มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT - ตอนที่ 482
– ถ้าอย่างงั้นจะเกิดอะไรขึ้นกับอวตารทุกคนที่สนับสนุนนายมาโดย
ตลอดล่ะ?!
สนับสนุนเหรอ?
[งั้นพวกเขาสนับสนุนพวกเรายังไง?]
ความปั่นป่วนแพร่กระจายไปทั่วในพริบตา นํ้าเสียงชวนหาเรื่องของผม
ทำให้นักข่าวลุกขึ้นจากที่นั่งและเริ่มตะโกนใส่ผม ตามที่คาดไว้ พลัง
ของสื่อดูจะเป็นอำนาจที่เพียงพอจะทัดเทียมได้แม้แต่กลุ่มดาวระดับ
เทวะ
– นายคิดจะให้บริษัทของคิมทกจาเป็นทรราชแบบนี้เหรอ?!
– ไม่ใช่ว่าทุกคนก็เดินทางมาพร้อมกับนายจนถึงตอนนี้เหรอ?!
ทรราชงั้นเหรอ…?
ก่อนที่ผมจะทันได้ตอบ กลุ่มดาวก็เอ่ยปากขึ้นมาก่อน
[กลุ่มดาวส่วนหนึ่งหัวเราะเยาะคำประกาศของนักข่าว]
[กลุ่มดาวบรรพกาลแห่งคาบสมุทรเกาหลีเศร้าโศก!]
[กลุ่มดาว ‘ดาบเล่มแรกแห่งโครยอ’ จ้องมองไปยังลูกหลาน]
ไม่ว่ามันจะเป็นทรราชหรือไม่ ผมก็ไม่รู้ด้วยซํ้าว่าพวกเขามองพวกเรา
ยังไงกันแน่ ไม่ใช่ว่ามันมีการประท้วงต่อบริษัทของคิมทกจาเกิดขึ้น
อยู่ทุกๆ วันเหรอ?
ผมมองไปยังนักข่าวที่กำลังตะโกนออกมาอย่างเงียบๆ ก่อนที่จะถาม
พวกเขา [งั้นความปรารถนาของฉันจริงๆ คืออะไร?]
– เรื่องนั้น…
[ฉันเคยขอให้พวกนายทำอะไรเพื่อฉันเหรอ?]
หลังจากนั้นเอง เหล่านักข่าวก็หุบปากลงและมองหน้ากัน เหล่าโดเกบิ
เองก็กำลังทำสีหน้าสนอกสนใจ สำหรับพวกเขา เรื่องแบบนี้ควรจะ
เป็นเรื่องราวที่น่าสนุกสนาน อืม มันคือเหตุการณ์ที่ราชาปีศาจแห่งการ
หลุดพ้นทอดทิ้งดินแดนของเขา
สิ่งที่ช่วยดึงนักข่าวขึ้นมาจากหลุมแห่งความสับสนคือกลุ่มอวตารที่
สละเวลาของพวกเขามาอยู่ฝ่ายเขตอุตสาหกรรม
– มันก็เป็นธรรมดาที่คนที่ครอบครองพลังอันยิ่งใหญ่ควรจะมีภาระอัน
ใหญ่ยิ่งด้วย และนายก็กำลังจะละทิ้งความรับผิดชอบในตอนนี้เนี่ยนะ
ชายแก่ที่สวมหมวกโทรมๆ ก้าวออกมาในทันใดและพูดออกมาด้วย
เสียงอันดัง สายตาที่มีความเฉียบแหลมสามารถมองเห็นได้ผ่านปลาย
หมวกของเขา ผมจำไม่ได้ในทันทีว่าเขาเป็นใคร แต่ประโยคนั้น มัน
เคยปรากฏขึ้นในหนทางเอาชีวิตรอดอยู่เหมือนกัน ผมยังได้ยินเสียง
ของลีจีฮเยดังออกมาจากทางด้านหลัง
“อะไรกันเนี่ย ตาแก่นั่นก็มาด้วยเหรอ?”
ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นกลุ่มพันธมิตรจากปูซาน เหล่าผู้เคลื่อนไหวอย่าง
ลับๆ ในขณะที่พวกเราไม่อยู่ ณ คาบสมุทรเกาหลี
ด้านหลังของพวกเขา มันมีธงของสมาคมทหารผ่านศึกที่สามารถมอง
เห็นได้อย่างชัดเจนถูกโบกโดยคนที่สวมผ้าโพกหัวสีนํ้าเงิน และจาก
นั้น สมาชิกพันธมิตรจากชนบทก็ยืนขนาบข้างกลุ่มนี้และตะโกนออก
มาด้วยความโกรธด้วย
– ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น นายต้องทำหน้าที่ของคนที่แข็งแกร่ง
ไม่ใช่ว่านายคือกลุ่มดาวระดับเทวะเพียงคนเดียวบนคาบสมุทรเกาหลี
งั้นเหรอ?
บางคนก็เน้นคำว่าหน้าที่ของผม ในขณะที่…
– ฉันขอร้องล่ะ อย่าทิ้งคาบสมุทรเกาหลีเลย! ถ้านายทำแบบนี้ ชาว
เมืองผู้น่าสงสารบนดินแดนแห่งนี้จะเป็นยังไง??
…บางคนก็พยายามขอความเห็นใจ
– ได้โปรด พาพวกเราไปยังสถานการณ์สุดท้ายด้วย! ทุกๆ คนที่
สามารถเอาชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้ได้มีสิทธิѻที่จะได้รับรางวัลนั้น!
– ไม่มีใครอยากกลายเป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์! นายคิดที่จะ
ทอดทิ้งคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เหล่านี้เหรอ? นายกล้าพูดเหรอว่าตัวเอง
เป็นกลุ่มดาวของคาบสมุทรเกาหลี?!
ในทางใดทางหนึ่ง พวกเขาก็พูดถูก ไม่มีใครในหมู่พวกเราอยากจะ
เป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์ ไม่ใช่ตั้งแต่แรก
[หัวหน้าพันธมิตรต่างๆ มากันแล้ว ดีเลย]
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เรื่องราวจะยังคงเป็นเหมือนเดิมไหม?
[ฉันอยากจะถามพวกนายสักหน่อย พวกนายทำอะไรกันมาจนถึงตอน
นี้ เมื่อสถานการณ์สุดท้ายกำลังจะบังเกิดขึ้น?]
สมาชิกพันธมิตรพากันมองหน้ากันเมื่อได้ยินสิ่งที่ผมพูด
– พวกเรา พวกเรา… ปกป้องคาบสมุทรในขณะที่พวกนายไม่อยู่…!
– นายกำลังดูถูกความพยายามของพวกเรา?! มันเป็นพวกเราที่
ปกป้องคาบสมุทรในขณะที่พวกนายไม่อยู่!
ผมรู้อยู่แล้วว่าพวกเขาทำอะไรกัน ในขณะเดียวกัน ผมก็เห็นสมาชิก
พันธมิตรหลายคนสบตากับนักข่าว
「เผยแพร่บทความ – ให้ทุกๆ คนได้รู้ว่าราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น
กำลังจะทอดทิ้งคาบสมุทรเกาหลี」
พวกเขาน่าจะกำลังใช้สื่อตีข่าว
「ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้นกำลังจะเปิดเผยเจตนาที่แท้จริงใน
ฐานะราชาปีศาจ」
ผมสามารถจินตนาการได้ถึงหัวข้อข่าวโดยไม่ต้องถามพวกเขาด้วยซํ้า
แน่นอน ผมรู้ว่าทำไมพวกเขาถึงยินดีที่จะทำขนาดนี้
「อย่าไปกลัว ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้นยังคงเป็นมนุษย์อยู่ เขาก็
เป็นแค่ชาวเกาหลีอีกคนจริงไหม?」
「ตราบใดที่เขาถือกำเนิดขึ้นบนแผ่นดินนี้ นั่นก็เป็นสิ่งที่เขาไม่อาจ
ขัดขืนได้」
「แม้ว่าเขาจะครอบครองพลังอันยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียง…」
พวกเขายังคงเชื่อในระบบ พวกเขาเชื่อในเรื่องราวประชาธิปไตย หรือ
อะไรอย่างความเป็นมนุษยธรรม
[เรื่องราวบรรพกาลกำลังมองมาที่คุณ]
ผมเห็นมันแล้ว ทุกๆ คนเชื่อว่าพวกเขาสามารถถือครองส่วนแบ่งใน
เรื่องราวเหล่านี้ได้ แต่ในความเป็นจริง มันก็ไม่เป็นเช่นนั้น แม้แต่ก่อน
ที่การถ่ายทอดสดดวงดาวจะมาถึงโลก สถานที่แห่งนี้ก็อยู่ภายใต้กฎ
ของมหาเรื่องราวแล้ว และเหล่าคนที่เชื่อในมหาเรื่องราวนี้ก็อยู่ภายใต้
ความคิดที่พวกเขาเชื่อว่าถูกต้อง เหล่าสมาชิกพันธมิตรตะโกนออกมา
ต่อ
– ไม่ใช่ว่าบริษัทของคิมทกจาผูกขาดสถานการณ์ไว้ตั้งแต่แรกเห
รอ?! พวกเราจะทำอะไรได้ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่ยุติธรรมแบบนั้น?!
[แต่ประตูของเขตอุตสาหกรรมก็เปิดให้พวกนายอยู่เสมอหนิ? สกิล
และเรื่องราวทั้งหมดที่พวกเราได้รับมาก็ถูกเปิดเป็นสาธารณะหนิ?]
– ไม่ แต่ เพราะคนของนายได้เข้าไปยังสถานการณ์ก่อน…!
[มันก็มีคนมากมายจากประเทศอื่นที่เข้าสู่สถานการณ์ล่าช้า หน่วยงา
นที่เฟยหูและข่านเป็นผู้นำก็เป็นบ้านที่คนส่วนใหญ่เพียงเข้าร่วมด้วย
เมื่อไม่กี่เดือนก่อน แต่ในตอนนี้พวกเขาก็อยู่ในครึ่งหลังของ
สถานการณ์แล้ว]
– นั่นมันเรื่องของประเทศอื่น! สถานการณ์ของพวกเราไม่เหมือนกัน!
[พวกเขาไม่มีเขตอุตสาหกรรม โครงสร้างการสนับสนุนของพวกเขา
เน้นหนักไปที่ตัวบุคคลเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม กรุงโซลล่ะเป็นยัง
ไง?]
ผมดีดนิ้ว และบียูก็สร้างหน้าจอหนึ่งมาบนอากาศเบื้องบน และภาพ
ภายในของเขตอุตสาหกรรมก็ถูกฉายออกมา
[พวกเราเผยแพร่วิธีการเคลียร์สถานการณ์ระดับตํ่าเป็นสาธารณะ และ
กระทั่งเผยแพร่ลิสต์ ‘สถานการณ์มหาเรื่องราว’ ด้วย และพวกเราไม่
ได้หวงการสนับสนุนต่อคนที่ยินดีจะเข้าสู่สถานการณ์ พวกเราไม่ได้
จำกัดเรื่องเพศ อายุ เผ่าพันธุ์ – ไม่มีเลย เพราะพวกเรากำลังมองหา
คนกล้าที่พร้อมจะสู้ไปกับพวกเรา]
หน้าจอกำลังแสดงภาพเหล่าอวตารที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักซํ้าๆ
และแม่ของผมก็กำลังสั่งการพวกเขา
และดังนั้น พวกเขาจึงไปได้ไกลกันขนาดนั้นหลังจากผ่านการฝึกปาง
ตายมาและได้รับเรื่องราวของพวกเขา
[ฉันกำลังพูดถึงเหล่าคนที่อยู่ตรงหน้าของพวกนาย]
มันมีเหล่าอวตารที่ครอบครองบรรยากาศอันไม่ย่อท้อและสถานะอัน
แข็งแกร่งคอยดูแลอยู่กลางสถานที่จัดประชุม พวกเขาไม่ใช่ใครอื่น
นอกจากเหล่าผู้พเนจรที่แม่ของผมคอยดูแล เหล่าวีรบุรุษที่ช่วยแม่
ของผมหยุดคลื่นสึนามิคือคนพวกนี้
[มีใครในหมู่พวกนายไหมที่ได้รับการสนับสนุนที่แย่กว่าคนพวกนี้?]
ไม่มีใครตอบ พวกเขาต่างก็ถูกสะกดไว้โดยเจตจำนงแห่งการต่อสู้ที่
แผ่ออกมาจากเหล่าผู้พเนจรที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขา
ผู้คนที่กำลังสะดุ้งและเม้มปากเริ่มตะโกนออกมาอีกครั้ง
– มันไม่ใช่ว่าพวกเราเตะถ่วงหรือมัวแต่ลอยชาย! พวกเรา พวกเรา
กำลังเตรียมการหลายๆ สิ่ง! พวกเรารักษาระบบและโครงสร้างพื้นฐาน
และเตรียมสร้างชาติขึ้นมาใหม่เมื่อนายเสร็จสิ้นสถานการณ์และกลับ
มา…
[แต่ทำไมพวกนายต้องไปเตรียมด้วย? พวกนายรู้เหรอว่า ‘บทสรุป’
แบบไหนกำลังรออยู่ที่ปลายทาง?]
– อะไรนะ??
[ทำไมพวกนายถึงเชื่อว่าบทสรุปของโลกนี้จะเป็นสันติสุข?]
โลกนี้เปลี่ยนไปมากจากในหนทางเอาชีวิตรอด ยูจงฮยอค ลีฮุนซึง ลี
จีฮเย ชินยูซอง – ทุกๆ คนได้เปลี่ยนไปจากที่ผมจำได้
อย่างไรก็ตาม บางสิ่งก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป
「ทุกๆ คนที่ยูจงฮยอคพบต่างทวงสิ่งต่างๆ กลับไป」
ใบหน้าของผู้คนเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกอย่างรวดเร็ว สีหน้าของ
พวกเขาเป็นสีหน้าของคนที่ถูกทรยศโดยความหวังที่พวกเขาเชื่อมั่น
แน่นอน ผมรู้ดีว่าพวกเขาต้องการอะไร
「อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่มีใครในหมู่พวกเขาเลยที่ต้องการให้ทุกๆ
อย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิมจริงๆ」
สิ่งที่ฝูงชนต้องการไม่ใช่สันติสุขสำหรับทุกๆ คน แต่เป็นสำหรับ ‘บาง
คน’
พวกเขาได้เจอกับสถานการณ์ดุจขุมนรกและสามารถเอาชีวิตรอดมา
ได้ และเหล่าคนที่ได้เจอกับสิ่งเหล่านั้นก็คงไม่อยากเห็นทุกๆ อย่าง
กลับไปเป็นเหมือนเดิม
เพราะขุมนรกที่พวกเขาก้าวผ่านมาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว
ของพวกเขาไปแล้ว
「…มันจะไม่เป็นไรตราบใดที่สถานการณ์สุดท้ายจบลง ฉันมีพลังแล้ว
อย่างน้อยที่สุด ฉันก็อยู่ในตำแหน่งของหัวหน้าในหมู่อวตารทั้ง
หลาย」
「ฉันไม่อาจกลับไปเป็นอย่างเดิมได้แล้ว ดูสิว่าฉันต้องพยายามแค่
ไหนกว่าจะมาถึงตรงนี้…」
「ถ้าไม่มีบริษัทของคิมทกจา…」
ในขณะที่ความปรารถนาจำนวนนับไม่ถ้วนจมอยู่ใต้ผิวนํ้า ผมก็ค่อยๆ
หันไปมองยังขอบด้านนอกของสถานที่จัดประชุม
สมาชิกพันธมิตร และคนบางคนที่ยืนอยู่ห่างออกไป จากนั้นก็นักข่าว
ทุกๆ คนกำลังมองมาทางนี้ อวตารธรรมดาๆ ที่เต็มไปด้วยฝุ่นและสวม
ชุดโทรมๆ กำลังยืนอยู่ตรงนั้น
ในหมู่พวกเขา ผมเห็นสาวน้อยคนหนึ่ง เธอน่าจะสูงพอๆ กับชินยูซอง
ในช่วงสถานการณ์แรกๆ เธอเด็กมากจนมันอาจเป็นปาฏิหาริย์ที่ทำให้
เธอรอดมาได้จนถึงตอนนี้ และในขณะที่ยืนอยู่ในสถานที่ที่กล้องและ
ช่องต่างๆ ไม่ได้ให้ความสนใจ เธอก็กระซิบกับตัวเองด้วยนํ้าเสียงที่มี
แต่ผมเท่านั้นที่ได้ยิน
「มันหมายความว่า… พวกเราทุกคนกำลังจะตาย?」
ชัตเตอร์กะพริบอย่างต่อเนื่อง แต่ผมก็มองไปที่เด็กคนนั้นอยู่นาน
และในที่สุด ผมก็พูดออกมา
[ฉันไม่ใช่ฮีโร่ ตั้งแต่ต้น ฉันไม่เคยคิดที่จะช่วยใคร และฉันก็ไม่ได้คิด
จะทำแบบนั้นในอนาคตด้วย อย่างไรก็ตาม…]
ผมค่อยๆ มองไปข้างหลัง…
[…มันเป็นไปได้ที่ ‘ตัวแทน’ คนอื่นอาจจะมีความเห็นต่างไปจากของ
ฉัน]
…ยูจงฮยอคกำลังยืนอยู่ตรงนั้น
*
หลังจากนั้นไม่นาน ผมและฮันซูยองก็กำลังฟังคำแถลงของยูจงฮยอค
จากทางด้านหลังเวที
– ฉันเองก็ไม่รู้ว่าบทสรุปที่หมอนั่นกำลังคิดถึงอยู่จะเป็นยังไง
อย่างไรก็ตาม แม้แต่ฉันเองก็มีบทสรุปของโลกแบบที่ฉันอยากจะเห็น
ในเวลาปกติ ขอบเขตของคำศัพท์ที่เขามีคงจะเป็นแค่ ‘ฉันจะฆ่านาย
คิมทกจา’ แต่เมื่อเขาต้องรับหน้าที่แบบนี้ เขาก็รู้ว่าต้องพูดยังไง เขา
ไม่ใช่ตัวเอกโดยไม่มีเหตุผล
ฮันซูยองมองมาที่ผมโดยพูดอะไรไม่ออกในขณะที่ดูดอมยิ้มมะนาว
ผมพูดราวกับจะแก้ตัว “มันไม่ใช่ว่าฉันจะสามารถก้าวออกไปข้างหน้า
และสั่งการทุกคนได้ตลอด เธอก็รู้ ยูจงฮยอคเหมาะกับเรื่องนี้มากกว่า
ฉัน แม้แต่ในนิยายต้นฉบับก็ด้วย”
เธอเริ่มยิ้มออกมา ดังนั้นผมจึงพูดต่อ
“พวกเราต้องการตัวตนที่น่าเชื่อถือ และนั่นก็ไม่ใช่บทบาทของฉัน”
“แต่นายก็ทำได้หนิ?”
“มันถึงเวลาที่พวกเราควรจะทำให้สิ่งต่างๆ มันเป็นอย่างที่ควรจะเป็น
แล้ว ฉันไม่ใช่ตัวเอกแต่เป็นผู้อ่าน จำไม่ได้เหรอ?”
“อ๋อเหรอ? หลังจากมาไกลกันขนาดนี้แล้วเนี่ยนะ?”
ผมไพร่มือไว้ข้างหลังและกำหมัดเอาไว้ แม้ว่าคิมทกจาคนนี้จะกลาย
เป็นกลุ่มดาวระดับเทวะไปแล้ว แต่ผมก็ยังเป็นคิมทกจาอยู่ ฝ่ามือของ
ผมชุ่มไปด้วยเหงื่อ การยืนอยู่ต่อหน้ากล้องมากมายแบบนี้ไม่ใช่เรื่อง
ง่ายๆ เลย
“บทสรุปที่นายกำลังคิดถึงมันเป็นบทสรุปที่ถูกต้องไหม?”
“มันกำลังเริ่มต้น”
“งั้นหลังจากนี้ล่ะ?”
ผมไม่ตอบเธอ
“เฮ้”
เธอขยับเข้ามาใกล้และเขย่งตัวจับคอเสื้อของผม
“นายไม่ลืมสัญญาว่าจะอ่านนิยายของฉันนะ?”
“ฮะ?”
“พวกเราสัญญากันไว้แล้ว นายลืมเหรอ?”
ผมมองไปยังดวงตาที่เป็นประกายของเธอ และในที่สุดก็จำได้ถึงบท
สนทนาในอดีต ใช่ ในขณะที่กำลังจะออกจากหมู่เกาะไคเซนิกซ์ ฮันซู
ยองได้บอกกับผมไว้แบบนั้น
เธอบอกว่าเธออยากจะเขียนนิยายอีกเมื่อสถานการณ์ทั้งหมดจบลง
และเมื่อเวลานั้นมาถึง เธอก็อยากให้ผมอ่านมัน
“ตอนนั้นเธอจริงจังเหรอ?”
“นายคิดว่าฉันโกหกงั้นเหรอ?!”
ผมทำได้แค่ยิ้มออกมา “ฉันมาตรฐานสูงนะ”
“โอ้ มาตรฐานสูงแบบไหนกันที่สามารถอ่านนิยายกากๆ อย่างหนทาง
เอาชีวิตรอดได้สิบกว่าปี??”
“ฉันอาจจะเขียนรีวิวแย่ก็ได้? หรือไปปั่นนิยายของเธอ?”
“เอาเลย แล้วนายจะได้รู้กัน”
ผมมองไปยังใบหน้าของฮันซูยองอย่างเงียบๆ เธอเองก็มองกลับมาที่
ผมด้วยสีหน้าจริงจัง ใช่แล้ว เดิมทีเธอเองก็เป็นแบบนี้หนิ?
“…ฉันอาจจะบ่นให้เธอเขียนตอนใหม่ไวๆ”
“ไม่มีปัญหา เมื่อก่อนฉันก็ลงวันละสิบตอน”
ครั้งแรกที่ผมพบกับเธอ ผมไม่เคยคิดเลยว่าพวกเราจะลงเอยมาเป็น
สหายกันแบบนี้ ฮันซูยองที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นราชาแห่งผู้เผยพระวจนะ
– เมื่อครั้งหนึ่ง ฉันเลือกปฏิบัติระหว่างเหล่าคนที่จำเป็นจะต้องรอด
และเหล่าคนที่ความตายไม่ได้มีความหมายอะไร
พวกเราได้ยินเสียงของยูจงฮยอคลอยเข้ามา
– ฉันเชื่ออยู่เสมอว่ามีบางคนต้องตาย ในขณะที่บางคนจำเป็นต้องอยู่
ต่อ ฉันเชื่อว่านั่นคือสิ่งจำเป็นสำหรับโลกใบนี้ แต่ในตอนนี้ ฉัน…
ผมและฮันซูยองหยุดพูดและฟังคำพูดของเขา นี่คือความในใจของยู
จงฮยอคที่เขาไม่เคยเผยออกมาให้ใครฟังตรงๆ ภายในใจของเขาที่
แม้แต่หนทางเอาชีวิตรอดยังส่องไปไม่ถึง
– แต่ในตอนนี้ ฉันก็ไม่มั่นใจอีกต่อไปแล้ว
ตัวเอกแห่งหนทางเอาชีวิตรอดกำลังพูดด้วยหัวใจของเขา
เบื้องหลังของเขา เรื่องราวแห่งการเสื่อมถอยที่พวกเราพานพบกำลัง
ลอยออกมา
เขาคือตัวตนเดียวในโลกนี้ที่ไม่อาจลืมโลกก่อนได้ – ตัวเอกที่ได้รับ
บาดแผลและเจ็บปวดจากอดีตอันไกลโพ้น
– ฉันได้รับความช่วยเหลือจากเหล่าคนที่ฉันเชื่อว่าชั่วร้ายในช่วงชีวิต
ก่อน
พวกเราเห็นยูจงฮยอคที่กำลังต่อสู้กับแอสโมเดียส
จากนั้นเขาก็พบกับจุดจบหลังจากการต่อสู้อย่างดุเดือดในการเสื่อม
ถอยรอบที่สอง
– จากนั้นฉันก็ได้ต่อสู้ในสมรภูมิเดียวกันกับคนที่เคยทรยศฉัน
แอนนากำลังช่วยพวกเราต่อสู้กับมังกรแห่งวันสิ้นโลก
ยูจงฮยอคจ้องมองไปยังเรื่องราวเหล่านั้นอยู่นานก่อนที่จะพูดต่อ
– ฉันไม่ได้ยกโทษให้กับพวกเขา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะ
ต้องไปแก้แค้นพวกเขาในช่วงชีวิตนี้ เพราะชีวิตของฉันในคราวนี้ไม่
เหมือนเดิมอีกแล้ว เหมือนอย่างที่โลกนี้ไม่ใช่โลกที่พวกเรารู้จักอีกต่อ
ไป
ผู้คนกำลังฟังเรื่องราวของยูจงฮยอค
พวกเขาไม่ใช่ทั้งผู้เสื่อมถอยหรือตัวเอก ถึงกระนั้น พวกเขาต่างก็มี
สีหน้าเข้าใจ
– ทุกคนเอาชีวิตรอดมาได้ไกลขนาดนี้ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า
ทุกคนจะได้รับอนุญาตในทุกๆ เรื่อง ไม่ มันแค่หมายความว่าทุกคนจะ
มีความรับผิดชอบมากขึ้น บาปแห่งการมีชีวิตอยู่ บาปแห่งการเอาชีวิต
รอดโดยการเหยียบยํ่าเรื่องราวของคนอื่น บาปแห่งการใช้เรื่องราว
ของคุณอื่นเป็นเมล็ดพันธุ์ในการเติบโตของตัวเอง – ดังนั้น ถ้าพวก
นายยังมีชีวิตอยู่ งั้นก็จงรับผิดชอบต่อบาปเหล่านั้นซะ
ทุกๆ คนที่เข้าใจเขา และกระทั่งเหล่าคนที่ไม่เข้าใจ พวกเขาต่างจม
ดิ่งไปกับคำพูดของเขา
คำพูดเหล่านี้คือคำพูดของมนุษย์ที่เคยฟาดฟันกับกลุ่มดาวในสมรภูมิ
คำพูดของเขาได้ส่งตรงไปถึงทุกคน
เสียงของเขาฟังดูจริงใจยิ่งกว่าเสียงที่แท้จริงจากกลุ่มดาวอย่างผมซะ
อีก
– ฉันไม่อาจให้สัญญาว่าจะช่วยทุกคนได้ ฉันเองก็แค่พยายามจะเอา
ตัวรอดในสถานการณ์ และฉันก็ไม่อาจข้ามผ่านพวกมันไปได้แทนทุก
คน ดังนั้น มันจึงมีสิ่งเดียวที่ฉันสามารถบอกทุกคนได้ในตอนนี้
นี่คือที่ๆ ยูจงฮยอคควรจะอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย
– จนกว่าสถานการณ์ของทุกคนจะจบลง ฉันขอสัญญาว่าจะไม่ตาย
หรือเสื่อมถอยเด็ดขาด
การประกาศของยูจงฮยอคส่งผลให้ฝูงชนเงียบลง
ผู้เคลื่อนไหวจากพันธมิตรต่างๆ พากันพ่ายแพ้ให้กับคำพูดของเขา
และได้แต่มองหน้ากัน ส่วนฝูงชนก็ไม่ได้อยู่ภายในการควบคุมของ
พวกเขาอีกต่อไป
“ราชาสูงสุด…”
บางคนพึมพำออกมาเบาๆ และหลังจากนั้นไม่นาน นักข่าวก็เริ่มพากัน
นึกถึงพาดหัวข่าวในหัวของพวกเขา
「ราชาสูงสุดยูจงฮยอคประกาศการต่อต้านของเขา」
「ตัวแทนยูจงฮยอคแห่งบริษัทของคิมทกจา “จะไม่ยอมแพ้ต่อ
สถานการณ์จนกว่ามันจะจบลง”」
เหล่าอวตารที่เคยได้ยินว่าเขาคือผู้เสื่อมถอยดูตื่นเต้นมากยิ่งกว่าเดิม
บางคนก็ตะโกนออกมาเสียงดัง และเขตอุตสาหกรรมก็เต็มไปด้วย
เสียงโห่ร้องในทันที
“ราชาสูงสุดยูจงฮยอค!”
“ยูจงฮยอค!! ยูจงฮยอค!”