มู่หนานจือ - บทที่ 539 ประจบ
เจียงเซี่ยนจูงไป๋ซู่ไปที่ตำหนักข้างของวังฉือหนิง
ไทฮองไทเฮากับไทฮองไท่เฟยเรียนไทเก๊กกับคนสกุลเถียนเฉินอยู่ที่นี่
ตอนที่พวกนางไปถึง พวกคนสกุลเถียนเฉินกับไทฮองไทเฮาเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว คนสกุลเถียนเฉินกำลังพาไทฮองไทเฮายืดแข้งยืดขาอยู่ตรงนั้น พอเห็นเจียงเซี่ยน ไทฮองไทเฮาก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า! พวกเรารอพวกเจ้านานมากแล้ว”
เจียงเซี่ยนกับไป๋ซู่จึงไปเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยรอยยิ้ม
ท่าที่บอกไทฮองไทเฮาเมื่อวาน วันนี้ไทฮองไทเฮาก็จำไม่ค่อยได้แล้ว คนสกุลเถียนเฉินจึงจำเป็นต้องสอนใหม่อีกครั้ง ดีที่นางรู้ว่าตนเองเข้าวังก็เพียงแค่มาทำให้พวกหญิงชรามีความสุขเช่นกัน จึงค่อนข้างอดทนและละเอียด ไม่ว่าไทฮองไทเฮาหรือเจียงเซี่ยนต่างก็พอใจกับนางมาก สิ่งที่ทำให้คนคาดไม่ถึงเล็กน้อยคือเมิ่งฟางหลิง พอคนสกุลเถียนเฉินสอนนางก็เข้าใจ พอเข้าใจก็ทำเป็น บางครั้งยังสามารถชี้แนะคนอื่นได้ด้วย
ทุกคนต่างยิ้มพลางบอกว่าเมิ่งฟางหลิง ‘เก่งทั้งบุ๋นและบู๊’
เมิ่งฟางหลิงก็ประสานมือคารวะขอบคุณทุกคนเลียนแบบท่าในบทงิ้ว
ทำให้ไทฮองไทเฮากับไทฮองไท่เฟยหัวเราะไม่หยุด
การเรียนไทเก๊กกลายเป็นเรื่องสนุก ทุกคนพากันสนใจสิ่งนี้ บวกกับไทฮองไทเฮาเข้าร่วมอีก จึงทำให้เกิดการฝึกไทเก๊กในวังในชั่วขณะ แน่นอนว่า…นี่เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันทีหลัง
เจียงเซี่ยนคอยจับตาดูไทฮองไทเฮาทุกวัน ด้วยกลัวว่าจะมีอะไรเปลี่ยนไป อีกไม่นานก็ใกล้จะถึงวันที่หนึ่งเดือนสิบแล้ว ทุกบ้านต้องเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ไทฮองไทเฮาเพราะออกกำลังกับคนสกุลเถียนเฉินมาหลายวัน สีหน้าจึงดีขึ้นเรื่อยๆ เจียงเซี่ยนถึงรู้สึกวางใจ และนึกถึงคำพูดที่ว่า ‘อายุเจ็ดสิบสามกับอายุแปดสิบสี่เป็นสองอุปสรรคในชีวิตคน หากไม่ตายตอนอายุเจ็ดสิบสาม ก็จะตายตอนอายุแปดสิบสี่’ ปีนี้ไทฮองไทเฮาเพิ่งจะหกสิบสาม หากเป็นแบบนี้ อย่างน้อยที่สุดก็มีชีวิตอยู่ได้อีกสิบกว่าปีเช่นกัน…ถึงอย่างไรก็ดีกว่าชาติก่อน
นางรู้สึกว่าตนเองจะโลภเกินไปไม่ได้ แบบนี้ก็ดีมากแล้ว
เจียงเซี่ยนจึงเสนอให้ไปจุดธูปที่วัดต้าเซี่ยงกั๋ว
นางอยากไปขอบคุณพระโพธิสัตว์
แต่ไทฮองไทเฮากลับนึกถึงการเซ่นไหว้บรรพบุรุษวันที่หนึ่งเดือนสิบ และเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ไว้ผ่านวันที่หนึ่งเดือนสิบไปแล้วค่อยว่ากัน”
เจียงเซี่ยนเป็นผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ไม่ต้องกลับจวนเจิ้นกั๋วกง ทว่าไป๋ซู่กลับต้องกลับไปจัดการเซ่นไหว้ที่จวนเฉิงเอินกง
ไทฮองไทเฮาคุยเรื่องส่วนตัวกับไทฮองไท่เฟยและเจียงเซี่ยน “ข้าอยากให้จ่างจูอยู่ในวังอีกสักระยะ หลายปีก่อนข้าเคยได้ยินพ่อของหมอหลวงเถียนบอกว่า เด็กผู้หญิงไม่เหมาะที่จะแต่งงานเร็ว เจ้าดูพวกตระกูลที่มั่งคั่งและมีอำนาจของเจียงหนานสิ มีผู้หญิงของตระกูลไหนไม่แต่งงานหลังอายุสิบเจ็ดสิบแปดบ้าง ต่อให้อยู่ถึงยี่สิบก็ไม่แปลกเช่นกัน แต่ผู้หญิงทางเหนือ โดยทั่วไปลูกหลานล้วนลำบาก แต่ละคนก็อยากสืบทอดสายเลือดของบรรพบุรุษ กลับแต่งงานเร็ว ทว่ายิ่งแต่งงานเร็วก็ยิ่งเกิดเรื่องง่าย เหมือนหย่งอันกับจ่างจู…เจ้าดูเฉียนอันสิ นางไม่มีคนคุม ข้าก็ไม่อาจพูดอะไรมากได้เช่นกัน อายุสิบเก้าถึงจะแต่งงาน แต่ลูกทั้งสองคนต่างก็ยืนหยัดแล้ว เวลานี้จ่างจูเจอเรื่องแบบนี้อีก ข้าไม่อาจพูดกับนางอย่างตรงไปตรงมาได้ กลัวนางเสียใจ พวกเจ้าก็คิดหาทางช่วยข้ารั้งนางไว้ในวัง อย่างไรก็ต้องอยู่สองปีแล้วค่อยกลับไปจวนเฉิงเอินกงเช่นกัน”
เจียงเซี่ยนพยักหน้าติดกันหลายครั้ง
ไทฮองไทเฮาเห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ และชี้หน้าผากของนางพลางเอ่ยว่า “เจ้าก็เหมือนกัน! อย่าคิดแต่จะกลับซีอาน ในเมื่อเข้าเมืองหลวงแล้ว ก็อยู่เป็นเพื่อนข้าสักระยะกับจ่างจู อย่าคิดว่าเข้าพิธีปักปิ่นแล้วข้าจะปล่อยเจ้าออกจากวัง”
เกรงว่าหลี่เชียนจะตำหนิท่านอยู่ในใจ!
เจียงเซี่ยนเม้มปากยิ้ม พลางคิดว่าหากหลี่เชียนรู้ว่านางกลับไปไม่ได้ชั่วคราวจะมีสีหน้าอย่างไร
ทว่าไทฮองไท่เฟยกลับซาบซึ้งอย่างหาสุดมิได้
ไป๋ซู่แท้งลูก เกี่ยวข้องกับที่ไป๋ซู่อายุน้อยเป็นอย่างมาก นางก็รู้ดีเช่นกัน แต่ลูกสาวที่แต่งออกไปเหมือนน้ำที่สาดออกไป ต่อให้นางเป็นถึงไทฮองไท่เฟยก็ไม่อาจพูดอะไรได้เช่นกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ทางนั้นยังมีเฉาไทเฮาที่รีบร้อนจะอุ้มหลานอยู่อีกคน
“หม่อมฉันทราบแล้ว!” นางถอนหายใจพลางเอ่ยกับไทฮองไทเฮา “หม่อมฉันจะคุยเรื่องนี้กับฮูหยินเป่ยติ้งโหวและไทเฮาเอง คิดว่าสองท่านนั้นก็เป็นคนฉลาดเช่นกัน จะต้องไม่ทำให้ลูกลำบากใจอย่างแน่นอน”
“นั่นกลับไม่จำเป็น!” ไทฮองไทเฮายิ้มเยาะและเอ่ยว่า “ลูกใครใครก็รัก…”
ทั้งสามคนกำลังคุยกัน ก็มีสาวใช้รายงานผ่านม่านว่าหานถงซินจะกลับวังพรุ่งนี้ เวลานี้ส่งคนมาคารวะไทฮองไทเฮา เพราะอยากมาเข้าเฝ้าไทฮองไทเฮาหลังจากกลับวัง
ไทฮองไทเฮาสนิทกับอ๋องเจี่ยน ตอนที่เจียงเซี่ยนทำพิธีปักปิ่น อ๋องเจี่ยนยังขอให้ไทฮองไทเฮาดูแลหานถงซินต่อหน้าคนมากขนาดนั้น ไทฮองไทเฮาย่อมต้องไว้หน้าเขาเล็กน้อย จึงให้นางในเรียกคนที่หานถงซินส่งมาคารวะเข้ามาถามแผนการเดินทางของหานถงซิน และตอบตกลง
คนที่มาคิดไม่ถึงว่าวังฉือหนิงจะพูดง่ายขนาดนี้ จึงดีใจจนออกนอกหน้า พูดจาประจบประแจงเป็นกระบุงถึงจะกลับไป
แต่ไทฮองไทเฮากลับถอนหายใจและเอ่ยว่า “ตงหยางเป็นคนฉลาด ทำไมลูกสาวที่เลี้ยงมากลับไม่เคยใช้ความคิดเลย พวกคนที่เลือกหลังจากเข้าวังล้วนใจแคบ เหมือนออกมาจากในตรอกเล็กเขตถนน ต่อไปเกรงว่าจะเกิดความขัดแย้งขึ้น”
คนจากตรอกเล็กเขตถนนพูดมาก และสิ่งที่ในวังห้ามที่สุดก็คือพูดมาก
เจียงเซี่ยนไม่อาจวิจารณ์ได้
ไทฮองไทเฮาสั่งเมิ่งฟางหลิงแล้ว “ต่อไปพวกเจ้าเลี่ยงเรื่องของวังคุนหนิงให้ข้า”
พวกเมิ่งฟางหลิงรีบขานว่า “เพคะ” อย่างนอบน้อม
ตอนเย็น นางในเฉินให้คนส่งปลอกพัดที่ว่ากันว่าทำเองกับมือมาให้เจียงเซี่ยนอีก
เจียงเซี่ยนรับไว้ และมอบให้ฉิงเค่อ
จนกระทั่งถึงวันที่หานถงซินกลับวัง เจียงเซี่ยนกับไป๋ซู่ต้อนรับนางหน้าประตูใหญ่ของวังฉือหนิงแทนไทฮองไทเฮา
เทียบกับก่อนแต่งงาน หานถงซินผอมไปมาก สีหน้าก็ซีดเซียวเล็กน้อยเช่นกัน
นางสวมเสื้อคลุมแขนยาวสีแดงเข้ม และเสียบปิ่นระย้ารูปหงส์ประดับด้วยขนนกกระเต็นสีฟ้า โดยไฉ่อิ๋งนางในข้างกายเป็นคนพยุงลงจากรถ
เจียงเซี่ยนกับไป๋ซู่เข้าไปคารวะนาง และกำลังครุ่นคิดว่าต้องทักทายนางสักหน่อยหรือไม่ ทว่าหานถงซินกลับเหลือบมองพวกนางอย่างเย็นชา และเดินเฉียดผ่านไหล่พวกนางไปอย่างเงียบๆ เข้าไปในห้องอุ่นตะวันออกทันที
นางรู้สึกตลกเล็กน้อย
แต่ไป๋ซู่กลับรีบเข้ามาโอบนาง และเอ่ยเสียงเบาว่า “ช่างเถอะ! ตอนนี้นางเป็นฮองเฮาแล้ว เจ้าก็อย่าลดตัวลงไปทะเลาะกับนางเช่นกัน ทุกคนไม่ขาดมารยาทก็พอแล้ว!”
เจียงเซี่ยนก็คิดแบบนี้เหมือนกัน
นางยิ้มพลางพยักหน้า และเข้าไปในห้องอุ่นตะวันออกกับไป๋ซู่
หานถงซินกำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าไทฮองไทเฮาและซบหน้าร้องไห้อยู่กับเข่าของไทฮองไทเฮา ไทฮองไท่เฟยยืนอยู่ข้างๆ อย่างทำอะไรไม่ค่อยถูก สีหน้าลำบากใจเหมือนพยุงก็ผิด ไม่พยุงก็ผิด
เจียงเซี่ยนรีบส่งสายตาให้ไทฮองไท่เฟย ถามนางว่าเกิดอะไรขึ้น
ไทฮองไท่เฟยส่ายหน้า บอกว่านางก็ไม่รู้เหมือนกัน
ไทฮองไทเฮาก็ล้วงผ้าเช็ดหน้าให้หานถงซินเช็ดน้ำตา และเอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “ไม่ต้องร้องไห้! ไม่ต้องร้องไห้! เจ้าเป็นถึงฮองเฮาแล้ว จะยังเหมือนตอนเด็กได้อย่างไร! ตาของเจ้าเป็นห่วงเจ้าอยู่ตลอด เพียงแต่ติดที่ฐานะไม่อาจมาเยี่ยมเจ้าได้ หลายวันก่อนเจอข้าแล้วยังฝากให้ข้าดูแลเจ้าด้วย! หากเขาเห็นเจ้าเสียใจแบบนี้ จะปวดใจแค่ไหนกัน! รีบลุกขึ้นยืน ไม่ต้องร้องไห้แล้ว พวกเรามีอะไรก็พูดตรงๆ ร้องไห้จะทำอะไรได้?” พูดไปก็ส่งสัญญาณให้เมิ่งฟางหลิงพยุงหานถงซินขึ้นมา
ทว่าหานถงซินกลับเหมือนในที่สุดก็หาที่ระบายเจอแล้ว จึงไม่เพียงแต่ไม่ยอมลุกขึ้น ทว่ายังร้องไห้และเอ่ยว่า “หม่อมฉันก็ไม่อยากเป็นแบบนี้เหมือนกัน แต่ฝ่าบาทก็ไม่สมควรเกินไปแล้วเช่นกัน ฝ่าบาททิ้งหม่อมฉันไว้ที่ลานล่าสัตว์แบบนี้ ทำให้ขุนนางทั้งราชสำนักเห็นหม่อมฉันเป็นตัวตลก หม่อมฉันยังมีหน้าอะไร? ทว่าหม่อมฉันก็พูดไม่ได้แม้แต่คำเดียว พอหม่อมฉันบ่น ทุกคนต่างก็บอกว่าเป็นความผิดของหม่อมฉัน เสด็จย่า นอกจากเสด็จย่าแล้ว หม่อมฉันก็ไม่มีแม้แต่ที่ร้องไห้ด้วยซ้ำ!”
————————————-