มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT - ตอนที่ 471
เจ้าแห่งเกาะที่ล่มสลายพูดต่อ
[[มันเป็นเจ้าที่เสนอให้พวกเราทำตามกฎ พวกเราสัญญาว่าจะค้นหา
เรื่องราวของพวกเราอีกครั้งแม้ว่านั่นจะหมายถึงการที่พวกเราจะกลาย
เป็นภัยพิบัติของโลกอื่น เพื่อให้ได้สถานการณ์ของพวกเรากลับมา
จากการถ่ายทอดสดดวงดาว… นั่นคือสิ่งที่เจ้าเสนอใช่ไหม?]]
เรื่องราวที่ไหลเวียนอยู่รอบๆ พวกเขาช่วยให้ผมพอจะเดาได้ว่าพวก
เขาผ่านชีวิตมาแบบไหน
「จีฮเย พวกเราต้องยึดมั่นในกฎ แม้ว่าพวกเราจะกลายเป็นเทพเจ้า
ภายนอกก็ตาม แต่ก็ห้ามลืมกฎนั้น」
「มีแค่กฎเท่านั้นที่จะปกป้องเธอได้เมื่อโลกพยายามที่จะแทรกแซง
เธอด้วยความเจ็บปวด」
「จะบอกให้นะ – เธอไม่ผิด」
ลีจีฮเยจากการเสื่อมถอยรอบอื่นก็ยังคงเป็นลีจีฮเย ลีฮุนซึงเองก็
เหมือนกัน แม้ว่าเขาจะกลายเป็นเทพเจ้าภายนอก แต่ธรรมชาติของ
เขาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป
ราชาดวงใจสีเงินมองมาที่ผม ผมไม่อาจตีความอารมณ์ที่บรรจุอยู่
ภายในสายตาคู่นั้นได้เลย
[[นี่คือกฎของข้า จีฮเย เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมของรอบที่
999 บังเกิดขึ้นอีกครั้ง]]
[[เจ้าพูดบ้าอะไร? กฎคือสิ่งที่เจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ ดุจ
พลิกฝ่ามืองั้นเหรอ??]]
[[ข้าเคยได้ยินเรื่องราวต่างๆ จากผู้สนับสนุนของข้าที่เคยมีชีวิตอยู่ใน
เส้นโลกนี้ ในบางครั้ง… เส้นโลกนี้อาจจะดีกว่าสิ่งที่พวกเราตามหาอยู่
ก็ได้]] ราชาดวงใจสีเงินพูด [[เส้นโลกนี้คือที่ๆ จะได้เห็น ‘ตอนจบ’
ของทุกๆ สิ่ง]]
คำพูดเหล่านี้ทำให้ลีจีฮเยแห่งรอบที่ 999 ลังเล [[เส้นโลกแบบนั้น
ไม่อาจมีตัวตนอยู่ได้ นอกจากนี้ เส้นโลกนี้ก็กำลังจะจบลงแล้ว แม้ว่า
เจ้าจะแทรกแซง แม้ว่าข้าจะหยุด…]]
ดูเหมือนว่าตัวเลือกของราชาดวงใจสีเงินจะไม่ใช่การกลายเป็นมหา
ภัยพิบัติ ผมคาดหวังถึงเรื่องแบบนี้ไว้อยู่แล้ว ถ้าเขาคิดที่จะทำร้าย
พวกเราจริงๆ งั้นเขาก็คงทำตั้งแต่อยู่ที่ออซไปแล้ว
และเนื่องจากผมรู้อยู่แล้ว ผมจึงตัดสินใจพาลีฮุนซึงของพวกเรามา
ด้วย เขาคือไพ่ตายสุดท้ายที่ถูกเตรียมไว้เพื่อการนี้
[[คนเหล่านี้ไม่ได้อ่อนแอแบบนั้น อูรีเอลคนเดียวคงทำมันไม่ได้]]
ราชาดวงใจสีเงินจบประโยคของเขา จากนั้นเจ้าแห่งเกาะที่ล่มสลายก็
ตอบ ดวงตาอันว่างเปล่าและอ้างว้างของเธอกำลังจ้องไปยังเส้นขอบ
ฟ้าไกล แต่จากนั้น ความมีชีวิตก็กลับคืนสู่ดวงตาของเธอพร้อมกับ
สีหน้าที่แสดงถึงความไม่พอใจเท่าไรนัก
[[แล้วถ้าไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวล่ะ?]]
แล้วจากนั้นความมืดสีดำสนิทก็เข้าปกคลุมโลกเหนือเส้นขอบฟ้า
บางสิ่งที่พวกเราไม่ได้คาดการณ์ไว้กำลังเผยตัวออกมาจากทางนั้น
*
สหายของบริษัทของคิมทกจาที่เหลือออกไปตั้งค่ายอยู่ใกล้ๆ กับเกาะ
ด็อกโด และรอบางสิ่งปรากฏตัว
หลังจากคิมทกจาหายไปทางมหาสมุทรแปซิฟิคได้ไม่นาน พวกเขาก็
เริ่มได้ยินเสียงดังอื้ออึงมาจากทางนั้นอยู่บ่อยๆ พวกเขาสะดุ้งทุกครั้ง
ที่ได้ยินเสียงเหล่านั้น ไม่มีใครพูดอะไรออกมา แต่พวกเขาต่างก็รู้ว่า
มันหมายถึงอะไร
‘ฉันอยากจะไปช่วยคิมทกจา’
อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ต้องทน นี่คือแผนการของพวกเขา ถ้าพวก
เขาเคลื่อนไหวอย่างไม่ระมัดระวังล่ะก็ ไม่ต้องพูดถึงการช่วยคิมทกจา
เลย พวกเขาอาจจะสูญเสียทุกอย่างไปก็ได้ ดังนั้นพวกเขาจึงทำตาม
แผน และด้วยแผนการนี้ สถานที่แห่งนี้…
ครืน…
จากนั้นพวกเขาก็รู้สึกได้ถึงคลื่นความร้อนจากท้องฟ้า คลื่นความร้อน
อันทรงพลังได้เข้าปกคลุมทั้งมหาสมุทร เมื่อพวกเขาเงยหน้าขึ้น พวก
เขาก็ได้เห็นภาพอันน่าตกตะลึง
คิมทกจาพูดถูก
「ดวงตะวันแผดเผาจะปรากฏขึ้นกลางมหาสมุทร」
ฮันซูยองที่รับผิดชอบควบคุมหอคอยตะโกนออกมาจากยอดปราการ
ของกงพิลดู “เตรียมตัวต่อสู้!!”
ความร้อนนี้รุนแรงมากจนมันรู้สึกเหมือนกับว่ากระทั่งดวงวิญญาณของ
พวกเขาก็กำลังถูกหลอมละลาย และภายในคลื่นความร้อนที่ว่า มันก็มี
อูรีเอลแห่งรอบที่ 999 ลอยอยู่อย่างเงียบๆ
[[นักเขียนลับอยู่ไหน?]]
「ราชาเทพเจ้าภายนอก ‘เปลวเพลิงแห่งชีวิต‘ ที่ลุกโชนขึ้นมาจาก
ทิศตะวันออก」
ฮันซูยองกลืนนํ้าลายของเธอกลับลงไปหลังจากสัมผัสได้ถึงสถานะ
อันยิ่งใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า พูดให้ถูกยิ่งกว่านั้น เธอพยายามจะทำ
อย่างไรก็ตาม เธอก็ไม่อาจสัมผัสได้ถึงความชื้นใดๆ ภายในปากของ
เธอราวกับว่านํ้าลายทั้งหมดของเธอได้ละเหยไปหมดแล้ว เธอบังคับ
ให้ลำคออันแห้งผากพูดออกมา
“เอาล่ะ พวกเรามา ‘ดับไฟ’ กันเถอะ”
ดับไฟ – นั่นคือภารกิจที่ทีมแรกได้รับมอบหมาย ฮันซูยองนึกถึงคำ
พูดสุดท้ายที่คิมทกจากล่าวไว้กับเธอก่อนที่เขาจะไป
– อย่าฆ่าเธอนะ เธอเองก็เป็นอูรีเอล
…ไอ้บ้าคิมทกจา เขาอยากจะให้พวกเธอสยบของแบบนั้นโดยไม่ต้อง
ฆ่างั้นเหรอ?
ความเงียบดำเนินต่อไป และเปลวเพลิงแห่งชีวิตก็หรี่ตาลง [[ถ้าพวก
เจ้าไม่ตอบ…]]
“ยูซานอา!”
เธอส่งสัญญาให้ยูซานอา และยูซานอาก็ยื่นมือออกมา ในขณะที่จีวร
ของเธอโบกสะบัดเบาๆ แมนดาลายักษ์ก็หมุนวนอยู่ข้างหลังเธอและ
พุ่งเข้าหาดวงอาทิตย์ สกิลดีบัฟที่ทรงพลังที่สุดของบริษัทของคิมทก
จาถูกเปิดใช้งานแล้ว
[เรื่องราว ‘ห้วงเวลาแห่งแมนดาลา’ ถูกเปิดใช้งาน!]
มันแค่เล็กน้อยเท่านั้น แต่การเคลื่อนไหวของดวงอาทิตย์ก็ช้าลงนิด
หน่อย
อูรีเอลแห่งรอบที่ 999 พึมพำออกมา [[…แทรกแซงมิติเวลา?
ศากยมุนีก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ? ข้าสัมผัสออร่าของเขาไม่ได้เลย?]]
ครืน!
เธอกำหมัด และมิติเวลารอบๆ ก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับว่ามัน
จะแตกออกมาได้ทุกเมื่อ
มันมีเลือดไหลออกมาจากริมฝีปากของยูซานอา “นี่คือที่สุดที่ฉัน
ทำได้แล้ว!”
“จางฮีวอน! ชินยูซอง!”
ทั้งสองพุ่งออกไปหลังจากได้ยินคำสั่งของฮันซูยอง
คนแรกที่อูรีเอลแห่งรอบที่ 999 เห็นก็คือชินยูซอง เงามังกรยักษ์วาด
ผ่านน่านนํ้า และจากนั้น ลมหายใจก็เข้าปกคลุมดวงตะวันที่กำลังแผด
เผา
[[งั้นเจ้าก็คือเจ้าแห่งสัตว์อสูรของเส้นโลกนี้สินะ?]]
ร่างอวตารส่วนหนึ่งของอูรีเอลที่สัมผัสเข้ากับลมหายใจมังกรเปลี่ยนสี
ไป แต่นั่นก็กินเวลาเพียงชั่วขณะเท่านั้น ผิวหนังของเธอกลับมาเป็นสี
ปกติในพริบตา
“ทำไมเธอไม่ลองป้องกันนี่ด้วย!”
เสียงนั้นดังมาจากข้างๆ เธอ และจากนั้นอูรีเอลแห่งรอบที่ 999 ก็
เหวี่ยงดาบของเธอออกไปโดยอัตโนมัติ
เคร้ง!!
เพลิงแห่งวิบากกรรมและดาบแห่งการพิพากษาปะทะกัน
จากการปะทะกันแค่ครั้งแรก จางฮีวอนก็ต้องถอยไปพร้อมกับกระอัก
เลือดออกมา
[อวตาร ‘จางฮีวอน’ เปิดใช้งาน ‘เวลาพิพากษา’!]
[[เวลาพิพากษา? เจ้ากำลังใช้เทคนิคนี้กับข้างั้นเหรอ?]]
“ใครจะรู้?”
เพลิงอเวจีเข้าปกคลุมดาบของจางฮีวอน และปีกแห่งทูตสวรรค์ก็ได้
สยายออกมาจากแผนหลังของเธอ อูรีเอลแห่งรอบที่ 999 ยืนยันถึง
เรื่องพวกนี้ และสีหน้าของเธอก็แข็งขึ้นในขณะที่เธอปลดปล่อย
สถานะของเธอออกมา
[[…งั้นเจ้าก็คืออวตารของข้า]]
ราวกับจะยืนยันคำพูดนั้น พลังของกลุ่มดาวได้แผ่กระจายออกมาจาก
ร่างของจางฮีวอนด้วย
[ฮีวอนคืออวตารของข้า ไม่ใช่ของเจ้า!]
อูรีเอลสองคนปลดปล่อยสถานะของพวกเธอออกมาและเริ่มปะทะกัน
การปะทะกันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสีหน้าของจางฮีวอนก็เร่าร้อน
ขึ้นเรื่อยๆ
“พลังนี่มัน…!”
[[ข้าไม่ถูกหลอกโดยความทรงจำที่ไร้สาระพวกนั้นแบบครั้งที่ผ่านมา
อีกแน่]]
จางฮีวอนตกเป็นฝ่ายป้องกันในทันที่ ทำให้อูรีเอลต้องตะโกนออกมา
[■ซบ! เจ้าจะดูอยู่เฉยๆ เหรอฮะ?!]
แทบจะในเวลาเดียวกัน เปลวเพลิงสีดำสนิทก็ลอบโจมตีอูรีเอลแห่ง
รอบที่ 999 จากด้านหลังของเธอ เปลวเพลิงแห่งชีวิตขมวดคิ้วมุ่น
และพูดขึ้นมา [[มังกรเพลิงทมิฬ]]
มังกรเพลิงทมิฬตะโกนออกมาอย่างมีชัย ผ้าพันแผลถูกปลดออกจาก
แขนทั้งสองข้างของเขาแล้ว [คิคิคิ มันรู้สึกยังไงบ้าง ยัยเทวทูตเน่า!]
ฝ่ายดีและฝ่ายร้าย กลุ่มดาวระดับเรื่องเล่าทั้งสองที่เคยสาบานว่าจะ
เป็นศัตรูต่อกันเมื่อครั้งหนึ่งกำลังต่อสู้ร่วมกันเพื่อหยุดภัยพิบัตินี้
เพลิงอเวจีและเพลิงทมิฬสาดเข้าหาดวงตะวัน และในขณะที่เธอถูก
อาบอยู่ในลำแสงเจิดจ้า ฮันซูยองก็ตัวสั่นอย่างเงียบๆ
‘…แข็งแกร่งมาก’
ในทางกลับกัน เปลวเพลิงแห่งชีวิตกำลังต่อสู้กับกลุ่มดาวอันทรงพลัง
ทั้งสองเพียงลำพัง และเธอก็ไม่ถูกกดดันแม้แต่น้อยแม้ว่าทั้งสองจะ
รวมพลังกัน
[[ข้าแห่งรอบนี้เป็นเอามากขนาดนี้เลยเหรอ? เอเด็นอยู่ไหน? ทำไม
เจ้าถึงต่อสู้พร้อมกับคนพวกนี้?]]
[บ้าเอ้ย เอเด็นถูกทำลายไปแล้ว!!]
[[เอเด็นไม่มีอีกแล้ว? และเจ้าก็คิดที่จะเผชิญหน้ากับข้าโดยไม่มีพร
แห่งเนบิวลา?]]
เปลวเพลิงแห่งชีวิตหันหน้าออกไปราวกับว่ามันไม่มีเหตุผลให้เธอ
ต้องสู้กับทั้งสองคนนี้ ลำแสงตะวันรุนแรงยิ่งขึ้น และจากนั้นก็มีบางสิ่ง
เริ่มปีนป่ายออกมาจากความร้อนอันเข้มข้น พวกมันคือเทพเจ้า
ภายนอกที่ติดตามเธอ กองทัพที่มีจำนวนนับพันซึ่งรอคอยคำสั่งจาก
เธอ
[[ไปหานักเขียนลับ]]
พวกมันเริ่มเคลื่อนไหว ผู้ไร้นามจำนวนนับไม่ถ้วนที่ครอบครองปีกอัน
ร้อนแรงเริ่มจุติลงมายังโลกเบื้องล่าง ในอัตรานี้ ทั้งคาบสมุทรเกาหลี
คงจะถูกกวาดหายไปในพริบตา
[อวตาร ‘ชินยูซอง’ เปิดใช้งาน ‘การสื่อสารอันหลากหลายขั้นสุดยอด
LV.???!]
ชินยูซองลงมือ
สัตว์นํ้าจำนวนนับไม่ถ้วนกระโจนออกมาจากมหาสมุทรและกัดข้อเท้า
ของพวกผู้ไร้นามก่อนที่จะลากพวกมันลงไป
จากนั้นกงพิลดูก็เข้ามาร่วมวงด้วย ป้อมปืนบนกำแพงป้องกันเริ่มสาด
กระสุนออกมา และเหล่าผู้ไร้นามก็พากันกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บ
ปวด
อูรีเอลแห่งรอบที่ 999 พูดขึ้นมา [[เจ้ากระทั่งยอมรับชายที่ชั่วร้าย
แบบนั้นเป็นสหายด้วย? ช่างน่าสมเพชจริงๆ]]
เหล่าผู้ไร้นามเดินหน้าเข้าหาปราการของกงพิลดูโดยไม่สะทกสะท้าน
และในขณะที่กำแพงชั้นนอกด้านหนึ่งกำลังจะถูกทำลายลง ฮันซูยอง
ก็ตะโกนออกมา
“ลีกิลยัง!”
ราวกับว่าเขารออยู่แล้ว ลีกิลยังปรากฏตัวขึ้นเหนือกำแพงในทันที
สถานะสีดำสนิทโอบล้อมรอบเด็กหนุ่มในขณะที่เขาตะโกนขึ้นฟ้า และ
เมื่อเขาทำเช่นนั้น เมฆสีเหลืองก็พุ่งออกมาและเข้าปกคลุมสวรรค์
เบื้องบน มันเป็นเวลาเพียงชั่วขณะเท่านั้น แต่กองทัพใหม่นี้ก็มาก
พอที่จะปกคลุมดวงตะวันได้เลย
[กลุ่มดาว ‘ผู้ปกครองแห่งหลุมที่ลึกที่สุด’ แยกเขี้ยวของมันออกมา]
[[…เทพปีศาจอบาดอน? ทำไมคนอย่างเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่?]]
อูรีเอลแห่งรอบที่ 999 คำรามออกมาด้วยความน่ากลัวจากการปรากฏ
ตัวของศัตรูที่ไม่คาดคิด
ด้วยชินยูซองและกงพิลดู และยังมีลีกิลยังที่เข้ามาผสมโรง ในที่สุด
การต่อสู้จึงเริ่มสูสีกัน กองทัพแมลงของอบาดอนพุ่งเข้าหาเหล่าผู้ไร้
นามและขวางพวกมันเอาไว้
[อ๊า!!]
เหล่าผู้ไร้นามดิ้นไปมาด้วยความเจ็บปวด อูรีเอลแห่งรอบที่ 999
ขมวดคิ้วของเธอ เธอป้องกันการโจมตีประสานของทูตสวรรค์อูรีเอล
และมังกรเพลิงทมิฬไว้อย่างง่ายดายด้วยมือข้างเดียวและเริ่มรวบรวม
พลังงานเวทมนตร์ไปด้วย เธอวางแผนที่จะฝ่าวงล้อมออกไปด้วย
เพลิงอเวจีของเธอ
อย่างไรก็ตาม มันก็มีคนที่สามารถอ่านความคิดของเธอได้ก่อน
“โจมตีได้!”
สัญญาณของฮันซูยองทำให้เคียวยักษ์พุ่งออกมาจากมหาสมุทร
พร้อมกับเสียงดังอื้ออึง รอยแผลใหญ่ปรากฏขึ้นบนปีกของทูตสวรรค์
ขนสีขาวร่วงหล่นลงมาพร้อมกับเรื่องราวจากต่างโลก
[[ราชาแห่งยมโลก…!]]
มันเป็นครั้งแรกที่สีหน้าของอูรีเอลแข็งทื่อไป
[เนบิวลา ‘ยมโลก’ ปลดปล่อยเรื่องราวที่เก็บกักเอาไว้!]
ฮาเดสและกองกำลังชั้นยอดของยมโลกส่วนหนึ่งกำลังข้ามประตูมิติ
มา ซึ่งก็รวมถึงสามตุลาการและเพอร์เซโฟนีด้วย
เหล่าผู้ไร้นามที่อยู่รอบๆ ดวงตะวันถูกลากลงมา และสถานะของ
ยมโลกก็เริ่มกดดันอูรีเอลแห่งรอบที่ 999 อย่างไรก็ตาม เธอก็ยืนหยัด
อยู่ได้อย่างมั่นคง
อวตารแห่งศากยมุนีและทูตสวรรค์อูรีเอล รวมทั้งมังกรอเวจีเปลวเพลิง
ทมิฬ และนอกจากนั้นกลุ่มดาวระดับเทวะ ฮาเดส แม้ว่าปีกข้างหนึ่ง
ของเธอจะถูกฉีกขาดจากการลอบโจมตี และเธอก็ติดอยู่ภายใต้กอง
กำลังโจมตีของเนบิวลาที่แข็งแกร่งพอตัว แต่เธอก็ไม่ได้ดูว่าถูกกดดัน
เลย
ไม่สิ มันดูเหมือนว่าเธอกำลังมองหาโอกาสที่จะพลิกสถานการณ์อยู่
“รออะไรอยู่เล่า?! รีบมาช่วยเร็ว!”
[กลุ่มดาว ‘ผู้กอบกู้อิสรภาพที่เก่าแก่ที่สุด‘ เคลื่อนไหวด้วยความ
เกียจคร้านราวกับว่าเขาพบว่าเรื่องทั้งหมดนี้มันน่าเบื่อ]
ครืน!
เมฆครึ้มลอยอยู่เหนือเมฆสีเหลือง สายฟ้าที่เต็มไปด้วยลางร้ายผ่าลง
มายังมหาสมุทรเบื้องล่างในทันใดโดยไม่ออมพลังไว้
และกลุ่มดาวคนหนึ่งก็ได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับสายฟ้านั้น – กลุ่มดาว
ระดับเทวะผู้หยิ่งผยองได้ยืนเด่นอยู่ตรงนั้นแล้ว
อูรีเอลแห่งรอบที่ 999 เบิกตากว้าง กระบองทองลอยเข้ามาหาเธอ
และกระแทกเข้าใส่ร่างของเธออย่างรุนแรง
เธอไม่อาจต้านทานแรงกระแทกนั้นได้ และร่างอวตารของเธอก็
กระแทกลงไปกับมหาสมุทรพร้อมกับเสียงดังกึกก้อง
“สวย หงอคง!!”
ฮันซูยองตะโกนออกมา
พร้อมกับเสียงดังกึกก้อง ร่างย้อมเลือดลอยขึ้นมาจากมหาสมุทร ไม่
นานหลังจากนั้น อูรีเอลแห่งรอบที่ 999 ก็เผยตัวออกมาบนผิวนํ้า เธอ
คงจะฉีกสัตว์นํ้าที่อยู่รอบๆ ไปก่อนที่จะลอยขึ้นมาเพราะร่างทั้งร่าง
ของเธอถูกอาบไปด้วยสีแดงฉาน
สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความอัศจรรย์
[[…ข้าไม่อยากจะเชื่อเลย มหาปราชญ์ แม้แต่เจ้าก็อยู่ฝ่ายนั้นด้วย?]]
ในที่สุด ความอัศจรรย์นั้นก็เปลี่ยนเป็นความปรารถนา
หงอคงตรวจพบการเปลี่ยนแปลงนั้นและถามเธอ [เจ้าเป็นใครกัน มา
ทำตัวราวกับว่าเจ้ารู้จักข้า?]
[[ข้าก็แค่นึกถึงสหายที่ข้าเคยสูญเสียไปในอดีต ข้าไม่ได้มีความ
ปรารถนาที่จะต่อสู้กับเจ้า หลบไปซะ ข้าต้องการแค่นักเขียนลับ
เท่านั้น]]
แน่นอน มันไม่มีเจตจำนงแห่งการต่อสู้อยู่ในนํ้าเสียงของเธอเลย