มู่หนานจือ - บทที่ 502 ควบคุม
ทั้งสองคนปฏิเสธกันไปมา หลี่ฉางชิงรู้เรื่องนี้แล้ว
เขาเอ่ยกับลุงเหอเป็นการส่วนตัวว่า “อาหลินโตแล้ว รู้จักสงสารคนแล้ว เขาเอาเงินส่วนตัวของตนเองไปจากมือข้า แต่กลับให้พ่อตาหมด มิน่าเล่าคนอื่นถึงบอกว่าสะใภ้แต่งเข้าตระกูลก็ลืมแม่สื่อไปจนหมดสิ้น ดีที่ข้ายังมีลูกชายสามคน ครอบครัวของภรรยาจงเฉวียนไม่ต้องช่วยจงเฉวียนก็ไม่เลวแล้ว เขาจึงไม่ต้องให้เงิน ไม่อย่างนั้นข้าเลี้ยงลูกชายกับลูกสาว ยังไม่แน่ว่าจะอึดอัดแค่ไหน!”
ลุงเหอทำการค้า แม้จะซื่อสัตย์ ทว่าก็ไม่ใช่พวกที่เงียบขรึมและพูดน้อยเช่นกัน ฟังคำพูดและเสียง ก็รู้ว่าหลี่ฉางชิงกำลังปลงที่ตนเองเลี้ยงหลี่หลินมาจนโตขนาดนี้ หลี่หลินไม่ค่อยกตัญญูต่อหลี่ฉางชิง แต่กลับทุ่มเททุกอย่างให้เกาฝูอวี้…
เขาทำได้เพียงปลอบใจหลี่ฉางชิง “การแต่งงานเป็นสิ่งดีที่ผูกสองแซ่ไว้ด้วยกันไม่ใช่หรือ? หากงานแต่งงานของอาหลินจัดไม่สวย ตระกูลหลี่ก็เสียหน้าเหมือนกัน!”
หลี่ฉางชิงไม่เอ่ยสิ่งใด
ลุงเหอก็รู้ว่าเขาไม่ได้หมายความเช่นนี้แล้ว
เช่นนั้นเขาหมายความว่าอย่างไรล่ะ?
ลุงเหอกลับไปบอกเรื่องนี้กับป้าเหอ
ป้าเหอเอ่ยว่า “โธ่เอ๋ย เจ้าคนความคิดคร่ำครึ นี่เห็นได้ชัดว่าลูกเขยรังเกียจที่หลี่หลินเนรคุณ ต่อไปเจ้าก็ใกล้ชิดกับเขาให้น้อยหน่อย หลี่เชียนต่างหากที่เป็นผู้ดูแลตระกูลที่แท้จริงในบ้านหลังนี้
ลุงเหอพยักหน้าติดกันหลายครั้ง
ไม่กี่วัน ไม่รู้ว่าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปได้อย่างไร
และปกติคนที่ถูกคนวิพากษ์วิจารณ์ก็จะรู้ว่าตนเองถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นคนสุดท้าย
หลี่หลินไม่รู้สึกแม้แต่นิดเดียว หลี่ฉางชิงให้เขาหยุดยาว เขาก็จดจ่อความคิดทั้งหมดอยู่กับการตกแต่งบ้านที่ถนนตะวันตก
ในความคิดของเขา บ้านหลังนี้ก็เป็นบ้านบรรพบุรุษในอนาคตของเขาแล้ว ต่อให้ต่อไปเขาติดตามหลี่ฉางชิงไปเป็นขุนนางที่อื่น ที่นี่ก็เป็นที่ที่กลับบ้านของเขาอยู่ดี ดังนั้นจึงใส่ใจอิฐทุกก้อนและกระเบื้องทุกแผ่นมาก
พอผ่านกลางเดือนเจ็ดไปอย่างยากลำบาก ทางซีอานก็ส่งจดหมายมาบอกว่าเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว อากาศเปลี่ยนเป็นเย็น ระหว่างทางโคลงเคลงมากเกินไป เจียงเซี่ยนกับหลี่เชียนต่างไม่สามารถกลับมาร่วมงานแต่งงานของหลี่หลินกับเหอถงเหนียงได้แล้ว ถึงเวลานั้นหลี่จี้จะคุ้มกันหลี่ตงจื้อกลับไท่หยวน พอผ่านเทศกาลฉงหยางวันที่เก้าเดือนเก้าแล้วค่อยกลับซีอาน
ฮูหยินเหอไม่ค่อยพอใจ จึงถามหลี่ฉางชิงว่า “ให้ตงจื้อฉลองปีใหม่ที่บ้านเสร็จแล้วค่อยไปไม่ได้หรือ? นางอายุยังน้อย พวกความรู้ค่อยๆ เรียนก็ได้ แต่งานเย็บปักถักร้อยต้องรีบแล้ว ไม่อย่างนั้นถึงเวลานั้นก็ทำรองเท้ากับถุงเท้าให้ลูกของตนเองไม่เป็นด้วยซ้ำ จะไม่ทำให้ครอบครัวสามีไม่พอใจอย่างนั้นหรือ”
หลี่ฉางชิงไม่ชอบคุยพวกเรื่องจุกจิกในชีวิตประจำวันของครอบครัวและเหล่าเพื่อนบ้านกับฮูหยินเหอที่สุด ทุกครั้งที่ฮูหยินเหอออกความคิดให้เขา สุดท้ายเรื่องราวก็กลายเป็นเละเทะไปหมด
เขาเอ่ยอย่างไม่พอใจว่า “ในเมื่อมอบตงจื้อให้ท่านหญิงแล้ว ก็ต้องเชื่อฟังท่านหญิงทุกอย่าง เจ้าไม่ต้องเข้าไปก้าวก่าย จนทำให้ตงจื้อไม่รู้ว่าจะฟังใครดี” เอ่ยถึงตรงนี้ เขาก็ยิ่งไม่วางใจแล้ว จึงเอ่ยว่า “ไม่ได้ ข้าต้องกำชับท่านหญิงเรื่องนี้สักหน่อย แล้วก็ต้องบอกตงจื้อด้วย อย่าให้คนก่อกวนเรื่องราวจนล้มเหลว”
ฮูหยินเหอโกรธมาก ทว่ากลับไม่สามารถต่อต้านหลี่ฉางชิงได้ จึงทำได้เพียงถามเรื่องหลี่จวี “ช่วงนี้การเรียนของเขาเป็นอย่างไรบ้าง? ยังต้องตื่นมาฝึกขี่ม้าและยิงธนูกับท่านทุกเช้าหรือไม่!”
หลี่จวีถูกแยกออกไปอยู่คนเดียวตั้งแต่อายุห้าหกขวบ
ครั้งนี้กลับมาซานซี หลี่ฉางชิงก็มอบเรือนหลังเล็กตรงมุมตะวันออกเฉียงใต้ให้หลี่จวี ให้เขาเรียนหนังสือที่นั่นอย่างเต็มที่ ดังนั้นเดือนหนึ่งฮูหยินเหอจึงได้เจอไม่กี่ครั้ง
“ผู้ชายหาเงินอยู่ข้างนอก ผู้หญิงดูแลงานบ้าน” หลี่ฉางชิงเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าถามมากขนาดนี้ทำไม?”
ฮูหยินเหอพูดไม่ออก
หลี่ฉางชิงจึงเอ่ยว่า “หากเจ้ามีเวลา ก็เก็บกวาดห้องของอาจี้กับตงจื้อดีกว่า พอพวกเขากลับมาก็มีน้ำแกงร้อนกับน้ำร้อนเช่นกัน”
ฮูหยินเหอทำได้เพียงไปเก็บห้องอย่างโกรธจัด
หลี่เสว่อดไม่ได้ที่จะเกรงใจเล็กน้อย “ท่านมอบงานในบ้านให้ข้าแล้ว ตามหลัก…เรื่องพวกนี้ก็เป็นงานของข้าเช่นกัน…”
“ข้ายังเชิญหญิงรับใช้ให้นางด้วย? หรือว่านางกินข้าวก็ต้องให้คนอื่นป้อนเข้าปากด้วยอย่างนั้นหรือ?” หลี่ฉางชิงเอ่ย “ถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็นบ้านของอาจี้กับตงจื้อ พวกเขากลับมาแล้ว นางย่อมไม่แสดงออกแม้แต่นิดเดียวไม่ได้ อีกอย่าง…หากข้าไม่หางานให้นางทำสักหน่อย เกรงว่านางจะคิดฟุ้งซ่านและออกความคิดมั่วซั่วอีก” พอเอ่ยจบ เขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว และเอ่ยกับหลี่เสว่อย่างรู้สึกเสียใจว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าได้รับความไม่เป็นธรรม แต่นางเป็นอาสะใภ้ของเจ้า เจ้าก็เห็นแก่อา อย่าคิดเล็กคิดน้อยกับนางเลย”
ฮูหยินเหอรู้ว่าเงินเดือนของตนเองถูกหักไปยี่สิบตำลึง และแปดสิบตำลึงที่เหลือจะหักในภายภาคหน้าจนกว่าจะหมด ก็โกรธจนนอนอยู่บนเตียงนานมาก หลังจากลุกขึ้นมาก็เรียกป้าเหอเข้าจวน ให้ป้าเหอไปบอกลุงเหอ ให้ลุงเหอคำนวณรายได้ของที่ดินของนางหน่อย และส่งเงินสองสามพันตำลึงเข้าจวน
ลุงเหอเป็นคนดูแลสินเดิมของนางมาโดยตลอด แล้วก็เป็นคนเก็บรายได้พวกนั้นด้วย ก่อนหน้านี้นางดูแลบ้าน ก็มอบรายได้พวกนั้นให้ลุงเหอช่วยซื้อที่ดินกับร้านค้าให้นาง จึงไม่อยู่ในมือของนาง เวลานี้หลี่เสว่ดูแลบ้าน กลับกล้าหักเงินเดือนของนาง โดยหลี่ฉางชิงเป็นคนสั่ง นางทำเสียงไม่พอใจอย่างเย็นชาในใจ นางมีสินเดิม ไม่มีหลี่ฉางชิง นางก็ใช้ชีวิตได้เหมือนกัน
ใครจะรู้ว่าป้าเหอกกลับเอ่ยอย่างลำบากใจว่า “เจ้าก็รู้เช่นกันว่า ถงเหนียงออกเรือน พวกเราใช้เงินไปไม่น้อย…”
ฮูหยินเหอได้ยินก็เด้งตัวขึ้นมาทันที และเอ่ยว่า “พวกท่านคงจะไม่ได้ยักยอกเงินของข้าใช่หรือไม่?”
ป้าเหอเอ่ยอย่างไม่พอใจว่า “จะเรียกว่า ‘ยักยอก’ ได้อย่างไร? นี่ข้า ‘ยืม’ จากเจ้าต่างหาก! ยิ่งกว่านั้นก็ไม่ใช่ว่าไม่คืน…”
“ข้าตกลงให้พวกท่านยืมเงินเมื่อไร?” ฮูหยินเหอเห็นพี่สะใภ้ของตนเองไม่มีความละอายใจแม้แต่นิดเดียว ก็ตกตะลึงทันที และเอ่ยว่า “ต่อให้พวกท่านอยากเป็นหน้าเป็นตาให้ถงเหนียง ก็เอาเงินของข้าไปเป็นหน้าเป็นตาไม่ได้เช่นกัน? พวกที่ดินกับร้านค้าของข้ายังอยู่หรือไม่? ท่านไปเชิญพี่ชายของข้าเข้าจวนเดี๋ยวนี้ ข้ามีเรื่องจะคุยกับเขา”
ป้าเหอได้ยินก็ลุกขึ้นยืนอย่างไม่พอใจทันที และเอ่ยว่า “วันนั้นข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ? ถงเหนียงออกเรือน เตรียมของไม่ครบ อยากยืมสินเดิมของเจ้าใช้สักหน่อย เจ้าตกลงแล้ว ทำไมตอนนี้กลับต่อว่าพวกเรา? ถงเหนียงเป็นหลานสาวร่วมสายเลือดของเจ้า เจ้าเป็นอาของนาง เจ้ากลับพูดออกมาแบบนี้ หากถงเหนียงรู้จะคิดอย่างไร? เจ้ามีหลานสาวหลายคนอย่างนั้นหรือ? มีคนเป็นอาอย่างเจ้าหรือ? เสียแรงที่ถงเหนียงของพวกเรายังคิดถึงเจ้าอยู่ตลอดเวลา รู้สึกว่าเอาสินเดิมของเจ้าไปรักษาสถานการณ์ รู้สึกผิดต่อเจ้า ขอให้ช่างเย็บปักถักร้อยช่วยทำรองเท้ากับถุงเท้าที่ญาติของทั้งสองฝ่ายพบกันเป็นครั้งแรกให้ แต่กลับจุดโคมไฟปักกระโปรงให้เจ้า…”
ฮูหยินเหอถูกคนเปิดโปงจุดอ่อน ก็ไร้ความเย่อหยิ่งอย่างสิ้นเชิงทันที และเอ่ยพึมพำว่า “ข้า…ข้าก็ไม่ได้บอกว่าไม่ให้นางยืม…เพียงแต่ตอนนี้ข้าไม่ได้ดูแลบ้านแล้ว จึงขาดแคลนเงินเล็กน้อย…อีกอย่าง ท่านพี่เป็นคนอย่างไร พวกท่านก็เห็นแล้วเช่นกัน กว่าอาจวีจะโต ก็คงจะมอบบ้านหลังนี้ให้อยู่ในมือของหลี่เชียนไปนานแล้ว เขาได้ดื่มน้ำแกงที่เหลือจากหลี่เชียนสักอึกก็ถือว่าดีแล้ว และข้าจะไม่วางแผนให้เขาตั้งแต่เนิ่นๆ ได้อย่างไร นี่ข้าก็ไม่มีทางเลือกแล้วเหมือนกันไม่ใช่หรือ?”
ป้าเหอยิ้มเยาะ และเอ่ยว่า “ข้าเห็นลูกเขยไม่เคยปฏิบัติกับลูกชายที่เกิดจากอนุภรรยาเช่นหลี่จี้อย่างขาดตกบกพร่องด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับอาจวี! ข้าคิดว่าเจ้าคิดมากไป แต่ในเมื่อเจ้าขาดแคลนเงิน ข้าจะเอาเข้ามาให้เจ้าใช้จำนวนหนึ่งก่อน ไว้อาถงออกเรือนแล้ว ข้าใช้เงินของเจ้าไปเท่าไรกันแน่ พวกเราค่อยนั่งลงคิดดีๆ มีบัญชีไม่ต้องกลัว หรือว่าข้ายังจะติดหนี้เจ้าอย่างนั้นหรือ?”
——————————————————