มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT - ตอนที่ 496
[ปัจจุบัน การถ่ายทอดภาพของ BY-9158 ถูกระงับไว้ชั่วคราว]
บียูคงจะทำอย่างนั้นเพราะความสมัครใจ มันอาจจะเป็นเพราะความ
ตายของบีฮยอง หรืออาจจะมีปัญหาในการถ่ายทอดภาพจากภายใน
ตัวเรือโนอาห์ ไม่ว่ามันจะเป็นแบบไหน มันก็เป็นสิ่งที่ดีสำหรับพวกเรา
มันคงจะดีมากกว่านี้ถ้าคนที่อยู่ตรงหน้าของพวกเราไม่อยู่ที่นี่
“แอนนา”
ผมมองไปยังเส้นผมของผู้เผยพระจวนะที่กำลังสยายไปในอากาศ
นอกจากนี้ผมยังสัมผัสได้ถึงตัวตนอื่นภายในป่าอีกด้วย พวกเขาน่าจะ
เป็นทีมที่อยู่ภายใต้การดูแลของเธอโดยตรง ‘ซาราทุสทรา’
– ทำไมก้อนหินนี่ถึงไม่ได้ผลกับเธอ?
ผมไม่ตอบฮันซูยอง มันไม่มีเวลาพอมาอธิบายทุกอย่างที่เกิดขึ้นใน
เกาะแห่งการกลับชาติมาเกิด
แทนที่จะอดทนรอคำตอบของผม ฮันซูยองได้หยิกเอวของผมอย่าง
แรง และจากนั้นเธอก็ชี้ไปที่แอนนาด้วยมือข้างที่ว่างอยู่ ริ้วของเพลิง
ทมิฬอันชั่วร้ายเต้นระบำอยู่บนปลายนิ้วที่กำลังชี้อยู่ของเธอ
“จะหลบหรือตาย”
สายตาของพวกเธอปะทะกันในอากาศ
ออร่าอันน่าขนลุกแผ่ออกมาจากภายในม่านตาของฮันซูยองในขณะที่
เธอเปิดใช้งานการทำนายลอกเลียนแบบ ในเวลาเดียวกัน ม่านตาของ
แอนนาที่มีเนตรจอมปีศาจอยู่ก็โคจรไปด้วยออร่าสีแดงชาด ประกาย
แสงบางๆ ปะทุออกมาในขณะที่สายตาทั้งสองซึ่งสามารถอ่านอนาคต
ได้เข้าปะทะกัน
แอนนาเป็นฝ่ายที่เปิดปากขึ้นมาก่อน “คิมทกจา นายอยากจะหนีไป
จากชั้นนี้เหรอ?”
ผิวกายของฮันซูยองเปลี่ยนสีในขณะที่เธอตวาดออกมาด้วยความไม่
พอใจ “เฮ้ เธอเมินฉันเหรอ?”
“ฉันช่วยนายได้”
“ไม่ใช่ว่าเธอพยายามจะฆ่าเรามาตลอดเหรอ?”
ในขณะที่คำพูดของฮันซูยองจบลง ผมก็สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหว
ของกลุ่มดาวโดยรอบ ผมกระทั่งสัมผัสได้ว่ามีหลายคนที่เริ่มทำลาย
ภูมิประเทศเพื่อค้นหาพวกเราแล้ว
มันคงจะยากที่จะซื้อเวลาต่อไปอีก
“ฉันไม่มีทางเลือก ถ้าพวกเราอยู่ฝ่ายเดียวกันในตอนนั้น พวกเราจะ
ถูกทำลายกันทั้งหมด”
“งั้นสถานการณ์ในตอนนี้มันต่างไปยังไง?”
“นายคิดจะผลาญเวลาไปอย่างนี้จริงๆ เหรอ? ฉันมั่นใจนะว่ามันเป็น
พวกนายที่ต้องรีบ ไม่ใช่ฉัน”
“พวกเรามีเหตุผลอะไรให้ไว้ใจเธอ?”
“นายเป็นคนประเภทที่จะไว้ใจคนอื่นถ้ามีเหตุผลเพียงพองั้นเหรอ?”
ในสถานการณ์อื่นๆ ผมคงยินดีที่จะยอมรับความช่วยเหลือของเธอ
อย่างไรก็ตาม แอนนาก็เป็นคนที่ทำสัญญาโดยตรงกับเนบิวลา
ทั้งหมด
“เธอคืออวตารของเนบิวลาแอสการ์ด”
[มหาเรื่องราวของเนบิวลาแอสการ์ดกำลังตื่นขึ้นจากห้วงนิทราอัน
ยาวนาน!]
และชั้นนี้ก็เป็นชั้นที่กลุ่มดาวของแอสการ์ดพำนักอยู่
แอนนายอมรับสิ่งนั้นและพยักหน้า “ก็จริง ฉันคืออวตารของพวกเขา
ถ้าอย่างนั้นนายก็ไม่คิดว่ามันแปลกเหรอ? ฉันอยู่ตรงนี้และเห็นพวก
นายทั้งคู่ แต่ทำไมพวกเขาถึงไม่บึ่งมาทางนี้?”
ผมเองก็กำลังจับตาดูกลุ่มดาวที่เตร็ดเตร่กันอยู่รอบๆ อยู่ มันราวกับว่า
พวกเขาไม่ได้ยินบทสนทนาของพวกเราเลย มันเป็นไปได้ว่าเธอกำลัง
ใช้วิธีการบางอย่างเพื่อบดบังสายตาของพวกเขาอยู่
“เธอวางแผนอะไรอยู่?”
ผมจ้องลึกลงไปยังดวงตาอันเร้นลับของแอนนา
[สกิลเฉพาะตัว ‘ความเข้าใจในการอ่าน’ ถูกเปิดใช้งาน!]
「อวตารแอนา คลอฟฟ์ ให้ความสำคัญกับความเป็นจริงยิ่งกว่า
ใครๆ」
ในแง่หนึ่ง ผู้ที่ชอบธรรมที่สุดในโลกนี้อาจจะไม่ใช่ใครอื่นนอกจากแอ
นนา ถ้าเหตุผลของยูจงฮยอคถูกสร้างขึ้นมาจากความโกรธแค้นและ
ความเกลียดชัง งั้นของแอนนาก็คงจะถูกสร้างขึ้นมาจากรากฐานของ
ความชอบธรรม
ความอยู่รอดของคนส่วนใหญ่
เป้าหมายของเธอคือความปลอดภัยของเมืองเกิดของเธอ ลาสเวกัส
อเมริกา และนอกเหนือไปจากนั้นก็คือโลก
「อย่างไรก็ตาม อเมริกาก็ถูกทำลายในเส้นโลกนี้」
บ้านของเธอหายไปในวันเดียวกันกับที่มหาภัยพิบัติเริ่มต้นขึ้น ทั้งหมด
ที่เหลืออยู่คือซาราทุสทรากลุ่มเล็กๆ ที่ติดตามเธอ แม้กระนั้น สีหน้า
ของเธอก็ไม่ได้ดูเศร้านัก ไม่ สีหน้าของเธอดูเหมือนจะเต็มไปด้วย
ความพึงพอใจบางอย่างแทน มันเป็นสีหน้าของคนที่กำลังจะได้เห็น
โลกที่ตนอยากจะเห็น
ในขณะที่รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเบาๆ แผ่ไปทั่วลำเรือ ผมก็พูดขึ้น
มา “เธอคิดที่จะชิงเรือโนอาห์เหรอ?”
ทันใดนั้นเอง ฮันซูยองที่อยู่ข้างๆ ผมก็อ้าปากค้างราวกับว่าเธอได้ข้อ
สรุปแบบเดียวกันกับผม
แอนนายิ้มออกมาอย่างสดชื่น “น่าทึ่งจริงๆ ที่นายรู้ไวขนาดนี้”
“มันคงไม่ง่ายที่จะไล่กลุ่มดาวออกไปและชิงเรือโนอาห์มา”
“อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นโอกาสสุดท้ายของมนุษยชาติแล้ว”
แผนการของเธอชัดเจนมาก
เรือโนอาห์คืออาวุธมหาเรื่องราวที่ถูกออกแบบมาเพื่อขนส่งเมล็ดพันธุ์
เรื่องราวไปยังเส้นโลกอื่น ถ้าเธอจัดการกับกลุ่มดาวได้และได้รับ
อำนาจในการควบคุมเรือมา เธอก็จะสามารถเคลื่อนย้ายมนุษยชาติไป
ยังเส้นโลกใหม่ได้
และทุกๆ สิ่งก็จะเริ่มต้นขึ้นใหม่ที่นั่น
“จะไม่มีกลุ่มดาวไหนรอดไปได้ รวมทั้งนายด้วย”
ในขณะที่ฟังคำพูดของเธอ ผมก็นึกถึงประโยคเก่าๆ จากหนทางเอา
ชีวิตรอด
「■■ ของแอนนา คลอฟฟ์ คือ ‘รัตติกาลอันมืดมิด’」
โลกแห่งความมืดมิดที่ไร้แสงดาว – แอนนาต้องการเห็นมนุษย์มีชีวิต
อย่างอิสระภายใต้ความมืดนั้น ถ้ามันเป็นโลกที่เธอฝันถึง งั้นสหาย
ของผมก็น่าจะรอดชีวิตไปได้ด้วย ผมรู้สึกเปล่าเปลี่ยวเล็กน้อยในขณะ
ที่ผมเปิดปากขึ้นอีกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราจะเป็นพันธมิตรกันชั่วคราว พวกเราจะร่วมมือกัน
จนกว่าพวกเราจะไปถึงแกนหลักของเรือโนอาห์”
“จนถึงตอนนั้น ฉันจะให้นายยืมพลังการพยากรณ์ของฉัน”
ฮันซูยองที่อยู่ข้างๆ ผมส่งข้อความมาหาผม
– ฉันตรวจสอบเธอผ่านการจับเท็จ และเธอก็ไม่ได้โกหก
ผมพยักหน้า “เอาล่ะ มาร่วมมือกันเถอะ”
*
ในขณะที่อ่านเรื่องราวที่บีฮยองทิ้งไว้ ผมก็อ่านภูมิประเทศโดยรอบไป
ด้วย
「ทางออกนอกพื้นที่ป่าคือเส้นทางไปสู่สรวงสวรรค์」
หนึ่งสิ่งที่ผมตระหนักได้ในขณะที่ติดตามแอนนาไปก็คือพื้นที่ที่พวก
เราอยู่ในตอนนี้ไม่ใช่ที่ราบ แต่เป็น ‘ชั้น’ เหนือต้นไม้บางอย่าง
– บ้าเอ้ย โลกของพวกนี้เก๋เชียว
ฮันซูยองพึมพำออกมา เห็นได้ชัดว่าเธอประทับใจกับภาพนี้
เมื่อเห็นโลกอันน่ารื่นรมย์ของแอสการ์ด ผมก็เริ่มตระหนักได้อย่างเต็ม
ที่ว่าพวกเขาเตรียมการมานานแค่ไหนแล้ว
นี่ไม่น่าจะใช่จักรวาลรากแห่งอิกดราซิลทั้งหมด มันน่าจะเป็นแค่แบบ
จำลอง แต่ถึงกระนั้นต้นไม้นี้ก็มีขนาดมหึมามากแล้ว มันเป็นไปได้ว่า
กลุ่มดาวของแอสการ์ดคงจะสามารถใช้ชีวิตไปได้อย่างเพลิดเพลิน
โดยสิทธิѻจากเรื่องราวนี้ในเส้นโลกหน้า
แอนนามองไปยังกลุ่มดาวเหล่านั้นอย่างเงียบๆ ก่อนที่เธอจะเบือน
หน้าหนีและหันไปสนใจทางตรงหน้าแทน ฮันซูยองเฝ้าสังเกตเธอและ
พูดกับผม
– ยังไงก็เถอะ เธอจะโอเคเหรอ? การทรยศเนบิวลาเป็นเรื่องใหญ่มาก
เลยนะ?
ก่อนที่ผมจะทันได้ตอบ แอนนาก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน “เรื่องของฉันไม่ใช่
สิ่งที่เธอควรจะมากังวลด้วย”
“…อะไรเนี่ย เธอดักฟังได้ด้วยเหรอ?”
“ฉันแค่เดาว่าเธอกำลังใช้จุดนัดพบระหว่างวันเนื่องจากพวกเธอสอง
คนไม่ได้พูดอะไรมาสักพักแล้ว”
“ฟังดูเหมือนเธอมีคนหนุนหลังหรืออะไรแบบนั้นเลยนะ?”
คำพูดของฮันซูยองทำให้สีหน้าของแอนนาแข็งขึ้นเป็นครั้งแรก “เธอ
หมายความว่ายังไง?”
“ฉันแค่สงสัยว่ามันเป็นไปได้เหรอที่อวตารตัวเล็กๆ จะปิดบังสายตา
จากทั้งเนบิวลาได้”
ฮันซูยองพูดถูก ไม่มีอวตารคนไหนสามารถทำแบบนั้นได้ไม่ว่าจะเป็น
ใครก็ตาม
ผมมองไปยังหลังศีรษะของแอนนาอย่างเงียบๆ
[สกิลเฉพาะตัว ‘ความเข้าใจในการอ่าน’ กำลังยกระดับสูงขึ้น!]
ผมเองก็มีข้อสงสัยของผม ออร่าแห่งความโกลาหลร่วงหล่นลงมาจาก
ด้านหลังของเธอ และนอกจากนั้น ผมยังคิดว่าผมเห็นแววตาสีแดง
ชาดที่ไม่ได้ต่างไปจากของแอนนาด้วย
ตั้งแต่ต้น มันมีอยู่เพียงสองตัวตนในโลกนี้เท่านั้นที่สามารถแทรกแซง
ช่องที่กลุ่มดาวดูอยู่ได้
ครืน!
ทันใดนั้นเองก็มีสายฟ้าปรากฏขึ้นในอากาศ พื้นดินแยกออกจากกัน
และบรรยากาศโดยรอบก็เริ่มสั่นไหวเป็นลางไม่ดี อึดใจต่อมาก็มีเสียง
พายุกำลังมาดังขึ้น
[กลุ่มดาว ‘บิดาตาเดียว’ กะพริบตาที่เหลืออยู่อย่างช้าๆ]
เปรี้ยง!
สีหน้าของแอนนาซีดลงในทันใด
แม้แต่เทพผู้สร้าง ‘ราห์’ ที่พวกเราต่อสู้ในสถานการณ์ที่ 98 ก็ไม่ได้
ครอบครองพลังในระดับนี้ เพียงแค่จากสถานะ มันก็เกินกว่าของธอร์ที่
พวกเราเจอเมื่อก่อนหน้านี้ไปไกลแล้ว
สิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุดในโลกแห่งนี้กำลังตื่นขึ้นจากห้วงนิทราของ
ตนแล้ว
“…โอดิน”
พวกเราเริ่มวิ่ง
แม้ว่าบริษัทของคิมทกจาจะแข็งแกร่งขึ้น แต่มันก็ยังเป็นการกระทำที่
โง่เขลาถ้าจะต่อสู้กับกลุ่มดาวระดับเทวะอย่างโอดินในเขตแดนของ
แอสการ์ด
[กลุ่มดาว ‘บิดาตาเดียว’ กำลังมองไปยังโลกของเขา]
สายตาอันน่าพรึงกลัวกวาดไปทั่วโลก และไม่นานหลังจากนั้น ผมก็
รู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งกำลังมองมายังพวกเรา
“ทางนี้! เร็วเข้า!”
มันมีกิ่งไม้ทอดยาวสูงขึ้นไปยังอิกดราชิลในชั้นที่สูงขึ้นไปในจุดที่แอน
นากำลังชี้ พวกเรารีบวิ่งไปยังกิ่งไม้นั้นและแทบจะในเวลาเดียวกัน พื้น
ดินใต้ฝ่าเท้าของพวกเราก็สูญเสียความแข็งแกร่งไปและเริ่มพังทลาย
ลง
“เร็วกว่านี้!”
ผมรีดพลังงานทั้งหมดออกมาและวิ่ง และยังเปิดใช้งานสกิลวิถีแห่ง
สายลมด้วย
[สกิลเฉพาะตัว ‘วิถีแห่งสายลม LV.???’ ถูกเปิดใช้งาน!]
มหาเรื่องราวทั้งหมดที่ผมสะสมมาเสริมพลังให้กับวิถีแห่งสายลม
เข้าไปอีก และมันยังช่วยเพิ่มความเร็วในการเดินทางให้กับพวกเรา
ด้วย ผมอยากจะเปิดใช้งานการกลายร่างราชาปีศาจไปด้วยและสยาย
ปีกออกไปถ้ามันเป็นไปได้ แต่ปีกข้างหนึ่งยังบาดเจ็บอยู่ ทำให้ผมไม่
อาจทำแบบนั้นได้
ครืน!
บางสิ่งกำลังไล่ตามพวกเรามา
[กลุ่มดาว ‘เทพแห่งพิณและแตร’ รับคำสั่งของบิดา]
[กลุ่มดาว ‘เทพีแห่งความรักและแมว’ รับคำสั่งของบิดา]
[กลุ่มดาว ‘ผู้เสียแขนให้กับหมาป่าแห่งวันสิ้นโลก’ คำรามออกมา!]
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิทักษ์แห่งสะพานแตรยักษ์’ ตรวจพบตัวตนของใครบาง
คน!]
“ใกล้แล้ว!”
แอนนาหันไปในขณะที่พูดแบบนั้น และจากนั้นเธอก็ยื่นแขนออกมา
ทันใดนั้นเอง ภาพโดยรอบก็เปลี่ยนไปและพื้นที่ตรงหน้าของเธอก็ดู
เหมือนจะหายไป มันคือ ‘บาเรียภาพหลอน’ ของเธอ กลุ่มดาวตกลงสู่
ความความมืดที่โอบล้อมพวกเขาในพริบตาและคำรามออกมาด้วย
ความประหลาดใจ
เปรี้ยง!
ดวงตาของแอนนาเปื้อนเลือด ก่อนที่จะมีเลือดไหลลงมาจากปากและ
หูของเธอ มันคือราคาที่ต้องจ่ายให้กับการขัดขืนต่อเนบิวลาของตัว
เอง ถึงกระนั้นเธอก็ไม่ถอยและตะโกนออกมา
“ไอริส! เซลีน่า! นำทางพันธมิตรไป!”
คนทั้งสองที่กำลังวิ่งอยู่ข้างหน้าของพวกเราพาซาราทุสทราวิ่งไปยัง
ปลายกิ่งไม้
“วิ่ง! เร็วเข้า! มันอยู่ตรงหน้าแล้ว!”
แอนนาคุกเข่าลงข้างหนึ่งในขณะที่หลั่งเลือดออกมาเป็นจำนวนมาก
เธอไม่อยู่ในสภาพที่จะวิ่งได้อีกแล้ว
“ฮันซูยอง”
ก่อนที่ผมจะทันได้พูดจบ ฮันซูยองก็อุ้มแอนนาขึ้นมาและวิ่งต่อไป มัน
ใช้เวลาไม่นานก่อนที่พวกเราจะมาถึงปลายกิ่งไม้ สิ่งที่รอพวกเราอยู่
คือสะพานลึกลับที่เปล่งแสงสีรุ้งออกมา
「มันคือสะพานสีรุ้งที่นำไปสู่ชั้นอื่น ไบฟรอสต์」
สะพานอันน่าอัศจรรย์ที่พบเห็นได้เพียงแต่ในตำนานเท่านั้นกำลังทอด
ยาวอยู่ตรงหน้าของผม เซลีน่าและไอริสข้ามสะพานนั้นไปได้ครึ่งทาง
แล้ว
ผมตัดสินใจเปิดใช้งาน ‘การปล่อยกระแสไฟฟ้า’ และข้ามสะพานนี้ไป
ในคราวเดียวด้วยการใช้พลังของมัน แต่ทันใดนั้นเอง…
ตู้ม!!
ผมคิดว่าผมเห็นแสงจ้าผ่าลงมา และจากนั้นกลางสะพานไบฟรอสต์ก็
พังทลายลง หอกขนาดมหึมาที่สลักขึ้นจากท้องฟ้าได้ถูกอัญเชิญกลับ
ไป
ผมนึกออกทันทีว่าหอกนั้นมันคืออะไร อาวุธของราชาเทพโอดิน กุงนีร์
เขาเลือกที่จะกำจัดพวกเราที่นี่ด้วยการตัดสะพานที่นำไปสู่โลกอื่น ผม
มองกลับไปยังกลุ่มดาวที่กำลังไล่ตามพวกเรามาและเม้มปาก
พวกเราต้องแพ้แน่ๆ ถ้าพวกเราเลือกต่อสู้กับโอดินที่นี่
ครืน!
ในท้ายที่สุดคำตอบเดียวที่มีก็คือการข้ามสะพาน
อย่างไรก็ตาม รอยแตกกว้างก็ยาวเกินไป และพายุที่ถูกสร้างขึ้นโดย
โอดินก็กำลังหมุนวนอย่างบ้าคลั่งอยู่ ณ รอยแยกนั้น แม้ว่าผมจะเปิด
ใช้งานทั้งวิถีแห่งสายลมและการปล่อยกระแสไฟฟ้าอย่างเต็มกำลัง
มันก็ไม่มีอะไรมารับประกันว่าพวกเราจะข้ามมันไปได้อย่างปลอดภัย
ฮันซูยองตะโกนออกมาด้วยความโมโห “เร็วเข้าสิ! มันไม่มีวิธีอื่นเห
รอ?!”
เธอเขย่าตัวแอนนา ทำให้ฝ่ายหลังตอบกลับมาอย่างช่วยไม่ได้พร้อม
กับกระอักเลือดออกมา
“การพยากรณ์ของฉัน… ไม่สมบูรณ์… แต่คราวนี้ ฉัน… เห็น
อย่างชัดเจน พวกเราสี่คน… จะข้ามสะพานนี้ไปได้…”
สี่คน? ผมอยากจะถามเธอให้แน่ๆ แต่เธอก็เสียเลือดมากเกินไปและ
หยุดพูดไป
แต่จากนั้นเอง ความคิดบางอย่างก็โผล่ขึ้นมาในหัวของผม
「คิมทกจาเริ่มคิด ‘มันจะได้ผลไหม?’」
อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
และได้รับการต้อนรับจากข้อความของบรรดากลุ่มดาวที่ตื่นตระหนก
จากความปั่นป่วนอย่างฉับพลันของช่อง
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ ปรารถนาที่จะเห็นการออก
อากาศของช่อง!]
[กลุ่มดาว ‘ราชาฮึงมิว’ บ่นถึงการปิดช่อง!]
[กลุ่มดาว ‘แม่ทัพผู้พิพากษาหัวโล้น’ กำลังค้นหาคิมทกจาที่หายตัว
ไป!]
“บียู! เริ่มการออกอากาศ!”
“ฮะ?? นายบ้าไปแล้วเหรอ?!”
ถ้าพวกเราเปิดช่องตอนนี้ กลุ่มดาวทั้งหมดในเรือโนอาห์ก็จะรู้
ตำแหน่งของผม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมวางแผนไว้นั้นจะได้ผลก็ต่อ
เมื่อช่องเปิดเท่านั้น
เปรี้ยง!
[กลุ่มดาวจำนวนมากประหลาดใจกับหน้าจอที่เปิดกว้าง!]
[กลุ่มดาวส่วนหนึ่งตระหนักได้ว่าคุณตกอยู่ในอันตรายและพากัน
ตกใจ!]
[กลุ่มดาวส่วนหนึ่งรู้สึกเดจาวูแปลกๆ กับสถานการณ์ในปัจจุบัน]
ผมรู้ดีว่าเดจาวูที่กลุ่มดาวพูดถึงนั้นคืออะไร
「นานมาแล้ว มันมีเหตุการณ์ที่พวกเขาต้องข้ามสะพานขาด」
‘เดวส์เอกส์มาคีนา’ ที่ถูกเปิดใช้งานบนสะพานดงโฮที่ขาด
[กลุ่มดาวส่วนใหญ่จดจำสถานการณ์จากเมื่อตอนนั้นได้!]
[มหาเรื่องราวของเนบิวลา ‘บริษัทของคิมทกจา’ กำลังเคลื่อนไหว!]
พร้อมกับสายตาจากกลุ่มดาว ความเป็นไปได้ก็เริ่มบิดตัวอย่างบ้าคลั่ง
[‘การแปลงสภาพเวที’ ถูกเปิดใช้งาน!]
เปรี้ยง…!
[‘เดวส์เอกส์มาคีนา’ ถูกเปิดใช้งาน!]
สะพานที่กลุ่มดาวสร้างขึ้นในตอนนั้นถูกสร้างขึ้นอีกครั้งตรงหน้าของ
พวกเรา
+
[เดวส์เอกส์มาคีนา – สะพานเลขคู่]
รายละเอียด: สะพานแห่งแสงที่ถูกสร้างขึ้นโดยพรแห่งกลุ่มดาว
เฉพาะจำนวนคนที่เป็นเลขคู่เท่านั้นที่สามารถข้ามสะพานไปได้ เมื่อ
จำนวนคนเป็นเลขคี่ข้ามสะพานไป สะพานจะถูกทำลายในทันที
+
สะพานเลขคู่ – มันนานมากแล้วจริงๆ นับตั้งแต่ที่ผมได้ยินชื่อนี้เมื่อ
ครั้งล่าสุด
“ฮันซูยอง! พาแอนนาไปกับเธอ!”
“หา???”
“เร็ว!”
ผมเปิดใช้งานวิถีแห่งสายลมให้กับฮันซูยองและบังคับให้เธอข้าม
สะพานไป
– เฮ้ นาย!! ชิ! ฉันไม่รู้ด้วยแล้ว…
ผมหันไปมองฮันซูยองที่อยู่ไกลออกไปก่อนที่จะหันกลับมา กลุ่มดาว
เริ่มหลุดออกมาจากบาเรียภาพหลอนของแอนนาได้ทีละคนแล้ว
ผมปลดปล่อยสถานะของผมเข้าใส่พวกเขาในขณะที่คิดกับตัวเอง
「สะพานเลขคู่สามารถข้ามไปได้ด้วยจำนวนคนที่เป็นเลขคู่เท่านั้น」
เสียงของฮันซูยองที่อยู่ไกลออกไปและเสียงคำรามของโอดินดังขึ้นที
ละเสียง
ผมชักศรัทธาไม่แตกสลายออกมา ผมไม่ได้คิดที่จะตายที่นี่
「แอนนากล่าวว่า ‘สี่คน’」
ก่อนที่ผมจะทันได้ปลดปล่อยสายฟ้าจากการปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้า
ใส่กลุ่มดาวที่กำลังพุ่งเข้ามา เสียงระเบิดก็ดังก้องออกมาจากด้านหลัง
ของกลุ่มที่กำลังโจมตี
ใครบางคนได้พุ่งชนกลุ่มดาวราวกับรถถังในขณะที่วิ่งมาทางนี้
มันคือเรื่องราวที่คุ้นเคย มันมีชายคนหนึ่งถูกเรียกตัวมายังชั้นนี้เมื่อครู่
นี้ ใบหน้าของเขาเปิดเผยออกมาจากหมอกที่คละคลุ้ง
– วิ่งต่อไป คิมทกจา
หมอนี่วุ่นอยู่กับการฟาดฟันกับศัตรูในระหว่างทางและกำลังวิ่งมาทาง
นี้พร้อมกับแสงสว่างอันน่ากลัวในดวงตาของเขา
ผมทำได้เพียงแค่ยิ้มแห้งๆ เท่านั้น ผมไม่ได้รังเกียจใครอื่นเลย แต่ก็
ไม่อยากจะข้ามสะพานไปกับหมอนี่
– เฮ้ คราวนี้ห้ามโยนฉันลงไปในแม่นํ้าอีกนะไอ้บ้า
ยูจงฮยอคกำลังวิ่งมาทางสะพาน ในขณะที่กลุ่มดาวของแอสการ์ดไล่
ตามเขามา
แม่ทัพผู้พิพากษาหัวโล้นตะโกนออกมา [ทำให้เต็มที่ ลูกหลาน!]
นั่นทำให้อริยเมตตรัยตาเดียวตอบกลับมา [หัวล้านของเจ้าเหงื่อออก
แล้ว]
[กังวลเรื่องหัวของเจ้าก่อนเถอะ]
[เจ้าจะไม่ช่วยพวกเขาหน่อยเหรอ?]
[ข้าไม่มีอวตาร ดังนั้นข้าจะช่วยได้ยังไง?]
[เจ้าก็จุติลงไปตรงๆ ก็ได้]
[เจ้าคงจะเสียสติไปแล้วหลังจากติดอยู่ที่นี่อยู่นาน ด้วยเหรียญที่เหลือ
อยู่ แม้แต่ส่งร่างสัญลักษณ์ลงไปยังเป็นไปไม่ได้เลย]
แม่ทัพผู้พิพากษาหัวโล้นบ่นด้วยความไม่พอใจ และในขณะที่กำลัง
เช็ดหัวของเขาและมองไปข้างหลัง เขาก็เห็นห้องฝึกซ้อมสีโมโนโทน
รออยู่