มู่หนานจือ - บทที่ 510 ใกล้
หลี่ตงจื้อได้ยินแล้วก็แอบรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงเอ่ยว่า “เช่นนั้นพี่เขยรู้เรื่องนี้หรือไม่?”
เหอถงเหนียงได้ยินแล้วก็ยิ้มอย่างเขินอาย และเอ่ยอย่างร้อนตัวว่า “ข้าอยู่บ้านก็ไม่มีธุระอื่นเช่นกัน และไม่กล้าพูดจามั่วซั่ว ดังนั้นหลังจากพี่เขยเจ้ากลับมา ข้าจึงมักจะชอบพูดจาสะเปะสะปะกับเขา…”
ความนัยที่แฝงในนั้นก็คือเคยบอกเรื่องนี้แล้ว
หลี่ตงจื้อรีบเอ่ยว่า “เช่นนั้นพี่เขยว่าอย่างไร?”
เหอถงเหนียงเอ่ยเสียงเบาอย่างเขินจนหน้าแดงว่า “พี่เขยเจ้าให้ข้าต่อไปหากเจอแม่สามีของข้าคุยกับน้องสามของข้าอีกก็อยู่ห่างหน่อย จะได้ไม่ถูกพวกเขาพบและไม่ประทับใจในตัวข้า…”
หลี่ตงจื้อโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
นางกลัวมากว่าจินเฉิงจะให้เหอถงเหนียงสืบแนวโน้มของฮูหยินจินกับคุณชายสามตระกูลจิน
ทั้งที่คุณชายสามตระกูลจินรู้ดีว่าจินเซียวแต่งงานกับผู้หญิงตระกูลเซ่าแล้วจะมีจุดจบอย่างไร กลับไม่ยอมเตือนจินเซียว แสดงว่าฮูหยินจินก็อาจจะไม่ได้จิตใจสงบนิ่งเหมือนที่เห็นภายนอก เหอถงเหนียงเป็นเพียงภรรยาของลูกชายที่เกิดจากอนุภรรยาคนหนึ่งของตระกูลจิน ความขัดแย้งระหว่างฮูหยินจินกับจินเซียวเหมือนการทะเลาะวิวาทของเทวดาสำหรับเหอถงเหนียง หากเดือดร้อนไปด้วย เหอถงเหนียงก็ไม่มีแม้แต่ความสามารถในการตอบโต้ด้วยซ้ำ
ยังดีที่จินเฉิงสามารถปกป้องเหอถงเหนียงได้ และไม่ได้ให้นางไปทำเรื่องอันตรายแบบนั้น
“พี่เขยดีกับพี่หญิงจริงๆ!” หลี่ตงจื้ออดที่จะชมจินเฉิงไม่ได้
เหอถงเหนียงหน้าแดงเหมือนเมฆหลากสี และเอ่ยถึงจินเฉิงกับหลี่ตงจื้อเสียงเบาต่อ “หลังจากข้าไป เขาก็ต้องไปคุมงานที่ร้านเหมือนกัน ข้าได้ยินพี่เขยเจ้าบอกว่า ท่านพี่หลี่เหลยขอให้พี่ใหญ่หางานให้เขา พี่ใหญ่จึงให้เขาทำงานกับพี่เขยเจ้าสักระยะชั่วคราว พี่เขยเจ้ายังบอกข้าว่า ตอนที่ไปเมืองหลวง ให้ข้าไปเยี่ยมเยียนฮูหยินฝางของจวนเจิ้นกั๋วกงหน่อยจะดีที่สุด เรื่องแต่งงานของพวกเรา…โชคดีที่ท่านหญิงช่วยเหลือ และไม่ว่าอย่างไรข้าก็เป็นน้องสาวของสามีของท่านหญิง จึงควรไปคารวะฮูหยินฝางที่จวนเจิ้นกั๋วกงถึงจะถูก แต่ข้ากังวลเล็กน้อยว่าฮูหยินฝางจะไม่พบข้า ทว่าพี่เขยเจ้าก็บอกว่า พวกเราพยายามให้เต็มที่แล้วกัน ฮูหยินฝางยุ่งแบบนั้นทุกวัน ไม่ว่างพบข้าก็ปกติมากเช่นกัน ให้ข้าไม่ต้องใส่ใจเรื่องพวกนั้น…”
หลี่ตงจื้อพยักหน้าพลางเอ่ยว่า “อืม” แต่ความคิดกลับลอยไปที่เกาเมี่ยวหรง
ไม่รู้ว่างานชมดอกไม้ของเกาเมี่ยวหรงจัดเป็นอย่างไรบ้าง?
นางเชิญผู้หญิงที่อายุเหมาะสมของลูกน้องเก่าของตระกูลหลี่ไปหมดแล้ว ไม่รู้ว่ามีเจตนาอะไร?
หลี่ตงจื้อนึกถึงตอนตนเองเด็กๆ นางเลื่อมใสศรัทธาเกาเมี่ยวหรงขนาดนั้น ทว่าสุดท้ายเกาเมี่ยวหรงกลับลอบวางแผนทำร้ายนางอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจอยู่ตลอดเวลา…บางทีอาจจะไม่ได้ลอบวางแผนทำร้ายเช่นกัน เพียงแค่เฉลียวฉลาดและมีอำนาจมากเกินไป…นางไม่อยากคิดถึงเกาเมี่ยวหรงอย่างเลวทรามต่ำช้าแบบนั้น ถึงอย่างไรตลอดหลายปีมานี้ นางก็เห็นเกาเมี่ยวหรงเป็นพี่สาวมาตลอด
ทว่าเวลานี้เกาเมี่ยวหรงที่จัดงานชมดอกไม้ที่จวนสกุลหลี่ถนนตะวันตก ใบหน้าเจือรอยยิ้มอย่างสนิทสนมและเหมาะสม แต่ในใจกลับรำคาญมาก
ไม่มีคุณหนูติงกับคุณหนูสามตระกูลซือแล้ว งานชมดอกไม้ก็ขาดสีสันไปไม่น้อยจริงๆ
พวกคุณหนูของลูกน้องเก่าของตระกูลหลี่ รู้จักแต่แย่งกันแสดงความโดดเด่นของตนเอง ทั้งไม่สามารถชมภาพวาดทั้งห้องของนางได้ พูดจาขึ้นมาก็หยาบคายมากเช่นกัน ไม่รังเกียจญาติที่บ้านเกิดของตนเองมักจะมาแอบอ้างชื่อขอทรัพย์สิน ก็บอกว่าอนุภรรยาของตระกูลตนเองอาศัยความรักรังแกคนอย่างไร ไม่รู้อย่างสิ้นเชิงว่าโอกาสแบบนี้เรื่องใดควรพูดเรื่องใดไม่ควรพูด
คุณหนูใหญ่ตระกูลจูเฝ้ามองอยู่ข้างๆ อย่างเย็นชา และคิดว่าต่อไปตนเองอยู่ห่างเกาเมี่ยวหรงหน่อยจะดีกว่า
ทว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลหนิวกลับตรงกันข้าม นางชอบบรรยากาศแบบนี้มาก เพราะตระกูลของนางไม่มีทั้งอนุภรรยาและญาติที่ยากจน ทุกคนต่างอิจฉาที่นางได้รับความรักจากผู้คนมากมาย ดังนั้นตอนที่เกาเมี่ยวหรงเสนอว่าผู้หญิงควรรู้หนังสือถึงจะควบคุมอาหารการกินภายในบ้านได้ดี นางจึงเสนอให้ทุกคนจัดตั้งเป็นกลุ่มช่วยเรียน นางสามารถบอกให้ทุกคนอ่านและเขียนหนังสือได้ ช่วยให้ทุกคนอ่านเข้าใจว่าในสัญญาเขียนอะไรบ้าง จะได้ไม่หลงกลถูกหลอกเหมือนคนไม่รู้หนังสือ
ข้อเสนอของนางได้รับการตอบรับจากทุกคนทันที
เกาเมี่ยวหรงถึงโล่งอก และรู้สึกว่าคุณหนูใหญ่หนิวผู้นี้เอาแต่ใจก็ส่วนเอาแต่ใจ ทว่าเวลาสำคัญกลับทำงานสำเร็จ จึงอดไม่ได้ที่จะสนิทสนมกับนางมากขึ้นเล็กน้อย
หลังจากนั้นทั้งสองคนก็ไปมาหาสู่กันจนสนิทสนมขึ้น เกาเมี่ยวหรงยังพานางไปเยี่ยมเยียนคุณหนูสามตระกูลซือด้วย
ทั้งสองคนไม่ยอมเอ่ยถึงเรื่องที่คุณหนูสามตระกูลซือผิดสัญญาเรื่องงานชมดอกไม้อย่างสิ้นเชิง ทุกคนพูดคุยพลางหัวเราะ ฮูหยินซือให้เกาเมี่ยวหรงกับคุณหนูใหญ่ตระกูลหนิวอยู่รับประทานอาหารกลางวัน แล้วทั้งสองคนถึงจะกลับจวน ทว่าพอพวกนางทั้งสองคนกลับไป ฮูหยินซือก็อดไม่ได้ที่จะกำชับคุณหนูสามตระกูลซือว่า “เด็กอย่างพวกเจ้า…ไม่รู้จักความร้ายกาจ ผู้หญิงอย่างคนสกุลเกา…สามารถวางแผนให้เพื่อนข้างกายตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เป็นธรรมได้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง จิตใจชั่วร้าย ใครจะรู้ว่าในอนาคตนางจะใช้ลูกไม้แบบเดิมอีกหรือไม่ เจ้าก็ต้องค่อยๆ เริ่มห่างเหินกับนางเช่นกัน เจ้าดูสิ คุณหนูรองตระกูลติงก็ไม่ไปมาหาสู่กับนางแล้วไม่ใช่หรือ?”
คุณหนูสามตระกูลซือเบ้ปากอย่างไม่เห็นด้วย
มีข่าวลือว่าติงหวั่นจะแต่งไปเมืองหลวงแล้ว ครอบครัวสามีเป็นคนที่สอบขุนนางผ่านรุ่นเดียวกันกับใต้เท้าติง และรับราชการอยู่ที่สำนักฮั่นหลิน ดังนั้นนางจึงไม่อยากล่วงเกินท่านหญิงเจียหนาน...แต่ไม่ว่าอย่างไร มีเรื่องหนึ่งที่มารดาของนางพูดถูก หากนางสนิทกับเกาเมี่ยวหรงแบบนี้ต่อไป นางคงจะถูกวงการนี้ขับออก เพื่อเกาเมี่ยวหรงคนเดียว…ไม่คุ้ม!
คุณหนูสามตระกูลซือกำลังคิดว่าจะเมินเกาเมี่ยวหรงอย่างเงียบๆ อย่างไร ทว่าทางเจียงเซี่ยนกลับนั่งไม่ค่อยติด
หลิ่วเหมยสาวใช้ประจำตัวของไป๋ซู่แอบส่งจดหมายมาหานางว่าไป๋ซู่แท้งแล้ว
ไม่มีใครผลักนาง ไม่มีใครทำให้นางโกรธ และไม่มีใครละเลยนาง แต่นางก็แท้งแล้ว
ว่ากันว่าเฉาเซวียนตาแดงไปหลายวัน ส่วนฮูหยินไป๋ก็ร้องไห้จนไม่สามารถควบคุมความรู้สึกของตนเองได้
ชาติก่อน ไป๋ซู่แต่งงานหลังนาง
นางเดือนสาม ไป๋ซู่เดือนห้า
แล้วไป๋ซู่ก็แท้งในฤดูนี้เหมือนกัน
นางคิดว่า นั่นเป็นเพราะไช่หยวนแอบมีความสัมพันธ์กับสาวใช้ในบ้าน ทำให้ไป๋ซู่โกรธ ฮูหยินจิ้นอันโหวยังบอกว่าเป็นเพราะไป๋ซู่ไม่คุมสามีของตนเองให้ดี ถึงได้เกิดเรื่องแบบนี้
ทว่าชาตินี้ ทั้งๆ ที่ไม่เหมือนกันแล้ว ไป๋ซู่ก็ยังรักษาลูกคนแรกของตนเองไว้ไม่ได้
หรือว่านี่เป็นเจตจำนงของสวรรค์อย่างนั้นหรือ?
เจียงเซี่ยนกลัวมาก
ไทฮองไทเฮาหมดสติในวันที่สอง และจากไปในวันที่สาม หลังจากนางเข้าพิธีปักปิ่น
ทุกคนต่างคิดไม่ถึง
ตอนนั้นนางอยู่วังคุนหนิง ตอนที่ได้รับข่าว ไทฮองไทเฮาไม่ฟื้นขึ้นมาอีกแล้ว ท่านยายของนาง…ไม่ได้ทิ้งคำพูดไว้ให้นางสักคำด้วยซ้ำ
วันที่ยี่สิบสองเดือนเก้าเป็นวันเกิดของนาง
แล้วก็เป็นวันที่นางเข้าพิธีปักปิ่นเช่นกัน
ชาตินี้ นางอยู่ซีอาน
อยู่ไกลจากไทฮองไทเฮามากขึ้น
เจียงเซี่ยนบีบจดหมายของหลิ่วเหมย ในใจเหมือนเต็มไปด้วยวัชพืช นั่งไม่ติด
ฉิงเค่อรู้ใจนางที่สุด จึงถามนางเสียงเบามากว่า “ท่านหญิง ให้ข้ากลับไปเยี่ยมท่านหญิงชิงฮุ่ยที่เมืองหลวงแทนท่านหรือไม่?”
เจียงเซี่ยนส่ายหน้า แล้วจู่ๆ ก็ลุกขึ้นยืน และเอ่ยว่า “ข้าจะกลับไปเยี่ยมไทฮองไทเฮาที่เมืองหลวง!”
“หา!” คนรับใช้ทั้งห้องมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
เมื่อสิ่งที่คิดในใจถูกพูดออกมา ก็เหมือนกระแสน้ำที่ไหลบ่าหาช่องระบายเจอ ยากที่จะควบคุมได้ อะไรก็ขวางไม่ได้
“ข้าจะกลับไปเฝ้าอยู่ข้างกายไทฮองไทเฮา” เจียงเซี่ยนพูดไป สีหน้าฉายแววเด็ดเดี่ยวและหนักแน่น
หากไทฮองไทเฮาชะตาลิขิตว่าจะจากไปในเวลานี้ เช่นนั้นก็ให้นางเฝ้าอยู่ข้างกายไทฮองไทเฮา ให้นางผ่านเวลาสุดท้ายเป็นเพื่อนไทฮองไทเฮา
นางสั่งฉิงเค่อ “ข้าจะเขียนสาส์น”
ส่งไปที่กรมพิธีการ
เข้าเมืองหลวงไปเยี่ยมไทฮองไทเฮาอย่างเปิดเผย เฝ้าอยู่ข้างกายไทฮองไทเฮา ผ่านเวลาสุดท้ายเป็นเพื่อนไทฮองไทเฮา ทำให้พวกความเสียดายในชาติก่อนไม่เกิดขึ้นอีกครั้ง
“เอ่อ…” ฉิงเค่อเหงื่อออกที่หน้าผาก “ต้องบอกฮูหยินเจิ้นกั๋วกงสักหน่อยหรือไม่?”