มู่หนานจือ - บทที่ 538 ตื่น
น้ำตาของเจียงเซี่ยนก็แขวนอยู่บนหน้าแล้ว
ท่านยาย ท่านยาย ตื่นแล้ว!
หรือชาตินี้ไม่เหมือนกับชาติก่อนแล้ว?
เจียงเซี่ยนกระโจนเข้าไปในอ้อมกอดของไทฮองไทเฮา
“หม่อมฉัน….หม่อมฉันเพียงแค่กลัว!” นางเอ่ยพึมพำ
“กลัวอะไร?” ไทฮองไทเฮาลุกขึ้นนั่ง และลูบผมของเจียงเซี่ยนพลางยิ้มตาหยีอย่างเมตตาและอ่อนโยน ยังมีความคมกริบอย่างเมื่อครู่สักนิดที่ไหนกัน “ฝันร้ายหรือว่าได้ยินเสียงอะไรและตกใจ?”
ไทฮองไทเฮาน้ำเสียงอบอุ่น เหมือนแสงแดดตอนเที่ยงในฤดูใบไม้ร่วงสาดส่องในใจของเจียงเซี่ยน
“ฝันร้ายเพคะ!” นางพิงอยู่ในอ้อมกอดของไทฮองไทเฮา “หม่อมฉันฝันร้าย!”
ไทฮองไทเฮาตื่นแล้ว
พรุ่งนี้ท่านยายก็จะไม่เสียชีวิตเหมือนกันใช่หรือไม่?
เจียงเซี่ยนจับมือของไทฮองไทเฮาแน่นมาก และเอ่ยว่า “ฝันร้าย!”
นั่นเป็นฝันร้ายสำหรับนาง
ตอนนี้ตื่นจากฝันครึ่งหนึ่งแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับพรุ่งนี้แล้ว
เจียงเซี่ยนดีใจมากจนร้องไห้ และไม่ห่างจากไทฮองไทเฮาแม้แต่ก้าวเดียวทั้งวัน
กว่าไทฮองไทเฮาจะฉวยโอกาสตอนที่นางเหนื่อยมากและนอนกลางวันซุบซิบกับไทฮองไท่เฟยได้ก็ไม่ง่ายเลย “เด็กคนนี้เจอเรื่องอะไรที่ไม่ดีหรือเปล่า? ทำไมวันนี้เหมือนเด็กสามขวบ พอไม่เห็นข้าก็สีหน้าลนลาน ฝันร้ายจริงๆ อย่างนั้นหรือ?”
ฮ่องเต้เป็นมังกรบนสวรรค์ที่จุติลงมา ข้างกายไม่มีสิ่งสกปรก ดังนั้นจึงไม่สามารถบอกว่าโชคร้ายได้
ไทฮองไท่เฟยเอ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างมีเลศนัยว่า “ลูกเจอแม่ ต่อให้ไม่มีอะไรก็ร้องไห้สามรอบ ท่านหญิงแต่งงานไปอยู่ไกลถึงซีอาน จะไม่คิดถึงบ้านได้อย่างไร เจอไทฮองไทเฮาแล้วก็ต้องอ้อนอย่างแน่นอน ไทฮองไทเฮาไม่ต้องกังวล เดี๋ยวหม่อมฉันจะสั่งให้ฟางหลิงกับจ่างจูคอยดูท่านหญิงหน่อย หากท่านหญิงมีเรื่องอะไร ต้องปิดบังพวกนางสองคนไม่ได้อย่างแน่นอน”
ไทฮองไทเฮาสบายใจแล้ว
ตอนบ่ายเรียนไทเก๊กกับคนสกุลเถียนเฉินก็ต้องลากเจียงเซี่ยนกับไป๋ซู่มาเรียนด้วยอย่างแน่นอน
ไป๋ซู่ถือว่ายืดเส้นยืดสาย จึงตั้งใจเรียนกับคนสกุลเถียนเฉินมาก
ตอนกลางคืน เจียงเซี่ยนก็โวยวายว่าจะนอนกับไทฮองไทเฮาอีก ไทฮองไทเฮานึกถึงสิ่งที่ไทฮองไท่เฟยเอ่ยเมื่อตอนกลางวัน นางลังเลอยู่ชั่วครู่ สุดท้ายก็ยิ้มและตกลง
เจียงเซี่ยนดีใจมาก และถอดรองเท้ากับถุงเท้าปีนขึ้นเตียงของไทฮองไทเฮาทันที
ไทฮองไทเฮาก็นึกถึงตอนที่เจียงเซี่ยนเด็กๆ ตอนที่ไม่ยอมนอนกับแม่นมก็โวยวายว่าต้องการนาง นางตกลงให้เจียงเซี่ยนนอนกับตนเองเป็นบางครั้ง เด็กคนนั้นตอนเด็กก็ถอดรองเท้ากับถุงเท้าอย่างดีใจ ปีนไปที่มุมเตียง ห่อผ้าห่ม หลับตาลง และแกล้งทำเป็นหลับแล้ว เหมือนกลัวนางเสียดาย
หัวใจของนางก็อ่อนจนเละไปหมดทันที นางช่วยเหน็บมุมผ้าห่มให้เจียงเซี่ยนเองกับมือ และเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้ารีบทำไม? ยังดีที่พ่อกับแม่ของเจ้ามีเจ้าแค่คนเดียว หากมีพี่น้องอีกสองสามคน เจ้าไม่ต้องเบียดพวกเขาลงไปใต้เตียงหมดอย่างนั้นหรือ?”
เจียงเซี่ยนห่อผ้าห่มและยิ้ม เผยแค่ดวงตาคู่หนึ่งอยู่ข้างนอกที่ดำสนิทแต่ก็ใสแจ๋วและสดใส ทำให้คนนึกถึงน้ำทะเลสาบในฤดูใบไม้ร่วง และดวงดาวในฤดูหนาว
ไทฮองไทเฮาเห็นแล้วชอบ จึงลูบศีรษะนางพลางเอ่ยว่า “นอนเถอะ! นอนเถอะ! ห้ามซนแล้ว”
เจียงเซี่ยนพยักหน้าอย่างเงียบๆ
เมิ่งฟางหลิงเข้ามาปล่อยม่านให้พวกนางด้วยตนเอง พวกนางในจุดกระถางธูป ดับโคมวังหลวงที่สว่างไสว และย้ายโคมแตงโมที่แสงไฟสลัวๆ เข้ามาดวงหนึ่ง
แสงของเตียงป๋าปู้ก็มืดลงแล้ว
อำพันทะเลอันเจือจางตลบอบอวลออกมาจากในผ้าห่มที่อ่อนนุ่ม วนเวียนอยู่ที่ปลายจมูกของนาง ทำให้นางเหมือนกลับไปตอนเด็กที่ถูกไทฮองไทเฮากอดอยู่ในอ้อมแขนและตบเบาๆ ค่ำคืนที่เดิมทีควรจะลืมตาโต กลับประคองต่อไปไม่ไหวอย่างเร็วมาก และหลับสนิท
พอเจียงเซี่ยนตกใจตื่นอย่างกะทันหัน นางก็ลุกขึ้นนั่งทันที ยังไม่ได้มองสิ่งรอบตัวให้ชัดเจนก็ตะโกนอย่างรู้สึกหวาดกลัวว่า “เสด็จยายล่ะ?”
เสียงที่ไม่รีบร้อนและเจือรอยยิ้มของไทฮองไทเฮาก็ดังมาข้างหูนาง “นี่เพิ่งจะออกจากวังกี่เดือน? ทำไมยิ่งอยู่ยิ่งเด็กลง? ตื่นแล้วก็ไม่ลืมตาหายใจสักครั้งก็ตะโกนมั่วซั่ว คนที่รู้คิดว่าเจ้ายังไม่ตื่น คนที่ไม่รู้ยังคิดว่าเจ้าเจอโจรแล้ว นี่ไปเรียนกับใครมา!”
เจียงเซี่ยนมองไปตามเสียง ก็เห็นไทฮองไทเฮากำลังนั่งนับลูกประคำสิบแปดอรหันต์อยู่บนเตียงอุ่นหลังใหญ่ใกล้หน้าต่าง ข้างหน้ายังกางพระไตรปิฎกอยู่เล่มหนึ่ง และกำลังยิ้มพลางมองนางและหยอกล้อกับเมิ่งฟางหลิง
ลูกกรงหน้าต่างที่ติดกระดาษเกาหลีสว่างเจิดจ้า แสบตาเล็กน้อย
จะเห็นได้ว่าฟ้าสว่างมากแล้ว
เจียงเซี่ยนอดไม่ได้ที่น้ำตาไหลเต็มหน้า พนมมือ และเอ่ยในใจว่า ‘อมิตตาพุทธ’
พระโพธิสัตว์คุ้มครอง ไทฮองไทเฮายังมีชีวิตอยู่
ไม่เหมือนชาติก่อนที่พอนางลืมตา ไทฮองไทเฮาก็ไม่หายใจแล้ว
นางรีบถามเมิ่งฟางหลิง “ตอนนี้ยามไหนแล้ว?”
เมิ่งฟางหลิงล้วงนาฬิกาพกออกมาดูทีหนึ่ง และเอ่ยว่า “ผ่านกลางยามซื่อไปหนึ่งเค่อแล้วเจ้าค่ะ!”
ชาติก่อน ไทฮองไทเฮาจากไปตอนอีกหนึ่งเค่อจะกลางยามเฉิน
หากผ่านกลางยามเฉินไปแล้ว
ก็หมายความว่า ไทฮองไทเฮาผ่านด่านนี้มาได้แล้วใช่หรือไม่?!
เจียงเซี่ยนหลับตาลง แล้วอธิษฐานต่อเหล่าเทพเจ้าและพระพุทธเจ้าอย่างนอบน้อมและจริงใจ
ไทฮองไทเฮาอดไม่ได้ที่จะแลกเปลี่ยนสายตากับเมิ่งฟางหลิง
เจียงเซี่ยนผิดปกติ!
และผิดปกติมาก
เมื่อก่อนถึงนางจะเป็นห่วงคนที่อยู่ข้างกายตนเอง แต่กลับไม่เคยเปิดเผยความรู้สึกเหมือนตอนนี้ และมองออกได้ว่า เป็นการเปิดเผยความรู้สึกที่ควบคุมตนเองไม่ได้
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
เมิ่งฟางหลิงกับไป๋ซู่คิดทุกวิถีทางแล้วก็ไม่สามารถทำให้เจียงเซี่ยนเอ่ยปากได้เช่นกัน ทว่าทุกคนต่างก็มองออกว่า เจียงเซี่ยนเหมือนจะปลดภาระบนตัวลง และเปลี่ยนเป็นร่าเริงสดใสมากขึ้น
ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องดี
หลังจากไทฮองไทเฮาซักไซ้หลายวันแล้วไม่ได้ผล ก็วางเรื่องนี้ลงชั่วคราวแล้วเช่นกัน
แต่นางในเฉินของท้องพระคลังมาขอพบเจียงเซี่ยนหลายครั้งก็ถูกนางไล่ไปหมด
ไป๋ซู่อดไม่ได้ที่จะเตือนนาง “ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นคนของฝ่าบาท เจ้าไว้หน้าคนอื่นสักหน่อยเถอะ!”
เจียงเซี่ยนเอ่ยว่า “เข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงความโปรดปรานของวังหลังเพื่อหน้าตาหรือล่วงเกินคนกลุ่มหนึ่งแต่กลับเฝ้าดูอย่างนิ่งดูดายได้จะดีกว่า?”
“แต่พวกเราเฝ้าดูอย่างนิ่งดูดายยากมากนี่นา!” ไป๋ซู่เอ่ยอย่างกลัดกลุ้ม “เจ้าดูห้องข้างตะวันออกของเจ้าสิ ของที่ท่านหญิงตงหยางมอบให้สามารถกองได้ครึ่งห้องแล้วกระมัง? นี่เจ้าเพิ่งจะกลับเมืองหลวงกี่วันเอง!”
เจียงเซี่ยนไม่หวั่นไหว และเอ่ยอย่างเย็นชา “พวกนางคิดอย่างไร ข้าควบคุมไม่ได้ ทว่าหากข้าไม่แสดงท่าทีให้ชัดเจน และทำอะไรเชื่องช้า นั่นก็ยิ่งบอกไม่ได้แน่ชัดแล้ว”
ไป๋ซู่อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
ตั้งแต่สำนักหอดูดาวหลวงคำนวณออกมาว่าวันที่ยี่สิบแปดเดือนเก้าเป็นฤกษ์ดีสำหรับการออกเดินทาง และหานถงซินจะกลับเมืองหลวงจากลานล่าสัตว์ตรงชานเมืองหลวงวันนั้น ท่านหญิงตงหยางนอกจากส่งเทียบเชิญว่าอยากจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับเจียงเซี่ยนแล้ว ยังส่งของให้เจียงเซี่ยนบ่อยๆ เหมือนที่หานถงซินได้กลับวังล้วนเป็นความดีความชอบของเจียงเซี่ยน
ถึงอย่างไรเจียงเซี่ยนก็เป็นเพียงท่านหญิงที่ออกเรือนแล้ว ท่านหญิงตงหยางทำแบบนี้ จะไม่ทำให้เจียงเซี่ยนไม่สบายใจอย่างนั้นหรือ?
ไป๋ซู่มองเจียงเซี่ยนที่ไม่ใส่ใจเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง และอดไม่ได้ที่จะแอบเป็นห่วงในใจ
เจียงเซี่ยนจำเป็นต้องจูงไป๋ซู่ “ไปกัน! ไปกัน! พวกเราไปเรียนไทเก๊กกับนายหญิงเถียน อย่าคิดพวกเรื่องวุ่นวายเลย ต่อให้พวกนางวิ่งเต้นแค่ไหน หากจ้าวอี้ไม่ยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับพวกนางก็ไม่มีประโยชน์ทั้งนั้น”
ทว่าพูดมาถึงตรงนี้ เจียงเซี่ยนก็รู้สึกกลัดกลุ้มเล็กน้อยเช่นกัน หากเมื่อก่อนจ้าวอี้เชื่อฟังนางเหมือนตอนนี้ พวกเขาก็คงจะไม่ถึงขั้นใช้สงครามแก้ปัญหาเหมือนกันกระมัง!
เป็นเพราะพวกเขาไม่มีวาสนาหรือเพราะจ้าวอี้ไม่ใช่สามีของนางอีกต่อไปแล้ว นางเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวมากต่อหน้าเขา ทว่าจ้าวอี้ที่ถูกเฉาไทเฮาคุมอยู่ตลอดก็ดันหลงกล?
ในใจเจียงเซี่ยนคล้ายจะมีคำตอบหนึ่ง แต่กลับไม่อยากคิดอีก
———————————-