มู่หนานจือ - บทที่ 530 ความนัยอันลึกซึ้ง
จ้าวอี้สีหน้าหม่นหมองทันที
อ๋องเจี่ยนรีบเอ่ยว่า “นางในซ่งเสียชีวิต กระหม่อมก็เสียใจกับฝ่าบาทมากเช่นกัน เพียงแต่เรื่องขององค์ชายเกี่ยวพันถึงแคว้น ไทเฮาพักผ่อนอย่างสงบอยู่ที่ภูเขาวั่นโซ่ว เพียงแค่ฝ่าบาทไม่ยอมใกล้ชิดฮองเฮา ลูกชายคนโตของฝ่าบาทก็เติบโตในมือของผู้หญิง นานๆ ไป ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องดี ขอให้ฝ่าบาทโปรดไตร่ตรองด้วย”
พูดไปพูดมา ก็เพียงแค่อยากให้เขาเข้าหอกับหานถงซิน
จ้าวอี้เกลียดมากที่อ๋องเจี่ยนมายุ่งเรื่องผู้หญิงของเขาตามใจชอบแบบนี้ ทว่าอ๋องเจี่ยนไม่ว่าจะในแง่ลำดับอาวุโสหรือความสัมพันธ์ เขาก็ต้องไว้หน้าอ๋องเจี่ยนเล็กน้อย
“ข้ารู้แล้ว!” จ้าวอี้อดทนแล้วอดทนอีก สุดท้ายก็เอ่ยออกมาเช่นนี้
อ๋องเจี่ยนเห็นเขาไม่เข้าใจจุดประสงค์ของตนเองอย่างสิ้นเชิง จึงอยากเอ่ยอีกเล็กน้อย ใครจะรู้ว่าจ้าวอี้กลับลุกขึ้นและเอ่ยว่า “ท่านปู่ยังมีอะไรจะพูดอีกหรือไม่? วันนี้เจียหนานทำพิธีปักปิ่น ข้ารับปากไทฮองไทเฮาว่าเดี๋ยวจะร่วมงานเลี้ยงหลังพิธีปักปิ่น หากท่านปู่ไม่มีเรื่องสำคัญ เช่นนั้นข้าก็ขอตัวก่อน มีเรื่องอะไร ค่อยว่ากันทีหลัง”
อ๋องเจี่ยนโกรธมาก
องค์รัชทายาทไม่สำคัญกว่าพิธีปักปิ่นของเจียงเซี่ยนอย่างนั้นหรือ?
ท่านหญิงเจียหนานแต่งงานแล้ว ยังจัดพิธีปักปิ่นอีก?
ฮ่องเต้ไม่รู้ ไทฮองไทเฮาก็เลอะเลือนเหมือนกันอย่างนั้น
ไทฮองไทเฮาเลอะเลือน เจียงเจิ้นหยวนก็เลอะเลือนตามไปด้วยหรือ?
ต่อให้รักหลานสาวมาก ก็ไม่ควรรักแบบนี้!
ทว่าพอเห็นท่าทางรำคาญของจ้าวอี้ เขาก็จำเป็นต้องกดความโกรธนี้ลงไป
ก่อนหน้านี้เขาสนับสนุนให้เฉาไทเฮาว่าราชการด้วยตนเอง เป็นเพราะเขากับฮ่องเต้เซี่ยวจงพี่ชายแท้ๆ ต่างเกิดจากจิ้งซู่ฮองเฮา เขาไม่เห็นด้วยที่ฮ่องเต้เซี่ยวจงโปรดปรานอันจิ้งเฟยมาก แต่ไทฮองไทเฮาไม่สามารถให้กำเนิดลูกชายได้ ฮ่องเต้องค์ก่อนเป็นลูกชายคนโตที่เกิดจากสนม สืบทอดตำแหน่งฮ่องเต้ก็สมควรเช่นกัน ดังนั้นตอนที่ฮ่องเต้องค์ก่อนสวรรคต เขาคิดว่าในวังควรจะขจัดสถานการณ์วุ่นวายและคืนสู่สภาพปกติ จะทำอะไรตามใจชอบไม่ได้อีกแล้ว จึงสนับสนุนให้เฉาไทเฮาสำเร็จราชการแทน ทว่าหลังจากนั้นเฉาไทเฮากลับเริ่มเลียนแบบหลี่ว์จื้อ ไม่เพียงแต่ไม่ยอมมอบอำนาจให้ฮ่องเต้ ยังทำร้ายลูกชายสามคนที่เกิดจากคนสกุลฉินจนตายอย่างต่อเนื่องเหมือนระบายความแค้นส่วนตัว หากไม่ใช่ว่าอ๋องเหลียวอายุมาก และมีเลี่ยวซิวเหวินผู้บัญชาการเหลียวตงคุ้มครอง อ๋องเหลียวก็คงจะมีชีวิตอยู่ไม่ถึงวันนี้เช่นกัน
นี่ก็ทำให้เขาไม่สามารถอดทนได้แล้ว
เขาไม่สนใจเรื่องบุญคุณและความแค้นระหว่างคนสกุลฉินกับเฉาไทเฮา แต่จะวางแผนทำร้ายทายาทของราชวงศ์ไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งราชวงศ์หลังจากฮ่องเต้เซี่ยวจงก็ทิ้งทายาทไว้ไม่กี่คน เฉาไทเฮาทำแบบนี้ ผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่ของสกุลจ้าวมีไม่กี่คนแล้ว หากให้นางทำต่อไป ราชวงศ์จ้าวก็กลายเป็นราชวงศ์เฉาแล้ว ไม่แน่ยังอาจจะทำผิดเหมือนเดิมอีก โดยเดินในเส้นทางของอู่เจ๋อเทียน
ช่วงนั้นเขาใช้ชีวิตลำบากมาก
คิดว่าจะบอกจ้าวอี้อย่างไรดี
ดังนั้นตอนที่จ้าวอี้มาร่ำไห้ร้องทุกข์กับเขา เขาถึงได้ตกลงทันที
ในความคิดของเขา ในเมื่อจ้าวอี้มีใจนี้ ก็ถือว่าเป็นคนฉลาดเช่นกัน ต่อไปมอบใต้หล้านี้ให้จ้าวอี้ เขาก็ถือว่าไม่ทำให้บรรพบุรุษ เสด็จพี่ และใต้หล้าผิดหวังแล้วเช่นกัน
ทว่าคิดไม่ถึงว่าจ้าวอี้กลับเป็นคนที่มีปณิธานยิ่งใหญ่แต่มีความสามารถไม่พอ
คิดไว้ดีมาก พอให้จ้าวอี้ทำขึ้นมาจริงๆ จ้าวอี้ก็ขี้ขลาดและตัดสินใจไม่ได้ นี่ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการปกครองแคว้นใหญ่ก็เหมือนกับการผัดเครื่องเคียงรสชาติดี ระมัดระวังหน่อยก็มีข้อดีของการระมัดระวังหน่อยเช่นกัน ทว่าปัญหาคือ จ้าวอี้ยังเป็นคนที่ไม่มีความคิดเป็นของตนเองและหูเบาด้วย พอวังจี่เต้าพูด เขาก็เชื่อฟังวังจี่เต้า พอสยงจวิ้นหรงพูด เขาก็รู้สึกว่าสยงจวิ้นหรงพูดมีเหตุผล การตัดสินใจของราชสำนักเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทำให้พวกขุนนางที่อยากทำงานไม่รู้จะทำอย่างไรดี แต่พวกที่ครอบครองตำแหน่งเปล่าๆ โดยไม่ทำงานกลับยิ่งดีใจ ประจบสอพลอ และไม่ทำงานจริงจัง…แบบนี้ต่อไปจะจบอย่างไร!
หากเขาไม่จัดการความสัมพันธ์กับจ้าวอี้ให้ดีอีก ทั้งราชสำนักนี้ยังมีใครควบคุมจ้าวอี้ได้?
อ๋องเจี่ยนสูดหายใจลึกหลายครั้ง ถึงจะรู้สึกว่าตนเองสามารถพูดโดยไม่เจือความโกรธได้ “กระหม่อมไม่ทราบว่าวันนี้เป็นพิธีปักปิ่นของท่านหญิงเจียหนาน มาไม่ถูกเวลาจริงๆ ทว่าเรื่องนี้ก็โทษกระหม่อมไม่ได้เช่นกัน!” เขาเอ่ยพลางฝืนยิ้ม “ไทฮองไทเฮาไม่เคยบอกแม้แต่คำเดียว ไม่อย่างนั้นกระหม่อมต้องเข้าวังมาแสดงความยินดีกับท่านหญิงอย่างแน่นอน”
จ้าวอี้ได้ยินคำพูดนี้ไม่เลวทีเดียว จึงยิ้มตามไปด้วย และเอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “ไทฮองไทเฮาตรัสว่า ตอนนี้เจียหนานแต่งงานแล้ว ตามหลักไม่ควรจัดพิธีปักปิ่น แต่ไทฮองไทเฮารู้สึกไม่สบายใจ คิดแล้วคิดอีก ก็ยังรู้สึกว่าควรจะทำให้บรรยากาศคึกคักหน่อย ทว่าถึงอย่างไรก็ไม่สมเหตุสมผล เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา จึงเชิญแค่คนในครอบครัว”
อ๋องเจี่ยนได้ยินก็โกรธจนพูดไม่ออก
เขาไม่รู้ว่าตนเองกลายเป็นคนนอกตั้งแต่เมื่อไร!
และปัญหาที่ว่าหมายถึงอะไร?
เดิมทีอ๋องเจี่ยนก็ฝืนยิ้มอยู่แล้ว เวลานี้จึงยิ่งรักษาแม้แต่ความสุภาพอ่อนโยนภายนอกไว้ไม่ได้แล้ว จึงเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชาว่า “ถึงจะเอ่ยเช่นนั้น แต่พิธีนี้กลับไม่อาจยกเลิกได้ แม้พิธีปักปิ่นนี้จะเป็นเรื่องของพวกผู้หญิงในวังหลัง ทว่าถึงอย่างไรก็เจอแล้ว กระหม่อมก็ไปแสดงความยินดีกับท่านหญิงเจียหนานกับฝ่าบาทด้วยแล้วกัน ถือโอกาสบอกคนในครอบครัวด้วย ให้ตงหยางกับอู่หยางเข้าวัง คนเยอะยิ่งคึกคัก”
จ้าวอี้ตั้งใจจะเอาใจเจียงเซี่ยน คิดว่าอ๋องเจี่ยนไปแล้ว เจียงเซี่ยนยิ่งมีหน้ามีตา จึงไม่เพียงแต่ตอบว่า “ได้” ติดกันหลายครั้ง ทว่ายังสั่งซุนเต๋อกงว่า “เจ้าไปบอกเสี่ยวโต้วจึ ให้เขาพาคนไปจัดสวนดอกไม้ของวังฉือหนิงหน่อย จุดโคมไฟกับดอกไม้ไฟเล็กน้อย วันนี้พวกเราจะไปรับประทานอาหารเย็นที่วังฉือหนิง” แล้วถอนหายใจพลางเอ่ยกับอ๋องเจี่ยนอีกว่า “เสียดายที่อากาศหนาวเกินไป ไม่อย่างนั้นจะได้ชมโคมไฟกับพระจันทร์ในสวนดอกไม้เหมือนเทศกาลไหว้พระจันทร์ ก็เป็นเรื่องสนุกเช่นกัน”
“ฝ่าบาทตรัสถูกต้อง” อ๋องเจี่ยนไม่มีแรงโกรธจ้าวอี้อีกแล้ว เขารู้สึกว่าหากตนเองโกรธต่อไปอีก นอกจากทำให้ตนเองโกรธแทบตายแล้วก็จะไม่มีผลใดๆ
ทั้งสองคนไปที่วังฉือหนิง
หลังจากเจียงเซี่ยนได้ยินก็โกรธทันที
นางถามฉิงเค่อว่า “เขามาทำไม? แถมยังพาอ๋องเจี่ยนมาด้วย? เขาเห็นข้ามีความสุขไม่ได้ จึงต้องมาก่อกวนให้ได้ใช่หรือไม่?”
ฉิงเค่อไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไรดี จึงส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปให้ไป๋ซู่
“ฝ่าบาทอาจจะรู้สึกสนุกกระมัง!” ไป๋ซู่ยิ้มพลางเข้าไปช่วยเจียงเซี่ยนจัดเครื่องประดับบนศีรษะ และเอ่ยว่า “วันนี้เป็นวันดีของเจ้า เจ้าก็อย่าสนใจพวกเขาเลย หลี่เชียนยังมอบปิ่นปักผมทองที่เขาทำเองให้เจ้าด้วยไม่ใช่หรือ? เขาดีกับเจ้าแค่ไหน! เจ้าคิดถึงเขา ยังมีอะไรที่ทนไม่ได้!”
เอ่ยถึงตรงนี้ ต่อให้บนหน้าของเจียงเซี่ยนทาแป้งแล้วก็ปิดบังสีหน้าแดงก่ำไม่ได้อยู่ดี
ตอนที่เพิ่งได้รับของขวัญจากหลี่เชียน นางยังรู้สึกแปลกใจ ด้วยนิสัยของหลี่เชียน น่าจะไม่ปฏิบัติกับนางอย่างขอไปทีแบบนี้ถึงจะถูก
จนกระทั่งเจียงลวี่กับหวังจ้านกลับไปแล้ว พอนางหยิบปิ่นปักผมขึ้นมาดูอย่างละเอียด ข้างใต้กล่องนั้นยังทับกระดาษข้อความที่ตัดจากกระดาษเสว่เทาไว้ด้วย โดยเขียนคำกลอนว่า ‘อยู่บนท้องฟ้ายินดีเป็นนกปี่อี้ อยู่บนพื้นดินยินดีเป็นต้นไม้ที่กิ่งเกี่ยวพันกัน[1]’ ใต้คำกลอนยังมีตัวอักษรเล็กสองบรรทัด บอกว่าปิ่นปักผมนี้เพราะเขาอยู่เมืองกานคิดถึงนางทุกวัน หลังจากงานราชการจึงเชิญช่างของร้านขายเครื่องประดับเงินทองมาสอนเขาทำปิ่นปักผมอันนี้ ขอให้พวกเขารักกันมั่นคงกว่าทอง สมปรารถนาในทุกเรื่อง และอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า
ตอนนั้นนางรู้สึกว่าหน้าร้อนมาก
พอดูอย่างละเอียดอีกที บนปิ่นปักผมนั้นยังสลักชื่อของนางกับหลี่เชียนไว้ด้วย
แถมหลี่เชียนยังสลักชื่อของนางไว้ข้างหน้า และสลักชื่อของตนเองไว้ข้างหลังนาง
นางถืออยู่ในมือ ใจละลายหมดแล้วในชั่วขณะ ยังทำใจวางลงได้ที่ไหนกัน จึงเรียกเมิ่งฟางหลิงเข้ามา และขอให้เมิ่งฟางหลิงช่วยอย่างตะกุกตะกักว่า ตอนที่ทำพิธีปักปิ่นใช้ปิ่นปักผมอันที่หลี่เชียนส่งมาได้หรือไม่
ดังนั้นชื่อที่สลักอยู่บนปิ่นปักผมจึงย่อมไม่สามารถปิดบังได้เช่นกัน
————————————
[1] อยู่บนท้องฟ้ายินดีเป็นนกปี่อี้ อยู่บนพื้นดินยินดีเป็นต้นไม้ที่กิ่งเกี่ยวพันกัน หมายถึง คนที่รักกันอย่างลึกซึ้งจะร่วมเป็นร่วมตายกัน