มู่หนานจือ - บทที่ 535 เตือน
เจียงเซี่ยนกับจ้าวอี้หันกลับไปพร้อมกัน ก็เห็นอ๋องเจี่ยนเดินยิ้มตาหยีมา และกำลังยืนอยู่นอกร่มไม้ของต้นการบูร
“ไม่ได้คุยอะไร!” จ้าวอี้สีหน้าไม่ค่อยสบายใจ เพราะคิดดูแล้วไม่รู้ว่าอ๋องเจี่ยนเดินมาตั้งแต่เมื่อไร จึงกังวลเล็กน้อยว่าอ๋องเจี่ยนจะได้ยินสิ่งที่เขาพูด
ทว่าเจียงเซี่ยนกลับวางตัวเยือกเย็น และเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ฝ่าบาทกำลังแสดงความยินดีกับพิธีปักปิ่นของข้า!” แล้วเอ่ยว่า “หากฝ่าบาทไม่เอ่ยถึง ข้ายังไม่รู้ว่าที่แท้ท่านเป็นคนช่วยเรียกท่านหญิงตงหยางกับท่านหญิงอู่หยางมา ขอบคุณท่านจริงๆ! เดิมทีก็คิดจะเชิญท่านป้าทั้งสองคนเข้าวังมาฉลองด้วยกันเช่นกัน แต่ถึงอย่างไรท่านป้าทั้งสองก็เป็นผู้อาวุโส จึงให้พวกนางฝืนใจทำตามความต้องการของข้าไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้นสุดท้ายคิดไปคิดมา จึงตัดสินใจไม่รบกวนท่านป้าทั้งสอง คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายท่านป้าทั้งสองก็มา พิธีปักปิ่นของข้าก็ไม่มีอะไรเสียดายแล้วเช่นกัน ขอบคุณอ๋องเจี่ยนมาก!” นางเอ่ยพลางย่อตัวคารวะอ๋องเจี่ยน
จ้าวอี้เห็นสถานการณ์ จิตใจที่ลนลานก็ค่อยๆ สงบลง
ต่อให้อ๋องเจี่ยนได้ยินแล้วอย่างไร? ยังกล้าถามเขาอย่างนั้นหรือ?
เจียงเซี่ยนช่างใจกล้า ไม่ว่าเมื่อไรก็วางตัวเป็นธรรมชาติและไม่เปลี่ยนแปลงตามคำพูดของคนอื่น
เขาก็ควรเลียนแบบเจียงเซี่ยนเช่นกันถึงจะถูก
จ้าวอี้มองเจียงเซี่ยนที่เยือกเย็น ในใจมีความดีใจที่รู้สึกเป็นเกียรติและโชคดีอย่างบอกไม่ถูก จึงยิ้มพลางเอ่ยกับเจียงเซี่ยนว่า “คนในครอบครัวเดียวกันจะมากพิธีขนาดนั้นทำไม? รีบลุกขึ้น รีบลุกขึ้น” พูดไปก็จะไปพยุงเจียงเซี่ยนด้วยตนเอง ยังดีที่ซุนเต๋อกงเป็นคนมีไหวพริบ เจออะไรก็สามารถสังเกตและวิเคราะห์ได้หลายด้าน จึงสนใจตั้งแต่ตอนที่จ้าวอี้มาแล้ว จนตอนที่อ๋องเจี่ยนมาร่วมด้วย เขาก็มายืนอยู่ข้างๆ อย่างรวดเร็ว ตอนที่เจียงเซี่ยนคารวะ พอเขาได้ยินจ้าวอี้เอ่ยเช่นนี้ ก็ก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าวทันที และรีบพยุงเจียงเซี่ยนขึ้นก่อนที่จ้าวอี้จะยื่นมือ
พวกหัวหน้าขันทีในวังเก่งมากจริงๆ!
เจียงเซี่ยนพึมพำในใจ และยิ้มให้ซุนเต๋อกง
ส่วนจ้าวอี้ก็มองซุนเต๋อกงและพยักหน้าอย่างพอใจ
มีแต่สีหน้าของอ๋องเจี่ยนที่ยังคงหม่นหมองเล็กน้อย เขามองเจียงเซี่ยนที่ถือโอกาสลุกขึ้นยืน ประกายไฟผุดขึ้นมาในดวงตา ทำให้ใบหน้าของอันจิ้งเฟยกับฉินกุ้ยเฟยลอยผ่านไปในความทรงจำของเขาอย่างควบคุมตนเองไม่ได้
หากจ้าวอี้ลุ่มหลงในความรักเหมือนปู่กับบิดาของเขา นั่นก็ยุ่งยากแล้ว!
อ๋องเจี่ยนมีเรื่องในใจ จึงฝืนยิ้มพลางคุยกับจ้าวอี้และเจียงเซี่ยนเล็กน้อย ก็ไปหาไทฮองไทเฮา
ไทฮองไทเฮากำลังคุยกับไทฮองไท่เฟยและฮูหยินชินเอินป๋อ จึงไม่ได้สนใจเรื่องที่เกิดขึ้นที่ต้นการบูรเมื่อครู่ “…ผู้ชายยี่สิบเชื่องช้า ยังมีเวลาสูงขึ้น ข้าว่า…ไม่จำเป็นต้องแต่งงานเร็วขนาดนี้ หากมีคนที่ดี ก็ดูไว้ก่อน จะได้ไม่แต่งคนที่อาจ้านไม่ชอบกลับมา หากต้องใช้ชีวิตทุกวันอย่างตื่นตระหนกจนวุ่นวายสุดๆ สู้ไม่แต่งดีกว่า!”
อ๋องเจี่ยนรู้ว่ากำลังคุยเรื่องภรรยากับหวังจ้าน
เสียดายที่ในห้ารุ่นของทางเขามีเด็กผู้หญิงไม่กี่คนแล้ว และหากไม่แก่กว่าหวังจ้านสามปีขึ้นไป ก็เด็กกว่าหวังจ้านสามปีขึ้นไป ต่อให้เขาอยากเป็นพ่อสื่อ ก็ไม่มีตัวเลือกที่ดีมากเช่นกัน
อ๋องเจี่ยนจึงฟังอยู่ข้างๆ
ทว่าหญิงชราเหล่านี้พอเอ่ยถึงเรื่องแต่งงานของลูกๆ แต่ละคนก็พูดมากและพูดนานขึ้นเรื่อยๆ เขาฟังแล้วก็ส่ายหน้าตลอด พอลมหนาวพัดมา เขาถึงมีโอกาสเร่งไทฮองไทเฮา “ข้างนอกลมแรง พวกเราไปดูโคมไฟที่ชั้นสองของตำหนักเสียนรั่วดีกว่า”
“ความคิดนี้ดี!” ไทฮองไทเฮายิ้ม ทุกคนจึงไปที่ชั้นสองของตำหนักเสียนรั่วด้วยกัน
แน่นอนว่าอ๋องเจี่ยนไม่อาจอยู่กับสมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้หญิงเหล่านี้ได้ จึงเดินอยู่หลังสุด
ท่านหญิงตงหยางฉวยโอกาสชะลอฝีเท้า และถามบิดา “ฝ่าบาทคุยอะไรกับเจียหนานบ้าง? เมื่อก่อนฝ่าบาทสนิทกับเจียหนาน ตอนนี้เจียหนานแต่งงานแล้ว ฝ่าบาทก็ควรจะหลีกเลี่ยงการเป็นที่น่าสงสัยเช่นกัน”
“พูดจาเหลวไหลอะไรน่ะ?” อ๋องเจี่ยนได้ยินก็ตวาดด่าเสียงเบา “คำพูดแบบนี้ใครก็พูดได้ แต่คนเป็นแม่ยายอย่างเจ้าพูดไม่ได้…”
“ข้ารู้ ข้ารู้!” ท่านหญิงตงหยางเอ่ยอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย “นี่ข้าก็อยู่ต่อหน้าท่านไม่ใช่หรือ?”
เมื่อก่อนนางก็ไม่ใช่คนใจร้อนเช่นกัน ทว่าเวลานี้กลับสูญเสียความคิดเล็กน้อยเพราะลูกสาว
เป็นห่วงมากเกินไปจริงๆ!
อ๋องเจี่ยนถอนหายใจ และปลอบลูกสาวอย่างไม่ได้พูดออกมาจากใจจริง “ฝ่าบาทก็เพียงแค่ไม่ได้เจอท่านหญิงเจียหนานนานมากแล้ว จึงคุยกับนางเท่านั้น พวกเจ้าอย่าได้ยินข่าวที่ไม่แน่ชัดเพียงนิดเดียวก็เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ถึงเวลานั้นอย่าเสียดายแล้วกัน เจ้าดูน้องสาวเจ้า…เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด ทำไมผ่านไปหลายปีขนาดนี้แล้ว พวกเจ้าก็ยังไม่ได้รับบทเรียนจากความล้มเหลวและเปลี่ยนเป็นฉลาดขึ้น”
หน้าของท่านหญิงตงหยางแดงก่ำทันที นางเหลือบมองไปข้างหลัง เห็นจ้าวอี้กับเจียงเซี่ยนยังยืนคุยอยู่ใต้ต้นการบูร นางก็ยอมไม่ค่อยได้ทันที จึงเอ่ยว่า “ท่านพ่อ ฝ่าบาทก็โปรดปรานเจียหนานเกินไปหน่อยแล้วเช่นกัน!”
“ดังนั้นผู้หญิงอย่างพวกเจ้าถึงยากที่จะทำการใหญ่ได้!” อ๋องเจี่ยนทำเสียงไม่พอใจอย่างไม่เห็นด้วย และกำชับลูกสาวเสียงเบา “ต่อหน้าพระพักตร์ฮองเฮาห้ามพูดแบบนี้เชียว หากแม้แต่เจ้ายังวางตัวแบบนี้กับเจียหนาน เจ้ายังหวังว่าฮองเฮาจะปฏิบัติกับนางอย่างดีหรือ? เจียหนานเป็นเรื่องเล็ก ฝ่าบาทไม่พอพระทัยถึงเป็นเรื่องใหญ่ เจ้าอย่าลืมเชียว ท้องพระคลังยังมีคนสกุลเฉิน! หลายวันขนาดนี้พวกเจ้ายังจัดการแม้แต่หลิวชิงหมิงไม่ได้ ยังมีหน้าไปหาเรื่องเจียหนาน!”
“ข้า…” ท่านหญิงตงหยางแอบคิดในใจนานมาก ก็พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
อ๋องเจี่ยนส่ายหน้า และค่อยๆ เข้าไปในตำหนักเสียนรั่ว
คิดไม่ถึงว่า เจียหนานจะข่มอารมณ์ไว้ได้ขนาดนี้ แค่เรื่องนี้ ก็เก่งกว่าตงหยางกับชิงอี๋มากแล้ว
ถึงอย่างไรตระกูลเจียงก็เป็นทายาทของชนชั้นสูงตระกูลขุนนางที่ยืนหยัดมาอย่างยาวนาน ในด้านการอบรมสั่งสอนลูกๆ เขาสู้เจียงเจิ้นหยวนไม่ได้
อ๋องเจี่ยนเดินไปสองสามก้าว แล้วก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปกำชับท่านหญิงตงหยางเสียงเบาอีกครั้ง “หากเจ้ามีสมอง ตอนนี้ก็อย่าหาเรื่องเจียหนาน แต่คิดหาทางร่วมมือกับเจียหนานจับหัวใจของฝ่าบาทไว้ในมือ ทำให้ฝ่าบาทมีลูกชายคนโตที่เกิดจากฮองเฮาเร็วหน่อยถึงจะจริง อย่างอื่นล้วนเป็นของปลอม”
ท่านหญิงตงหยางเป็นคนฉลาด ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางที่จะจับหานจงไว้ในมือจนหลายสิบปีก็ยังรักกันเหมือนตอนแรกเช่นกัน
คำเตือนและคำชี้แนะของบิดาทำให้สมองนางเปลี่ยนเป็นปลอดโปร่งทันที
นางพยักหน้าอย่างจริงจัง และเอ่ยว่า “ท่านพ่อ วางใจเถอะ ข้ารู้ว่าควรทำอย่างไรแล้ว”
อ๋องเจี่ยนพยักหน้า และเดินตามไทฮองไทเฮาไปอย่างรวดเร็ว
เจียงเซี่ยนรู้สึกว่าตอนนี้ตนเองเป็นแบบนี้กับจ้าวอี้ดีมาก ไม่ไกลไม่ใกล้ อยากเจอก็เจอ ไม่อยากเจอก็ไม่เจอได้ จึงไม่คิดที่จะสนิทกับเขามากขึ้นเช่นกัน พอเห็นพวกไทฮองไทเฮาต่างไปที่ตำหนักเสียนรั่วแล้ว นางก็ไม่อยากคุยอะไรกับจ้าวอี้อีกเช่นกัน จึงเดินออกไปข้างนอก พลางเอ่ยว่า “พวกเราก็รีบตามไปด้วยเถอะ ไทฮองไทเฮาจะได้ไม่เห็นพวกเราและส่งคนมาหาอีก”
เมื่อก่อนพวกเขามักจะเล่นในสวนดอกไม้ด้านหลังวังฉือหนิง ไทฮองไทเฮากลัวว่าเจียงเซี่ยนจะเย็นและร้อน พอไม่เห็นครู่หนึ่งก็จะส่งคนมาหา
จ้าวอี้ได้ยินคำพูดนี้แล้วก็นึกถึงตอนนั้น
ทันใดนั้นในใจเขาก็อดไม่ได้ที่จะปรากฏความอ่อนโยนออกมาเล็กน้อย “ได้สิ! พวกเราไปตำหนักเสียนรั่วแล้วกัน” ทว่าเขายังอาลัยอาวรณ์หัวข้อสนทนาเมื่อครู่เล็กน้อย จึงกดคอลงและเอ่ยว่า “เป่าหนิง เจ้าฟังข้าสักคำ อยู่ในวังอีกสองสามวันเถอะ! ข้าก็ไม่อยากไปล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วงแล้วเช่นกัน ข้าจะสั่งลงไปให้รับหานถงซินกลับวังเดี๋ยวนี้ ก่อนหน้านี้ไทฮองไทเฮามักจะบอกว่าไม่มีคนเล่นไพ่เป็นเพื่อนไม่ใช่หรือ? ข้าจะให้นางมาเล่นไพ่เป็นเพื่อนพวกเจ้า”
เจียงเซี่ยนยังคิดจะให้ไทฮองไทเฮาเรียนไทเก๊กเพื่อบำรุงร่างกายกับคนสกุลเถียนเฉิน หากให้ไทฮองไทเฮานั่งโต๊ะอีก จะเกิดอะไรขึ้น?
นางปฏิเสธจ้าวอี้อย่างไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว
————————————-