มู่หนานจือ - บทที่ 534 เปิดโปง
แต่นี่เป็นเรื่องของพวกเจ้ากระมัง?
เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย?
เจียงเซี่ยนเหลือบมองอ๋องเจี่ยนทีหนึ่ง รู้สึกว่าสีหน้าของเขาเหมือนจะหม่นหมองขึ้นแล้ว และรู้สึกว่าตนเองก่อกวนได้พอสมควรแล้วเช่นกัน จึงเอ่ยกับจ้าวอี้ว่า “อ๋องเจี่ยนเป็นตาของฮองเฮา เป็นห่วงนางก็เป็นเรื่องปกติเช่นกัน ให้ฝ่าบาทพานางกลับวังตอนที่กลับเมืองหลวงครั้งหน้าก็สมควรเช่นกัน ฝ่าบาทก็อย่าทำให้ทุกคนไม่พอใจเลย รับฮองเฮากลับมาแล้วอย่างไร! ฝ่าบาทไม่ชอบนาง นางชอบฝ่าบาทก็พอแล้ว จะต้องการมากขนาดนั้นทำไม?”
นางพูดจาส่งเดช หวังเพียงว่าหานถงซินจะสามารถมัดจ้าวอี้ไว้ข้างกายอย่างแน่นหนาได้ แล้วต่อไปอย่ายุ่งเรื่องนางอีกก็พอ
ใครจะรู้ว่าจ้าวอี้ได้ยินแล้วกลับสีหน้าแย่มากขึ้น และเอ่ยว่า “เจ้ารู้ว่าอ๋องจี่ยนมาหาข้าทำไมหรือไม่? เขามาเตือนข้าว่าอย่าลืมลูกชายคนโตที่ภูเขาวั่นโซ่ว! หากไม่ใช่หานถงซินไปบอกอะไรบางอย่างกับท่านหญิงตงหยางหรืออ๋องเจี่ยน จู่ๆ อ๋องเจี่ยนจะนึกถึงจ้าวสี่ที่อยู่ภูเขาวั่นโซ่วได้อย่างไร แถมยังบอกว่าข้าทำแบบนี้ไม่เป็นผลดีกับราชวงศ์ ควรจะรีบให้หานถงซินให้กำเนิดองค์ชาย…”
เจียงเซี่ยนมองจ้าวอี้ที่สีหน้าว้าวุ่นใจ และอึ้งอยู่ตรงนั้นจนเงียบไปนานมาก
ยังดีที่ฮ่องเต้องค์ก่อนตายเร็ว
หากฮ่องเต้องค์ก่อนมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ ลูกชายหลายคนมากมาย องค์ชายหลายคนแย่งชิงบัลลังก์ จ้าวอี้น่าจะถูกคัดออกเป็นคนแรกกระมัง?
ทว่าจ้าวอี้บ่นนานมากแล้วกลับไม่มีเสียงตอบ ก็อดไม่ได้ที่จะมองไปที่เจียงเซี่ยนอย่างระมัดระวัง ถึงพบว่าเจียงเซี่ยนกำลังมองเขาด้วยสีหน้าซับซ้อน
เขาอดไม่ได้ที่จะลูบหน้า และเอ่ยว่า “เป็นอะไรไป? เจ้ามองข้าแบบนี้ทำไม? รู้สึกว่าข้าพูดผิดอีกหรือเปล่า…”
เจียงเซี่ยนส่ายหน้าเบาๆ พอนึกถึงเฉาเซวียนกับไป๋ซู่ ก็ไม่อยากทำลายสถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้เป็นอย่างมาก
เพราะความไม่สงบหมายความว่าความวุ่นวาย และความวุ่นวายก็หมายความว่าเรื่องราวบนโลกผิดปกติ
นางหวังว่าเฉาไทเฮาจะอยู่ห่างจากพระราชวังต้องห้ามกับราชสำนักแบบนี้ ใช้อำนาจที่สั่งสมมานานของนางควบคุมสมดุลกับจ้าวอี้ รอเฉาเซวียนค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้น จนกระทั่งจ้าวอี้ไม่สามารถทำร้ายเขาได้อีกต่อไป
“อ๋องเจี่ยนพูดอะไรบ้าง? ฝ่าบาทลองเลียนแบบให้หม่อมฉันฟังอย่างไม่ผิดแม้แต่คำเดียว” เจียงเซี่ยนเอ่ยกับจ้าวอี้อย่างจิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ในใจยังลังเลเล็กน้อย
ทว่าจ้าวอี้กลับไม่สงสัยนางแม้แต่นิดเดียว และบอกบทสนทนาของอ๋องเจี่ยนกับเขากับเจียงเซี่ยนทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบอย่างไม่มีตกหล่น แล้วบ่นว่า “หากหานถงซินมีลูกไม่ได้ล่ะ? ลูกชายของข้าก็สืบทอดบัลลังก์ไม่ได้อย่างนั้นหรือ? ช่างน่าขำจริงๆ! ปู่ที่ไหนมายุ่งเรื่องในครอบครัวของหลานชาย…”
เจียงเซี่ยนมองจ้าวอี้อย่างแปลกใจ และเอ่ยว่า “ฝ่าบาทฟังความหมายในคำพูดของเขาไม่ออกจริงๆ หรือ?”
จ้าวอี้หยุดบ่นทันที และเอ่ยอย่างงุนงงว่า “นี่เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
เจียงเซี่ยนก็ไม่สนใจว่าจ้าวอี้คิดอย่างไรแล้วเช่นกัน จึงเบ้ปากและเอ่ยว่า “อ๋องเจี่ยนกำลังเตือนฝ่าบาทว่า ถึงเวลานั้นอย่าให้มีคน ‘อาศัยชื่อสั่งการ’ ทว่าฝ่าบาทกลับคิดแต่ว่าหานถงซินฟ้องฝ่าบาทต่อหน้าอ๋องเจี่ยนหรือท่านหญิงตงหยางอย่างไร! ฝ่าบาทใช้ความคิดหน่อยได้หรือไม่ วันๆ อย่าเอาแต่คิดเรื่องดูวังจี่เต้ากับสยงจวิ้นหรงต่อสู้กันไปมาได้หรือไม่?”
จ้าวอี้สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก
เขาว่าราชการด้วยตนเองอย่างไร เขารู้ดีกว่าใครทั้งนั้น
แต่เฉาไทเฮาก็กำจัดไม่ได้อีก
เขารู้สึกไม่สบายใจมาก
นี่ก็คือสาเหตุสำคัญที่ทำไมเขาต้องเล่นสมดุลในราชสำนักเช่นกัน
ทว่าคำพูดของเจียงเซี่ยนกลับดึงชุดผ้าดิ้นบนตัวเขาลงมา และบังคับให้เขามองความสัมพันธ์ของตนเองกับเฉาไทเฮาตรงๆ
เขาเจ็บปวดรวดร้าวและลำบากใจ
ตอนนั้นเฉาไทเฮาจะเลี้ยงจ้าวสี่ไว้ข้างกายให้ได้เพื่ออะไร? ก็เพื่อบีบบังคับเขาไม่ใช่หรือ? ก็เพื่อเตือนเขาไม่ใช่หรือ…ว่าหากเขาไม่เชื่อฟัง เฉาไทเฮาอาจจะฆ่าเขาแล้วอุ้มจ้าวสี่กลับมาว่าราชการหลังม่านในตำหนักจินหลวนอีกครั้ง!
เขาเป็นฮ่องเต้นานแล้ว ใช้ชีวิตอย่างสบายใจจนชินแล้ว แต่กลับลืมดาบที่แขวนอยู่บนศีรษะของเขา
จ้าวอี้อดไม่ได้ที่จะสังเกตสิ่งที่เขาเคยทำในช่วงสองปีนี้อย่างละเอียดว่ามีจุดที่ล่วงเกินเฉาไทเฮาหรือไม่
ทว่าเรื่องที่ต้องทำทุกวันทุกคืนก่อนที่จะว่าราชการด้วยตนเองพอนึกขึ้นมาอีกครั้งหลังจากเขาสำเร็จราชการแทน ในใจกลับเต็มไปด้วยความน้อยใจและความโกรธ
เขาวนอยู่ที่เดิมสองสามรอบอย่างขุ่นเคือง ความรู้สึกยอมรับที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กทำให้เขาบอกความในใจกับเจียงเซี่ยนอย่างควบคุมตนเองไม่ได้ “เจ้าช่วยข้าบอกลุงใหญ่ของเจ้าได้หรือไม่ว่า ที่ภูเขาวั่นโซ่วนั่น เก็บไว้ไม่ได้…”
แล้วให้เจ้าใช้จวนเจิ้นกั๋วกงเป็นเครื่องมืออีก!
เจียงเซี่ยนยิ้มเยาะในใจ
ชาติก่อนจ้าวอี้ไม่ใช่ว่าไม่เคยทำเรื่องแบบนี้
เขาสูญเสียความน่าเชื่อถือในใจนางไปตั้งนานแล้ว
ไม่ว่าอย่างไรนางก็จะไม่ให้จวนเจิ้นกั๋วกงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากอย่างในชาติก่อนอีก
“เก็บไว้ไม่ได้?” เจียงเซี่ยนเลิกคิ้ว และเอ่ยว่า “เก็บจ้าวสี่ไว้ไม่ได้หรือเก็บเฉาไทเฮาไว้ไม่ได้?”
จ้าวอี้เงียบไปครู่ใหญ่
สีหน้าคลุมเครือจนยากที่จะเข้าใจ
เรื่องนี้ยังต้องคิด
แสดงว่าไม่อยากเก็บทั้งสองคนไว้แล้ว
เป็นคนที่จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตจริงๆ
ชาติก่อนนางช่วยเขาได้อย่างไร
เจียงเซี่ยนดูถูกตนเองในใจ และเอ่ยว่า “หม่อมฉันว่าเรื่องนี้…ฝ่าบาทก็ไม่จำเป็นต้องคิดซับซ้อนเกินไปเช่นกัน หม่อมฉันรู้สึกว่าคำแนะนำของอ๋องเจี่ยนก็ไม่เลว ขอเพียงฝ่าบาทมีลูกชายที่เกิดจากฮองเฮา วงล้อมของภูเขาวั่นโซ่วก็คลี่คลายแล้วเช่นกัน”
เพียงแต่ลูกชายคนหนึ่งตั้งแต่เกิดจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จำเป็นต้องใช้แรงกายแรงใจมากมาย ทว่าเด็กคนนี้จะเติบโตได้หรือไม่กลับพูดยาก
เจียงเซี่ยนรู้สึกว่าตนเองไม่มีหน้าที่ไปเตือนจ้าวอี้
นางรู้สึกว่าตนเองเข้าใจจ้าวอี้มากขึ้นกว่าชาติก่อนแล้ว
อ๋องเจี่ยนควบคุมฐานะของตนเองตลอด และดูการต่อสู้ภายในวังกับความขัดแย้งในราชสำนักเหมือนนักบวชที่กระโดออกนอกสามโลกไม่ใช่หรือ?
แต่นางไม่ให้เขาสมปรารถนา
ในเมื่อทุกคนต่างลงเอ่ยด้วยการทำเรื่องชั่วตามคนอื่น แล้วเขามีสิทธิอะไรเฝ้าดูอยู่ข้างๆ อย่างนิ่งดูดาย?!
เจียงเซี่ยนเอ่ยต่ออย่างสบายใจว่า “ฝ่าบาทก็ไม่ต้องกังวลเช่นกัน หากฮองเฮาให้กำเนิดลูกชายคนโต ไม่ว่าอย่างไรเด็กคนนั้นก็เป็นเหลนชายของอ๋องเจี่ยน อย่างไรตระกูลหานก็จะปกป้องเขา ฝ่าบาทก็จดจ่ออยู่กับการจัดการเรื่องใหญ่ในราชสำนักได้พอดี”
จ้าวอี้ได้ยินแล้วก็เข้าใจทันที จึงเอ่ยว่า “เจ้าหมายความว่า ให้อ๋องเจี่ยนไปจัดการเสด็จแม่”
อย่าพูดอย่างตรงไปตรงมาแบบนี้ได้หรือไม่
เจียงเซี่ยนพึมพำอยู่ในใจ
ทว่าจ้าวอี้กลับตื่นเต้นขึ้นมาเหมือนเจอวิธีแก้ไขแล้ว
เขาถูมือและเอ่ยว่า “ทำไมข้าคิดไม่ถึง? ก่อนหน้านี้ข้ามักจะคิดว่าเสด็จแม่เห็นชอบให้หานถงซินแต่งเข้ามาในวัง ต้องเป็นเพราะอ๋องเจี่ยนพูดอะไรอย่างแน่นอน เจ้าไม่รู้ เสด็จแม่เชื่อใจอ๋องเจี่ยนมาก ตอนข้าเด็กๆ นางยังเคยบอกข้าว่า ไม่ว่าอย่างไร อ๋องเจี่ยนกับข้าก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ต่อให้มีอะไรก็ควรจะปิดประตูและคุยกันดีๆ…ให้พวกเขาไปปิดประตูถกเถียงกันเอง ข้าจะได้ทำเรื่องที่ข้าอยากทำ…”
จ้าวอี้พูดไปก็จับมือของเจียงเซี่ยนอย่างควบคุมตนเองไม่ค่อยได้ “เป่าหนิง เจ้าเก่งมาก! ไม่ว่าเรื่องใดพอถึงมือเจ้าก็ไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไร…”
เจียงเซี่ยนถอยหลังก้าวหนึ่งเล็กๆ อย่างเงียบเชียบ และยกมือจับใบของต้นการบูรใบหนึ่ง แต่ในใจกลับด่าเฉาไทเฮาอย่างสาดเสียเทเสีย
มิน่าเล่าจ้าวอี้ถึงไม่เชื่อใจตระกูลเจียงตั้งแต่ต้นจนจบ ต่อให้ตระกูลเจียงสร้างความดีความชอบเรื่องที่เขาได้ว่าราชการด้วยตนเอง เขาก็ยังหลีกเลี่ยงและลอบวางแผนทำร้ายตระกูลเจียง
วันนี้ถือว่าหาสาเหตุเจอแล้ว
นี่นางถือว่าบังเอิญหรือไม่?
จะเห็นได้ว่าลูกไม้บางอย่างใช้เป็นบางครั้ง ยังคงได้ผลมากทีเดียว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เผชิญหน้ากับจ้าวอี้
“หม่อมฉันเป็นคนนอกมักจะมองสิ่งต่างๆ ออกมากกว่า” เจียงเซี่ยนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ช่วงนี้ฝ่าบาทไม่ได้รับความสงบเลย ย่อมคิดไม่ถึง”
นางตอบอย่างขอไปทีปนเฉยชา
ทว่ากลับมีเสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังมาจากด้านหลัง “พวกเจ้าพี่น้องแอบคุยอะไรกันตรงนี้น่ะ?”
————————————-