ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1074 การต่อสู้ในพิธีงานศพ (1)
ตอนที่ 1074 การต่อสู้ในพิธีงานศพ (1)
…………….
วาก้าขัดขืนอย่างดื้อรั้นและถึงแม้ว่าวาก้าจะรู้ว่าวันนี้เขาโชคร้ายแต่เขาก็ยังหวังที่จะยับยั้งนายพลยิปซีเอาไว้ให้ได้ อย่างไรก็ตามหลังจากฟังคำพูดของวาก้าแล้วนายพลยิปซีก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งเพราะมันเป็นแค่เรื่องตลก เพราะถ้าไม่เตรียมใจจะยอมรับผลที่ตามมาแล้วเขาจะทำแบบนี้ทำไมตั้งแต่แรก?
อันที่จริงการฆ่าวาก้านั้นเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากแต่ตราบใดที่วางแผนจัดฉากได้ดีเรื่องต่างๆจะไม่เป็นปัญหาเลย ยิ่งไปกว่านั้นวาก้ายังไม่เป็นที่นิยมของประชาชนอีกเพราะงั้นมันจึงไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด
นายพลยิปซีก็ยิ้มอย่างดูถูกเหยียดหยามแล้วพูดว่า “แน่นอนฉันรู้ว่าถ้าฉันฆ่าแกล่ะก็ฉันจะได้เป็นประธานาธิบดีของประเทศซาอุดิอาระเบียคนต่อไปยังไงล่ะ..อย่าพยายามถ่วงเวลาเลยเพราะคนที่แกจัดเตรียมเอาไว้ถูกคนของฉันจัดการไปหมดแล้ว..ฉันจะบอกให้นะว่าฉันสามารถหาข้ออ้างโดยบอกว่าแกถูกลอบสังหารโดยผู้ก่อการร้ายในทำเนียบประธานาธิบดีและฉันก็มาเพื่อต่อต้านผู้ก่อการร้ายเหล่านั้นและวิสามัญพวกนั้นในที่เกิดเหตุ..ซึ่งถึงแม้ว่าทุกคนจะมีข้อสงสัยในใจก็ตามแต่ก็ไม่มีหลักฐานอะไรอยู่ดี..มันไม่มีใครสามารถทำอะไรฉันได้และฉันก็ได้บรรลุข้อตกลงการร่วมมือกับคุณเยว่าหลังจากที่ฉันเป็นประธานาธิบดีแล้ว..แน่นอนว่าเขาจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยฉันพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและในอนาคตฉันคิดว่าจะไม่มีใครจดจำเหตุการณ์ในวันนี้อีกเลย”
วาก้าก็ผงะไปครู่หนึ่งและยิ่งหวาดกลัวมากขึ้นไปอีกเพราะเขารู้ว่าสิ่งที่นายพลยิปซีพูดมานั้นคือความจริงเพราะในสถานการณ์ที่วุ่นวายแบบนี้ใครจะมาเป็นผู้สืบสวนและหาความจริงว่าประธานาธิบดีตายได้อย่างไร? ในช่วงเวลาสั้นๆมันอาจจะกลายเป็นหัวข้อถกเถียงกันของสื่อและประชาชนแต่เมื่อเวลาผ่านไปทุกคนจะค่อยๆลืมสิ่งเหล่านี้ไป ดังนั้นวาก้าจึงเสียใจที่เขาตัดสินใจแบบนี้ตั้งแต่แรก
อย่างไรก็ตามมันไม่มียาแก้ความเสียใจขายในโลกใบนี้และทุกคนก็ต้องชดใช้ในสิ่งที่เขาทำ
จากนั้นนายพลยิปซีก็หันไปมองเย่เชียนแล้วพูดว่า “คุณเย่อยากลงมือหรือเปล่า?”
เย่เชียนก็ยักไหล่เล็กน้อยแล้วพูดว่า “ท่านนายพลมาช้าไปหน่อยถ้าคุณมาที่นี่เร็วกว่านี้ผมคงไม่เป็นแบบนี้เลย..ดูมือของผมสิมันหักตอนที่ผมต่อยกระจกนิรภัยจนผมก็ขยับนิ้วไม่ค่อยได้แล้ว” เย่เชียนนั้นไม่ใช่คนโง่เพราะเขาแค่เสแสร้ง แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการเผื่อว่าวันหนึ่งเขากับนายพลยิปซีขัดแย้งกันในอนาคตนายพลยิปซีก็จะสามารถใช้เรื่องนี้ในจัดการกับเขาได้ ซึ่งเย่เชียนก็จะไม่ทำเรื่องโง่ๆแบบนั้นและนอกจากนี้นายพลยิปซีก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาจะต้องทำสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเอง
นายพลยิปซีจะไม่เข้าใจความหมายของเย่เชียนได้ยังไงและต่อให้มือของเย่เชียนจะดูเหมือนมือที่หักก็ตามแต่เย่เชียนแต่กำลังหลบเลี่ยงย่างเห็นได้ชัด แต่นายพลยิปซีก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเพราะเขารู้ว่าสติปัญญาของเย่เชียนนั้นล้ำเลิศแค่ไหนและเย่เชียนจะไม่มีวันเป็นแบบนี้ได้ถ้าเขาเป็นคนโง่ ดังนั้นเขาก็แค่แสดงความโปรดปรานต่อเย่เชียนเพราะท้ายที่สุดหลายสิ่งหลายอย่างก็ยังต้องพึ่งพาองค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าอยู่ดี “ถ้างั้นเดี๋ยวผมจัดการเอง” นายพลยิปซีส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้แล้วหยิบปืนพกออกมาจากซองปืนที่เอวของเขาจากนั้นก็ก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆแล้วจ่อปืนไปที่หน้าผากของวาก้า
“ท่านประธานาธิบดีวาก้าที่เคารพ..ท่านมีอะไรจะพูดอีกมั้ย?” นายพลยิปซีฉีกยิ้มแล้วพูด การแสดงออกที่พึงพอใจและภาคภูมิใจของเขานั้นเกินคำบรรยายจริงๆ
วาก้ารู้ว่าวันนี้เขาจะต้องตายอย่างแน่นอนดังนั้นเขาจึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วพูดว่า “ยิปซี..ฉันรู้ว่าวันนี้ฉันจะต้องตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้..แกชนะแล้วเพราะงั้นฉันมีเรื่องที่อยากจะขอ..แกช่วยสัญญากับฉันหน่อยได้หรือเปล่าว่าแกจะไม่ยุ่งกับคนในครอบครัวของฉัน..ฉันหวังว่าแกจะไม่แตะต้องพวกเขาและปล่อยให้พวกเขามีชีวิตอยู่ต่อไป”
นายพลยิปซีก็โบกมือแล้วพูดว่า “ฉันไม่ปล่อยให้เสือขึ้นภูเขาหรอก..เพราะงั้นขอโทษทีนะ..ก่อนที่ฉันจะมาที่นี่ฉันได้ส่งครอบครัวของแกไปเข้าเฝ้าพระเจ้าอัลลอฮ์ผู้ยิ่งใหญ่แล้ว” เมื่อพูดจบนายพลยิปซีก็กำลังจะเหนี่ยวไกแต่เมื่อวาก้ากำลังจะพูดอะไรบางอย่างเขาก็เหนี่ยวไกไปแล้วเพียงได้ยินเสียง “ปัง” จากนั้นวาก้าก็จมลงไปในกองเลือดทันที
จากนั้นนายพลยิปซีก็ส่งปืนให้นายทหารข้างๆเขาแล้วพูดว่า “คุณเย่..คราวนี้คุณไม่ต้องกังวล..ผมจะทำตามที่สัญญาเอาไว้และผมเปิดทางให้พวกคุณแล้วเพราะงั้นพวกคุณต้องออกไปจากที่นี่ทันที..ผมต้องจัดการเรื่องพิธีงานศพก่อนและคืนนี้ผมต้องเป็นเจ้าภาพจัดงานเพราะงั้นถ้าเรื่องนี้เรียบร้อยเมื่อไหร่เอาไว้เราไปดื่มกันนะคุณเย่”
เย่เชียนก็ยักไหล่เล็กน้อยและพูดว่า “เอาไว้คราวหน้าก็แล้วกันครับ..เพราะถ้าเรื่องที่นี่เรียบร้อยเมื่อไหร่ผมก็ต้องกลับทันที..ผมต้องขอบคุณท่านนายพลสำหรับการร่วมมือครั้งนี้ด้วย..หากมีอะไรเกิดขึ้นในอนาคตคุณสามารถติดต่อเล้งยี่ได้โดยตรงเพราะเขาสามารถตัดสินใจแทนผมได้และผมหวังว่าเมื่อเราพบกันครั้งหน้าประเทศและเศรษฐกิจจะเจริญรุ่งเรือง”
“แน่นอนครับคุณเย่” นายพลยิปซียิ้มแล้วพูด
เย่เชียนก็ไม่ได้พูดอะไรมากเพราะถ้าหากเรื่องใหญ่ๆแบบนี้เกิดขึ้นในทำเนียบประธานาธิบดีอีกไม่นานคงได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่ออย่างแน่นอน ส่วนเรื่องที่เหลือนายพลยิปซีจะเป็นคนจัดการและเขาก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่ง ดังนั้นเย่เชียนจึงไม่สนใจส่วนที่เหลือใดๆทั้งสิ้น
หลังจากออกจากทำเนียบประธานาธิบดีแล้วเย่เชียนก็โทรหาเล้งยี่และบอกให้เขาจองเที่ยวบินสำหรับไฟลท์พรุ่งนี้เช้า จากนั้นจึงโทรหาพอลบิลล์แล้วบอกว่าเล้งยี่จะคอยรับผิดชอบทุกอย่างในประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเย่เชียนก็จำเป็นที่จะต้องแนะนำให้พวกเขารู้จักกัน ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องที่ประเทศจีนก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขดังนั้นเย่เชียนจึงไม่สามารถอยู่ที่นี่เป็นเวลานานได้
ณ ประเทศจีน เมืองซีหนิง
ไม่ว่าชื่อเสียงของตู้ฟู่เหว่ยจะเป็นอย่างไรแต่เขาก็ถูกมองว่าเป็นปรมาจารย์ระดับแนวหน้าในโลกศิลปะการต่อสู้โบราณผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าสำนักม่อจื๊อ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ผู้คนจะรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่เขาต้องมาตายแบบนี้ อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่แปลกเพราะทุกคนต่างก็เลือกทางเดินของตัวเองและไม่ว่าจะถูกหรือผิดเขาต้องรับผิดชอบผลที่ตัวเองกระทำ
พิธีงานศพของตู้ฟู่เหว่ยถูกจัดขึ้นที่หองานศพที่ใหญ่ที่สุดในเมืองซีหนิงและมีคนจำนวนมากที่มาแสดงความเสียใจอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องพูดถึงเลยเพราะสาวกและลูกศิษย์ในสำนักม่อจื๊อก็มีจำนวนมากอยู่แล้วและยังมีผู้คนจากโลกศิลปะการต่อสู้โบราณมาร่วมวัยอาลัยอีกมากมายรวมถึงเจ้าหน้ารัฐของเมืองซีหนิงและบางคนที่มีการติดต่อทางธุรกิจกับสำนักม่อจื๊อ ซึ่งถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ทราบรายละเอียดของสำนักม่อจื๊อเชิงลึกก็ตามแต่เมื่อบุคคลระดับผู้นำอย่างตู้ฟู่เหว่ยเสียชีวิตลงพวกเขาก็ต้องมาแสดงความเสียใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตู้ฟู่เหว่ยไม่มีภรรยาและไม่มีลูกดังนั้นเขาจึงมีแต่เหล่าลูกศิษย์ของเขา ถนนใกล้สถานที่จัดพิธีงานศพถูกปิดสนิทยกเว้นเส้นทางที่จะให้แขกเดินทางมาเท่านั้นและยานพาหนะต่างๆไม่ได้รับอนุญาตให้ขับผ่าน พิธีงานศพของตู้ฟู่เหว่ยนั้นเลิศหรูอย่างมากและมีการตกแต่งห้องโถงไว้ทุกข์อย่างหรูหราเช่นกัน ภาพถ่ายของตู้ฟู่เหว่ยถูกแขวนอยู่ตรงกลางห้องโถงไว้ทุกข์ถัดจากโคลงคู่ใบไผ่และดอกโบตั๋นหิมะ
ไม่ว่าตู้ฟู่เหว่ยจะเผด็จการแค่ไหนในสำนักม่อจื๊อแต่เขาก็ยังเป็นที่นับถือในสำนักอยู่ดีและลูกศิษย์กับสาวกส่วนใหญ่ของสำนักม่อจื๊อก็เศร้าสลดใจอย่างไม่รู้จบต่อการจากไปของตู้ฟู่เหว่ย ในหมู่พวกเขาหยานซื่อฉุยคือคนที่รู้สึกเสียใจมากที่สุดเพราะหลายปีที่ผ่านมาตู้ฟู่เหว่ยดูแลเธอเหมือนลูกสาวของเขาเองและดูแลเธออย่างดีมาโดยตลอด นอกจากนี้เมื่อตู้ฟูเหว่ยเสียชีวิตไปความพยายามและความทะเยอทะยานทั้งหมดของหยานซื่อฉุยก็ลดลงไปอย่างมากและความกังวลใจในการสูญเสียตำแหน่งเจ้าสำนักนั้นก็แทบจะไม่มีผลต่อเธอแล้ว
สำหรับชาฮัวเอียนนั้นการตายของตู้ฟู่เหว่ยได้เพิ่มความสำเร็จอย่างมากให้กับแผนการของเขา หลังจากอึดอัดใจและเคียดแค้นมานานหลายปีในที่สุดเขาก็สบายใจได้ แต่ใบหน้าของชาฮัวเอียนก็ยังคงแสดงความเศร้าออกมาอย่างไม่ลดละเพราะเขาต้องแสดงละครให้เป็นธรรมชาติมากที่สุดนั่นเอง
ทั้งชาฮัวเอียนและหยานซื่อฉุยต่างก็ชัดเจนว่าวันนี้เป็นวันที่สำคัญมากและทั้งสองฝ่ายก็จะต่อสู้กันจนตายในวันนี้ ในพิธีงานศพครั้งนี้จะเป็นการยืนยันผู้เข้ารับตำแหน่งเจ้าสำนักม่อจื๊อคนต่อไป
“ขอเชิญแขกผู้มีเกียรติ!” เมื่อโฆษกพูดจบชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินเข้ามาอย่างช้าๆจากด้านนอกประตูและเขาคือโอ่วหยาวหมิงซวนบุคคลที่โดดเด่นในตระกูลโอ่วหยางในเวลานี้ หลังจากโค้งคำนับสามครั้งโอ่วหยางหมิงซวนก็เดินไปหาหยานซื่อฉุยและชาฮัวเอียนแล้วนั่งลงข้างๆชาฮัวเอียนและพูดอย่างสบายใจเฉิบว่า “ขอแสดงความเสียใจด้วยนะ” ระหว่างพูดมีแววตาแปลกๆในดวงตาของเขาและชาฮัวเอียนก็เข้าใจดีแล้วพยักหน้าตอบรับ
หยานซื่อฉุยก็ดูงี่เง่าเล็กน้อยและเห็นได้ชัดว่าเธอไม่มีทัศนคติที่ดีต่อโอ่วหยางหมิงซวนเลย แต่ทั้งสองก็ไม่ได้มีความขัดแย้งกันดังนั้นเธอจึงไม่สนใจอะไรมากนัก
โอ่วหยางหมิงซวนก็ไม่ได้นั่งอยู่ที่นี่นานนักเพราะหลังจากนั่งอยู่โถงพิธีงานศพอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ลุกขึ้นและจากไป ซึ่งเขาต้องเตรียมการสิ่งต่างๆและรอสัญญาณจากชาฮัวเอียนเพราะวันนี้เป็นวันที่สำคัญมาก ส่วนชาฮัวเอียนก็รู้ดีว่าถ้าหากเขาประสบความสำเร็จในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเจ้าสำนักม่อจื๊อล่ะก็ผลประโยชน์ที่โอ่วหยางหมิงซวนจะได้รับในอนาคตก็จะมหาศาลเช่นกัน จากนั้นไม่ว่าจะเป็นลัทธิมารหรือสำนักม่อจื๊อต่างก็ไม่สามารถทำอะไรตระกูลโอ่วหยางได้อีก หากไม่ใช่เพราะการปฏิรูปที่เข้มแข็งของโอ่วหยางหมิงซวนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาล่ะก็เกรงว่าสถานะของตระกูลโอ่วหยางจะค่อยๆลดลง ดังนั้นในครั้งนี้ด้วยการร่วมมือของพวกเขาก็หมายความว่าตระกูลโอ่วหยางจะมีสถานะมากขึ้นอย่างมาก
“ขอเชิญแขกผู้มีเกียรติ!” เสียงพิธีกรเอ่ยขึ้นอีกครั้งและเขาก็ดูเศร้าใจเล็กน้อยเพราะเขาเคยเป็นโฆษกในพิธีงานศพมากมายแต่ก็ไม่เคยเห็นงานศพใหญ่โตอย่างนี้มาก่อน นั่นจึงทำให้เขาไม่มีเวลาพักผ่อนและค่อนข้างเหนื่อยกับการประกาศรายชื่อแขกอันทรงเกียรติและแขกคนสำคัญแต่เขาก็ไม่กล้าแสดงความไม่พอใจมากนัก เพราะเขารู้ดีว่าบุคคลที่มาเข้าร่วมพิธีงานศพในครั้งนี้ต่างก็ไม่ใช่บุคคลธรรมดาๆ ดังนั้นการทำให้พวกเขาขุ่นเคืองก็เท่ากับเดินเข้าไปหาความตายไม่ใช่เหรอ?
เมื่อคำพูดของโฆษกจบลงหยานตงกับม่อหลงก็เดินเข้ามาทีละคน คนตายนั้นย่อมไม่มีความผิดอีกต่อไปเพราะไม่ว่าจะมีความเกลียดชังและความแค้นมากแค่ไหนในตอนแรกแต่ม่อหลงก็ไม่ต้องการที่จะไล่ตามมันอีกต่อไปและเลือกมาที่นี่เพื่อแสดงความเสียใจและไว้อาลัยต่อตู้ฟู่เหว่ย ส่วนหยานตงก็รู้สึกดีกับตู้ฟู่เหว่ยมาเสมอและไม่ว่าใครจะถูกหรือผิดถึงยังไงตู้ฟู่เหว่ยก็คู่ควรแก่การเคารพ ดังนั้นหยานตงจึงมาร่วมไว้อาลัยให้กับตู้ฟู่เหว่ย
เมื่อเห็นม่อหลงเข้ามาใบหน้าของหยานซื่อฉุยก็ดูบิดเบี้ยวและเธอก็โกรธมาก จากนั้นเธอก็รีบวิ่งเข้าไปและตะโกนอย่างรวดเร็วว่า “ม่อหลง..แกยังกล้าเสนอหน้ามาที่นี่อีกเหรอ?..อาจารย์ของฉันตายเพราะพวกแกเพราะงั้นฉันจะแก้แค้นให้อาจารย์ของฉัน!” ขณะที่เสียงของหยานซื่อฉุยจบลงเหล่าสาวกหลายคนของสำนักม่อจื๊อก็ลุกขึ้นยืนทันทีและทุกคนก็มองไปที่ม่อหลงด้วยสายตาที่เกลียดชังและดุด่าสาปแช่งเขาให้ตาย
.