มู่หนานจือ - บทที่ 532 ข่าวลือ
ทุกคนไม่รู้ถึงความเศร้าเสียใจของเจียงเซี่ยน
พิธีปักปิ่นเงียบสงบและจริงจังทว่าก็เต็มไปด้วยความอบอุ่น ไม่เพียงแต่ฮูหยินฝาง แม้แต่ฮูหยินเป่ยติ้งโหวก็รู้สึกดีเช่นกัน นางจูงเจียงเซี่ยนที่เสร็จพิธีแล้ว พลางพยักหน้าด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และเอ่ยว่า “เป็นหญิงสาวแล้ว ต่อไปทำอะไรก็ต้องสุขุมหน่อย”
จะทำแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว เอะอะก็หนีมาเมืองหลวง
เพียงแต่คำพูดนี้ไม่ค่อยเหมาะที่จะพูดตอนนี้ ฮูหยินเป่ยติ้งโหวคำพูดมาถึงใกล้ปากแล้วก็ยังกลืนลงไป
เจียงเซี่ยนมาทำพิธีปักปิ่นที่วังฉือหนิง เพียงเพราะอยากให้ไทฮองไทเฮามีความสุข หากพูดถึงความสุขุม นางก็ไม่ใช่เจียงเซี่ยนอย่างในชาติก่อนแล้ว จึงคิดว่าเวลาตนเองเจออะไรยังข่มอารมณ์ไว้ได้ ทว่าก็ไม่ได้โต้แย้งคำพูดของฮูหยินเป่ยติ้งโหวเช่นกัน ถือเสียว่าทำให้พวกผู้อาวุโสมีความสุข
คนกลุ่มหนึ่งไปที่ตำหนักของไทฮองไทเฮา
ไทฮองไทเฮากอดเจียงเซี่ยนไม่ปล่อยมือ และเอ่ยว่า “ต่อให้ข้าเจอแม่ของเจ้า ก็สบายใจได้แล้วเช่นกัน” นางพูดไปก็ยังกลั้นไม่ไหวจนหางตาปรากฏประกายน้ำตา
“เสด็จยาย!” เจียงเซี่ยนกอดตอบไทฮองไทเฮา พลางคิดว่าหากเป็นเหมือนชาติก่อน ไทฮองไทเฮาอย่างมากที่สุดก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่วันนี้เช่นกัน จึงรู้สึกผิดหวังมาก ความหนาวซึมเข้าไปในกระดูก
ฮูหยินฝางรีบยิ้มพลางเตือนอยู่ข้างๆ ว่า “วันนี้มีความสุขขนาดนี้ เป่าหนิง เจ้าห้ามทำให้ไทฮองไทเฮาเสียพระทัยเชียว ไทฮองไทเฮาก็เช่นกัน ห้ามคิดพวกเรื่องในอดีต”
“ไม่คิด ไม่คิด” ไทฮองไทเฮารับผ้าเช็ดหน้าที่เมิ่งฟางหลิงยื่นมาไปเช็ดหางตา และเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “วันนี้ข้ามีความสุข เดี๋ยวทุกคนต้องรับประทานให้อร่อย ไม่อย่างนั้นข้าจะโกรธ”
“เรื่องนั้นแน่นอนอยู่แล้ว!” ทุกคนพูดคุยและหัวเราะอย่างจริงใจพลางปลอบไทฮองไทเฮา
มีนางในน้อยวิ่งเข้ามาเอ่ยว่า “ไทฮองไทเฮา ท่านหญิงตงหยาง ท่านหญิงอู่หยาง และองค์หญิงต้าจั่งเฉียนอันได้ยินว่าวันนี้เป็นวันเกิดของท่านหญิงจึงพากันรีบมาแล้ว บอกว่าอยากฉลองวันเกิดให้ท่านหญิง แล้วก็ฝ่าบาทสั่งให้ขันทีตู้มาถ่ายทอดคำพูด บอกว่าฝ่าบาทสั่งให้คนของกรมวังตกแต่งสวนดอกไม้ด้านหลังวังฉือหนิงเล็กน้อยแล้ว และตั้งโต๊ะที่ตำหนักเสียนรั่วแล้ว ให้ทุกคนไปดื่มเหล้าที่ตำหนักเสียนรั่วเจ้าค่ะ”
เสี่ยวโต้วจึก็ไม่เรียบร้อยเกินไปแล้วเช่นกัน
วังฉือหนิงให้นางในน้อยมาถ่ายทอดคำพูดได้หรือ?
หลิวเสี่ยวหม่านขมวดคิ้ว และถามนางในน้อยคนนั้น “ขันทีตู้ล่ะ? เขาให้เจ้ามาถ่ายทอดคำพูด แล้วตัวเขาไปทำอะไร?”
นางในน้อยคนนั้นรีบเอ่ยว่า “ฝ่าบาทคิดออกมาอย่างกะทันหัน ขันทีตู้ยุ่งจนปลายเท้าไม่ได้แตะพื้น เวลานี้ไปต้อนรับพวกท่านหญิงตงหยางแล้ว ส่วนขันทีซุนจัดโต๊ะอยู่ในห้องเครื่อง ขันทีหลิวรับใช้ฝ่าบาทกับอ๋องเจี่ยนอยู่ข้างกายฝ่าบาท…ขอให้ขันทีหลิวโปรดอภัยให้ด้วย เวลานี้ทุกคนต่างค่อนข้างยุ่ง”
ฮูหยินฝางเห็นทั้งสองฝ่ายไม่ลงรอยกัน ก็คิดว่าวันนี้เป็นพิธีปักปิ่นของเจียงเซี่ยนและเป็นวันเกิดของเจียงเซี่ยน หากก่อเรื่องอะไรขึ้นมาก็ไม่ดีแล้ว จึงเข้าไปไกล่เกลี่ย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องสนใจขนาดนั้นแล้วเช่นกัน ก็ย้ายไปตำหนักเสียนรั่วแล้วกัน ถึงอย่างไรก็เป็นน้ำใจของฝ่าบาท นานๆ ทีฝ่าบาทจะจำคนเป็นน้องสาวอย่างเจียหนานได้”
ไทฮองไทเฮาก็ไม่อยากคิดเล็กคิดน้อยกับจ้าวอี้เช่นกัน จึงหัวเราะเล็กน้อย แล้วจูงมือของเจียงเซี่ยนไปที่ตำหนักเสียนรั่วก่อน
คนอื่นก็ย่อมไม่บ่นอะไรแล้วเช่นกัน
ทุกคนพูดคุยพลางหัวเราะจนถึงตำหนักเสียนรั่ว
เพราะเป็นงานเลี้ยงของสมาชิกในครอบครัว ไทฮองไทเฮากับอ๋องเจี่ยนต่างก็อายุมากแล้ว ส่วนอีกคนก็เป็นถึงฮ่องเต้ จึงไม่หลีกเลี่ยงการเป็นที่น่าสงสัยเช่นกัน แล้วเริ่มนั่งดื่มเหล้าและรับประทานอาหารที่ตำหนักหลักของตำหนักเสียนรั่ว
ทุกคนพูดคุยกันพักหนึ่ง แล้วนั่งลงตามลำดับความสำคัญ
ตู้เซิ่งเดินเข้ามาเป็นเพื่อนพวกท่านหญิงตงหยาง
ทุกคนจำเป็นต้องลุกขึ้นยืนใหม่อีกครั้ง คารวะกันและกัน พูดคุยกันพักหนึ่ง แล้วนั่งลงตามลำดับความสำคัญใหม่
ท่านหญิงตงหยางก็ตำหนิเจียงเซี่ยนอย่างกึ่งโกรธกึ่งยิ้ม “เรื่องสำคัญขนาดนี้ก็ไม่บอกข้า ทั้งในและนอกวังนี้ยังมีผู้หญิงอีกกี่คน หากเจ้าไม่ไปมาหาสู่กับพวกเรา ยังคิดจะไปมาหาสู่กับใคร?”
ถึงอย่างไรก็เป็นมารดาของฮองเฮาแล้ว พูดจาขึ้นมาต้องมีมาดมากกว่าเมื่อก่อน แต่ท่าทางถ่อมตนและสุภาพ น้ำเสียงเป็นมิตร ก็กลับทำให้คนไม่เกลียดเช่นกัน
เจียงเซี่ยนจึงขอโทษอย่างเหมือนจริงเหมือนเท็จ
ท่านหญิงอู่หยางส่งของขวัญที่มอบให้เจียงเซี่ยนให้เมิ่งฟางหลิงแทนพวกท่านหญิงและองค์หญิง แล้วเอ่ยว่า “เจียหนาน เจ้ากลับส่านซีเมื่อไร? ข้ากับพี่หญิงอยากชวนเจ้าไปเที่ยวที่จวนสักสองสามวัน? ไม่รู้ว่าเจ้าว่างตอนไหน?”
เจียงเซี่ยนคิดถึงจุดประสงค์ที่มาเมืองหลวงในครั้งนี้ แล้วกำลังจะปฏิเสธอย่างอ้อมค้อม ทว่าจ้าวอี้ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งสูงกลับเอ่ยแทรกอย่างกะทันหันว่า “อย่างไรก็ต้องฉลองเทศกาลโคมไฟแล้วค่อยกลับ น่าจะว่างออกไปเที่ยวนอกวัง”
ทุกคนประหลาดใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านหญิงตงหยาง นึกถึงสิ่งที่ฮูหยินจิ้นอันโหวบอกนางแล้ว สีหน้าก็อดไม่ได้ที่จะเย็นชาทันที
ส่วนอ๋องเจี่ยนก็ก้มหน้าลง ปิดบังความเย็นยะเยือกในดวงตา
แต่จ้าวอี้ก็ยังทำอะไรบุ่มบ่าม โดยยิ้มพลางเอ่ยกับเจียงเซี่ยนว่า “ในเมืองหลวงสนุกใช่หรือไม่? ไม่อย่างนั้นข้าจะบอกหลี่เชียน ให้เจ้ากลับมาอยู่เมืองหลวง และตอนที่เขาว่างก็มาเยี่ยมเจ้าที่เมืองหลวงแล้วกัน”
นี่คือสิ่งที่คนเป็นพี่ชายสามารถพูดออกมาได้หรือ?
ท่านหญิงตงหยางรู้สึกอัดอั้นตันใจ จนหายใจไม่ออกนานมาก
ขุนนางระดับสูงหลายตระกูลแอบคุยอะไรกันบ้าง ฮูหยินฝางก็ได้ยินมาบ้างเช่นกัน
เพียงแค่เอ่ยว่าคนที่ฮ่องเต้ชอบจริงๆ คือเจียงเซี่ยน ทว่าเฉาไทเฮาไม่เห็นด้วย จึงแอบพระราชทานงานสมรสให้เจียงเซี่ยนลับหลังไทฮองไทเฮา แถมยังพระราชทานให้ตระกูลหลี่ที่มาจากตระกูลที่ยากจนและฐานะต่ำต้อย แล้วให้เจียงเซี่ยนแต่งงงานไปอยู่ไกลถึงไท่หยวน…เวลานี้ฮ่องเต้มีอำนาจแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ ก็อยากรับเจียงเซี่ยนกลับวัง แต่ถึงอย่างไรเจียงเซี่ยนก็แต่งงานแล้ว ฮ่องเต้จะได้ชื่อว่าช่วงชิงภรรยาของขุนนางไม่ได้ จึงฉวยโอกาสที่เจียงเซี่ยนทำพิธีปักปิ่น ประกาศว่าเจียงเซี่ยนเข้าเมืองหลวงอย่างลับๆ…
ดูท่าทาง ท่านหญิงตงหยางกับอ๋องเจี่ยนก็น่าจะได้ยินแล้วเช่นกัน
ฮูหยินฝางเห็นบรรยากาศผิดปกติ ก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มทันทีว่า “เจียหนานเพิ่งกลับมา ต้องอยู่เป็นเพื่อนไทฮองไทเฮาสักระยะอย่างแน่นอน ข้าอยากรับเจียหนานกลับไปอยู่ที่จวนสักสองสามวัน ยังต้องรอต่อแถวเลย! ไทฮองไทเฮาก็ใช้อำนาจบาตรใหญ่เกินไปหน่อยแล้วเช่นกัน” นางเอ่ยถึงตอนท้ายก็แสร้งทำเป็นบ่นอย่างหยอกเล่นเล็กน้อย
ฮูหยินเป่ยติ้งโหวก็ดูออกเช่นกันว่าสีหน้าของพวกอ๋องเจี่ยนผิดปกติ เดาว่าเป็นเพราะพวกข่าวลือลับๆ จึงรีบคล้อยตามเพื่อรับมือสถานการณ์ในตอนนี้ โดยเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ไทฮองไทเฮา ต้องรีบปล่อยคนแล้ว! หม่อมฉันยังคิดจะต่อหลังจวนเจิ้นกั๋วกงนะเพคะ!”
องค์หญิงต้าจั่งเฉียนอันก็ยิ้มออกมา และเอ่ยว่า “ช่างเถอะ ช่างเถอะ ข้าต่อท้ายสุดเสมอ เจียหนาน ช่วงนี้เจ้าก็พักผ่อนให้เพียงพอ ไว้ออกจากวังแล้วก็ดูงิ้วและดื่มเหล้าทีละบ้าน”
ไทฮองไทเฮาได้ยินก็ยิ้มออกมา
อ๋องเจี่ยนกับท่านหญิงตงหยางก็เหมือนจะกลับมาเป็นปกติแล้วเช่นกัน จึงยิ้มออกมาตามไปด้วย
เพียงชั่วขณะในตำหนักใหญ่ก็มีเสียงพูดคุยและหัวเราะอย่างมีความสุข คึกคักอย่างถึงที่สุด
จ้าวอี้เอียงตัวและก้มหน้ามาถามเจียงเซี่ยนเสียงเบาว่า “เจ้าอยากไปเป็นแขกที่จวนของพวกนางหรือไม่? หากไม่อยากไป ก็บอกข้าได้เลย ข้ารั้งเจ้าไว้ในวัง พวกนางก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไร!”
จ้าวอี้รู้ว่า เจียงเซี่ยนไม่ยอมเข้าสังคมตั้งแต่เด็ก
นางกำลังอยากหาข้ออ้างบอกปัดพอดี เห็นจ้าวอี้ยินดีช่วย ก็ไม่เกรงใจเช่นกัน จึงเอ่ยว่า “หม่อมฉันจะบอกว่าไทฮองไทเฮาคิดถึงหม่อมฉันมาก อยากให้หม่อมฉันอยู่ในวังอีกสองสามวัน ถึงเวลานั้นฝ่าบาทอย่าถูกพวกนางยุยงก็พอแล้ว”
จ้าวอี้ได้ยินก็ไม่พอใจมาก จึงทำหน้าขรึมและเอ่ยว่า “ข้าเป็นคนแบบนั้นหรือ? คนอื่นว่าอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น!”
ไม่ใช่อย่างนั้นหรือ!
เจียงเซี่ยนตั้งใจเหลือบมองจ้าวอี้
จ้าวอี้ชูคอขึ้นเหมือนไก่ชนทันที และเอ่ยว่า “เจ้าอย่าดูถูกข้า ข้าไม่ใช่จ้าวอี้คนเดิมตั้งนานแล้ว คอยดูเถอะ”
หวังว่าวิธียั่วยุนี้จะคุมได้สามถึงห้าวันแล้วกัน!
เจียงเซี่ยนไม่เห็นด้วย และครุ่นคิดในใจ
—————————————–