มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT - ตอนที่ 468
บ่อยครั้งมีการกล่าวกันว่าส่วนที่ลึกที่สุดของขุมนรกคือที่พำนักของ
มังกรแห่งวันสิ้นโลก นั่นคือเหตุผลว่าทำไมสงครามระหว่างกลุ่มดาว
และปีศาจถึงมีชื่อเสียงมากนัก มันเป็นเพราะอาร์มาเก็ดดอนที่ลุกโชติ
ช่วงอยู่ในเพลิงของมังกรอันน่าพรั่นพรึงนี้
แต่ความจริงก็คือมังกรแห่งวันสิ้นโลกไม่ใช่หายนะเดียวที่มีอยู่ภายใน
สงครามระหว่างกลุ่มดาวและปีศาจ
หายนะแห่งดวงดาวที่กวาดไปทั่วโลกด้วยพายุแมลงสีเหลืองพร้อม
กับชื่อที่เลือนหายไป มันมีหายนะเช่นนี้อยู่ด้วย
[โอ้ ราชาตัѹกแตน ‘ผู้ปกครองแห่งหลุมที่ลึกที่สุด’]
คำพูดของผมทำให้เกิดพายุอันรุนแรงขึ้นพร้อมกับข้อความอันใหม่
[ผู้สนับสนุนของตัวละคร ‘ลีกิลยัง’ เปิดเผยคำขยายของมัน]
[กลุ่มดาว ‘ผู้ปกครองแห่งหลุมที่ลึกที่สุด’ กำลังมองมาที่คุณ]
ผู้ปกครองแห่งหลุมที่ลึกที่สุด อบาดอน
เฉกเช่นตัวละครหลักคนอื่นในสงครามระหว่างกลุ่มดาวและปีศาจ มัน
เองก็เป็นตัวตนในระดับเทวะ
อย่างไรก็ตาม เจ้านายแห่ง ‘กำแพงแบ่งความดีและความชั่วร้าย’ ก็ไม่
ยอมรับมันในฐานะความชั่วร้ายเพื่อประโยชน์ของตัวเอง และซํ้าร้าย
ยิ่งกว่านั้นก็ยังไม่ปล่อยให้มันได้เข้าสู่ตำแหน่งของ ‘ราชาปีศาจทั้ง
เจ็ดสิบสอง’ แห่งโลกปีศาจ
และดังนั้น สิ่งมีชีวิตผู้นี้จึงเป็นเหมือนกับเทพเจ้าภายนอกซะมากกว่า
แม้ว่ามันจะเป็น ‘มหาความชั่วร้าย’ ที่เคยอาบย้อมจักรวาลด้วยภัย
พิบัติแมลงมาครั้งหนึ่ง แต่มันก็ต้องถูกจองจำอยู่นับหมื่นปีภายในคุก
แห่งความทรงจำที่ถูกลืมเลือน
สิ่งมีชีวิตที่ถูกทรยศแม้แต่จากเผ่าพันธุ์ของตน ‘เหล่าปีศาจ’ ในขณะที่
เชื่อมั่นในคำสัญญาอันว่างเปล่าของผู้อื่นว่ามันจะได้ตื่นขึ้นมาในกลียุค
「จนกระทั่งมนุษย์ผู้หนึ่งได้ใช้ ‘ตัѹกแตน’ เป็นวิธีการเคลียร์
สถานการณ์ในวันหนึ่ง」
[เรื่องราว ‘นักจับตัѹกแตน’ เริ่มเล่าเรื่องราวของมัน!]
เรื่องราวของลีกิลยังที่งอกเงยขึ้นมาจากสถานการณ์ของพวกเราได้
ปลุกปีศาจบรรพกาลขึ้นมาจากการหลับใหล
[บอกเหตุผลของเจ้ามา… เหตุผลที่อัญเชิญข้าออกมา กลุ่มดาว… ผู้
จองหอง]
ผมสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดซ่อนเร้นจากนํ้าเสียงที่เต็มไปด้วยความ
เกลียดชังอันไร้ก้นบึ้งของมัน มันถูกเมินจากศัตรูของมัน ‘ความดี’
และถูกทรยศโดยผู้ที่ควรจะเป็นพันธมิตรของมัน ‘ความชั่วร้าย’
[นายคิดว่าไง? ฉันเรียกนายมาที่นี่เพื่อให้นายหยุดใช้ประโยชน์จาก
เด็กน้อยตัวเล็กๆ คนนี้หลังจากที่นายบังคับให้เขาเซ็นสัญญากับนาย]
[…..]
[ถ้านายอยากจะเซ็นสัญญากับใครสักคน งั้นก็มาทำกับฉันแทนสิ มัน
จะยุติธรรมกว่าไหม?]
[ข้ายกโทษ… ให้กับความอวดดี… ของเจ้า… เพราะเจ้า… ทำลาย…
สงครามระหว่างกลุ่มดาวและปีศาจลงก็เท่านั้น…]
ริมฝีปากของลีกิลยังบิดเบี้ยวไปเล็กน้อยและก่อตัวขึ้นเป็นรอยยิ้ม
หมอนี่ มันครอบครองคุณสมบัติของมหาความชั่วร้าย แต่มันกลับ
ตัดสินใจไม่เข้าร่วมในสงครามระหว่างกลุ่มดาวและปีศาจตั้งแต่ต้นจน
จบ บ้าเอ้ย มันทำราวกับว่ามันไม่มีตัวตนอยู่ตั้งแต่แรก
ผมพอจะเข้าใจว่าทำไม มหาเรื่องราวนั้นไม่ใช่เทศกาศที่มีความหมาย
สำหรับมันผู้นี้อีกต่อไปแล้ว
[มังกรแห่งวันสิ้นโลกและเอเด็น… โลกปีศาจ… การเฝ้าดูพวกมันถูก
ทำลาย… คือความหรรษา]
[งั้นเหรอ? แต่มันจบแค่นั้นเหรอ?]
[จบ…?]
[อบาดอน นายยังคงเป็น ‘ความชั่วร้าย’]
คำพูดของผมทำให้คิ้วของลีกิลยังสั่นไหว [มหาสงคราม… ระหว่าง
กลุ่มดาวและปีศาจ… จบลง… แล้ว…]
[ใช่ มันจบแล้ว แต่มันจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในอนาคต และสถานการณ์ที่
นายจะกลายเป็นหายนะก็อาจจะถูกสร้างขึ้นในระหว่างนั้น ณ ที่ๆ ทุก
คนจดจำคำขยายของนายได้ ณ ที่ๆ ทุกคนสั่นสะท้านจากความหวาด
กลัวเมื่ออยู่ตรงหน้าชื่อของนาย]
[ทำไม… เจ้าถึง… พูดอะไรแบบนี้?]
อบาดอนยิ้มราวกับว่ามันได้ยินถ้อนคำเสนาะหู
ผมตรงเข้าประเด็น [ฉันจะไม่อ้อมค้อมนะ นายออมแรงไว้พอแล้ว ตอน
นี้ได้เวลาให้พวกเราหยิบยืมความช่วยเหลือจากนายได้แล้ว]
[ทำไม… ข้าต้องช่วย…?]
[เพราะแม้แต่นายก็คงจะถูกทำลายถ้านายไม่ยอม นายก็รู้ดีอยู่แล้วว่า
กลุ่มดาวอื่นๆ จะไม่ให้เวลากับนายหลังจากที่พวกเราหายไปหมด]
[…ข้าคือ… ความชั่วร้าย… บรรพกาล…]
[กลุ่มดาวในฝั่งชั่วร้ายจะไม่มีทางยอมรับนายในฐานะ ‘ความชั่วร้ายที่
เก่าแก่ที่สุด’ จะไม่มีใครยืนอยู่ข้างนาย และฉันก็เดาว่านายคงจะลืมไป
แล้ว แต่มันยังมีสัตว์ประหลาดตัวนั้น ‘บาเอล’ ที่กำลังรอ ‘สถานการณ์
สุดท้าย’ อยู่ด้วย]
[บาเอล…!]
นํ้าเสียงของอบาดอนสั่นราวกับว่ามันควบคุมตัวเองไม่อยู่
บาเอล ราชาปีศาจอันดับหนึ่งในการจัดอันดับ หนึ่งเดียวจากโลกปีศาจ
ที่ได้เข้าสู่พื้นที่สถานการณ์สุดท้าย และยังเป็นราชาปีศาจที่จองจำ
อบาดอนไว้ยังหลุมที่ลุกที่สุดด้วย
[นายช่วยพวกเราและหยุดมหาภัยพิบัติ จากนั้นพวกเราจะมอบโอกาส
ให้นายได้แก้แค้นหมอนั่น]
บรรยากาศโดยรอบสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ผมยืนหยัดต่อสถานะเหล่านั้นและพูดต่อ [โอ้ ผู้ปกครองแห่งหลุมที่
ลึกที่สุด มาเป็น ‘ความชั่วร้ายที่เก่าแก่ที่สุด’ ในโลกที่พวกเราจะสร้าง
ขึ้นเถอะ]
เมื่อเลือกที่จะนอนกับปีศาจ มันก็จำเป็นจะต้องเสนอเหยื่อล่อในระดับ
นี้ อย่างน้อยที่สุด ผมก็ต้องการพลังของอบาดอนเพื่อหยุดภัยพิบัตินี้
ไว้
*
[เหลือเวลาอีก 5 นาที่ ก่อนจะเริ่มสถานการณ์มหาภัยพิบัติ]
ในที่สุดการเตรียมการก็เสร็จสิ้น
ผมมองไปยังเหล่าสหายที่กำลังรออยู่ข้างๆ จัตุรัสและถามพวกเขา “ยู
จงฮยอคตื่นยัง?”
“…ยัง”
ลีซอลฮวาตอบ และผมก็พยักหน้า
ถ้าเขายังไม่ตื่น งั้นพวกเราก็ต้องใช้แผนบี
“ฉันเชื่อในตัวทุกคนนะ พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว”
อันที่จริงแผนบีก็คือแผนเอ – แยกกันออกเป็นสองกลุ่มและต่อสู้กับ
ราชาเทพเจ้าภายนอกแต่ละตน สิ่งที่ยากก็คงจะเป็นส่วนประกอบของ
ทั้งสองกลุ่ม
“เทพเจ้าภายนอกที่กลุ่มแรกจะต่อสู้ด้วยก็คือเปลวเพลิงแห่งชีวิต”
เปลวเพลิงแห่งชีวิต – อูรีเอลจากรอบที่ 999
“คนที่จะปรากฏตัวขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิคก็คือเจ้าแห่งเกาะที่ล่ม
สลาย แต่เมื่อมหาภัยพิบัติเริ่มต้นขึ้น เปลวเพลิงแห่งชีวิตก็จะปรากฏ
ตัวขึ้นแน่ๆ เธอจะเล็งเป้ามาที่นักเขียนลับ” ผมเหลือบมองไปยังนัก
เขียนลับที่กำลังหลับใหลอยู่ภายในทรงกลมผนึกและพูดต่อ “เมื่อ
เวลานั้นมาถึง นี่คือรายชื่อของคนที่จะเข้าร่วม”
สหายทุกคนจ้องมาที่ผมด้วยสายตาที่ตึงเครียด
“จางฮีวอน ลีกิลยัง ชินยูซอง ลีซอลฮวา กงพิลดู ยูซานอา ฮันซู
ยอง…”
ตัวทำดาเมจหลักของกลุ่มนี้คือจางฮีวอน คนที่ครอบครองพลังผนึกที่
แข็งแกร่งที่สุดคือยูซานอา ในขณะที่ฮันซูยองเป็นคนที่เก่งกาจที่สุด
ในการบัญชาการรบ ทั้งสามคนนี้คือตัวหลักของทีม
แน่นอน นั่นยังไม่จบ
“อูรีเอล มังกรอเวจีเปลวเพลิงทมิฬ หงอคง…”
ประกายแสงเต้นระบำอย่างรุนแรงในอากาศในขณะที่ผมพูดออกมา
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ‘ พยักหน้าของเธอ]
[กลุ่มดาว ‘มังกรอเวจีเปลวเพลิงทมิฬ‘ บ่นว่ามันไม่ต้องการถูกสั่ง]
[กลุ่มดาว ‘ผู้กอบกู้อิสรภาพที่เก่าแก่ที่สุด‘ กำลังคาดเดาถึงเจตนา
ของคุณ]
เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามของพวกเราคืออูรีเอลจากรอบที่ 999 พวกเรา
จึงต้องส่งอูรีเอลของพวกเราออกไปด้วย ถ้าโชคเข้าข้างพวกเรา พวก
เราอาจจะได้เห็นผลของทฤษฎีแผ่นฟิล์มไม่เชื่อมต่อได้อีกครั้ง และ
ไม่ต้องสงสัย มังกรเพลิงทมิฬก็คงจะช่วยได้มาก นอกจากนี้ยังไม่
จำเป็นต้องพูดถึงหงอคงที่ได้กลายเป็นกลุ่มดาวระดับเทวะไปแล้ว
“ฉันอยากจะให้เซียนดาบทลายนภา เคียร์อีออส จางฮายัง และ… ผู้
บรรลุที่เหลือคอยเป็นกำลังสนับสนุนด้วย”
“ไว้ใจพวกเราได้!”
จางฮายังตะโกนออกมาหลังจากที่ในที่สุดก็มีภารกิจที่เหมาะสม
สำหรับเธอ อย่างไรก็ตาม ความกระตือรือร้นของเธอก็คงจะยํ่าแย่ลง
เมื่อเธอไปถึงที่นั่น
ส่วนเซียนดาบทลายนภาและเคียร์อีออสก็พากันพยักหน้า ดังนั้นผมจึง
พูดต่อ “สุดท้าย… ฮาเดส เพอร์เซโฟนี ฉันอยากจะให้ทั้งสองคนเข้า
ร่วมกับกลุ่มแรกด้วย”
[กลุ่มดาว ‘บิดาแห่งรัตติกาล’ พยักหน้าอย่างเงียบๆ]
[กลุ่มดาว ‘ราชินีแห่งวสันต์มืดมิด‘ มองมาที่คุณด้วยความเป็นกังวล]
เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ สีหน้าของทุกคนก็เริ่มเปลี่ยนไป
คนแรกที่พูดขึ้นมาคือจางฮีวอน “เดีѺยวก่อน มันจำเป็นจะต้องทุ่มกำลัง
ทั้งหมดไปยังทีมแรกด้วยเหรอ? แล้วใครจะอยู่ทีมที่สอง?”
“ลีจีฮเย ลีฮุนซึง และฉันจะอยู่ทีมที่สอง”
“แล้วกลุ่มดาวอื่นล่ะ?”
ผมไม่ตอบเธอ ซึ่งก็ทำให้ดวงตาของเธอหรี่ลง
“ฟังดูเหมือนเป็นแผนการฆ่าตัวตายเลยนะ…”
ผมลอบมองไปยังยูซานอาที่กำลังยิ้มออกมาเบาๆ ช-ใช่ ถ้ามันเป็น
เธอ เธอก็อาจจะอยู่ข้างผมในคราวนี้
[ใครบางคนกำลังสวดพระสูตร…]
ริมฝีปากของเธอเริ่มสวดบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว จากนั้นผมก็เห็นฮันซู
ยองที่อยู่ไกลออกไปกำลังนวดขมับของเธอพร้อมกับส่ายหัว
‘ฉันบอกนายแล้ว มันไม่ได้ผล’
ผมรีบตะโกนออกไป “ด-เดีѺยวก่อน! มันไม่ใช่แผนการฆ่าตัวตาย มัน
เป็นแผนการที่เหมาะสมจริงๆ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมฉันถึงพาลีจีฮเย
และลีฮุนซึงไปด้วย”
“หืม…”
“ฉันคือกลุ่มดาวระดับเทวะแล้ว ทุกคนก็เห็นหนิว่าฉันแข็งแกร่งขึ้นแค่
ไหน?”
“แน่นอน พวกเราเห็นนายซ่อนตัวอยู่หลังยูจงฮยอคและส่งเสียงเชียร์
เขา”
“ไว้ใจฉันเถอะน่า ทุกคนก็รู้ว่ากลุ่มดาวระดับเทวะเป็นตัวตนแบบ
ไหน!”
“พอนายพูดมันก็ฟังดูแปลกแฮะ…”
สหายของผมดูเหมือนจะติดกับหลังจากผมพูดถึงระดับเทวะอยู่หลาย
ครั้ง อันที่จริง วิธีการล้างสมองที่ดีที่สุดก็คือการพูดซํ้าๆ แบบนี้แหละ
จากนั้นมันก็มีฟ้าผ่าลงมา
[กลุ่มดาว ‘ผู้กอบกู้อิสรภาพที่เก่าแก่ที่สุด‘ กำลังจ้องมาที่คุณ]
หงอคงได้แยกความเป็นไปได้ของเขาออกมาเพื่อสร้างร่างอวตารของ
ตนและปรากฏตัวขึ้นอย่างยิ่งใหญ่พร้อมกับฟ้าผ่า
[น้องเล็ก เจ้าเสียสติไปแล้วเหรอ?]
“ส-ส่งข้อความมาก็ได้… นายจำเป็นต้องสงวนพลังไว้
[ไม่ใช่ระดับเทวะทุกคนที่จะเทียบเท่ากับ ‘เทวะ’ เจ้าเป็นแค่เด็กน้อย
ที่เพิ่งเหยียบย่างเข้าไปในขอบเขตนั้นเท่านั้น]
นี่คือครั้งแรกที่ผมได้เห็นหงอคงยืนกรานแบบนี้ และนั่นก็ทำให้ผม
หงุดหงิดขึ้นมานิดหน่อย ผมตัดสินใจพิจารณาตัวเลือกของผมก่อนที่
จะถอนหายใจออกมาและบอกความจริงกับทุกคน
“…ฉันเองก็ไม่เชื่อว่าความแข็งแกร่งของทีมที่สองจะสามารถสังหาร
ราชาลงได้”
“งั้นนายวางแผนจะทำอะไร?!”
“แกนหลักของทีมนี้คือการทำสงครามแบบสายฟ้าแลบ”
พวกเราขาดยูจงฮยอค ตัวหลักของทีมที่สองไป ด้วยจำนวนแค่พวก
เรา ถ้าพวกเราไม่สามารถยืมพลังของรอบที่ 1863 มาได้ ไม่ว่าพวก
เราจะแยกออกเป็นสองทีมหรือไม่ พวกเราก็ยังไม่แน่นอนว่าจะชนะ
อยู่ดี
เพียงแค่ความผิดพลาดเพียงอันเดียวก็ทำให้พวกเราจบเห่แล้ว ดังนั้น
มันจึงเหลือทางเดียวที่จะทำให้ทุกคนรอดไปได้
“การอยู่รอดของทีมที่สองขึ้นอยู่กับทีมที่หนึ่ง พวกนายต้องเอาชนะ
เปลวเพลิงแห่งชีวิตลงให้ได้โดยเร็วที่สุดและมุ่งหน้ามายังมหาสมุทร
แปซิฟิค เป้าหมายของทีมของฉัน ลีจีฮเย ลีฮุนซึง และฉันก็คือการ
อดทนจนกว่าพวกนายจะมาช่วย”
นี่คือขั้นแรกของแผนการที่ผมวางไว้
*
30 นาทีให้หลัง ลีจีฮเย ลีฮุนซึง และผมก็ออกเดินทางไปยัง
มหาสมุทรแปซิฟิค จนถึงเมื่อพวกเราจากมา ทุกคนก็พยายามจะ
เปลี่ยนใจผม แต่ผมก็ส่ายหัวให้กับพวกเขา
เจ้าแห่งเกาะที่ล่มสลายสามารถทำลายทวีปอเมริกาได้อย่างง่ายดาย
ถ้าพวกเรารอให้หมอนั่นเข้ามาใกล้คาบสมุทรเกาหลี ทุกๆ สิ่งที่อยู่
ใกล้ๆ ก็จะถูกทำลายลงก่อนการต่อสู้จะเริ่มต้นขึ้นด้วยซํ้า
[กลุ่มดาว ‘เทพสงครามทะเล’ กำลังอ่านเส้นทางนํ้าด้วยดวงตาอันลึก
ซึ้ง]
ทั้งลีจีฮเยและลีฮุนซึงต่างก็ดูเครียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายหลัง ใน
ขณะที่เขากลับมาสู่สถานการณ์หลังจากหายไปสักพัก สีหน้าของเขา
ก็ดูเคร่งขรึมยิ่งกว่าเดิม
[กลุ่มดาว ‘แม่ทัพผู้พิพากษาหัวโล้น’ วุ่นอยู่กับการเช็ดหัวของเขา]
[กลุ่มดาว ‘ราชาฮึงมิว’ โศกเศร้ากับโชคชะตาของคาบสมุทรเกาหลี]
มังกรเต่าท่องออกไปยังมหาสมุทร
บางทีภาพที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังอาจจะทำให้เขาเกิดความรู้สึกประทับใจ
ขึ้นมา เพราะลีฮุนซึงได้วางมือไว้บนหน้าอกในทันใดและตะโกนออก
มา “…พวกเราจะปกป้องมาตุภูมิของพวกเราให้ได้”
[กลุ่มดาว ‘วีรบุรุษคนสุดท้ายแห่งฮวางซาบอล’ พยักหน้า]
ผมเองก็ไม่อยู่เฉย “…ฮุนซึง นายบอกว่านายลาออกจากการเป็น
ทหารแล้วหนิ?”
“มันไม่ใช่แค่ทหารหรอกนะที่ต้องปกป้องบ้านเมือง”
เขาพึมพำตอบผมและมองลงไปยังป้ายห้อยคอด้วยดวงตาเศร้าๆ ก่อน
ที่พวกเราจะแยกจากสหายที่เหลือ จางฮีวอนได้มอบสร้อยคอนี้ไว้ให้
กับเขา
‘นายต้องมีชีวิตอยู่ให้ได้ ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม เข้าใจไหม?’
ลีฮุนซึงที่มีสีหน้าดุจลูกวัวน้อยเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าและพยักหน้า
ลีจีฮเยมองดูภาพตรงหน้าและกระซิบอะไรบางอย่างกับผม “ลุง
ทำไมมันรู้สึกเหมือนพวกเราถูกปักธงตายเลย?”
“…พวกเราไม่เป็นไร ถ้าวันนี้มีใครจะต้องตาย มันก็คงจะมีแค่ฮุนซึง
เท่านั้นแหละ”
“ยังไงก็เถอะ ทำไมต้องเป็นเรา ฉันกับลุงฮุนซึง แค่นี้จะไม่เป็นไรเห
รอ?”
“เอ๋?”
ผมแจกแจงแผนงานบนดาดฟ้าเรือในขณะที่อธิบายกับตัวเอง แผ่น
กระดาษพวกนี้คือไอเท็มที่ผมซื้อมาจากกระเป๋าโดเกบิ เป้าหมายใหม่
ของผมคือการทำสิ่งเหล่านี้ให้เสร็จก่อนที่จะเจอกับศัตรูคนใหม่ของ
พวกเรา
“ฉันไม่เข้าใจเลย? ลุงฮุนซึงอ่ะพอเข้าใจอยู่ แต่ฉันล่ะ? มันเป็นเพราะ
พวกเราอยู่บนทะเลงั้นเหรอ?”
“ก็ทำนองนั้น”
“แต่ผู้สนับสนุนของฉันคือระดับยิ่งใหญ่… ไม่สิ ระดับเรื่องเล่า ลุงบอก
ว่าแม้แต่ระดับเทวะก็หยุดเขาไม่ได้ถ้าเขาปรากฏตัวหนิ?”
แน่นอนที่เธอพูดก็ถูก เทพสงครามทะเลคือกลุ่มดาวชั้นยอด แต่เขายัง
อยู่ไกลจากการถูกเรียกขานว่าเป็นกลุ่มดาวที่ยิ่งใหญ่ของการ
ถ่ายทอดสดดวงดาว
“ก็ฉันเชื่อในตัวเธอ”
“…เอ๋?”
“กลุ่มดาวเป็นระดับเรื่องเล่าก็ไม่ได้หมายความว่าอวตารของเขาจะ
เป็นระดับเรื่องเล่าเหมือนกันซะหน่อย”
ลีจีฮเยกะพริบตาของเธอราวกับว่าเธอไม่เข้าใจมันจริงๆ แต่สุดท้าย
เธอก็ยิ้มออกมา “ลุงพูดอะไรน่ะ? ฉันไม่ใช่กลุ่มดาวด้วยซํ้า”
อืม มันก็จริง ตอนนี้เธอไม่ใช่กลุ่มดาว
ลีจีฮเยไม่รับรู้ถึงศักยภาพของตัวเอง เธอไม่รู้เลยว่าตัวเองไปได้ไกล
แค่ไหนในนิยายต้นฉบับ
[กลุ่มดาว ‘เทพสงครามทะเล’ พยักหน้าหลังจากได้ยินคำพูดของ
คุณ]
บางทีเขาเองก็อาจจะรู้แล้วเหมือนกัน
ลีฮุนซึงเดินเข้ามาหาพวกเรา “ยังไงก็เถอะทกจา นายทำอะไรอยู่เห
รอ?”
“อ่า นี่เหรอ?”
ผมส่งไอเท็มที่ผมกำลังทำให้เขาดู และคำอธิบายของมันก็โผล่ขึ้นมา
ในทันที
[ข้อมูลไอเท็ม]
ชื่อ: ธงขาวแห่งการยอมจำนน
ระดับ: SSS
คำอธิบาย: มันเป็นไอเท็มมหัศจรรย์ที่ทำให้ศัตรูมองเห็นการยอม
จำนนของคุณจากระยะไกล โปรดระวังอย่าให้พันธมิตรของคุณเห็นว่า
คุณใช้มัน
ลีฮุนซึงทำสีหน้าไม่เชื่อราวกับว่าเขาได้เห็นของแปลกและขยี้ตาของ
เขาอยู่หลายครั้งก่อนที่เขาจะมองมาที่ผม
ผมยิ้มกลับไป “ฉันบอกแล้วไง ฉันไม่ได้คิดที่จะตาย”
“ต-แต่ นี่ นี่…”
“ในช่วงเวลาที่นายเห็นพวกเขา พวกเราต้องยอมจำนน จากนั้นพวก
เราจะพยายามคุยกับเขา เข้าใจไหม? การต่อสู้คงจะซื้อเวลาได้ไม่
เท่าไร ในทันทีที่พวกเขาปรากฏตัว…”
“ลุง! มีบางสิ่งกำลังมา!”
แทบจะในเวลาเดียวกันกับที่ลีจีฮเยตะโกนออกมา พวกเราก็เห็น
กำแพงคลื่นที่มีความสูงนับร้อยเมตรกำลังขยับเข้ามาหาพวกเรา
[คุณเข้าสู่พื้นที่ของ ‘สถานการณ์มหาภัยพิบัติ’ ก่อนกำหนด!]
[ขอแนะนำให้คุณออกจากพื้นที่สถานการณ์ในทันที!]
[ถ้าคุณไม่สามารถออกไปได้ ‘สถานการณ์มหาภัยพิบัติ’ จะเริ่มต้น
ขึ้น!]
แน่นอน ผมไม่ได้คิดจะหนี
[สถานการณ์ลับ – ‘มหาภัยพิบัติ’ เริ่มต้นขึ้น!]
[การรุกรานของ ‘เทพเจ้าภายนอก’ เริ่มต้นขึ้น!]
[โปรดเอาชีวิตรอดไปจากภัยพิบัตินี้!]
ในช่วงเวลาที่คำอธิบายของสถานการณ์จบลง คลื่นสถานะอันยิ่งใหญ่
ก็สาดซัดเข้าหาพวกเรา นี่คือสถานะที่ยิ่งใหญ่มากจนเส้นขนของผม
ต้องลุกชันขึ้นมาแม้ว่าผมจะเป็นกลุ่มดาวระดับเทวะแล้วก็ตาม
「ภัยพิบัติที่ไม่มีดวงดาวดวงไหนรอดไปได้ นี่คือ ‘มหาภัยพิบัติ’」
กองทัพของเหล่าเทพเจ้าภายนอกที่เข้ามาทำลายล้างโลก
[เรื่องราว ‘ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น’ เริ่มเล่าเรื่องราวของมัน]
ผมปลดปล่อยเรื่องราวออกมาเพื่อปกป้องสหายของผมและเงยหน้า
ขึ้นมองกำแพงคลื่น เสียงโหยหวนของเหล่าเทพเจ้าภายนอกดังก้อง
ออกมา
เหล่าเทพเจ้าภายนอกกองซ้อนกันเป็นชั้นๆ ในระหว่างคลื่น
และมีเรือประจัญบานลำหนึ่งลอยอยู่เหนือกำแพงราวกับว่าจะปกครอง
พวกมัน เรือลำนั้นมีรูปร่างที่คุ้นเคยมาก
มังกรเต่า
นั่นคือมังกรเต่าแน่ๆ แต่ถ้าจะให้พูดถึงความแตกต่างระหว่างมังกรเต่า
ของพวกเราก็คือ มังกรเต่าของศัตรูมีขนาดใหญ่กว่าอย่างน้อยยี่สิบ
เท่า
“ล-ลุง…”
ลีจีฮเยที่กำลังตื่นตกใจจ้องมาที่ผม สีหน้าของเธอกำลังถามผมว่าผมรู้
อยู่แล้วรึเปล่า
ผมพยักหน้า ผมไม่ได้มั่นใจ 100% แต่ก็พอคาดเดาว่ามันจะเกิดขึ้น
ถึงอย่างไรก็ตามผมก็รู้รายชื่อของผู้รอดชีวิตจากรอบที่ 999 ดียิ่งกว่า
ใคร
「หายนะแห่งโลกตะวันตก เจ้าแห่งเกาะที่ล่มสลาย」
เหนือคลื่นที่แยกออกจากกัน พวกเราได้ยินเสียงของเด็กสาวคนหนึ่ง
ที่ได้เห็นบทสรุปของรอบที่ 999
[[บรรจุกระสุน]]
ในช่วงเวลาที่ผมคว้าตัวลีจีฮเยเอาไว้ มันก็รู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบ
พลิกกลับด้าน เรือของพวกเราหันหัวอย่างรวดเร็ว ผมได้แต่หวังว่าเธอ
จะไม่ช้าเกินไป
[[ยิง]]
เปรี้ยง!!
กระสุนปืนใหญ่แผดเสียงดังไปทั่วมหาสมุทร นํ้ารอบๆ ตัวพวกเรา
ระเหยกลายเป็นไอนํ้า และแทบจะในเวลาเดียวกัน มังกรเต่าก็หัน
หัวออกไปได้ทัน แต่ถึงกระนั้น พวกเราก็ไม่สามารถหลบได้ทั้งหมด
“ฮุนซึง!”
ในขณะที่กลิ่นฉุนเต็มไปทั่วจมูกของพวกเรา โลหะเรื่องราวก็รีบเข้า
มาปกคลุมทั้งดาดฟ้า มันปกคลุมแผ่ขยายออกไปและเข้าปกคลุมตัว
เรือ ในไม่ช้า มันก็ปกคลุมไปทั้งตัวเรือและเริ่มเรืองแสงในคลื่นความ
ร้อนสีขาวที่ร้อนมากจนสามารถทำให้ผิวหนังสุกได้ในทันที่ และเมื่อ
แรงปะทะจากผิวโลหะชั้นนอกลดลง ลีฮุนซึงก็ยกเลิกการแปลงร่าง
โลหะ