มู่หนานจือ - บทที่ 504 มีไหวพริบ
สามีภรรยาที่เพิ่งแต่งงาน ครอบครัวสามีให้ทรัพย์สินส่วนตัวแก่เจ้าบ่าว ครอบครัวภรรยาให้สินเดิมแก่เจ้าสาว ก็เพียงเพราะอยากให้พวกเขาใช้ชีวิตสบายหน่อยหลังจากแต่งงานเท่านั้นเช่นกัน ดังนั้นบางครั้งทั้งสองครอบครัวจะปรึกษากันว่าครอบครัวเจ้าสาวจะซื้ออะไรบ้าง ครอบครัวเจ้าบ่าวจะซื้ออะไรบ้าง
ปกติเรื่องพวกนี้จะปรึกษากันเรียบร้อยหลังจากมอบสินสอด
ฮูหยินเหอมองจุดที่ลูกสาวชี้และอึ้งไป แล้วเอ่ยว่า “เปล่า…”
พอหลี่ตงจื้อได้ยิน สายตาก็เคร่งขรึมทันที และเอ่ยเสียงเฉียบขาดว่า “เช่นนั้นก็รีบปรึกษากับแม่สื่อ หนังสือสามร้อยเล่มนี้ใช้เป็นสินเดิมไม่ได้!”
“ทำไม?” ฮูหยินเหอกับนายหญิงจูเอ่ยเหมือนกัน ฮูหยินเหอเงยหน้าขึ้นมาก็อยากตวาดด่าลูกสาวสักสองสามคำ แต่กลับถูกสายตาอันเฉียบขาดของลูกสาวมองจนใจสั่น และเอ่ยคำพูดที่มาถึงใกล ล้ปากแล้วไม่ออก
“แม้ตระกูลของพวกเราจะไม่ใช่ตระกูลบัณฑิต แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นที่ซื้อแม้แต่หนังสือไม่ไหวเช่นกัน” หลี่ตงจื้อเอ่ยเสียงเย็นยะเยือก “สินเดิมสามร้อยเล่ม นี่มันเรื่องอะไรกัน? จะบอกค คนอื่นว่าตระกูลของพวกเรารากฐานตื้นเกินไป หรือบอกว่าตระกูลเกาของนางเป็นนักปราชญ์แห่งซานซี สืบทอดคัมภีร์ทั้งหมดและมารยาทมาหลายรุ่น?”
ฮูหยินเหอกับนายหญิงจูเงียบไปนานมาก พอทำจิตใจให้สงบและหวนคิดถึงคำพูดของหลี่ตงจื้อ ก็จำเป็นต้องยอมรับว่านางพูดมีเหตุผล
นายหญิงจูมองไปที่ฮูหยินเหอ เห็นฮูหยินเหอเหมือนยังไม่ได้สติกลับมา จึงจำเป็นต้องเอ่ยว่า “นี่ยังมีภาพวาดหลายภาพไม่ใช่หรือ? ตอนนั้นที่ท่านหญิงแต่งเข้ามา ก็มีภาพวาดเป็นสินเดิม มเหมือนกัน…”
หลี่ตงจื้อเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อย “ภาพวาดเหล่านั้นของท่านหญิงไม่เหมือนกัน ภาพวาดที่เป็นสินเดิมของท่านหญิงล้วนเป็นของโบราณที่มีเพียงชิ้นเดียว และส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ ปกติท่านหญิงชอบมาก และมักจะพลิกดู จึงนำมา และภาพวาดเหล่านั้นก็มีมูลค่ามาก แม้แต่หลี่เจี่ยหยวนก็เคยชมไม่ขาดปาก และยังเคยขอให้เพื่อนสนิทของท่านพี่ออกหน้าช่วยพูด อยากคัดล ลอกภาพวาดในห้องหนังสือของพวกเรา ไม่กล้ายืมกลับบ้าน กลัวมีอุบัติเหตุ เขาชดใช้ไม่ไหว พวกหนังสือกับภาพวาดของพี่เกาสามารถเอ่ยถึงพร้อมกับของพี่สะใภ้ได้หรือ?”
“เอ่อ…” นายหญิงจูลำบากใจมาก
ตอนนั้นที่หารือเรื่องสินสอด ตระกูลหลี่ไม่ได้บอกอะไรทั้งนั้น เวลานี้กำลังจะรับสินเดิมแล้ว กลับทำเรื่องแบบนี้ เช่นนี้จะให้นางไปบอกแม่สื่อกับคนของตระกูลเกาอย่างไร!
ในความคิดของฮูหยินเหอ หนังสือเป็นของดี บางตระกูลใช้เวลาและแรงกายแรงใจตลอดชีวิตก็รวบรวมหนังสือได้ไม่ถึงสามร้อยเล่ม ดังนั้นตอนที่ตระกูลเกาเสนอสินเดิมเป็นหนังสือสามร้อยเล่ม นางยังดีใจมาก ทว่าเวลานี้พอได้ยินหลี่ตงจื้อพูดแบบนี้ ก็รู้สึกว่าหลี่ตงจื้อพูดมีเหตุผลเช่นกัน เดิมทีนางก็ไม่ใช่คนที่มีความคิดเป็นของตนเอง เวลานี้จึงยิ่งตัดสินใจไม่ได้ และรู้สึกว้าวุ่นใจ จนพูดอะไรไม่ออกนานมาก
หลี่ตงจื้อรู้นิสัยของมารดาดี จึงรู้ว่าวันนี้หากรอนางตัดสินใจ เรื่องนี้ก็เป็นไปได้มากว่าต้องเป็นแบบนี้แล้ว
“พวกเราเชิญท่านพ่อมาดีกว่า” นางเอ่ยอย่างใจเย็น “ท่านพ่อมีประสบการณ์และความรู้กว้างขวาง ต่อให้เขาตัดสินใจไม่ได้ในชั่วขณะ ข้างกายท่านพ่อก็ยังมีท่านหลิ่วไม่ใช่หรือ?”
ก็ถูกนะ!
ฮูหยินเหอคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ในทันใด
ผลักเรื่องนี้ให้หลี่ฉางชิง สุดท้ายไม่ว่าจะจัดการอย่างไร ก็ไม่เกี่ยวกับนางแล้วเช่นกัน
“เช่นนั้นก็รีบไปเชิญพ่อของเจ้ามา” นางเอ่ยเร่งหลายครั้ง
หลี่ตงจื้อพยักหน้าให้เสี่ยวเหอสาวใช้ของตนเอง
เสี่ยวเหอวิ่งออกไปอย่างเร็วมาก
ไม่นาน หลี่ฉางชิงก็ตามเสี่ยวเหอมาแล้ว คนที่มาพร้อมกับหลี่ฉางชิง ยังมีหลิ่วหลี
หลี่ตงจื้อถอนหายใจในใจ
เรื่องที่ง่ายดายแบบนี้ พอเกี่ยวพันถึงเรื่องเรียนหนังสือ บิดาของนางก็เหมือนคนบ้านนอกเข้าเมือง ไม่มีความคิดเห็น
ดีที่บิดาของนางก็ถือว่าเป็นคนฉลาดเช่นกัน จึงเชิญท่านหลิ่วมา
ฮูหยินเหอรีบบอกเรื่องราวกับหลี่ฉางชิง
หลี่ฉางชิงก็อึ้งไปเช่นกัน
เขามองไปที่หลิ่วหลี
หลิ่วหลีเงียบไปครู่หนึ่ง ถึงจะค่อยๆ เอ่ยว่า “เดิมทีนี่เป็นธรรมเนียมสมัยโบราณ ตอนนั้นตัวหนังสือต่างสลักอยู่ในม้วนไม้ไผ่ บทความบทหนึ่งหายาก หากผู้หญิงของตระกูลไหนแต่งงานและ มีม้วนไม้ไผ่หลายม้วน นั่นก็เป็นคนที่ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย…”
หลี่ฉางชิงรู้สึกร้อนใจมาก ยังมีความอดทนฟังหลิ่วหลีพูดจาอ้อมค้อมอย่างเยือกเย็นแบบนี้ที่ไหนกัน พอได้ยินก็รีบขัดจังหวะหลิ่วหลีทันที “เจ้าอย่าพูดถึงอดีตเลย พูดถึงตอนนี้ ว่าเรื องนี้ พวกเราควรจะทำอย่างไรดี?”
หลิ่วหลีเป็นผู้ช่วย หน้าที่ของเขาคือออกความคิดให้หลี่ฉางชิง ไม่ใช่ตัดสินใจแทนหลี่ฉางชิง แม้หลี่ฉางชิงจะพูดแบบนั้น เขาก็ยังเอ่ยอย่างไม่รีบร้อนว่า “คุณหนูตงจื้อพูดถูก! แม้ตอ อนนี้จะมีตระกูลที่ทำแบบนี้เช่นกัน แต่นั่นล้วนเป็นเพราะครอบครัวสามียากจน ฝ่ายหญิงเป็นตระกูลที่ทั้งทำไร่ไถนาและเรียนหนังสือคัมภีร์ทั้งหมดมาอย่างยาวนาน เพื่อช่วยลูกเขยเรียนหนังส สือและสอบขุนนาง ถึงได้ส่งหนังสือจำหนวนหนึ่งมาด้วย หากครอบครัวสามีร่ำรวย ก็ต้องเหมือนท่านหญิง สินเดิมเป็นผลงานที่สืบทอดมาหลายรุ่น สามารถเป็นของล้ำค่าที่สืบทอดกันภายในตระกูล ได้ เป็นสัญลักษณ์ของฐานะของฝ่ายหญิง ไม่ใช่เพื่อช่วยเหลือครอบครัวสามี…”
สีหน้าของหลี่ฉางชิงเขียวไปหมดแล้ว
หลิ่วหลีรีบเอ่ยว่า “ทุกอย่างล้วนแตกต่างกันไปตามแต่ละคน พวกเรายังไม่เห็นหนังสือที่เป็นสินเดิมของคุณหนูเกาเลย บางทีอาจจะเป็นของสะสมล้ำค่าในช่วงหลายปีนี้ของท่านฝูอวี้ก็ได้ ข้าว่าเรื่องนี้…ลองถามคนของตระกูลเกาดีกว่า จะได้ไม่เกิดความเข้าใจผิด ก็แย่แล้ว!”
ก่อนที่เกาฝูอวี้จะติดตามหลี่ฉางชิงก็เป็นเพียงบัณฑิตยากจนที่ลำบากจนไม่ได้กินข้าวทุกมื้อด้วยซ้ำ เขาจะมีของสะสมล้ำค่าที่สืบทอดมาหลายรุ่นได้อย่างไร? ยิ่งกว่านั้นตระกูลเกาของพ พวกเขาก็ไม่ใช่ว่าไม่มีลูกชาย หากเป็นของสะสมล้ำค่า เขาก็จะเก็บไว้ให้เกาเมี่ยวหวาเช่นกัน จะให้เกาเมี่ยวหรงได้อย่างไร?
สีหน้าของหลี่ฉางชิงดูแย่มากขึ้นแล้ว
และปกติใครออกความคิดคนนั้นก็ไปจัดการ
หลี่ฉางชิงจับหลิ่วหลีและเอ่ยว่า “พวกเราก็ไม่เข้าใจเรื่องแบบนี้เหมือนกัน ก็ฝากท่านหลิ่วไปตระกูลเกา และปรึกษาหารือกับท่านฝูอวี้แล้ว”
นี่ให้เขาไปล่วงเกินคนไม่ใช่หรือ?
หลิ่วหลีฝืนยิ้ม
แต่หลี่ตงจื้อกลับเอ่ยอย่างกะทันหันว่า “ท่านหลิ่ว ข้าคิดว่าไม่ว่าหนังสือสามร้อยเล่มนี้จะเป็นอย่างไรก็ไม่เหมาะที่จะเขียนไว้ในรายการสินเดิม ก็เหมือนพี่สะใภ้ นางมีของที่ช ชมประจำมากมายก็แค่ลงบันทึกไว้ในสมุดรายชื่อ แต่ไม่อยู่ในรายการสินเดิม พี่สะใภ้ยังบอกว่า หลังจากตายไปนางจะเอาของพวกนี้ไปด้วย ดังนั้นอย่ารบกวนคนรุ่นหลังเลยดีกว่า…ท่านก็สา ามารถบอกแบบนี้ได้เหมือนกัน หนังสือสามร้อยเล่มนั้นหากเป็นสิ่งที่พี่เกาชอบและปกติมักจะหยิบออกมาอ่าน ลงบันทึกไว้ในสมุดรายชื่อและนำมาด้วยก็พอแล้ว เขียนไว้ในรายการสินเดิมแบ บบนี้ ภาพวาดก็เป็นของเปราะบาง หากมีความเสียหายนิดเดียวจะวุ่นวายมาก สู้ร่างรายการสินเดิมใหม่แผ่นหนึ่งดีกว่า”
พูดจนหลิ่วหลีมองคุณหนูใหญ่ของตระกูลหลี่ที่ปกติไม่ส่งเสียงใหม่
เขายิ้มพลางชมว่า “พวกเราต่างรู้เพียงว่าใต้เท้าเฉลียวฉลาดและวางแผนเก่ง คิดไม่ถึงว่าคุณหนูใหญ่ก็เป็นสตรีที่มีความสามารถเทียบเท่าบุรุษเหมือนกัน”
หลี่ตงจื้อเขินจนหน้าแดง
แต่สีหน้าของหลี่ฉางชิงกลับคลายความโกรธลงไปมาก เพราะเรื่องกวนใจที่เกาเมี่ยวหรงก่อขึ้นมาต่างสลายไปไม่น้อยแล้ว จึงเอ่ยอย่างถ่อมตนว่า “ไม่หรอก ไม่หรอก!” ทันใดนั้นก็คิดได้ว่าห หลี่ตงจื้อไปซีอานแล้วถึงจะมีความเปลี่ยนแปลงนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า “นี่ก็เป็นเพราะพี่สะใภ้ของนางสอนมาดีเช่นกัน”
หลิ่วหลีนึกถึงหลี่จี้ที่เวลานี้ร่าเริงสดใสและหน้าตามีชีวิตชีวา ก็อดไม่ได้ที่จะพยักหน้าและเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านหญิงนิสัยดี นี่ก็เป็นวาสนาของตระกูลหลี่เช่นกัน”
“นั่นน่ะสิ!” หลี่ฉางชิงไม่ปิดบังความพอใจที่มีต่อเจียงเซี่ยนแม้แต่นิดเดียว และเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ข้ามักจะรู้สึกว่าสุสานบรรพบุรุษของตระกูลเราฝังได้ไม่เลว ก่อนหน้านี้ข้ายังค คิดว่าจะเชิญอาจารย์ฮวงจุ้ยมาย้ายสุสานของท่านปู่ ท่านย่า ท่านพ่อ และท่านแม่ ตอนหลังได้ยินว่าไทเฮาตัดสินพระทัยพระราชทานงานสมรสให้จงเฉวียนกับท่านหญิง ทำให้ข้าตกใจจนเหงื่อตกท ทั้งตัว…ยังดีที่อาจารย์ฮวงจุ้ยที่ต้องเชิญก่อนหน้านี้เล่นตัว ข้าจึงเมินเขา ไม่อย่างนั้นก็ย้ายสุสานนี้แล้ว ก็ไม่มีความร่ำรวยและวาสนาอย่างวันนี้แล้วเช่นกัน บางครั้งข้าก็คิดว ว่า อันที่จริงตระกูลของพวกเรายังมีโชคเล็กน้อยจริงๆ ไม่อย่างนั้นทำไมอาจารย์ฮวงจุ้ยคนนี้ไม่หา อาจารย์ฮวยจุ้ยคนนั้นไม่หา อาจารย์ฮวงจุ้ยคนที่หาเล่นตัวขึ้นมาอีก จึงไม่สามารถย้าย ยที่สุสานบรรพบุรุษของตระกูลข้าได้ จะเห็นได้ว่าพระโพธิสัตว์ยังคุ้มครองตระกูลของพวกเราอยู่จริงๆ”