มู่หนานจือ - บทที่ 483 ภูเขาหลี
หลิวตงเยว่คิดว่าในเมื่อตนเองเป็นคนของท่านหญิง ตามหลักก็ควรจะเชื่อฟังคำสั่งของท่านหญิง แต่เรื่องระหว่างสามีภรรยานี้ เขาไม่แน่ใจจริงๆ
บางครั้งผู้หญิงพูดว่า ‘ไม่’ จริงๆ แล้วกำลังพูดว่า ‘ได้’ บางครั้งพูดว่า ‘ได้’ จริงๆ แล้วกำลังพูดว่า ‘ไม่’
เช่นนี้จะให้เขาตัดสินอย่างไรดี?
เขาเกาผม พลางคิดว่าอยู่รับใช้ฮ่องเต้ในวังดีกว่า ถึงเวลานั้นเพียงแค่เชื่อฟังฮ่องเต้ก็พอ หรืออยู่รับใช้ชนชั้นสูงในวัง แค่เชื่อฟังชนชั้นสูงก็พอ
คนอย่างเจียงเซี่ยนนั้น เขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดีจริงๆ!
หลิวตงเยว่ทำได้เพียงชักช้าอยู่ตรงนั้น
หลี่เชียนวิชาตัวเบาไม่ธรรมดาแล้ว จึงก้าวข้ามบันไดหลายขั้นได้อย่างสบายๆ แล้วหันตัวมาเดินถอยหลังขึ้นเขา พลางถามเจียงเซี่ยนด้วยรอยยิ้มว่า “จะไม่ให้ข้าแบกเจ้าขึ้นเขาจริงๆ หรือ? ที่นี่อยู่ห่างจากบนเขาอย่างน้อยที่สุดก็ระยะทางสามในสี่ ต่อให้นั่งเกี้ยว ก็ไม่มีทางที่จะปีนขึ้นไปทีเดียวเช่นกัน ข้าแบกเจ้าขึ้นไป ยังสามารถฉวยโอกาสไปดูทะเลสาบกระจกที่หน้าไหล่เขาได้ด้วย เจ้ารู้ว่าทะเลสาบกระจกคืออะไรหรือไม่? ก็คือสระน้ำลึกแห่งหนึ่ง ผิวน้ำเหมือนกระจก ไม่เพียงแต่สีเขียวขจีและใสบริสุทธิ์ ยังมีจุดเว้า เหมือนด้ามจับของกระจก ตาของทะเลสาบก็อยู่ตรงนั้น ว่ากันว่าน้ำของที่นั่นดื่มแล้วสามารถเพิ่มอายุและยืดอายุขัยได้ เดี๋ยวพวกเราก็ไปดื่มสักสองสามอึก และเอากลับไปหน่อยด้วย เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
“ไม่คิดว่าอย่างไร!” เจียงเซี่ยนมองไปรอบด้าน ชมทิวทัศน์โดยรอบ และยังคงไม่สนใจหลี่เชียนเช่นเดิม “ข้าจะนั่งเกี้ยวขึ้นไปบนยอดเขา แล้วจุดธูปให้เหล่าจวินและเข้าพัก รอดูพระอาทิตย์ขึ้นพรุ่งนี้”
“ให้ข้าแบกเจ้าขึ้นไปเถอะ?” หลี่เชียนยังอยากโน้มน้าวนาง ใครจะรู้ว่าพอเท้าเอียง คนก็โงนเงนทันที จนเกือบจะล้มลง
เจียงเซี่ยนตกใจมาก และรีบไปพยุงหลี่เชียน
หลี่เชียนรีบทรงตัว แล้วถึงจะจับมือของเจียงเซี่ยน และเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าไม่เป็นไร!”
ทว่าเจียงเซี่ยนกลับหน้าซีดไปหมดแล้ว
“ข้าไม่เป็นไรจริงๆ!” หลี่เชียนเสียใจมากที่ล้อเจียงเซี่ยนเล่นแบบนี้ จึงรีบเข้าไปกอดนาง และเอ่ยเสียงเบาว่า “ตอนข้าอายุสิบขวบก็ถูกท่านพ่อโยนไปฝึกกับพวกแม่ทัพและทหารในฐานที่มั่น พูดไม่ได้ว่าเดินทางบนภูเขาได้เร็วเหมือนเดินที่ราบ แต่ก็ไม่กลัวภูเขาเล็กและคูเล็กแบบนี้เช่นกัน ดังนั้นเจ้าไม่ต้องกลัว!”
เจียงเซี่ยนพยักหน้า และชะเง้อคอมองลงไป ก็เห็นว่าข้างทางที่หลี่เชียนเกือบจะล้มลงไปเมื่อครู่เป็นเนินเอียง และปลูกต้นไม้มากมายที่หนาเท่าปากชามเต็มแน่นมาก ต่อให้หลี่เชียนล้มลงไปจริงๆ ก็สามารถอาศัยแรงต้านของต้นไม้เหล่านี้ได้ จึงไม่มีทางที่จะเกิดอุบัติเหตุ นางถึงวางใจ
“เจ้าเดินดีๆ เถอะ!” นางอดไม่ได้ที่จะสั่งสอนหลี่เชียน และคิดว่าหลี่เชียนเกือบจะล้มลงไปเพราะอะไร หน้าของนางก็ร้อนเล็กน้อย และเอ่ยเสียงเบาว่า “ถึงอารามเฉาหยวนแล้วพวกเราสองคนไปเดินเล่นที่หลังเขา”
ก็หมายความว่า ไม่มีคนติดตามพวกเขา
หลี่เชียนเข้าใจทันที
เจียงเซี่ยนขี้อาย ทว่าตอนที่ไม่มีคนกลับเหมือนนกที่หลุดจากกรง และยอมล้อเล่นกับเขา
เขาอดไม่ได้ที่จะบีบมือของเจียงเซี่ยน และเอ่ยอย่างเหมือนกำลังสื่อถึงอะไรบางอย่างว่า “ได้! ถึงเวลานั้นข้าจะแบกเจ้าไปเดินเล่นที่หลังเขา”
เจียงเซี่ยนมองไปทางอื่น โดยไม่พูดอะไร
สำหรับหลี่เชียน...นี่เป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว
หลี่เชียนหัวเราะ และบอกหลิวตงเยว่ว่าต้องการเกี้ยว
หลิวตวเยว่รีบขานรับติดกันหลายครั้ง “จะมาเดี๋ยวนี้ จะมาเดี๋ยวนี้ขอรับ”
พวกเจียงเซี่ยนกับหลี่เชียนนั่งเกี้ยวขึ้นไปที่อารามเฉาหยวน
อารามเฉาหยวนเป็นอารามของลัทธิเต๋า เข้าอารามควรพยายามเดินสองฝั่ง พวกเขาเดินประตูทางขวาก้าวเท้าขวาก่อน จุดธูปสามดอก และคุกเข่าคำนับเก้าครั้ง แล้วก็ถูกนักบวชลัทธิเต๋าที่รออยู่นอกอุโบสถนานแล้วเชิญไปกินอาหารเจที่อารามของลัทธิเต๋าหลังเขา
นักบวชลัทธิเต๋าของอารามเฉาหยวนจัดงานเลี้ยงต้อนรับเจียงเซี่ยนข้างใน และจัดงานเลี้ยงต้อนรับหลี่เชียนข้างนอก ทว่าหลี่เชียนไม่ชอบเรื่องพวกนี้จริงๆ จึงเกรงใจพวกนักบวชลัทธิเต๋าอยู่พักหนึ่ง ก็ให้เซี่ยหยวนซีอยู่คุยกับพวกนักบวชลัทธิเต๋า ส่วนตนเองหนีไปรับประทานอาหารกับเจียงเซี่ยนที่ห้องด้านใน
เจียงเซี่ยนเม้มปากยิ้ม และเอ่ยว่า “ใครบอกว่าต้องเคารพเหล่าจวินหน่อย จะเดินขึ้นอารามเฉาหยวน? ตอนนี้เพียงแค่สองสามเค่อก็เปลี่ยนแล้ว ไม่เพียงแต่นั่งเกี้ยวขึ้นเขา ยังมาเบียดข้าและรับประทานอาหารกับข้าที่นี่ด้วย…”
หลี่เชียนยิ้มโดยไม่พูดอะไรเช่นกัน และมานั่งเบียดข้างกายเจียงเซี่ยน แล้วหยิบถ้วยของเจียงเซี่ยนไปตักน้ำแกงเต้าหู้ให้นาง พลางเอ่ยเรื่อยเปื่อยว่า “นี่ข้าก็กลัวว่าพวกเขาจะให้ข้าบริจาคค่าธูปเทียนไม่ใช่หรือ? ให้เซี่ยหยวนซีรับมือไปก่อน ตอนที่ข้าออกไปอีกครั้งบอกตรงๆ ก็ดูดีหน่อย…”
ไม่ว่าจะชาติก่อนหรือชาตินี้ การพูดจาเรื่อยเปื่อยที่มักจะปรากฏเสมอแบบนี้ของหลี่เชียนก็ทำให้เจียงเซี่ยนรู้สึกเฉยๆ แล้ว
เขาคงอยากนั่งเบียดกับนางกระมัง!
เจียงเซี่ยนมองหลี่เชียนอย่างเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม
ฉิงเค่อที่รับใช้อยู่ข้างๆ เห็นหลี่เชียนหยิบถ้วยที่เจียงเซี่ยนกินข้าวไปตักน้ำแกง ก็จำเป็นต้องหยิบถ้วยมาใหม่ใบหนึ่ง
เจียงเซี่ยนไม่สนใจ และกินข้าวเบียดกับหลี่เชียน
หลังจากรับประทานอาหาร หลี่เชียนไปพบพวกนักบวชลัทธิเต๋าของอารามเฉาหยวน แล้วอ้างว่าอยากย่อยอาหาร และลากเจียงเซี่ยนไปที่หลังเขา
หลังเขามีทางหินสีเทาที่สามารถเดินเคียงข้างกันสามคนได้ ทั้งสองคนชมทิวทัศน์ พลางคุยเล่นเรื่องจุกจิกในชีวิตประจำวันของครอบครัวกับเหล่าเพื่อนบ้าน
หลี่เชียนเอ่ยว่า “พวกเรากลับเมืองพรุ่งนี้ วันมะรืนข้าไปเดินเล่นตลาดดอกไม้เป็นเพื่อนเจ้าดีกว่า? เรือนกระจกในบ้านมีแต่ของที่ตระกูลต่งทิ้งเอาไว้ พวกดอกไม้ที่เจ้าปลูกต่างก็อยู่ไท่หยวน ตอนที่มาอากาศหนาวเกินไป เวลานี้อากาศกลับมาอบอุ่น ก็ควรย้ายมาแล้วเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกดอกกล้วยไม้ที่เจ้าเลี้ยงในวัง ได้ยินไป่เจี๋ยบอกว่า หลายปีแล้ว จะไม่สนใจพวกมันเพราะเจ้ามาซีอานไม่ได้”
หายากที่หลี่เชียนยังจำได้!
เจียงเซี่ยนยิ้ม และเอ่ยว่า “ตระกูลต่งทิ้งดอกไม้กับต้นไม้ไว้เยอะมาก แล้วก็หน้าตาดีเช่นกัน จึงไม่จำเป็นต้องไปซื้อดอกไม้กับต้นไม้โดยเฉพาะ ดอกไม้ ใบหญ้า และต้นไม้ก็เหมือนกับคน ทำได้เพียงเฝ้ารอและไม่สามารถบังคับได้ และดอกไม้กับต้นไม้ก็เหมือนกับของล้ำค่า อยู่ในมือพวกเราล้วนเป็นแขกที่ผ่านมา ดูแลอย่างเต็มที่แล้ว ปกติก็จะทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง เหมือนซีฝู่ไห่ถังต้นนั้นที่พวกเราเลี้ยงที่ไท่หยวน หายากแค่ไหน แต่ถึงซีอานแล้ว พวกเราย้ายมันมาได้หรือ? หากฝืนย้ายมา จะเลี้ยงได้หรือไม่? สุดท้ายก็ต้องทิ้งไว้ให้เจ้าของของบ้านหลังนั้นอยู่ดี”
หลี่เชียนเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ทว่าเจียงเซี่ยนกลับกลัวว่าเขาฟังคำพูดของตนเองแล้ว จะกลายเป็นหดหู่เหมือนหญิงชรา จึงรีบยิ้มและเปลี่ยนเรื่อง โดยเอ่ยว่า “เจ้ากำหนดว่าจะกลับเมืองกานเมื่อไรแล้วหรือ? ไม่อย่างนั้นทำไมจู่ๆ ถึงคิดจะไปตลาดดอกไม้เป็นเพื่อนข้า?”
หลี่เชียนยิ้มพลางรวบนางเข้าสู่อ้อมกอด แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “ข้ารู้สึกว่าเจ้าเข้าใจเจ้ามากกว่าข้า!”
เขาอยากบอกว่านางเข้าใจเขา แต่เขากลับไม่เข้าใจนางใช่หรือไม่?
เจียงเซี่ยนเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ดังนั้นจึงอยากรู้ว่าข้าชอบอะไรบ้าง?”
หลี่เชียนทำหน้าขรึม และพยักหน้าอย่างจริงจัง พลางเอ่ยว่า “เป่าหนิง ข้ารู้สึกว่าข้าโชคดีมากที่ได้พบเจ้า!”
เพราะชอบ จึงสนใจ จึงรู้ จึงเข้าใจ
เขาเพียงแค่ให้คนไปบอกเจียงเซี่ยน เจียงเซี่ยนก็สามารถเข้าใจความคิดของเขาได้ในชั่วพริบตา และร่วมมือกับเขาส่งข่าวให้หยางจวิ้น
นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาสามารถทำได้
แม้จะเป็นเซี่ยหยวนซีผู้ช่วยของเขา ความรู้ใจกันของพวกเขาก็ผ่านการขัดเกลาและสื่อสารกันเป็นเวลานานเช่นกันถึงจะบรรลุถึงขั้นนี้ได้
ทว่าเจียงเซี่ยนนั้น เขากับนางรู้จักกันเพียงแค่สองปี ในนี้อย่างมากที่สุดมีเวลาอยู่ด้วยกันสองเดือน แต่นางกลับรู้ว่าเขากำลังคิดอะไร
ในการแต่งงานนี้ นางตั้งใจดูแลครอบครัวของเขามากกว่าเขา
เขารู้สึกละอายใจมาก
และรู้สึกผิดต่อเจียงเซี่ยน
เขาคิดว่าเขาชอบเจียงเซี่ยน แต่เจียงเซี่ยนชอบตนเองมากกว่าเขา และชอบการแต่งงานนี้
“เป่าหนิง!” เขาเอ่ยอย่างรู้สึกละอายใจและไม่สบายใจ “สองปีนี้ข้าใช้เวลาอยู่ข้างนอกมากหน่อย อาจจะมีบางที่ที่ดูแลเจ้าไม่ได้ เจ้ามีอะไร ต้องอย่าลืมบอกข้านะ”