโมง พรมแดนนั้นจะมาถึงคาบสมุทรเกาหลี และดินแดน
แห่งนี้ก็จะหายไปจากโลกนี้แห่ง
“…คิมทกจา แผน?”
“ฉันมีอยู่แผนหนึ่ง” ผมพูดขึ้นมาก่อนที่จะมองไปยังยูจงฮยอคที่ยัง
ไม่ได้สติและเสริม “แต่ดูเหมือนว่าต้องปรับซะหน่อย”
“หยุดทำให้ฉันกังวลได้แล้ว ในต้นฉบับมันถูกหยุดไว้ได้ยังไง?”
“เนบิวลาทั้งหมดได้ร่วมมือกันต่อสู้ กลุ่มดาวส่วนใหญ่ได้ล้มตายลง
จากการพยายามหยุดสิ่งนั้น”
“งั้นกลุ่มดาวพวกนั้นไปอยู่ที่ไหน?”
“หมายความว่ายังไง?”
[กลุ่มดาวจำนวนมากกำลังเฝ้าดูการตัดสินใจของคุณ]
มันเป็นไปได้ว่าพวกเขากำลังวุ่นอยู่กับการเฝ้าดูหายนะของพวกเรา
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ‘ กำลังวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มดา
วอื่นๆ และถามพวกเขาว่าความชอบธรรมในการถ่ายทอดสดดวงดาว
แห้งเหี่ยวไปหมดแล้วเหรอ]
[กลุ่มดาว ‘มังกรอเวจีเปลวเพลิงทมิฬ‘ กอดอกของเขาและส่ายหัว]
[กลุ่มดาว ‘ผู้กอบกู้อิสรภาพที่เก่าแก่ที่สุด‘ พบว่ากลุ่มดาวจาก
เนบิวลาใหญ่ช่างน่าสมเพช]
แม้กระทั่งกลุ่มดาวจากฝ่ายพวกเราก็ยังโมโหพวกเขา
[กลุ่มดาวส่วนหนึ่งเถียงว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะบริษัทของคิมทกจา]
บางส่วนก็เริ่มโต้เถียงกลับมาว่ามันเป็นความผิดของพวกเรา
[กลุ่มดาวจำนวนหนึ่งเถียงว่ามันเป็นบริษัทของคิมทกจาที่ขโมยส่วน
แบ่งของพวกเขาไปก่อน]
มันเป็นธรรมดาที่จะมีการยืนกรานเถียงแบบนั้น แต่ด้วยเหตุผลบาง
อย่าง จิตใจของผมกลับสงบนิ่งแม้จะได้ยินคำพูดของพวกเขา เพราะ
ผมพอจะรู้ว่าทำไมพวกเขาถึงทำแบบนี้
ย้อนกลับไปเมื่อพวกเราไปเยือนออซ ลิงตัวนั้นได้บอกกับผมว่า
– หลายๆ เรื่องราวที่ประกอบขึ้นจากมหาเรื่องราวต่างก็ประสบปัญหา
คล้ายๆ กับออซ มันมีเรื่องราวที่เพิ่งปรากฏขึ้นมาเมื่อไม่นานนี้ได้เริ่ม
กลืนกินส่วนแบ่งของเรื่องราวอื่น เจ้าก็รู้… ข้ากำลังพูดถึงเรื่องราวของ
พวกเจ้า
เดิมที่ ตัวละครหลักในสถานการณ์นี้ควรจะเป็นเนบิวลาที่มีตำนานมา
เนิ่นนาน อย่างไรก็ตาม พวกเขาต่างพากันสูญเสียเรื่องราวที่สำคัญให้
กับพวกเราหรือไม่ก็ถูกทำลายไประหว่างทาง ท่ามกลางเรื่องราวเหล่า
นี้ การถ่ายทอดสดดวงดาวยังได้ติดป้ายไว้ว่าพวกเราแข็งแกร่งที่สุด
เป็นอันดับที่สามอีก ดังนั้นพวกเขาคงเกิดความรู้สึกไม่ยินยอม
พร้อมใจขึ้นมาได้เป็นธรรมดา
…แน่นอน มันไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่พวกเขาทำอยู่ในตอนนี้เป็นสิ่งที่
ถูก
ฮันซูยองกัดเล็บของเธอและถาม “ทิ้งโลกไปจะไม่ดีกว่าเหรอ? แล้ว
พวกเราก็หาวิธีไปยังสถานการณ์สุดท้ายพร้อมกับทุกคนแทน…?”
“เธอก็รู้ว่ามันจะไม่เกิดขึ้น”
เฉพาะคนที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่จะไปยังสถานการณ์สุดท้ายได้
แม้ว่าทุกคนบนโลกจะเข้าร่วมบริษัทของคิมทกจา แต่ผลที่ตามมาจาก
พายุความเป็นไปได้จากการกระโดดข้ามสถานการณ์ก็จะทำลายล้าง
พวกเราทุกคน
“บ้าเอ้ย”
ผมสัมผัสได้ว่าเธอกำลังเปิดใช้งานการทำนายลอกเลียนแบบอยู่
ภายในหัว
“นายบอกว่าราชาเทพเจ้าภายนอกพวกนี้คือสิ่งมีชีวิตจากรอบที่ 999
งั้นพวกมันมีกี่คนกัน?”
“จากที่ฉันรู้ ถ้าไม่รวมนักเขียนลับก็มีสี่คน”
“…พวกเราจะต้องสู้กับทั้งสี่พร้อมกันเลยเหรอ?”
ผมส่ายหัวและนึกถึงรายชื่อของราชาเทพเจ้าภายนอกที่ผมจำได้
「’เปลวเพลิงแห่งชีวิต‘ ที่ลุกโชนขึ้นมาจากทิศตะวันออก」
「’เจ้าแห่งเกาะที่ล่มสลาย‘ หายนะแห่งโลกทางทิศตะวันตก」
「’ราชันมหาอเวจี‘ ผู้ปกครองแห่งจักรวาลตอนเหนือ」
「’ราชาดวงใจสีเงิน‘ ผู้ปกครองมิติดวงดาวในทิศใต้」
สิ่งมีชีวิตที่ได้กลายเป็นราชาแห่งเทพเจ้าภายนอกหลังจากได้เห็นบท
สรุปของการเสื่อมถอยรอบที่ 999
อย่างไรก็ตาม แม้ว่านี่จะเป็นสำนักงาน แต่ผมก็ไม่มั่นใจว่าพวกเขาจะ
สามารถเรียกราชาทุกคนมายังสถานการณ์นี้ได้ ถึงอย่างไรพวกเขาก็
ไม่ชอบสถานการณ์ที่พวกเขาไม่สามารถควบคุมได้อยู่แล้ว ซึ่งก็
หมายความว่า…
“จะมีคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิค และเมื่อพวกเราทุก
คนเริ่มเคลื่อนไหว อีกคนก็น่าจะปรากฏตัวขึ้น ซึ่งก็คงจะเป็นราชาสอง
คน”
“โอเค งั้นก็คนหนึ่งตรงมหาสมุทรแปซิฟิค และอีกคนก็คงจะเป็นอูรี
เอลจากรอบที่ 999 ใช่ไหม?”
“ใช่?”
“พวกเขาแข็งแกร่งแค่ไหน? ตอนนั้นฉันเห็นแค่แป๊ปเดียว…”
“อูรีเอลจากรอบที่ 999 ทำให้นักเขียนลับอยู่ในสภาพนั้นได้ ประมาณ
นั้นแหละ”
“…ฉิบหาย แล้วตัวตนแบบนั้นจะปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับลูกน้อง
ด้วย??”
ฮันซูยองได้เห็นพลังของนักเขียนลับมาแล้วในช่วงการต่อสู้กับมังกร
แห่งวันสิ้นโลก ดังนั้นปฏิกิริยาของเธอจึงไม่เกินไปเลย
“กลุ่มดาวจากช่องของพวกเราจะช่วยพวกเราแน่ๆ ใช่ไหม?”
“แม้ว่าพวกเขาจะช่วยพวกเรา มันก็ไม่แน่ว่าพวกเราจะชนะ สิ่งที่
สำคัญที่สุดคือพวกเราจะไม่สามารถแสดงความแข็งแกร่งออกมาได้
เต็มที่เพราะขาดยูจงฮยอคไป”
แผนการเดิมของผมคือการแยกสหายออกเป็นสองกลุ่มเพื่อเข้าจัดการ
กับราชาเทพเจ้าภายนอก อย่างไรก็ตาม ถ้ายูจงฮยอคที่เป็นกำลังหลัก
ขาดไป งั้นพวกเราก็คงจะไม่สามารถพึ่งพาพลังของรอบที่ 1863 ได้
ครืน!
พวกเขาเห็น ‘คลื่น’ ค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ผ่านหน้าจอ มันคงจะสาย
เกินไปถ้าพวกเราจะเริ่มป้องกันตัวเมื่อขอบเขตของมหาภัยพิบัติมาถึง
คาบสมุทรเกาหลีแล้ว
ผมรีบตัดสินใจใหม่
“ลงมือเถอะ ฉันจะบอกเองว่าต้องทำอะไร”
เหลือเวลาอีกห้าชั่วโมง
พวกเราจำเป็นต้องเตรียมตัวให้เสร็จภายในเวลาเท่านี้
*
ในขณะที่ฮันซูยองวุ่นอยู่กับการอธิบายแผนการใหม่ของผมให้กับ
สหาย ผมก็เดินไปคุยกับลีกิลยัง หลังจากได้ยินว่าผมเรียก เด็กหนุ่มก็
รีบวิ่งเข้ามายังห้องรับแขกพร้อมด้วยสีหน้าสดใด
“พี่! พี่เรียกผมเหรอ? มีอะไรรึเปล่า?”
ผมพยักหน้า “อื้อ นั่งลงก่อนสิ”
เขารีบนั่งลงบนโซฟาและเงยหน้าขึ้นมองผมด้วยสายตาเป็นประกาย
ราวกับว่าเขาไม่อาจรอฟังสิ่งที่ผมจะพูดได้แล้ว
ผมจ้องลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น
「เด็กที่คิดว่าโลกใบนี้คือเกม」
แม้กระทั่งในตอนนี้ ความทรงจำครั้งแรกเมื่อผมพบกับลีกิลยังก็ยังคง
ชัดเจนอยู่ภายในหัวของผม มันเป็นฝันร้ายที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอัน
แสนน่ากลัว ถ้าลีกิลยังไม่จับแมลงมาในวันนั้น คนที่ต้องตายก็คงจะ
เป็นผม
「เด็กหนุ่มนักสะสมแมลงที่ไร้แม่ บัดนี้เขาโตพอที่จะเป็นนักเรียน
มัธยมแล้ว」
ผมไม่ได้ช่วยแม่ของเขาไว้ในวันนั้น มันจะเป็นยังไงกันถ้าวันนั้นผม
ตัดสินใจอีกแบบ?
ยกตัวอย่างเช่น จะเป็นยังไงถ้าความรังเกียจมนุษย์ของผมมีน้อยลง
กว่านี้? จะเป็นยังไงถ้าผมไม่สังเกตเห็นแผลบนแขนเด็กหนุ่มในขณะที่
คว้าแมลงเอาไว้? จะเป็นยังไงถ้าผมไม่มีงานอดิเรกชอบคาดเดาเรื่อง
ราวของคนอื่นผ่านหลักฐานไม่กี่อย่าง?
จะเป็นยังไงถ้าผมไม่ได้อ่านหนทางเอาชีวิตรอด?
จะเป็นยังไงถ้าผม… ไม่ใช่คิมทกจา…?
“…ขอโทษนะครับ”
เอ๋?
“…ผมขอโทษนะพี่”
ลีกิลยังก้มหัวลง ไหล่ของเขาสั่นจากความประหม่าเหมือนกับเด็กน้อย
ที่กลัวการถูกลงโทษ
มันเป็นเพราะผมดูน่ากลัวเหรอ? หรือมันเป็นเพราะเหตุผลอื่น?
ลีกิลยังพูดต่อ “แต่ แต่ ผมไม่มีทางเลือก… ถ้าผมไม่ลงนามในสัญญา
ชินยูซองก็อาจจะ…”
หลังจากนั้นผมจึงตระหนักขึ้นมาได้ว่าเขากำลังพยายามจะพูดอะไร
「และเด็กหนุ่มคนนี้ได้ลงนามกับปีศาจเพื่อที่จะปกป้องสิ่งมีค่าของ
เขา」
ช่วงเวลาหนึ่งในบันทึกการเดินทางสู่ตะวันตกปัดผ่านหัวสมองของผม
ผมเห็นมันได้อย่างชัดเจน – พายุสีเหลืองระเบิดออกมาจากร่างของ
เด็กหนุ่มในตอนนั้น
ลีกิลยังกำลังพูดถึงเรื่องนี้อยู่
“ผม ผมจำได้ที่พี่บอกผมว่าอย่าใช้พลังของผู้สนับสนุน! ผมสาบาน
ได้ ผมไม่ได้ตั้งใจจะผิดสัญญาจริงๆ! ผม ผม…”
ในขณะที่เด็กหนุ่มพูดละลํ่าละลักออกมา ผมก็วางมือไว้บนหัวของเขา
“นายทำได้ดี”
“เอ๋?”
ดวงตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้างขึ้น ดังนั้นผมจึงพูดด้วยนํ้าเสียงที่น่าเชื่อ
ถือยิ่งขึ้น “นายทำได้ดี ถ้าไม่มีนาย พวกเราคงจะตายกันหมดแล้ว”
ผมรู้ดีว่าเด็กคนนี้ต้องผ่านความยากลำบากมาแค่ไหน เพราะผมเองก็รู้
ดีถึงความโศกเศร้าของการได้เห็นสหายตายต่อหน้าต่อตาและไม่
สามารถช่วยอะไรได้ ลีกิลยังคงรู้สึกแบบเดียวกันนั้น
“อย่างไรก็ตาม ถ้าทำแบบนั้นอีกนายจะเจอปัญหาเอาได้ นายรู้ใช่
ไหม? ด้วยพลังของนาย…”
“…ผมเองก็ไม่อยากทำ”
“อะไร?”
“ถ้ามันเป็นแบบนั้นอีก ผมก็จะตัดสินใจเหมือนเดิม ผมจะพึ่งพาพลัง
นั้นอีก ผมจะ… ผมจะปกป้องชินยูซองและสหายของผม”
“แต่กิลยัง”
เขาลังเลไปเล็กน้อยก่อนที่จะหลบมือของผม เขาเงยหน้าขึ้น และผม
ก็เห็นอารมณ์อันซับซ้อนหมุนวนอยู่ในดวงตาของเขา
ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่แค่ผมเท่านั้นที่ตัดสินใจ
“ผมรู้ว่าพี่เรียกผมมาตำหนิ แต่ผมเองก็มาที่นี่เพื่อบอกกับพี่เหมือนกัน
ผมไม่ใช่เด็กน้อยอีกแล้ว พี่ ผมเองก็มีคุณสมบัติเหมือนอย่างทุกคน
ผมมาได้ไกลขนาดนี้เพราะผมผ่านสถานการณ์ทั้งหมดนั่นมาแล้ว”
ผมลอบกลืนนํ้าลายกลับลงไป
ผมรู้แล้ว แต่…
เสียงของกำแพงที่สี่ดังขึ้นมา
「อย่า ทำ เหมือนว่า เขา เป็น เด็ก นาย มัน เด็ก ยิ่ง กว่าอีก」
‘กิลยังยังเป็นเด็กอยู่’
「นาย จะ สู้ ไม่ ได้ ถ้า ไม่ มี เขา」
「คิม ทก จา การ ทำ ตัว เหมือน เป็น คน ดี ไม่เหมาะ กับ นาย」
ผมรู้แล้ว แต่ถึงกระนั้น นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า…
「ไม่ ต้อง ห่วง เพื่อน ของ ฉัน จะ ช่วยเอง」
…เพื่อนของนาย?
จากนั้นเอง กำแพงโปร่งใสก็ปรากฏขึ้นรอบๆ ตัวลีกิลยังพร้อมกับเสียง
ดัง ‘เปรี้ยง’
[‘กำแพงที่สี่’ กำลังตอบสนองต่อเพื่อนของมัน]
ผมเอื้อมมือออกไปหาอากาศอันว่างเปล่าอย่างระมัดระวัง
มันมีบางสิ่งอยู่ตรงนั้น สัมผัสของกำแพงอันนี้ – ผมรู้สึกคุ้นเคยกับมัน
อย่างไรก็ตาม กำแพงนี้ก็ยังไม่สมบูรณ์
ในที่สุดผมก็เข้าใจอะไรหลายๆ อย่าง
…งั้น มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ‘กำแพง’ นั่นอยู่กับเด็กคนนี้…
“พ-พี่ แม้ว่าพี่จะบอกว่าไม่ แต่ผม…!”
เขาคงรู้สึกกลัวเมื่อเห็นมือของผมเอื้อมออกไปหาอากาศอันว่างเปล่า
เพราะเขาเริ่มตะโกนออกมาด้วยนํ้าเสียงสั่นๆ ผมรีบลดมือลงและจับ
เขาไว้ ผมจับเขาไว้แน่นจนกระทั่งเขาเริ่มหยุดสั่น
“นายพูดถูก กิลยัง”
“…พี่?”
“ฉัน… พวกเราคงไม่ได้เห็นบทสรุปถ้าไม่มีความช่วยเหลือของนาย
พวกเราต้องการนายในสถานการณ์ที่พวกเรากำลังจะเข้าไป”
ผมกะพริบตาอย่างช้าๆ
มันก็ช่วยไม่ได้ ผมต้องยอมรับว่าสถานการณ์ของพวกเราในปัจจุบัน
นั้นมันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพึ่งพาเด็กคนนี้
“แม้ว่ามันจะเป็นความจริง แต่ฉันก็จะไม่ปล่อยให้นายต่อสู้เพียงลำพัง
นี่คือความปรารถนาของฉัน และฉันจะไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปแน่ นาย
เข้าใจไหมกิลยัง?”
ลีกิลยังพยักหน้าอย่างช้าๆ เขาเช็ดนํ้าตาและยิ้มออกมาอย่างมีความ
สุข หัวใจของผมเจ็บปวดเมื่อต้องคิดว่าผมกำลังจะเข้าร่วมสงคราม
โดยมีเด็กคนนี้ร่วมด้วย
น่าเสียดาย มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
“ฉันอยากจะคุยกับผู้สนับสนุนของนาย”
คำพูดของผมทำให้ดวงตาของลีกิลยังสั่นสะเทือนอย่างเห็นได้ชัด
“…ต-แต่พี่ ห-หมอนั่น มัน…”
“ไม่ต้องห่วง”
เหตุผลที่ผมไม่อยากจะใช้ผู้สนับสนุนของเขาก็เป็นเพราะหมอนั่น
อันตรายเกินไป
「“…เจ้าจะไม่มากับข้าจริงๆ เหรอ? เจ้าจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ถ้าเจ้าอยู่กับข้าแทนที่จะเป็นเขา ถึงกระนั้นเจ้าก็คิดจะอยู่แบบนี้เห
รอ?”」
ยูจงฮยอคคงจะรู้เหมือนกัน และนั่นเป็นเหตุผลที่เขาพยายามจะพาตัว
ลีกิลยังไปด้วย ไอ้จิ้งจอกเจ้าเล่ห์เอ้ย
ผมคว้าไหล่ของลีกิลยังที่กำลังเป็นกังวลไว้และพูดขึ้นมา “พี่ของนาย
เป็นกลุ่มดาวระดับเทวะแล้วนะ”
ถ้ามันเป็นหลายวันก่อน ผมคงจะเลี่ยงการตัดสินใจแบบนี้ แต่ตอนนี้มัน
ต่างออกไปแล้ว
ผมสูดลมหายใจเข้าเบาๆ และในขณะที่เงยหน้าขึ้น ผมก็พูดด้วยนํ้า
เสียงที่แท้จริง [ฉันรู้ว่านายดูอยู่ ออกมาได้แล้ว]
ในช่วงเวลาที่นํ้าเสียงของผมเปลี่ยนไป แรงสั่นสะเทือนอันหนักหน่วง
ก็แผ่ออกมารอบๆ ตัวพวกเรา ประกายแสงเอ่อล้นไปทั่วห้อง และ
สีหน้าของลีกิลยังก็เปลี่ยนไป ในขณะที่คิ้วของเขาขมวดด้วยความ
เจ็บปวด ดวงตาของเขาก็เริ่มกลายเป็นสีขาว ผมตระหนักได้ว่ามันเกิด
อะไรขึ้น ดังนั้นผมจึงรีบฝ่าพายุความเป็นไปได้เข้าไปและจับไหล่ของ
เด็กหนุ่มไว้แน่น
[ฉันไม่เห็นจำได้ว่าบอกให้นายจุติลงมา]
เปรี้ยง!
พายุความเป็นไปได้ลดลงไป และความเจ็บปวดทุกรูปแบบก็สาดเข้า
ใส่แขนของผม แต่ผมก็ทนได้ ถ้าผมไม่วางท่าสักหน่อย ผมก็คงจะไม่
สามารถเจรจากับหมอนี่ได้
[สถานะของคุณกำลังสยบผลลัพธ์ของพายุความเป็นไปได้]
สีหน้าของลีกิลยังฟื้นคืนสติกลับมาอย่างรวดเร็ว
และในทันใดนั้นเอง เสียงที่เหมือนกับการกระพือปีกของแมลงก็ดัง
ออกมาจากปากของเขาซึ่งดูราวกับมีความมืดมิดอันว่างเปล่าเข้ายึด
ครอง
[ข้าคุ้นเคยกับการรอคอย แต่เจ้าใช้เวลานานเกินไปแล้ว]
เสียงนี้ฟังดูราวกับมีตัѹกแตนนับล้านตัวถูกบดขยี้พร้อมๆ กัน
ข้างนอกหน้าต่างมืดลง ผมสงสัยว่าพระอาทิตย์คงตกดินไปแล้ว แต่
เมื่อมองดูใกล้ๆ ผมก็ตระหนักได้ว่ามันเป็นพวกแมลงที่พากันมาเกาะ
หน้าต่างไว้ เหล่าตัѹกแตนกำลังจ้องมาที่ผมพร้อมกับวิ่งพล่านไปทั่ว
ผมมองไปยังฝูงตัѹกแตนและพูดขึ้นมา [เมื่อเทียบกับระยะเวลาที่นาย
ต้องทน การรอคอยของนายในคราวนี้ก็ไม่ได้มากมายอะไรเลย หยุด
เวอร์ได้แล้ว]
[เจ้า… เจ้ารู้เหรอ… รออะไร?]
สรรพสิ่งเงียบเสียงลง เสียงที่แท้จริงของมันฟังดูเหมือนกับเสียง
สะท้อนจากความว่างเปล่าที่ผมไม่อาจหยั่งถึงได้ บรรยากาศโดยรอบ
คลาคลํ่าไปด้วยสถานะสีดำ ผมปรับออร่าของตัวเองและพูดต่อ
[อย่างน้อยฉันก็รู้ว่านายคือ ‘ความชั่วร้ายที่ถูกลืมเลือน’]
สิ่งนี้ทำให้คิ้วเหนือดวงตาสีขาวของลีกิลยังโค้งขึ้นเล็กน้อย มันราวกับ
ว่าบรรยากาศอันเย็นยะเยือกกำลังเข้าปกคลุมพวกเรา ผมทนต่อมัน
และพูดขึ้นมาอีกครั้ง
[‘ความชั่วร้าย’ ที่ดวงดาวอื่นๆ พากันลืมเลือนหลังจากผ่านมานาน
แสนนาน ‘ความชั่วร้าย’ ที่ถูกเนรเทศโดย ‘ความชั่วร้าย’ อื่นๆ และถูก
ผนึกไว้ภายในชั้นที่ลึกที่สุดของโลกปีศาจ]