มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT - ตอนที่ 483
การประกาศของยูจงฮยอคส่งผลให้ฝูงชนเงียบลง
ผู้เคลื่อนไหวจากพันธมิตรต่างๆ พากันพ่ายแพ้ให้กับคำพูดของเขา
และได้แต่มองหน้ากัน ส่วนฝูงชนก็ไม่ได้อยู่ภายในการควบคุมของ
พวกเขาอีกต่อไป
“ราชาสูงสุด … ”
บางคนพึมพำออกมาเบาๆ และหลังจากนั้นไม่นาน นักข่าวก็เริ่มพากัน
นึกถึงพาดหัวข่าวในหัวของพวกเขา
[ราชาสูงสุดยูจงฮยอคประกาศการต่อต้านของเขา ]
[ตัวแทนยูจงฮยอคแห่งบริษัทของคิมทกจา “จะไม่ยอมแพ้ต่อ
สถานการณ์จนกว่ามันจะจบลง” J
เหล่าอวตารที่เคยได้ยินว่าเขาคือผู้เสื่อมถอยดูตื่นเต้นมากยิ่งกว่าเดิม
บางคนก็ตะโกนออกมาเสียงดัง และเขตอุตสาหกรรมก็เต็มไปด้วย
เสียงโห่ร้องในทันที
“ราชาสูงสุดยูจงฮยอค!”
“ยูจงฮยอค !! ยูจงฮยอค!”
ทุกๆ คนกำลังเอื้อนเอ่ยนามของเขา
แม้แต่เหล่าคนที่ถากถางบริษัทของคิมทกจาเมื่อก่อนหน้านี้ก็ได้ถูก
กวาดเข้ามาในกระแสและจ้องมองมาที่เขาด้วย
สิ่งต่างๆ คงไม่ดีขึ้นในทันที่ แต่อย่างน้อยที่สุด มันก็จะเป็นรากฐานใน
วันนี้ว่า ‘โลกหลังสถานการณ์’ จะถูกสร้างขึ้นโดยมียูจงฮยอคเป็น
จุดศูนย์กลาง
แม้ว่าผมจะพูดแบบเดียวกันนั้นออกไป แต่มันก็คงไม่ได้ผลลัพธ์ใน
ระดับที่ใกล้เคียงกับยูจงฮยอค
ในที่สุดฮันซูยองก็ปล่อยคอเสื้อของผม และในขณะที่กำลังมองไป
ทางยูจงฮยอค เธอก็พูดออกมา “ถ้าเขาเป็นแบบนี้ทุกวันนะ”
ผมเห็นด้วยกับเธอ อย่างไรก็ตาม นั่นก็เป็นนิสัยของเขา ดังนั้น…
ในตอนนี้ที่เรื่องต่างๆ ได้เป็นแบบนี้ไปแล้ว การเอื้อนเอ่ยชื่อของเขาจึง
ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเลย ในไม่ช้าเสียงเชียร์ชื่อของยูจงฮยอคก็
เปลี่ยนไปเป็นจางฮีวอน ลีฮุนซึง และกระทั่งลีจีฮเย
และในขณะที่ทุกๆ ชื่อยกเว้น ‘ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น’ ถูกขับ
ขานออกมา สหายของเขาก็พากันมองมาทางผมและดูไม่ค่อย
สบายใจเท่าไร ส่วนผมก็โบกมือให้กับพวกเขาเพื่อแสดงให้เห็นว่ามัน
ไม่เป็นไร พวกเขาสมควรได้รับสิ่งเหล่านี้แล้ว
ในที่สุด เสียงก็มาถึงชื่อของฮันซูยองด้วย
“จักรพรรดินีปีศาจเพลิงทมิฬ ฮันซูยอง!!”
ฝูงชนกำลังมองหาฮันซูยองที่หลบอยู่หลังเวที
ผมพูดกับเธอ “ตาเธอแล้ว ออกไปสิ”
แต่เธอกลับส่ายหัวแทน “ฉันเกลียดอะไรแบบนี้”
“ฉันคิดว่าเธอชอบเป็นจุดศูนย์กลางของความสนใจซะอีก?”
“นั่นในฐานะนักเขียน ไม่ใช่ฮันซูยอง”
ในขณะที่แตะส้นเท้ากับพื้นเบาๆ เธอก็ลดระดับสายตาลงและขมวดคิ้ว
เล็กน้อย
เหล่าสหายกำลังโบกมือของพวกเขาบนเวทีราวกับดาราที่มีชื่อเสียง
[กลุ่มดาวแห่งคาบสมุทรเกาหลีภูมิใจในบริษัทของคิมทกจา!]
ในขณะที่เฝ้ามองพวกเขา ผมก็พูดออกมา “ฮันซูยอง”
“อะไร?”
“ถ้าโลกนี้เป็นนิยาย เธอว่าเราอยู่ที่ตอนไหนกันแล้ว?”
เธอดูจะครุ่นคิดกับคำถามนี้อยู่นิดหน่อยก่อนที่จะตอบ “ไม่ชัวร์ ขึ้นอยู่
กับว่าใครเขียนมัน ฉันเดานะ”
แต่ก็แน่นอน
บางคนอาจจะเขียนสิ่งที่เกิดขึ้นในวันเดียวเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม แต่
บางคนก็อาจจะกลั่นกรองทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นในร้อยปีเป็นประโยค
เดียว
ฮันซูยองพูดต่อ “ถ้ามันเป็นฉัน พวกเราก็น่าจะผ่านมาอย่างน้อย 20
ตอนแล้ว”
“…เยอะจัง”
“ก็นะ มันมีหลายๆ อย่างเกิดขึ้นเลยหนิ?”
อันที่จริงมันก็มากอยู่เหมือนกัน มันคือการเดินทางอันแสนยาวไกล
ถ้ามันยาวขนาดนั้น งั้นแค่จากขนาดของหนังสือเพียงอย่างเดียว
หนังสือเล่มนี้ก็ควรจะอยู่ในระดับมหากาพย์ได้แล้ว
ฮันซูยองพูดราวกับว่าเธอเข้าใจว่าผมรู้สึกยังไง “แต่มันก็มีบางคนที่
สามารถอ่านทั้งหมดนั้นได้คนเดียวนะ”
ทันใดนั้นเอง มุมหนึ่งของหัวใจของผมก็รู้สึกหนาวขึ้นมา
ผมอยากจะถามเธอ – ผมได้อ่านเรื่องราวทั้งหมดที่ผมพบเจอในช่วง
จังหวะที่เหมาะสมไหม?
ผมสามารถบอกได้ไหมว่าผมได้อ่านเรื่องราวอันลํ้าค่าของทุกคนโดย
ไม่พลาดอะไรไปเลย?
“คิมทกจา”
“อะไร?”
“นายอาจจะไม่ใช่ตัวเอกของโลกนี้หรือตัวละครที่เจ๋งอะไร”
“…”
“อย่างไรก็ตาม นายก็ได้อ่านมันด้วยหัวใจทั้งหมดของนาย ฉันรู้”
ผมไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี
“และทุกๆ คนที่นายได้อ่าน พวกเขาก็ยืนอยู่ตรงนี้แล้ว”
ฮันซูยองมองไปยังผู้คนในสถานที่จัดงาน
ผมเองก็มองไปยังพวกเขาด้วย เหล่าสหายที่ผมห่วงใยกำลังยืนอยู่ใน
จุดที่แทบจะเอื้อมไม่ถึง
พวกเขาอยู่หลังม่าน และมีชีวิตอยู่
ยูจงฮยอคจ้องมองไปยังฝูงชน จางฮีวอนกำลังยิ้มให้กับพวกเขา ลี
จีฮเยกระโดดโลดเต้นไปมา ชินยูซองกำลังโบกมือให้กับผม…
บางคนได้เขียนเรื่องราวของพวกเขา และผมก็ได้อ่านมัน
ทุกๆ เรื่องราวเริ่มต้นจากตรงนี้
ในขณะที่โบกมือให้กับชินยูซอง ผมก็พูดออกมา
“พรุ่งนี้เช้า พวกเราจะไปยังตำแหน่งของสถานการณ์สุดท้ายกัน”
*
หลังจากการแถลงข่าวจบลง เหล่าสหายก็มารวมตัวกันในห้องรับแขก
จางฮีวอนนวดไหล่ของเธอในขณะที่มองไปยังเทปการแถลงข่าว
“อีѺ… ดูเหมือนกล้องจะไม่เป็นมิตรกับฉันเลย”
มันไม่ใช่แค่คาบสมุทรเกาหลี แต่ทั่วทั้งการถ่ายทอดสดดวงดาวต่าง
พากันตื่นเต้นไปกับการแถลงข่าวของบริษัทของคิมทกจา
– ฉันไม่ได้คิดที่จะช่วยทุกคน
จางฮีวอนจุ๊ปากหลังจากดูคิมทกจาและใบหน้าอันสดใสของเขา
ที่ทำการประกาศอยู่บนหน้าจอ “เท่จริงนะพ่อคุณ”
“ถึงกระนั้นก็เถอะ เขาคงจะปรากฏตัวมากกว่านี้มั้งเพราะใบหน้าของ
เขาถูกแก้ไขให้ดีขึ้นแล้ว?”
ลีซอลฮวาที่รับผิดชอบแต่งหน้าให้กับคิมทกจาพยักหน้าอย่างพึง
พอใจ
ลีจีฮเยเสริม “มาลองคิดดูแล้ว ตอนนี้ลุงทกจาดูแมนขึ้นหน่อยแล้ว
ไหม?”
“เอ่อ? ฉันก็คิดเหมือนกันนะ”
หลายคนก็พยักหน้าเห็นด้วย
แน่นอน คิมทกจาในตอนนี้เปลี่ยนไปมากเมื่อเทียบกับตอนที่พวกเขา
พบกันครั้งแรก
จางฮีวอนพึมพำราวกับว่าเธอนึกถึงอดีตอันไกลแสนไกล “พูดตาม
ตรงนะ ฉันคิดว่าเขาพูดเก่งขึ้นเยอะเลย”
คิมทกจาจากสถานการณ์แรกต่างจากชายที่กำลังจะเผชิญหน้ากับ
สถานการณ์สุดท้ายแค่ไหนกัน?
ในขณะที่ฟังคนอื่นคุยกัน จางฮีวอนก็มองไปยังใบหน้าของคิมทกจา
บนหน้าจอ – ในดวงตาของเขาที่กำลังเปล่งประกายเมื่อเขากำลัง
อ่านสคริปต์ หรือมุมปากของเขาที่ขยับอย่างเร้นลับเมื่อเขาฉีกยิ้ม
สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเขาต่างไปจากเดิมแล้ว
ในขณะที่มองดูสีหน้าเหล่านั้นใกล้ยิ่งขึ้นกว่าเดิม จางฮีวอนก็เริ่มคิดถึง
เรื่องราวของคิมทกจา หรือว่าเรื่องราวที่พวกเขาสร้างขึ้นด้วยกันจะ
เปลี่ยนเขาไปทีละนิด? ถ้าเป็นเช่นนั้นมันก็คงจะดี แล้วถ้าเรื่องราว
เหล่านั้นได้เปลี่ยนแปลงพวกเธอไปบ้างล่ะ?
“ยังไงก็เถอะ คิมทกจาล่ะ?”
“ฉันคิดว่าเขากำลังเตรียมตัวสำหรับสถานการณ์สุดท้ายอยู่นะ”
“ฉันคิดว่าเขากำลังเตรียมตัวสำหรับสถานการณ์สุดท้ายอยู่นะ”
“เดี๋ยวนะ ตาลงนั่นกำลังคิดอะไรแปลกๆ อยู่เหรอ?”
คำพูดของลีจีฮเยทำให้ทุกๆ คนขำออกมา
ยูซานอาที่กำลังกอดเด็กๆ ไว้ด้วยแขนทั้งสองข้างพูดขึ้นมา “เขา
สัญญาว่าจะไม่ทำอะไรแบบนั้นแล้ว ดังนั้นเชื่อในตัวเขาเถอะ”
คิมทกจาภายในหน้าจอกำลังถูกพูดจาโจมตีถากถาง จางฮีวอนเฝ้า
มองภาพนั้นอยู่นานก่อนที่จะเอามือแตะหน้าจอ เธอรู้สึกได้ถึงสัมผัส
อันอบอุ่น
” … ฉันไว้ใจเขาได้จริงๆ เหรอ?”
เธอกระซิบด้วยเสียงเงียบๆ แต่ทุกๆ คนที่อยู่ที่นี่ก็ได้ยิน ถึงกระนั้นก็
ไม่มีใครมองดูแปลกๆ
ชินยูซองพึมพำออกมา “ผิวของลุงดูดีจริง”
พวกเขาคิดว่าพวกเขาใกล้ชิดกับเขามากยิ่งขึ้นแลว แต่ใบหน้าของคิม
ทกจาก็ดูห่างไกลเหลือเกิน
*
ตลอดทั้งคืน ผมได้คิดถึงสถานการณ์สุดท้าย
ผมอ่านข้อความที่ผมตัดออกมาจากหนทางเอาชีวิตรอดซึ่งผมพบว่า
จำเป็น และยังได้พูดคุยกับฮันซูยองผ่านจุดนัดพบระหว่างวันด้วย เธอ
ได้ใช้การทำนายลอกเลียนแบบของเธอเพื่อพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้น
ในอนาคต เมื่อผมคิดถึงเรื่องพวกนี้คนเดียว มันก็คงจะไม่พอ ดังนั้นผม
จึงได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับนักเขียนลับผ่านยูจงฮยอคด้วย
น่าเสียดาย มันราวกับว่านักเขียนลับพยายามจะเลี่ยงเรื่องของบทสรุป
ให้มากที่สุดเท่าที่มันจะเป็นไปได้
[[เส้นทางที่เจ้ากำลังจะเดินไปนั้นไม่เคยถูกเหยียบย่างโดยใครมา
ก่อน การถูกชี้นำจากเส้นโลกอื่นจะเป็นภัยสำหรับเจ้าแทน]]
เนื่องจากผมเข้าใจว่าเขากำลังจะพูดอะไร ผมจึงตัดสินใจไม่ถามเขา
อีก
“แล้วแอนนาล่ะ?”
“เธอถอนตัวไปจากคาบสมุทรพร้อมกับกลุ่มของเธอตั้งแต่เมื่อวาน
แล้ว”
มันคงจะดีถ้าได้ความช่วยเหลือจากการพยากรณ์ของเธอ แต่ก็น่า
เสียดาย ดูเหมือนว่าผมจะพลาดโอกาศนั้นไปแล้ว
ชิ้ง!
ดาบปีศาจทมิฬ์ตัดผ่านอากาศ ห่างออกไปหลายสิบก้าว ยูจงฮยอค
กำลังตั้งใจฝึกฝนอยู่ เขาดูเหมือนจะกำลังเหวี่ยงดาบในท่วงท่าเดิม
ตลอด แต่เขาก็ปฏิบัติต่อทุกๆ การเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังราวกับ
ว่าพวกมันมีความหมายมาก บางทีมันอาจจะเป็นไปได้ว่าเขาได้ออก
ท่วงท่าเหล่านี้มาตลอดชีวิตก็ได้
“บ้าเอ้ย พัฒนาการบ้าๆ นี่มันอะไรกัน … ”
ฮันซูยองเองก็กำลังระดมสมองเพื่อพยายามคาดเดาว่าสถานการณ์
สุดท้ายจะเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตาม มันก็ดูไม่คืบหน้าเท่าไร
แม้ว่าการทำนายลอกเลียนแบบของเธอจะทรงพลัง แต่มันก็ไม่ใช่
พระเจ้า ถ้ามันเป็นแบบนั้น ฮันซูยองแห่งรอบที่ 1863 ก็คงจะไม่เจอ
ปัญหามากมายขนาดนั้น
ผมมองเธอสักพักก่อนที่จะเปิดสมาร์ทโฟนของผม ไฟล์ปรากฏขึ้นบน
หน้าจอ – จากหนทางเอาชีวิตรอดเวอร์ชั่นต้นฉบับไปจนถึงเวอร์ชั่น
การแก้ไขครั้งสุดท้าย
– สามวิธีเอาชีวิตรอดในโลกที่ถูกทำลาย (การแก้ไขครั้งสุดท้าย).txt
ผมมองไปที่ไฟล์อย่างเงียบๆ อยู่นาน ก่อนที่จะปิดโทรศัพท์ ผมไม่
อยากทำลายปณิธานที่ผมยึดมั่นมาโดยตลอด
[ คิม ทก จา ]
ผมเงยหน้าขึ้นในขณะที่กำแพงที่สี่เรียกผม
‘อะไร?’
[ลำ บาก หน่อย นะ ]
ผมยิ้มเล็กน้อยให้กับประโยคที่ไม่คาดคิด
ผมลืมหมอนี่ไปเลย คนที่อยู่กับผมมานานที่สุดก็คงจะเป็น ‘กำแพง’ นี้
สินะ?
‘ไม่เป็นไร ฉันมีนายอยู่’
ทั้งหมดต้องขอบคุณกำแพงที่สี่ที่ทำให้ผมมาไกลได้ขนาดนี้
ถ้าหมอนี่ไม่ช่วยปกป้องจิตใจของผมในช่วงสถานการณ์แรก และถ้า
มันไม่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทางกายที่ผมต้องเจออยู่บ่อยๆ ผม
คงจะกลายเป็นผีเร่รอนในสถานการณ์ไปนานแล้ว
เปรี้ยง
ประกายแสงระเบิดออกมาในอากาศชวนให้นึกถึงร่างของเด็กตัวเล็กๆ
ที่กำลังสั่นไปมาด้วยความตื่นเต้น ชั่วขณะหนึ่ง ผมคิดว่าผมได้เห็น
ใบหน้าของเด็กน้อยที่กำลังได้รับชัยชนะอยู่เหนือประกายแสงนั้น
[อา แฮ่ม นาย อยาก เห็น หน้าต่าง แอต ทริ บิวต์ ของ นาย ไหม?]
หมอนี่ เขาคิดว่าผมอยากเห็นหน้าต่างแอตทริบิวต์ทุกๆ ครั้งที่ผมมี
โอกาสงั้นเหรอ?
‘เอ๋ ไม่เป็นไร ฉันยังไม่ต้องการ’
แม้จะเห็นว่ามันอาจจะช่วยผมได้ แต่ตอนนี้มันก็มีสิ่งอื่นที่สำคัญยิ่งกว่า
‘อันที่จริงมันมีสิ่งที่ฉันสงสัยมากยิ่งกว่า’
[อะไร?]
มันเป็นคำถามที่ผมควรถามนานแล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผมไม่
สามารถหาคำตอบได้ตรงๆ ตั้งแต่แรก ผมจึงต้องเอาทฤษฎีต่างๆ มาส
รุปรวมกัน
‘กำแพงสุดท้ายคืออะไรกันแน่?’
กำแพงที่สี่เงียบไปสักพัก ผมเริ่มคิดว่ามันอาจจะกำลังพยายามเปลี่ยน
เรื่องหรือคัดกรองส่วนที่จำเป็นอยู่
[มัน คือ กำแพง ที่ ทุกๆ เรื่อง ราว ถูก เขียน ไว้]
… มันเป็นเพราะสถานการณ์สุดท้ายใกล้เข้ามาแล้วเหรอ?
แม้ว่าคำตอบที่ได้จะยังคงงงๆ แต่ก็ดูเหมือนว่ากำแพงที่สี่ไม่ได้
ต้องการจะปิดบังข้อมูลอะไรอีก ดังนั้นผมจึงถามออกไปอีกครั้ง
‘งั้นฉันขอถามหน่อย นายคืออะไรกันแน่? และชิ้นส่วนของกำแพงมีตัว
ตนอยู่เพื่ออะไร?’
[ปก ป้อง ธีม อัน ล้ำ ค่า นั่น คือ หน้า ที่ ของ กำ แพง ]
ทันใดนั้นเอง ผมก็คิดถึงบางสิ่งขึ้นมา ‘กำแพงแห่งการสื่อสารที่เป็น
ไปได้’ ที่จางฮาครอบครอง – เมื่อผมคิดถึงมัน มันก็ไม่ใช่แค่เธอใช่
ไหม?
คนสำคัญจากหนทางเอาชีวิตรอดต่างก็ครอบครองกำแพงที่
คล้ายคลึงกัน ศากยมุณีครอบครอง ‘กำแพงแห่งสังสารวัฏ’ ในขณะที่
อากาเรสและเมทาทรอนครอบครอง ‘กำแพงที่แบ่งความดีและความ
ชั่ว’
[เพราะ มัน มี มากกว่า หนึ่ง ธีม ]
[เรื่อง ราว คือ ชุด ของ เรื่อง เล่า มากมาย ]
กำแพงที่สี่คือชิ้นส่วนของกำแพงสุดท้าย และชิ้นส่วนก็หมายความว่า
มันสามารถกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมได้
ในเวลานั้นผมก็รู้สึกกระจ่างขึ้นมา ถ้ามันเป็นอย่างที่ผมคาดไว้ – ถ้า
กำแพงนี้เป็นตัวตนที่คอยปกป้อง ‘เรื่องราว’ ล่ะก็ …
เปรี้ยง …
ร่างของกำแพงที่สี่ดูราวกับกำลังโอนเอนอยู่ตรงหน้าของผมในอากาศ
จากนั้นห้องสมุดที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือมากมายก็ดูเปล่งประกายอยู่
เบื้องหลังสิ่งนั้น ผมเอื้อมมือออกไปในอากาศ ส่งผลให้ตัวอักษรจาก
หนังสือกระจัดกระจายออกไป
สิ่งที่เข้ามาแทนที่พวกมันคือกำแพงโบราณที่ทรุดโทรมเป็นอย่างยิ่ง
สิ่งนี้ทำให้ผมนึกถึงผนังถ้ำยุคก่อนประวัติศาสตร์ ‘กำแพงแรก’
ผมเอื้อมมือออกไปหากำแพงที่คอยปกป้องผมจากความหนาวเย็น
ความเจ็บปวด และบาดแผลต่างๆ
จากยุคบรรพกาล กำแพงได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องบางสิ่ง
[นาย ต้อง เตรียม เรื่องราว สุด ท้าย คิม ทก จา ]
และเริ่มต้นจากยุคไหนก็ไม่ทราบ มนุษย์เริ่มเขียนบางสิ่งลงไปบน
กำแพงนั้น
จนในที่สุดมันก็ได้กลายเป็นเรื่องราว
[นาย คือ คน สุด ท้าย ]