มู่หนานจือ - บทที่ 509 กังวล
แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น ตอนที่ฮูหยินจินให้เหอถงเหนียงไปเล่นกับน้องสาวของตนเอง ป้าเหอก็ยังไม่กล้าคล้อยตามเช่นเดิม
นางไม่รู้จักฮูหยินจิน ใครจะรู้ว่าสิ่งที่ฮูหยินจินเอ่ยในเวลานี้เป็นคำพูดเกรงใจหรือคำพูดจริงใจ?
ไม่เพียงเท่านี้ นางยังเอ่ยด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มว่า “ฮูหยินก็อย่าตามใจนางเลย นานๆ ทีนางจะออกมาเดินเล่นเป็นเพื่อนท่าน วิ่งออกไปเล่นเองแล้ว นี่มันเรื่องอะไรกัน?” ป้าเหอพูดไปก็ยังมองเหอถงเหนียงทีหนึ่งเหมือนตำหนิ ส่งสัญญาณให้นางอย่าทำอะไรโดยพลการ
ก่อนที่เหอถงเหนียงจะออกเรือน ป้าเหอก็เคยอบรมสั่งสอนอย่างจริงใจแล้ว นางจึงย่อมไม่มีทางที่จะเชื่อทุกสิ่งที่แม่สามีเอ่ย
นางยืนอยู่ตรงนั้นอย่างสำรวม และยิ้มอย่างอบอุ่น
ฮูหยินจินก็เป็นภรรยาใหม่เช่นกัน แถมยังเป็นภรรยาใหม่ที่แต่งงานใหม่หลังจากสูญเสียภรรยาและอดทนทีละขั้นจนถึงวันนี้ จะไม่รู้ความคิดของแม่ลูกสกุลเหอได้อย่างไร แต่ไหนแต่ไรมานางบอกไม่ได้ว่าชอบเหอถงเหนียง ทว่าก็ไม่ได้เกลียดเช่นกัน แต่วันนี้กลับใจอ่อนกับเหอถงเหนียงเพราะความรู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อยนั้น จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “นายหญิงก็อย่าเข้มงวดกับตนเองและใจกว้างกับคนอื่นเช่นกัน ข้าก็ไม่ใช่แม่สามีที่ปากไม่ตรงกับใจ ในเมื่อให้เหอถงเหนียงไปเล่นกับน้องสาว ถงเหนียงแค่ไปก็พอแล้ว ข้าจะได้คุยกับแม่และอาของเจ้า”
ป้าเหอถึงจะส่งสายตาให้ลูกสาวอย่างเร็วมาก ส่งสัญญาณให้นางทำตามคำสั่ง
เหอถงเหนียงยิ้มพลางย่อตัวคารวะฮูหยินจิน ป้าเหอ และฮูหยินเหอ แล้วเอ่ยอย่างเกรงใจสองสามคำ ถึงจะออกจากโถงบุปผาพร้อมกับตงจื้อ ไปยังห้องอุ่นที่อยู่ไม่ไกลข้างโถงบุปผา
แม้อากาศจะเย็นลง แต่ยังไม่ถึงขั้นที่ต้องจุดเตาไฟใต้ห้องคลายหนาว ห้องอุ่นติดผ้าโปร่ง แสงอาทิตย์ตอนเที่ยงในฤดูใบไม้ร่วงส่องเข้ามา จึงสว่างไสวและอบอุ่น
เหอถงเหนียงนอนลงบนเตียงอุ่นหลังใหญ่ใกล้หน้าต่างเหมือนไม่มีกระดูกทันที นางยิ้มพลางถอนหายใจและเอ่ยว่า “ตงจื้อ ในอนาคตเจ้าแต่งงานช้ากว่าข้าหน่อยจะดีกว่า แต่งงานแล้ว มีกฎระเบียบมากมาย!”
ทว่าหลี่ตงจื้อกลับแลดูสุขุมมากกว่าเหอถงเหนียง นางเดินไปอย่างไม่รีบร้อน และนั่งลงข้างเตียงอุ่น ให้สาวใช้ช่วยถอดรองเท้า แล้วขึ้นเตียงอุ่น และนั่งขัดสมาธิ พอนำชา ผลไม้ และของว่างมาแล้วก็ให้คนรับใช้ในห้องออกไป และยกถ้วยชาขึ้นมาจิบเล็กน้อยคำหนึ่ง ถึงจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “พี่เขยไม่เข้าข้างท่านหรือ?”
เหอถงเหนียงหน้าแดงก่ำทันที และเอ่ยอย่างตะกุกตะกักว่า “เจ้าถามเรื่องนี้ทำไม?”
หลี่ตงจื้อยิ้มและเอ่ยว่า “ท่านอยากคุยเรื่องพวกนี้กับข้าไม่ใช่หรือ?”
“โอ๊ย!” เหอถงเหนียงหน้าแดงขึ้นแล้ว
แต่นางไม่มีพี่น้องจริงๆ จึงไม่มีคนอื่นที่สามารถระบายได้
นางลุกขึ้นมาดื่มชาเล็กน้อย และกินของว่างชิ้นหนึ่ง ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า “พี่เขยของเจ้าดีกับข้ามาก แม้เขาจะเป็นลูกชายที่เกิดจากอนุภรรยา อยู่ในบ้านพูดไม่ได้ ตอนที่แม่สามีให้ข้าทำอะไร เขามักจะแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น แต่พอกลับถึงห้องกลับช่วยล้างเท้าให้ข้าอย่างใส่ใจ…” นางพูดไป ในดวงตาก็ฉายแววเคลิบเคลิ้มเหมือนความฝัน “อย่ามองว่าเขาไม่พูดอะไรทั้งนั้น ทุกเรื่องอยู่ในใจเขา และมักจะช่วยข้าอย่างเงียบๆ…เขาก็น่าสงสารเช่นกัน ไม่มีแม่แท้ๆ ตั้งแต่เด็ก…มิน่าเล่าเขาถึงเป็นคนอ่อนโยนและเอาใจใส่…”
หลี่ตงจื้อได้ยินก็หัวเราะ
เหอถงเหนียงทั้งโกรธและอาย จึงกระโจนเข้าไปจั๊กจี้นาง
หลี่ตงจื้อรีบขอความเมตตาเสียงเบา
เหอถงเหนียงไม่กล้าหยอกล้ออีก กลัวผมยุ่งและเครื่องสำอางเลอะ ทิ้งภาพจำอันเหลาะแหละไว้ให้แม่สามี ไม่ดีต่อจินเฉิง จึงถือโอกาสปล่อยหลี่ตงจื้อเช่นกัน และเรียกสาวใช้ประจำตัวเข้ามาดูว่าหน้าของนางเลอะหรือไม่
สาวใช้ช่วยนางหวีให้เรียบร้อยใหม่ และยิ้มพลางถอยออกไป
เหอถงเหนียงถึงจะนั่งลงดื่มชากับหลี่ตงจื้ออีกครั้ง
หลี่ตงจื้ออดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า “ในอนาคตข้าอยากแต่งงานเหมือนพี่สะใภ้”
“หือ!” เหอถงเหนียงเบิกตาโต
หลี่ตงจื้อก็ย่นจมูกและเอ่ยว่า “นานๆ ทีพี่ใหญ่จะกลับมา พี่สะใภ้ก็กล้าใช้ปิ่นปักผมไม้ท้อเกล้ามวยและวิ่งออกไปต้อนรับพี่ใหญ่ พี่ใหญ่ก็ไม่ใส่ใจเช่นกัน มีครั้งหนึ่ง…ข้ายังเห็นพี่ใหญ่แบกพี่สะใภ้กลับห้อง พี่สะใภ้ก็จับผมของพี่ใหญ่เล่นอยู่บนหลังของพี่ใหญ่ พี่ใหญ่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่สายตานั้นกลับล้ำลึกเหมือนน้ำทะเลสาบในฤดูใบไม้ผลิ…ข้าไม่เคยเห็นพี่ใหญ่เผยสีหน้าแบบนั้นออกมาเลย…แล้วก็ไม่เคยเห็นจากบนหน้าของคนอื่นเช่นกัน…พี่ฉิงเค่อยังกลัวว่าข้าจะส่งเสียงออกมา จึงรีบปิดปากข้า…”
เหอถงเหนียงอึ้งไป แล้วก็หัวเราะออกมา และกระซิบข้างหูหลี่ตงจื้อว่า “พี่ใหญ่ต้องชอบพี่สะใภ้มากอย่างแน่นอน พวกเขาต่างพูดว่าพี่ใหญ่แต่งงานกับพี่สะใภ้เพื่ออนาคต พี่ใหญ่ต้องไม่ใช่…”
หลี่ตงจื้อได้ยินก็โกรธมาก จึงเลิกคิ้วและเอ่ยว่า “ใครพูดแบบนั้น? มากเกินไปแล้ว ท่านไม่ได้โต้แย้งกลับไปหรือ?”
เมื่อก่อนเวลาที่เหอถงเหนียงเจอเรื่องแบบนี้จะอดทน ทว่าตั้งแต่เกิดเรื่องของตระกูลจวงครั้งที่แล้ว นางก็รู้ว่า ที่แท้ความอดทนไม่สามารถทำให้คนอื่นหุบปากได้ ดังนั้นนางจึงไม่กลัวที่จะทะเลาะและโต้แย้งกับคนอื่นเพื่อปกป้องคนในครอบครัวของตนเองอีกต่อไปแล้ว
“หากเป็นตอนที่ข้าอยู่คนเดียว ข้าจะโต้แย้งอย่างแน่นอน!” เหอถงเหนียงป้องปากยิ้ม และเอ่ยว่า “แต่วันนั้นพี่ชายของสามีข้าก็อยู่ด้วย คนของตระกูลเซ่ายังไม่ทันพูดจบ ก็ถูกพี่ชายของสามีข้าถีบออกไปแล้ว…ข้าเลยไม่มีโอกาสแก้ต่าง!”
หลี่ตงจื้อประหลาดใจมาก และรู้สึกว่าตนเองตำหนิเหอถงเหนียงผิดแล้ว จึงเงียบไปครู่หนึ่งอย่างรู้สึกผิด และเอ่ยอย่างเขินอายว่า “เช่นนั้นจินเซียว…จินเซียวก็เป็นคนดีเหมือนกัน!”
เหอถงเหนียงได้ยินก็พยักหน้าพลางยิ้มตาหยี และเอ่ยยืนยันว่า “พี่ชายของสามีข้าเป็นคนดีจริงๆ เพียงแต่เรื่องแต่งงานลำบากเล็กน้อย”
นางจึงบอกเรื่องที่พบที่ตระกูลจินช่วงนี้กับหลี่ตงจื้อ “…แม่สามีของข้าอยากไปเยี่ยมน้องสาวของสามีข้าที่ไหนกัน นางอยากเลี่ยงเรื่องแต่งงานของพี่ชายของสามีข้าต่างหาก ช่วงนี้แม่สามีของข้าทำอะไรตามสีหน้าของตระกูลเซ่าไม่น้อย เพราะเรื่องแต่งงานของพี่ชายของสามีข้า ข้าว่า…ตระกูลเซ่าก็มากเกินไปหน่อยเช่นกัน พวกเขายังคิดว่าพวกเขาเป็นตระกูลเซ่าที่อาศัยอำนาจและอิทธิพลเล่นตุกติกปิดบังมวลชนเช่นเดิม! เจ้าอยู่ซีอาน ต้องไม่ได้ยินอย่างแน่นอน มีครั้งหนึ่งข้าบังเอิญได้ยินน้องสามของข้าคุยกับแม่สามีของข้า ตระกูลเซ่าเก็บภาษีจากพวกพ่อค้าที่เดินทางผ่านอยู่ไม่ใช่หรือ? ปรากฏว่าพวกภาษีที่เก็บมาถูกคนปล้นไปตอนที่ขนส่งไปยังกองบัญชาการ!”
“หา?” หลี่ตงจื้อเบิกตาโต “มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ?”
“ใครว่าไม่ใช่!” เหอถงเหนียงมองซ้ายมองขวา แล้วกดเสียงให้เบาลงและเอ่ยว่า “ว่ากันว่าปล้นกันกลางวันแสกๆ ปล้นแล้วคนก็หนีไปนอกเมือง ในเมืองต่างเป่าเขาสัญญาณแล้ว ก็ยังถูกคนกลุ่มนั้นปล้นไป ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีกลุ่มคาราวานพ่อค้าฝืนทะลวงด่านอวี๋หลิน แถมยังไม่ใช่กลุ่มคาราวานพ่อค้ากลุ่มเดียว เป็นกลุ่มคาราวานพ่อค้าหลายกลุ่ม แม่ทัพเซ่าไม่มีทางเลือก ได้ยินว่ายังออกจากด่านไปเจรจาสงบศึกกับพวกโจรม้านอกด่านด้วยตนเอง ต่อไปภาษีการค้าของด่านอวี๋หลินจะแบ่งให้พวกโจรม้าส่วนหนึ่งด้วย” เอ่ยถึงตรงนี้ นางก็เอ่ยอย่างงุนงงว่า “เจ้าว่า…พวกโจรม้าต่างโหดเหี้ยมอำมหิตมาก แม่ทัพเซ่าทำแบบนี้ จะไม่เป็นการสมคบคิดของขุนนางกับโจรอย่างนั้นหรือ! หากมีคนกล่าวโทษเขา เขาจะไม่หมดอนาคตอย่างนั้นหรือ?”
หลี่ตงจื้อก็ไม่เข้าใจเช่นกัน จึงเดาว่า “อาจจะเป็นเพราะเขาอยากจับพวกคนที่ปล้นเงินภาษีให้ได้กระมัง?”
เหอถงเหนียงไม่สนใจเรื่องพวกนี้ นางแค่นินทาเรื่องในตระกูลกับหลี่ตงจื้อ
นางได้ยินแล้วก็พยักหน้า และเอ่ยว่า “ถึงอย่างไร…ตอนที่น้องสามของข้าเอ่ยถึงเรื่องนี้ก็ดีใจมาก แถมยังบอกว่าหากตระกูลเซ่าเป็นแบบนี้ต่อไป จะต้องเกิดเหตุร้ายครั้งใหญ่ หากตระกูลจินเกี่ยวดองกับตระกูลเซ่าจริงๆ ไม่แน่ยังอาจจะติดร่างแหไปด้วย ให้แม่สามีของข้าไปหลบที่เมืองหลวง ส่วนเรื่องแต่งงานของพี่ชายของสามีข้าใครอยากยุ่งคนนั้นก็ยุ่งไป”