มู่หนานจือ - บทที่ 482 เปรียบเทียบ
เกาเมี่ยวหรงกวาดภาชนะชาทั้งโต๊ะลงบนพื้น
พวกเซียงมู่ตกใจจนไม่กล้าขยับ
เกาเมี่ยวหรงเดินไปเดินมาในห้อง นานมากถึงจะกดความโกรธในใจลงไปได้
การแยกครอบครัวเป็นสิ่งที่หลบเลี่ยงไม่ได้แล้ว
และก็ไม่ยอมให้นางไม่แยกเช่นกัน
คนไม่มีสมองอย่างหลี่หลิน คงจะขอบคุณอาของเขามากทีเดียว
แผนในตอนนี้มีเพียงคิดหาทางติดต่อกับบ้านสกุลหลี่บ่อยๆ ทำให้คนคิดว่าถึงหลี่ฉางชิงจะแยกพวกเขาออกมาแล้ว ก็ไม่ได้แยกครอบครัวกับพวกเขา แต่เพราะหลี่หลินแต่งงานแล้ว และโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว สายลูกชายคนโตจึงจำเป็นต้องรับใช้ตระกูลแล้ว
ไม่อย่างนั้นสูญเสียต้นไม้ใหญ่อย่างตระกูลหลี่ไป พวกเขายังสามารถทำอะไรได้?
ฮูหยินเหอ...คือจุดอ่อนที่ดีมาก
นางครุ่นคิด และตะโกนเรียกเซียงจื่อเข้ามาเสียงดัง แล้วเอ่ยว่า “เจ้าไปดูงานเย็บปักถักร้อยที่ส่งเข้ามาหลายวันก่อนว่า มีอันที่เหมาะสำหรับมอบให้ฮูหยินเหอหรือไม่”
ถึงเวลานั้นก็ส่งไปให้ฮูหยินเหอโดยถือว่าเป็นของที่นางปักด้วยตนเอง ฮูหยินเหอต้องดีใจอย่างแน่นอน
นางไม่ได้รับความเคารพจากหลี่ฉางชิง ก็ชอบให้คนอื่นเอาใจนางแบบนี้
เซียงจื่อขานรับและจากไป
เกาเมี่ยวหรงถึงจะคลายความโกรธลง
ไม่ถึงสองวัน ตระกูลลู่ก็ไปจากไท่หยวนอย่างโอ้อวด ไปดำรงตำแหน่งที่อำเภอฉางอันแล้ว
—————————————————-
ทว่าทางเจียงเซี่ยนกลับรวมตัวกับหลี่เชียนหลายวันแล้ว
เรื่องที่อำเภอฮว่าอินนั้นทหารรับใช้มีความผิดอย่างแน่นอน ส่วนเฉินเฟยก็ไม่มีเหตุผลเช่นกัน ราชโองการลับฉบับนั้น…สำนักราชเลขาธิการก็เป็นคนร่าง จ้าวอี้น่าจะไม่รู้เรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง ตอนนั้นหยางจวิ้นแม่ทัพส่านซีเคยล่วงเกินหลี่เหยาราชเลขาธิการตำหนักอู่อิงควบเสนาบดีกรมกลาโหม เวลานี้หลี่เหยากำลังเรืองอำนาจ เขาถึงได้หลบและแกล้งป่วย ไม่ใช่ว่าเขาคนนี้ไม่มีความสามารถ เฉินเฟยลอบวางแผนทำร้ายญาติที่เกี่ยวดองกับเขา เขาโกรธจนแทบจะกระอักเลือด และคิดว่าหากไม่แสดงฝีมือให้คนพวกนี้ดูสักหน่อย พวกเขาก็จะไม่รู้ว่าเขาเป็นคนแบบไหนแล้ว? การแอบบอกข่าวของหลี่เชียนก็ทำให้เขาได้รับโอกาสสำคัญ เขาติดต่อเพื่อนสนิทสมัยก่อน และใช้เส้นสายของวังจี่เต้า ทางเมืองหลวงถือว่าไม่ยืนหยัดแล้ว โดยลงโทษผู้บังคับกองร้อยที่ดูถูกผู้บังคับบัญชา ด้วยการปรับและริบเงินเดือนหนึ่งปีก็จบเรื่องแล้ว
เฉินเฟยโกรธจนตัวสั่น และยื่นสาส์นว่าจะลาออกตรงนั้น
หยางจวิ้นกลัวว่าหากทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ จะกลายเป็นการแก่งแย่งชิงดีกันของขุนนางฝ่ายบุ๋นกับขุนนางฝ่ายบู๊ ญาติที่เกี่ยวดองกับเขาต้องเสียเปรียบอย่างแน่นอน จึงแอบออกความคิดให้ผู้บังคับกองร้อยคิดหาทางข่มขู่เฉินเฟย
คืนนั้นลูกชายของเฉินเฟยที่เรียนหนังสืออยู่ที่สำนักการศึกษาประจำอำเภอก็ถูกคนนิรนามเปลืองผ้าวิ่งกลับบ้าน ส่วนลูกสาวที่แต่งงานแล้วที่อยู่บ้านเกิดก็ถูกคนสาดปัสสาวะใส่ทั้งตัว เฉินเฟยโกรธจนนอนอยู่บนเตียงสามวัน หลังจากลุกขึ้นจะยื่นหนังสือกล่าวโทษผู้บังคับกองร้อย แต่กลับถูกฮูหยินเฉินรั้งไว้ และวิงวอนเขาครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยเสียงทุ้มต่ำและเศร้าโศก “บัณฑิตเจอทหาร ต่อให้มีเหตุผลแค่ไหนก็ใช้ไม่ได้ นี่พวกเขากำลังข่มขู่พวกเราอย่างชัดเจน ท่านอาจจะต้องการชื่อเสียงของท่านและชื่อเสียงในการเป็นขุนนางของท่าน ทว่าข้าไม่อาจละเลยความปลอดภัยของพวกลูกได้ ท่านตัดทางรอดของเขา เขาก็จะสู้กับท่านอย่างสุดชีวิต ท่านอย่าลืมเชียว ใต้เท้าหลี่ที่มาให้ความเป็นธรรมตามคำสั่งของผู้ว่าราชการมณฑลหลายวันก่อน ยังอายุไม่ถึงยี่สิบปี แต่กลับเป็นขุนนางใหญ่ระดับสองแล้ว เป็นเพราะเขาแต่งงานกับท่านหญิงเจียหนานพระขนิษฐาของฝ่าบาทและหลานสาวของไทฮองไทเฮาในปัจจุบัน บิดาของใต้เท้าหลี่มาจากโจรท้องถิ่น ว่ากันว่าตอนนั้นก็เป็นเพราะอับจนหนทางเช่นกันถึงไปเป็นโจรท้องถิ่น แต่ท่านดูสิ เพียงแค่สามสิบปี คนอื่นไม่เพียงแต่เป็นขุนนางที่ได้รับการแต่งตั้งจากราชสำนัก ยังเป็นขุนนางใหญ่ที่สามารถเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกผู้ว่าราชการมณฑลได้ ท่านอย่าเอาแต่ใช้ชีวิตโดยคิดว่าท่านเป็นบัณฑิต ท่านต้องรู้วิธีลงมือปฏิบัติจริงด้วยถึงจะถูก หากท่านบีบคั้นคนอื่น แล้วคนอื่นหนีเข้าป่าไปเป็นโจร และกลับมาปล้นบ้านของพวกเรา พวกเรารักษาชีวิตเอาไว้ได้ก็ไม่เลวแล้ว หากถูกใส่ร้ายป้ายสีก็ไม่มีที่ให้ไปพูดแล้วด้วยซ้ำ”
เฉินเฟยตบหลังเก้าอี้อย่างคับแค้นใจ “แล้วข้าจะปล่อยให้เขาเป็นอิสระแบบนี้ต่อไปอย่างนั้นหรือ? เช่นนั้นข้ายังเป็นขุนนางท้องถิ่นทำไม? ยังมีหน้าเป็นขุนนางที่นี่ได้อย่างไร?”
ฮูหยินเฉินเตือนสามี “สุภาพบุรุษแก้แค้น สิบปีไม่สาย แทนที่ท่านพี่จะโกรธเจ้านั่น สู้ฉวยโอกาสนี้ขอให้ผู้ว่าราชการมณฑลช่วยพูดให้ท่านเปลี่ยนสถานที่เป็นขุนนางดีกว่า จะได้ไม่ต้องถูกไป๋จี๋นายอำเภออำเภออวิ้นเฉิงนั่นเปรียบเทียบบ่อยๆ ด้วย…ท่านพี่เป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ได้เป็นลูกชายของพ่อค้าเหมือนไป่จี๋ มีเงินรับมือเพื่อนขุนนางที่ไปมาหาสู่กันมากขนาดนั้นที่ไหนกัน…”
เฉินเฟยหน้าแดง
ฮูหยินเฉินพูดแทงใจดำเขาแล้ว
เขาค่อยๆ พยักหน้า
ซย่าเจ๋อได้รับจดหมายลับขอความช่วยเหลือจากเฉินเฟย ก็อดไม่ได้ที่จะโล่งใจเช่นกัน
เขาคิดว่าหลี่เชียนจะลักพาตัวคนส่งกลับซีอานตามความต้องการของพวกเขา คิดไม่ถึงว่าหลี่เชียนกลับลากทั้งสองคนมารวมกันเพื่อไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่าย ตอนนั้นเขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ และคิดว่าจำเป็นต้องจัดการหลี่เชียน ทว่าพอคิดว่าเบื้องหลังหลี่เชียนคือจวนเจิ้นกั๋วกงและไทฮองไทเฮา เขาก็กดความโกรธที่ไร้สาเหตุนั้นลงไป และเฝ้ามองอยู่ข้างๆ อย่างเฉยชา ตัดสินใจว่าไว้เรื่องราวดำเนินไปถึงตอนที่จัดการไม่ได้แล้ว และกลายเป็นการแก่งแย่งชิงดีกันของขุนนางฝ่ายบุ๋นกับขุนนางฝ่ายบู๊ค่อยออกหน้าสั่งสอนหลี่เชียนสักหน่อย ให้หลี่เชียนรู้ว่าอะไรคือวิถีในการเป็นขุนนาง แล้วก็ฉวยโอกาสลองหยั่งเชิงสถานะของหลี่เชียนในใจของจวนเจิ้นกั๋วกงกับฮ่องเต้ด้วย
จวนเจิ้นกั๋วกงกับฮ่องเต้ไม่ถูกกัน เป็นความลับที่เปิดเผยในหมู่ขุนนางใหญ่ที่ปกครองมณฑลต่างๆ แล้ว
แต่คิดไม่ถึงว่า หยางจวิ้นจะลงมือตอนนี้ และก่อกวนเรื่องราวจนเละเทะไปหมด แถมสุดท้ายยังจบลงด้วยการยอมอ่อนข้อให้และการฝืนอดทนของเฉินเฟย
หลี่เชียนผู้นี้…โชคดีจริงๆ!
ซย่าเจ๋อเก็บจดหมายลับ และเรียกผู้ช่วยของตนเองเข้ามาปรึกษาเรื่องของเฉินเฟย
——————————————————-
ส่วนหลี่เชียนกำลังเที่ยวภูเขาหลีกับเจียงเซี่ยน
ความยิ่งใหญ่ของรูปร่างภูเขา ความงดงามของยอดเขา การผลุบโผล่ของเทือกเขา ความเขียวชอุ่มของต้นไม้ภูเขา ความคดเคี้ยวของน้ำแร่ภูเขา ความสวยงามของดอกไม้ภูเขา และความวกวนของทางบนเขา ล้วนทิ้งความประทับใจอันลึกซึ้งไว้ให้เจียงเซี่ยน แต่นางขาดการออกกำลังกายจริงๆ ฝืนปีนได้ครึ่งชั่วยามก็เดินไม่ไหวอีกแล้ว จึงดึงหมวกเด็กรับใช้บนศีรษะลงและพิงหินสีเทาก้อนใหญ่ที่อยู่ข้างๆ พลางหอบหายใจ “ข้าไม่ขึ้นไปได้หรือไม่?”
ถึงอารามเฉาหยวนจะมหัศจรรย์ ถึงศาลเจ้าเหล่าจวินจะศักดิ์สิทธิ์ นางก็ไม่อยากไปดูแล้วเช่นกัน
หลี่เชียนยิ้มพลางหันตัวเดินลงไปจากบนขั้นบันไดหินสีเทา
ฝีเท้าของเขาว่องไว เคลื่อนไหวคล่องแคล่ว กระทั่งบนหน้าไม่มีแม้แต่เหงื่อสักหยด ทำให้เจียงเซี่ยนรู้สึกอิจฉาอยู่ลึกๆ
“ข้าแบกเจ้าขึ้นไป!” เขาเลิกคิ้วพลางอมยิ้มถาม สีหน้าฉายแววภูมิใจเล็กน้อย
เจียงเซี่ยนดูถูกเขาอยู่ลึกๆ ในใจ
นางบอกว่าจะนั่งเกี้ยวขึ้นมา เขาก็จะปีนเขาให้ได้ บอกว่าแบบนี้ถึงจะเป็นการเคารพเหล่าจวิน
เจียงเซี่ยนไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง คิดว่าถึงอย่างไรคืนนี้ก็จะพักที่อารามเฉาหยวนบนยอดเขา ค่อยๆ เดินก็ได้ ใครจะรู้ว่าการปีนเขาจะกินแรงขนาดนี้…ตอนนั้นเจ้าหมอนี่ก็คงจะตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า หากนางปีนขึ้นไปไม่ไหว ก็จะแบกนางขึ้นไป
“หลิวตงเยว่!” เจียงเซี่ยนเอ่ยเสียงดัง “ไปจัดเกี้ยวให้ข้า” แล้วหันหน้ามาเลิกคิ้วเลียนแบบหลี่เชียน และเอ่ยอย่างได้ใจว่า “ภูเขาลูกนี้สูงชันขนาดนี้ ข้าจะให้เจ้าแบกข้าได้อย่างไร? หากเจ้าเหนื่อยเกินไปจนบาดเจ็บภายในจะทำอย่างไร? เจ้าเป็นผู้ดูแลครอบครัวของพวกเรา!” นางพูดไปก็ไม่มองหลี่เชียนอีก และปีนขึ้นไปอีกสองสามขั้น แต่ในใจกลับทำเสียงไม่พอใจอย่างเย็นชา
เขาคิดว่ามีแต่เขาที่ใช้คารมหลอกคนเป็นหรือ?
มุมปากของเจียงเซี่ยนยกขึ้นเล็กน้อย
หลี่เชียนหัวเราะเสียงดัง และเดินตามขึ้นไปอย่างรวดเร็ว แล้วเอ่ยว่า “ข้าแบกเจ้าขึ้นไปดีกว่า? เจ้าดูสิ ข้างกายพวกเรามีแต่คนกันเองทั้งนั้น!”
เจียงเซี่ยนสีหน้าเคร่งขรึม
หลิวตงเยว่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
เขารับผิดชอบดูแลรับใช้คนโดยเฉพาะ เวลานี้จึงย่อมเตรียมเกี้ยวไว้เรียบร้อยตั้งนานแล้ว และไม่เพียงแต่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ยังเตรียมไว้สี่ห้าคัน เผื่อท่านหญิงกับพวกฉิงเค่อปีนขึ้นไปไม่ไหว ทว่าใต้เท้าตั้งใจอยากแบกท่านหญิงขึ้นเขา หากเขาเรียกคนหามเกี้ยวมา จะไม่ทำให้แผนการของใต้เท้าล้มเหลวอย่างนั้นหรือ?
————————————–