มู่หนานจือ - บทที่ 529 ขอเข้าเฝ้า
จนกระทั่งเจียงลวี่กับหวังจ้านออกจากวังฉือหนิง เจียงลวี่ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยอย่างโกรธเคืองว่า “หลี่เชียน แอบเล่นตุกติกอะไร? ให้อะไรไม่ดี ให้ปิ่นปักผมทองที่ราคาเพียงแค่สามสี่ตำลึง หากเขาไม่สามารถหาของล้ำค่าได้ ก็ควรบอกข้า อย่างไรข้าก็จะคิดหาทางหาของที่หายากมากเป็นของขวัญให้เป่าหนิงให้เขา หรือว่าเขารู้สึกว่าขอร้องคนของครอบครัวภรรยาแล้วเสียหน้าเหมือนพวกบัณฑิตที่มาจากตระกูลที่ยากจนและฐานะต่ำต้อยอย่างนั้นหรือ? หากรู้ว่าเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก ข้าน่าจะเปิดกล่องนั้นดูสักนิด แล้วเปลี่ยนเป็นปิ่นปักผมที่ดีหน่อยให้เป่าหนิง!”
“อย่าเชียว!” หวังจ้านรอบคอบกว่าเจียงลวี่ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เขาคิดเรื่องของเจียงเซี่ยนค่อนข้างมากมาโดยตลอด จึงรีบขัดเจียงลวี่ “หลี่เชียนเป็นคนที่เป่าหนิงเลือก ไม่ว่าดีหรือแย่ เป่าหนิงไม่เอ่ยปาก พวกเราอย่าเข้าไปก้าวก่าย เรื่องระหว่างสามีภรรยาบอกไม่ได้แน่ชัดที่สุด อีกอย่าง…เจ้าดูท่าทางของเป่าหนิงสิ ได้รับของขวัญจากหลี่เชียน นางเคยไม่พอใจหรือ? บางทีนี่อาจจะเรื่องระหว่างสามีภรรยาที่ไม่ให้คนนอกรู้ก็ได้ ข้ายังกลัวว่าเจ้าเข้าไปก้าวก่ายแล้วทำของแปลกๆ มากมาย กลับทำให้เป่าหนิงคาดไม่ถึง แบบนี้ดีมาก!”
“เป็นแบบนี้จริงๆ หรือ?” เจียงลวี่เอ่ยอย่างงุนงง
เขาไม่เคยมีความรักพวกนี้มาก่อน จึงดูไม่ออกว่าเจียงเซี่ยนไม่โกรธเพราะลำบากใจหรือปิ่นปักผมนั้นมีความสำคัญอะไร
แต่เขาพอจะเดาใจหวังจ้านได้ไม่มากก็น้อย
เดิมทีเขาคิดว่า หากเจียงเซี่ยนชอบหวังจ้าน และหวังจ้านยอมออกหน้าเพื่อเจียงเซี่ยน ต่อให้เขาต้องสู้ก็จะคิดหาทางจับคู่พวกเขาเช่นกัน ปรากฏว่าเจียงเซี่ยนไม่ส่งเสียง หวังจ้านก็ทำเป็นไม่รู้ หลังจากนั้นเขาจึงทำได้เพียงมองเจียงเซี่ยนแต่งงานกับหลี่เชียน
พูดไปพูดมา หวังจ้านก็ยังไม่มีความรับผิดชอบเท่าหลี่เชียน
อย่างน้อยหลี่เชียนก็กล้าฉุดผู้หญิงไปแต่งงาน ทว่าหวังจ้านกลับไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะโต้เถียงกับผู้อาวุโสสักนิดด้วยซ้ำ
บอกได้เพียงว่าเจียงเซี่ยนกับหวังจ้านไม่มีวาสนานี้
—————————————————–
ส่วนจ้าวอี้ที่เฝ้าอยู่ริมหน้าต่างตลอด พอเห็นเจียงลวี่กับหวังจ้านอยู่ไม่นานเท่าไรก็ออกจากวังฉือหนิง ก็รู้สึกสบายใจไม่น้อย เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงอุ่นหลังใหญ่ใกล้หน้าต่าง ตัดสินใจนั่งอ่านหนังสือตรงนี้ รอจนพิธีปักปิ่นของเจียงเซี่ยนจบแล้ว รับประทานอาหารเย็นแล้ว ค่อยกลับไปวังเฉียนชิง
ถึงอย่างไรคนส่วนใหญ่ในวังเฉียนชิงก็ไปที่ลานล่าสัตว์ตรงชานเมืองหลวงหมดแล้ว เขากลับไปก็เงียบเหงาเช่นกัน
เขาเพิ่งจะเปิดหนังสือ ซุนเต๋อกงก็รีบเดินเข้ามา และรายงานเสียงนอบน้อมว่า “อ๋องเจี่ยนขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวอี้อึ้งไปเล็กน้อย และเอ่ยว่า “เขารู้ได้อย่างไรว่าข้ากลับมาแล้ว? ขอเข้าเฝ้าตอนนี้!”
อ๋องเจี่ยนเป็นอาร่วมสายเลือดของฮ่องเต้องค์ก่อน ถึงจะมีที่ดินที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ ทว่ากลับไม่เคยไปใช้ชีวิต ฮ่องเต้เซี่ยวจงยังตั้งจวนให้เขาที่เมืองหลวงด้วย ตอนที่ฮ่องเต้องค์ก่อนครองราชย์อยู่ เขาถ่อมตน และไม่เคยมีส่วนร่วมเรื่องใดเลย บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอ๋องเจี่ยนอยู่ในเมืองหลวง ตอนหลังฮ่องเต้องค์ก่อนป่วยหนัก และมอบงานของกรมวังให้อ๋องเจี่ยน อ๋องเจี่ยนถึงจะค่อยๆ เริ่มไปมาหาสู่กับในราชสำนัก จนกระทั่งฮ่องเต้องค์ก่อนสวรรตคต เขาสนับสนุนให้เฉาไทเฮาสำเร็จราชการแทน ชื่อเสียงจึงบรรลุจนถึงขีดสุด แล้วก็ไม่เคยเดินผิดแม้แต่ก้าวเดียว เป็นอ๋องที่มีคุณธรรมและมีชื่อเสียงในราชสำนัก เฉาไทเฮาก็ปฏิบัติกับเขาอย่างดีเช่นกัน โดยพระราชทานป้ายคำสั่งสำหรับเดินในวังให้เขาเป็นพิเศษ ทำให้เขาสามารถเข้าวังและขอเข้าเฝ้าได้ทันทีโดยไม่ต้องยื่นสาส์นก่อน
ทว่าเขาแทบจะไม่เคยใช้สิทธิพิเศษแบบนี้เลย
เฉาไทเฮาไปปฏิบัติธรรมอย่างสงบที่ภูเขาวั่นโซ่วแล้ว จ้าวอี้ว่าราชการด้วยตนเอง ก็เป็นเพราะได้รับการสนับสนุนจากอ๋องเจี่ยนอย่างสุดกำลังเช่นกัน จ้าวอี้จึงลืมป้ายคำสั่งที่สามารถเดินในวังได้ชิ้นนี้ไปอย่างสิ้นเชิง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องริบกลับมา
ซุนเต๋อกงเอ่ยอย่างอ้อมค้อมว่า “ฝ่าบาทเข้าเมือง ถึงจะมีสัมภาระและผู้ติดตามไม่มาก แต่บางขบวนกลับขาดไม่ได้ คนที่ตั้งใจย่อมดูออก อ๋องเจี่ยนบอกว่า เขาหาฝ่าบาทมีเรื่องสำคัญ ตอนนี้อ๋องเจี่ยนรออยู่ที่ประตูตงหวา! กระหม่อมเห็นว่าอากาศหนาวเย็นยะเยือกเช่นนี้ อย่างไรก็ต้องมาแจ้งสักหน่อยพ่ะย่ะค่ะ”
ขุนนางใหญ่ในราชสำนักร่วมประชุม ส่วนใหญ่จะมาทางประตูตงหวา แล้วจากประตูจิ่งอวิ้นไปหน้าวังเฉียนชิง
ทว่าอ๋องเจี่ยนกลับรอจ้าวอี้เรียกเข้าเฝ้าอย่างว่านอนสอนง่าย
จ้าวอี้ได้ยินแล้วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโกรธน้อยลงเล็กน้อย คิดแล้ว อ๋องเจี่ยนไม่เพียงแต่เป็นขุนนางที่ถูกฮ่องเต้สี่สมัยใช้งานในตำแหน่งสำคัญ ทว่ายังเป็นปู่แท้ๆ ของเขาด้วย ยืนอยู่ที่ประตูตงหวาแบบนี้ หากเขาไม่พบก็ไม่ไว้หน้าอ๋องเจี่ยนเกินไปแล้วเช่นกัน ตอนนั้นเขาเป็นคนไปร้องไห้กับอ๋องเจี่ยน อ๋องเจี่ยนฟังแล้วก็ช่วยเขาคิดหาทางว่าราชการด้วยตนเองทันที
เขาลุกขึ้นเหยียบส้นรองเท้า และเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็รีบไปรีบกลับ อย่าพลาดพิธีปักปิ่นของท่านหญิงเจียหนาน”
ซุนเต๋อกงรีบก้าวไปข้างหน้าและคุกเข่าลงไปสวมรองเท้าให้จ้าวอี้ แล้วยิ้มพลางขานว่า “พ่ะย่ะค่ะ” และทำเป็นประคองจ้าวอี้ไปที่วังเฉียนชิง
ไม่นาน อ๋องเจี่ยนก็ตามขันทีเข้าไปในตำหนักข้างๆ วังเฉียนชิง
“ฝ่าบาท!” อ๋องเจี่ยนสวมชุดพิธีการ และคารวะจ้าวอี้อย่างนอบน้อม
จ้าวอี้ก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อยและจูงอ๋องเจี่ยนด้วยตนเอง แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านปู่ไม่ต้องมากพิธี ท่านเข้าวังมาหาข้าเวลานี้ แสดงว่ามีเรื่องด่วน นั่งลงดื่มชาก่อน ข้าฟังอยู่ตรงนี้!”
ความนัยที่แฝงในนั้นคือ เจ้ามีเรื่องด่วนหาข้าจะดีที่สุด ไม่อย่างนั้นข้าจะโกรธแล้ว
ความรู้สึกผิดปกติฉายวาบผ่านไปในดวงตาของอ๋องเจี่ยนอย่างเร็วมาก ราวกับแมลงเม่า ทำให้คนไม่ทันเห็นชัดก็หายไปแล้ว
เขายืนกรานที่จะคารวะให้เสร็จก่อน แล้วกึ่งนั่งลงบนเก้าอี้ไท่ซือที่ขันทียกมา และรับชาที่นางในถือมาจิบคำเล็กๆ อย่างเป็นสัญลักษณ์ ถึงจะเอ่ยอย่างเชื่องช้าว่า “กระหม่อมรีบมาพบฝ่าบาทขนาดนี้ เป็นเพราะได้ยินเรื่องหนึ่งเข้า” เขาเอ่ยจบก็เม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง
นี่ก็หมายความว่าต้องการให้จ้าวอี้จัดการสถานที่
จ้าวอี้โบกมือให้ซุนเต๋อกงอย่างรำคาญเล็กน้อย
ซุนเต๋อกงพาคนรับใช้ในห้องออกไป
จู่ๆ อ๋องเจี่ยนก็ลุกขึ้นยืน และเอ่ยเสียงทุ้มว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมได้ยินว่าฝ่าบาทยังไม่ได้เข้าหอกับฮองเฮา!”
เรื่องลับขนาดนี้ พูดออกมาจากปากของผู้อาวุโสด้วยวิธีแบบนี้ จ้าวอี้เด้งตัวขึ้นมาเหมือนแมวที่โกรธทันที
“ท่านได้ยินใครพูด?” เขาเอ่ยอย่างตกใจ แต่ยังคงหยุดสีหน้าแดงก่ำไม่ได้
“ขุนนางใหญ่มากมายในราชสำนักต่างกำลังเล่าลือ” อ๋องเจี่ยนเอ่ย สีหน้าไม่มีความโกรธและตำหนิอย่างรุนแรง กลับฉายแววเคร่งขรึมและกังวลมาก นี่ทำให้จ้าวอี้ประหลาดใจ
“เดิมทีนี่เป็นเรื่องในครอบครัวของฝ่าบาท ต่อให้กระหม่อมเป็นปู่ของฝ่าบาทก็ไม่ควรถามมากเช่นกัน แต่ฝ่าบาทเคยคิดหรือไม่ว่า เรื่องนี้กลับเกี่ยวพันกับความปลอดภัยของฝ่าบาท!” อ๋องเจี่ยนเอ่ยเสียงทุ้ม “ทว่าทั้งราชสำนักกลับไม่มีใครเตือนฝ่าบาทสักคน ทุกครั้งที่กระหม่อมคิดถึงเรื่องนี้ก็ไม่สบายใจมาก...”
จ้าวอี้อ้าปากกว้างและหุบ ไม่รู้จะพูดอะไรดี
เขาไม่เพียงแต่ไม่ชอบหานถงซิน ทว่ายังเกลียดมากที่หานถงซินยังไม่ได้แต่งมาอย่างเป็นทางการก็บอกต่อหน้าคนนอกว่าไช่หรูอี้ถูกแต่งตั้งเป็น ‘ฮูหยิน’ ทั้งที่ยังไม่แต่งงานเพราะนาง พูดเหมือนนางหน้าใหญ่มาก
เมื่อก่อนพวกเขาเล่นด้วยกัน หานถงซินก็เป็นเพียงตัวละครที่ประจบสอพลออยู่ข้างๆ เช่นกัน เวลานี้โอกาสประจวบเหมาะ ให้นางเป็นฮองเฮาแล้ว นางไม่เพียงแต่ไม่วางตัวอย่างระมัดระวัง ยังกำเริบเสิบสานขึ้นมาด้วย พอคิดว่าต้องร่วมเรียงเคียงหมอนกับผู้หญิงแบบนี้ เขาก็รู้สึกเบื่อมาก จนอดไม่ได้ที่จะอยากตบหน้านาง ทว่านางดันไม่รู้จักสำรวม คืนแต่งงานรั้งเขาไว้ไม่ให้เขาไป หน้าไม่อายกว่าผู้หญิงในตลาดเสียอีก
อ๋องเจี่ยนจงใจพูดให้คนอื่นตกใจ หานถงซินต้องเป็นคนไปฟ้องตาหรือมารดาของนางอย่างแน่นอน
สีหน้าของจ้าวอี้เปลี่ยนเป็นดูแย่มากขึ้นในชั่วขณะ
อ๋องเจี่ยนเห็นแล้วก็ถอนหายใจในใจ
เขาเอ่ยเสียงเบาว่า “ฝ่าบาทลืมลูกชายคนโตของฝ่าบาทที่ไทเฮาเลี้ยงดูอยู่ที่ภูเขาวั่นโซ่วไปแล้วอย่างนั้นหรือ?”
————————————-