มู่หนานจือ - บทที่ 533 บอก
เหมือนเพื่อเปลี่ยนเรื่อง ไทฮองไทเฮารับเจียงเซี่ยนไปนั่งลง และสั่งให้นำอาหารมาได้แล้ว
ขนมถั่วหยกเขียว แตงกวาดอง ลูกนกพิราบใส่เครื่องเทศทั้งห้า เนื้อกระต่ายผัดซอส ขนมจีบไหมทอง กั้ง และปลากุ้ยเรือมังกร…งานเลี้ยงน้ำชาที่เดิมทีธรรมดา เพราะการแทรกแซงของจ้าวอี้ กลายเป็นงานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ด้วยผลไม้แห้งสี่ ผลไม้เชื่อมสี่ ผักดองสี่ อาหารเย็นสี่ และอาหารร้อนแปด แต่ครึ่งหนึ่งของคนที่ร่วมงานล้วนเป็นชายแก่กับหญิงชรา ต่อให้ไม่ใช่ก็เน้นเรื่องบำรุงสุขภาพมากเช่นกัน อาหารยกเข้ามา คนหนึ่งคีบไม่ถึงหนึ่งตะเกียบก็ถูกวางลง สิ้นเปลืองฝีมือของคนครัวห้องเครื่องเปล่าๆ
เจียงเซี่ยนเฝ้ามองอยู่ข้างๆ อย่างเฉยชา รู้สึกว่าสู้แอบอยู่ในห้องชาของวังฉือหนิงและดื่มชาร้อนสักถ้วยพลางกินของว่างสักสองสามชิ้นและคุยพวกเรื่องส่วนตัวกับพวกไทฮองไท่เฟยและไป๋ซู่ดีกว่า สบายใจและอิสระมากกว่า
ต้องโทษจ้าวอี้ที่ทำให้งานเลี้ยงวันเกิดดีๆ ของนางกลายเป็นแบบนี้
อ๋องเจี่ยนยังคงไม่อยู่เฉย และหาเรื่องคุยกระซิบกระซาบกับจ้าวอี้หลายครั้ง
จิตใจของจ้าวอี้อยู่ที่เจียงเซี่ยนหมด เดี๋ยวก็เรียกนางดื่มน้ำแกง เดี๋ยวก็เรียกนางกินอาหาร จึงจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวและตอบอ๋องเจี่ยนอย่างขอไปที
เจียงเซี่ยนที่นั่งอยู่ต่ำกว่าจ้าวอี้ยังอดไม่ได้ที่จะสงสารความตั้งใจของอ๋องเจี่ยนเล็กน้อย
ตอนที่อ๋องเจี่ยนเข้ามาคุยกับจ้าวอี้อีกครั้ง นางก็อดไม่ได้ที่จะตั้งใจฟังเล็กน้อย
ทว่าแค่คำพูดบางส่วนไม่กี่คำ ก็ทำให้เจียงเซี่ยนตกใจแล้ว
อ๋องเจี่ยนเอ่ยถึงจ้าวสี่กับเฉาไทเฮาหลายครั้ง และยังเอ่ยถึงหานถงซิน...
เจียงเซี่ยนมองจ้าวอี้ครั้งหนึ่ง จ้าวอี้เหมือนไม่รู้สึกอย่างสิ้นเชิง เขากำลังคุยเรื่องโต้วเหมียวสดบนโต๊ะวันนี้กับไทฮองไทเฮาที่อยู่ข้างกาย “…เมื่อก่อนตอนที่เจียหนานอยู่ในวัง มีครั้งหนึ่งพวกเราได้ยินว่าใช้ผ้าชื้นคลุมไว้ก็เพาะถั่วงอกได้ จึงแอบเพาะถั่วงอกในวังเฉียนชิง ปรากฏว่าโต้วเหมียวงอกออกมาจริงๆ เจียหนานดีใจมาก พวกเราเลยเพาะถั่วงอกอีกกระถางในห้องอุ่นตะวันออกของท่าน เสียดายที่ถั่วงอกนั้นงอกไม่กี่วันก็ตายแล้ว แม่นมในวังบอกว่า เป็นเพราะรดน้ำมากเกินไป เวลานี้นึกขึ้นได้ก็สนุกมากทีเดียว”
ตอนนั้นยังมีหวังจ้านด้วย!
เจียงเซี่ยนพึมพำอยู่ในใจ
อ๋องเจี่ยนเรียกจ้าวอี้ว่า “ฝ่าบาท” อีกครั้ง และเอ่ยว่า “ช่วงนี้ฝ่าบาทอยู่ในวังตลอดหรือ? ไม่อย่างนั้นก็รับฮองเฮากลับมาด้วยเถอะ! ฝ่าบาทไม่อยู่ที่ลานล่าสัตว์ นางอยู่ที่ลานล่าสัตว์คนเดียวก็ไม่สะดวกเช่นกัน กลับวังแล้ว จะได้อยู่เป็นเพื่อนท่านหญิงเจียหนานพอดี”
ตอนที่หานถงซินเป็นท่านหญิงชิงอี๋ ย่อมเป็นนางอยู่เป็นเพื่อนเจียงเซี่ยน ทว่าเวลานี้หานถงซินเป็นฮองเฮาแล้ว อย่างไรก็ควรเป็นเจียงเซี่ยนอยู่เป็นเพื่อนนางกระมัง?!
ท่านหญิงตงหยางก็ได้ยินคำพูดของบิดาตนเองเช่นกัน นางทำหน้าคาดไม่ถึง และเหลือบมองอ๋องเจี่ยนอย่างไม่ค่อยพอใจ
ต่อให้คนที่ฮ่องเต้ชอบในใจเป็นเจียงเซี่ยนแล้วอย่างไร? เขายังปลดลูกสาวของนางได้อย่างนั้นหรือ? ต่อให้ปลดลูกสาวของนาง เขายังตั้งเจียงเซี่ยนเป็นฮองเฮาได้อย่างนั้นหรือ?
นอกเสียจากว่าจ้าวอี้อยากเป็นฮ่องเต้ผู้โง่เขลาเบาปัญญาที่ชื่อเสียงเล่าลือไปตลอดกาล
แต่ดูจ้าวอี้ยังคงสนใจชื่อเสียงมากทีเดียว
เรื่องแบบนี้…เขาน่าจะทำไม่ได้
ดังนั้นตราบใดที่หานถงซินยังเป็นฮองเฮา เจียงเซี่ยนก็ต้องเคารพ นอบน้อม และเชื่อฟังลูกสาวของนาง
ทว่าบิดากลับบอกว่าให้หานถงซินอยู่เป็นเพื่อนเจียงเซี่ยน นี่บิดาอายุมากจนเลอะเลือนใช่หรือไม่?
ท่านหญิงตงหยางกำลังอยากเตือนอ๋องเจี่ยนเล็กน้อย จ้าวอี้ก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มแล้วว่า “ข้าก็คิดแบบนี้เหมือนกัน แต่ช่วงนี้เจียหนานต้องอยู่เป็นเพื่อนไทฮองไทเฮา จึงไม่ว่างเล่นกับฮองเฮาเช่นกัน ไว้อีกสองสามวัน ข้าล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วงกลับมาแล้วค่อยว่ากัน”
ก็หมายความว่า อีกสองสามวันฮ่องเต้ยังจะไปลานล่าสัตว์ที่ชานเมืองหลวงอีก
อ๋องเจี่ยนถึงวางใจ
จ้าวอี้มักจะแอบอยู่ที่วังฉือหนิง และวังฉือหนิงนี้ก็เป็นเขตอิทธิพลของจวนเจิ้นกั๋วกง จวนเป่ยติ้งโหว และจวนชินเอินป๋อ เรื่องบางเรื่องเขายังไม่กล้าคุยกับจ้าวอี้จริงๆ จ้าวอี้ไปลานล่าสัตว์แล้ว ถึงอย่างไรพวกวังจี่เต้าก็เป็นขุนนาง จำเป็นต้องรักษาระยะห่างกับจ้าวอี้ เขาจึงได้โอกาสพูดพอดี
เจียงเซี่ยนอยากพูดทว่าก็หยุดไว้
จู่ๆ จ้าวอี้ก็ลุกขึ้นยืน และเอ่ยว่า “พวกเราไปชมโคมไฟในสวนดอกไม้เถอะ? ถึงวันนี้จะหนาวไปหน่อย แต่กลับไม่มีฝนและลม เป็นวันดีสำหรับชมทิวทัศน์ยามราตรีพอดี” และหยอกเจียงเซี่ยนเล่นอีก “เจ้าดูสิ วันเกิดวันนี้ของเจ้า เทวดาต่างยืนอยู่ข้างเจ้า”
ทุกคนหัวเราะ บ้างก็พยุงไทฮองไทเฮา บ้างก็จับกลุ่มกัน ไปที่สวนดอกไม้ของวังฉือหนิง
เวลานี้ความเก่งของซุนเต๋อกงก็ปรากฏออกมาแล้ว
เขาเพิ่งจะได้รับคำสั่งจากจ้าวอี้ตอนที่ฟ้าใกล้มืด เพียงแค่หนึ่งชั่วยามครึ่งสั้นๆ ในสวนดอกไม้ไม่เพียงแต่แสงเทียนส่องแสงระยิบระยับราวกับดวงดาวมากมาย ทว่าภายใต้โคมไฟที่สว่างไสวต่อเนื่องกันหลายดวงนั้น โบตั๋น ดอกชา และปิ่นหยกยังบานสะพรั่งด้วย ในสวนดอกไม้ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลในอากาศ ความเยือกเย็นของโบตั๋น ความงดงามของดอกชา และสีขาวบริสุทธิ์ไร้รอยตำหนิของปิ่นหยกปะปนไปกับผู้หญิงตอนที่พวกสมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้หญิงเคลื่อนไหว ทุกที่อบอวลไปด้วยความเจริญรุ่งเรืองและความฟุ่มเฟือยเหมือนม้วนภาพราชวงศ์ถัง
พวกไทฮองไทเฮาอดไม่ได้ที่จะหยุดฝีเท้าชื่นชม
ทว่าจ้าวอี้กลับส่งสายตาและแอบโบกมือให้เจียงเซี่ยน
เดิมทีเจียงเซี่ยนคิดจะแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น แต่ระหว่างที่ช้อนตาขึ้นกลับสบสายตาของอ๋องเจี่ยนพอดี
ดวงตาของอ๋องเจี่ยนกวาดผ่านนางไปอย่างเย็นชาเหมือนคมมีดในทันใด
เจียงเซี่ยนรู้สึกตลกทันที
ชาติก่อน…อ๋องเจี่ยนเรียกได้ว่าเฝ้าดูอย่างนิ่งดูดาย ดูนางขึ้นๆ ลงๆ อยู่ในความสับสนวุ่นวายมานาน ทว่ากลับนิ่งดุจขุนเขา ชาตินี้…เพราะหานถงซิน เขาถูกดึงเข้ามาในวังวน เขายังวางตัวสูงส่งเหมือนชาติก่อนได้หรือไม่?
เจียงเซี่ยนอยากให้อ๋องเจี่ยนลองลิ้มรสความเจ็บปวดรวดร้าวที่นางเคยลิ้มรสมาก และสัมผัสความอับจนหนทาง ความเจ็บปวด และการดิ้นรนที่นางเคยสัมผัสสักนิด
นางยิ้มเล็กน้อย และหาโอกาสยืนอยู่ใต้ต้นการบูรข้างๆ
ในวังส่วนใหญ่เป็นต้นไม้ใหญ่อายุร้อยปี
ต้นการบูรต้นที่เจียงเซี่ยนยืนก็เป็นแบบนี้เช่นกัน
ลำต้นใหญ่ขนาดหนึ่งคนโอบ ตั้งตรงสูงมากและแตกกิ่งก้านต่อกันเหมือนร่ม แม้จะเป็นฤดูใบไม้ร่วง แต่กิ่งไม้กับใบไม้ก็หนาแน่น เขียวชอุ่มและเจริญงอกงาม ตอนกลางคืนที่ไม่ได้แขวนโคมไฟ ยิ่งเลือนราง จนเห็นเหตุการณ์ใต้ต้นไม้ไม่ชัดเจน
จ้าวอี้แอบไปอย่างรวดเร็วทันที
“ฝ่าบาทหาหม่อมฉันทำไม?” เจียงเซี่ยนมองอ๋องเจี่ยนอย่างเงียบๆ ในความมืด และถามเข้าประเด็นทันที
“เป็นอย่างไร? โคมไฟวันนี้สวยใช่หรือไม่?” จ้าวอี้ถามนาง เหมือนต้องการขอความดีความชอบ
เจียงเซี่ยนยิ้มและเอ่ยว่า “ทำไมฝ่าบาทถึงเรียกอ๋องเจี่ยนมา? หากไม่มีครอบครัวของอ๋องเจี่ยน หม่อมฉันคงจะมีความสุขกว่านี้”
“เป็นเพราะหานถานซินหรือ?” จ้าวอี้ได้ยินนางเอ่ยเช่นนี้ ก็เสียดายเล็กน้อย “ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนเจ้าเข้ากับท่านหญิงตงหยางได้ดีทีเดียว”
“เมื่อก่อนคือเมื่อก่อน ตอนนี้คือตอนนี้” เจียงเซี่ยนเอ่ยแทรกเขา และเอ่ยว่า “เมื่อก่อนหานถงซินต้องคำนับหม่อมฉัน ตอนนี้หม่อมฉันกลับต้องคำนับหานถงซิน จะเอ่ยถึงพร้อมกันได้อย่างไร”
“เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต้องคำนับ” จ้าวอี้เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ และเอ่ยว่า “ข้าให้ป้ายคำสั่งเจ้า คิดว่านางก็ไม่กล้าบังคับให้เจ้าคุกเข่าคำนับนางเช่นกัน”
เจียงเซี่ยนหมดคำพูด
เรื่องที่ทิ้งหัวข้อสนทนาไว้ให้คนแบบนี้ทำให้น้อยหน่อยจะดีกว่า
นางเอ่ยอย่างคลุมเครือว่า “ตอนนี้หม่อมฉันยังไม่ได้ใช้ ค่อยว่าทีหลังกันเถอะ!” แล้วนางก็ถามจ้าวอี้ “อ๋องเจี่ยนมาหาฝ่าบาททำไมกันแน่? เป็นใครก็รู้ว่าตอนนี้เขาไม่ยอมไปแล้ว ฝ่าบาทรีบไล่เขาไปไม่ได้หรือ?”
“เฮ้อ!” จ้าวอี้เอ่ย “เขามาเตือนให้ข้าพาหานถงซินกลับเมืองหลวง” เรื่องบางเรื่องของเขากับหานถงซิน จ้าวอี้ไม่ได้เอ่ย เขารู้สึกว่าเอ่ยเรื่องพวกนี้ต่อหน้าเจียงเซี่ยนเสียหน้าเล็กน้อย “แต่ข้าไม่อยากให้หานถงซินกลับวังจริงๆ เมื่อก่อนเจ้าก็ไม่เคยติดต่อกับนางอย่างสนิทสนมเช่นกัน ต้องไม่รู้อย่างแน่นอนว่าน่ารำคาญมาก ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นลูกสาวของท่านหญิง ทว่ากลับเหมือนกลัวคนอื่นรังเกียจชาติกำเนิดของนาง ไปไหนก็ต้องวางมาด พูดจาก็เหมือนกัน ทำให้คนได้ยินแล้วอยากนอน มองอีกครั้งข้ายังรู้สึกเหนื่อย เจ้าก็ให้ข้าพักผ่อนอย่างเต็มที่สักสองสามวันเถอะ!”
————————————-