ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1079 วิชาผนึกอมตะ
ตอนที่ 1079 วิชาผนึกอมตะ
…………….
ฝีมือของชาฮัวเอียนนั้นด้อยกว่าหยานซื่อฉุยจริงหรือ? ถึงแม้ว่าตู้ฟู่เหว่ยจะไม่ได้สอนวิชาให้ชาฮัวเอียนมากนักหลังจากที่เขาเข้ามาในสำนักม่อจื๊อก็ตามแต่เมื่อเขายังเด็กเขาติดตามปรมาจารย์ลัทธิตันตระเพื่อเรียนรู้แก่นแท้ของลัทธิตันตระและถึงแม้ว่าลัทธินี้จะไม่ได้โด่งดังมากนักในโลกศิลปะการต่อสู้แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าศาสตร์การต่อสู้ของตันตระมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ลัทธิตันตระลึกลับเป็นสาขาหนึ่งของพระพุทธศาสนาและเป็นเสาหลักของพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย พุทธศาสนาประเภทนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ในที่สาธารณะและเต็มไปด้วยความลึกลับมากมายจึงเรียกอีกอย่างว่านั่นเป็นสิ่งลี้ลับ เมื่อเทียบกับศาสนาต่างๆแล้วลัทธิตันตระเป็นศาสนาที่แปลกใหม่และไม่สามารถสอนให้ผู้ที่มีวิจารณญาณหรือมีอคติกับศีลธรรมได้
พระพุทธศาสนาเป็นการศึกษาที่เน้นความเท่าเทียมและความถูกต้องและพระพุทธศาสนาก็สอนให้เชื่อว่าทุกสรรพสัตว์ล้วนมีพุทธภาวะโดยเนื้อแท้และด้วยการฝึกฝนและความเข้าใจที่ถูกต้องทุกคนจะสามารถตรัสรู้เหมือนเต๋าและเป็นพระพุทธเจ้าได้โดยปราศจากการเกิดและการตาย “การหลงผิด” จากคนธรรมดาถ้าหากตรัสรู้ได้ก็จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ อย่างไรก็ตามในกระบวนการนี้จากคนธรรมดาสู่พระพุทธเจ้าย่อมมีเส้นทางต่างๆมากมาย เช่น พุทธศาสนานิกายเซน พุทธศาสนาหายานและพุทธศาสนาตันตระ ฯลฯ และความเร็วของความสำเร็จจะเร็วหรือช้าก็อยู่กับผู้ฝึกตนและหนึ่งในนั้นลัทธิที่สำเร็จได้รวดเร็วและสูงสุดก็คือลัทธิตันตระ ยกตัวอย่างง่ายๆการตรัสรรู้นั้นหากผู้ฝึกตนต้องการเดินทางไปยังจุดหมายหนึ่งล่ะก็พวกเขาสามารถมีทางเลือกได้หลากหลายไม่ว่าจะเดิน ขับรถ หรือบิน แน่นอนว่าการบินเป็นทางเลือกที่เร็วที่สุดแต่ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถทำได้เพราะการขึ้นเครื่องบินนั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูงดังนั้นเขาจึงเลือกวิธีอื่นอย่างชาญฉลาดเป็นต้น ในทำนองเดียวกันนอกจากการสืบทอดของปรมาจารย์ผู้ฝึกสอนเป็นเงื่อนไขภายนอกเพื่อเรียนรู้วิชาลับต่างแล้วก็ยังต้องมีสภาพกรรมของชาติที่แล้วเป็นเงื่อนไขภายในด้วยว่าเขาคนนั้นเหมาะสมหรือไม่นั่นเอง
ศาสตร์ศิลปะการป้องกันตัวแบบตันตระส่วนใหญ่จะใช้มือเปล่าซึ่งสามารถอธิบายได้คร่าวๆว่านักรบทั้งหมดที่อยู่แถวหน้าจะต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่ง กล่าวคือ ต้องใช้ความกล้าหาญเพื่อที่จะสู้รบนั่นเองและอันที่จริงวิชาต่างๆก็มีพื้นเพมาจากลัทธิเต๋าดั้งเดิมที่แบ่งออกเป็นสองส่วนทั้งบทในและบทนอกบทที่เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์ทางทหารและการเมืองและทฤษฎี ฯลฯ
ในความเป็นจริงพุทธศาสนาและลัทธิเต๋ามาจากแหล่งเดียวกันแต่ต่อมาการพัฒนาของยุคสมัยทำให้เกิดนิกายและลัทธิต่างๆมากมายและเนื่องจากการรับรู้ที่แตกต่างกันจากหลักคำสอนของลัทธิเต๋าจึงทำให้เกิดนิกายและลัทธิมากมายที่แตกต่างกัน
เมื่อตอนที่ชาฮัวเอียนยังเด็กเขาติดตามปรมาจารย์ตันตระเพื่อปลูกฝังหลักคำสอนของลัทธิตันตระและถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้บอกว่าเขาประสบความสำเร็จอย่างมากแค่ไหนแต่ก็ไม่ควรประเมินทักษะการต่อสู้ของเขาต่ำเกินไปและในตอนนี้ชาฮัวเอียนก็ใช้มือทั้งสองข้างประสานเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็วและท่องคาถาอะไรบางอย่างด้วยปากของเขาและทันใดนั้นเขาก็ต่อยหยานซื่อฉุยเขาอย่างดุเดือดด้วยความเกลียดชังในอดีตทั้งหมด
หยานซื่อฉุยก็ตกใจกับการกระทำอย่างกะทันหันของชาฮัวเอียนอย่างมากและก่อนที่เธอจะทันได้ตอบโต้หมัดของชาฮัวเอียนก็อยู่ที่ด้านหน้าของเธอแล้วจนเธอกระเด็นออกไปราวกับว่าวที่หักกลางอากาศและล้มลงกับพื้นอย่างแรง “อึก” หยานซื่อฉุยกระอักเลือดออกมาเต็มปากและใบหน้าของเธอก็ซีดลงในทันที
ด้วยการโจมตีครั้งนี้ชาฮัวเอียนแทบจะใช้พลังเกือบทั้งหมดของเขาออกไปซึ่งนั่นทำให้อวัยวะภายในของหยานซื่อฉุยเสียหายอย่างมากจนทำให้เธอไม่สามารถต่อสู้ได้อีกเพราะเพียงแค่ขยับเล็กน้อยเธอก็รู้สึกเจ็บปวดไปทั้งตัว ในเวลานี้หยานซื่อฉุยรู้สึกประหลาดใจอย่างมากเพราะเธอไม่ได้คาดหวังเลยว่าชาฮัวเอียนจะซ่อนความสามารถที่แท้จริงเอาไว้ จากนั้นหยานซื่อฉุยก็พูดด้วยความขมขื่นว่า “ฉันไม่ได้คาดหวังให้แกจะซ่อนความสามารถที่แท้จริงเอาไว้แบบนี้..ฉันประมาทเกินไปจริงๆ”
ชาฮัวเอียนก็ฉีกยิ้มอย่างดูถูกและพูดว่า “ฉันมีอีกหลายอย่างที่ซ่อนเอาไว้..ถ้าฉันไม่ได้แสดงจุดอ่อนออกมาต่อหน้าแกล่ะก็แกจะประมาทและลดความรอบคอบได้ยังไง?..ว่าแต่แกลืมไปแล้วหรือเปล่าว่าฉันทำอะไรมาก่อนที่จะเข้าร่วมสำนักม่อจื๊อ?”
เมื่อได้ยินแบบนั้นหยานซื่อฉุยก็อดไม่ได้ที่จะผงะไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ลัทธิตันตระ?..นี่แกจะบอกฉันว่าเมื่อกี้นี้แกใช้วิชาของตันตระอย่างงั้นเหรอ?”
“ใช่!..ฉันติดตามปรมาจารย์ตันตระเพื่อฝึกตนให้ตรัสรู้ถึงแก่นแท้ของศาสตร์ตันตระมาแปดปี..ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ประสบความสำเร็จระดับปรมาจารย์แต่ฉันก็มีพื้นฐานพอสมควร” ชาฮัวเอียนพูด “ถ้าวิชาผนึกอมตะของฉันสมบูรณ์แบบล่ะก็แค่การโจมตีครั้งเดียวก็เพียงพอที่จะฆ่าแกแล้ว”
วิชาผนึกอมตะมี 7 ขั้นและแต่ละขั้นก็มีอานุภาพสูงซึ่งขั้นแรกได้แก่ ลมหายใจแห่งความตาย ขั้นที่สองทะลวงภายใน ขั้นที่สามทำลายอดีตชาติ ขั้นที่สี่ทำลายจิตใต้สำนึก ขั้นที่ห้าประตูแห่งยมโลก ขั้นที่หกหวนคืนความตาย ขั้นที่เจ็ดรู้แจ้งทุกสรรพสิ่ง
“ตอนนี้ฉันได้ฝึกวิชาผนึกอมตะถึงขั้นที่สี่แล้วและแกก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฉันอีกต่อไป..หืม..ถ้าฉันฝึกฝนจนสำเร็จล่ะก็กระบวนท่าเดียวก็เพียงพอที่จะฆ่าแกได้แล้ว” ชาฮัวเอียนพูด
ที่ด้านนอกของห้องโถงพิธีงานศพเย่เชียนเห็นสิ่งนี้ได้อย่างชัดเจนในดวงตาของเขาและอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านเพราะเขาไม่อยากจะเชื่อเลย เมื่อตอนที่เย่เชียนออกมาเย่เชียนแอบวางเครื่องดักฟังเอาไว้ในห้องโถงพิธีงานศพ ดังนั้นเย่เชียนจึงได้ยินการสนทนาระหว่างชาฮัวเอียนและหยานซื่อฉุยอย่างชัดเจนและเขาก็เห็นชาฮัวเอียนใช้วิชาผนึกทับอมตะก่อนหน้านี้จนทำให้เขาตกตะลึงอย่างมาก
“เกิดอะไรขึ้นบอส?” ม่อหลงถามด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นสีหน้าของเย่เชียน
“เมื่อกี้พี่ไม่เห็นหรอว่าชาฮัวเอียนใช้วิชาอะไร?” เย่เชียนถาม
“ฉันก็คิดเหมือนกัน” จินเหว่ยห่าวพูด “เมื่อกี้นี้ฉันก็นึกว่าฉันคิดไปเองเพราะฉันเหมือนจะมองเห็นอะไรแปลกจริงๆแต่มันก็ไม่ขัดเจนสักเท่าไหร่”
“ใช่!..ฉันก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกันแต่ก็ไม่ชัดเจนว่ามันคืออะไร?” ม่อหลงขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดด้วยความประหลาดใจ “บอสมันคือศิลปะการต่อสู้ประเภทไหนกัน..ทำไมมันดูแปลกๆ”
“ชาฮัวเอียนพูดว่ามันคือวิชาผนึกอมตะและเป็นศาสตร์ศิลปะการต่อสู้ของลัทธิลึกลับ” เย่เชียนพูด “ผมคิดว่าวิชานี้มันดูแปลกๆไปหน่อยและไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร..เราจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับความสามารถของชาฮัวเอียนให้มากกว่านี้ไม่อย่างนั้นในอนาคตเราจะเสียเปรียบมาก..ผมไม่คิดเลยจริงๆว่าชาฮัวเอียนจะซ่อนของแบบนี้เอาไว้”
หลังจากหยุดไปชั่วขณะเย่เชียนก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกจากกระเป๋าเสื้อแล้วใช้มันปกปิดใบหน้าแล้วพูดว่า “รอที่นี่นะเดี๋ยวผมจะไปทดสอบชาฮัวเอียนสักหน่อย..เราไม่มีทางรู้ได้ว่ามันคืออะไรถ้าไม่ลองเผชิญหน้าด้วยตัวเอง” เมื่อเสียงจบลงร่างของเย่เชียนก็พุ่งเข้าไปในห้องโถงพิธีงานศพทันที
เมื่อเข้าไปข้างในเย่เชียนก็ไม่ได้พูดอะไรใดๆและโจมตีชาฮัวเอียนโดยตรงทันที เมื่อเขาบุกเข้าไปในเขาชาฮัวเอียนก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงอยู่พักหนึ่งแต่เขาสงบลงอย่างรวดเร็วและรับมือเย่เชียน ส่วนหยานซื่อฉุยก็ตกตะลึงเช่นกันและมองไปที่เย่เชียนที่ปกปิดหน้าด้วยความประหลาดใจและไม่รู้ว่าชายหนุ่มคนนั้นเป็นใครและทำไมถึงมาที่นี่โดยไม่มีเหตุผลในเวลานี้?
“แกเป็นใคร?” ชาฮัวเอียนขมวดคิ้วและถามอย่างจริงจังแต่เย่เชียนก็ไม่ได้พูดโดยธรรมชาติเพราะทุกอย่างจะถูกเปิดเผยเมื่อเขาพูด ซึ่งนี่มันเป็นการโจมตีที่กะทันหันและรุนแรงจนบังคับให้ชาฮัวเอียนต้องใช้วิชาผนึกอมตะในตอนนี้เพราะชาฮัวเอียนเห็นว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะถามคำถามอีกต่อไป ดังนั้นเขาจึงไม่พูดอะไรอีกและรับมือกับการโจมตีของเย่เชียนด้วยความแข็งแกร่งทั้งหมดของเขา
ยิ่งชาฮัวเอียนต่อต้านเท่าไหร่เขาก็ยิ่งประหลาดใจมากขึ้นเท่านั้นเพราะการโจมตีของเย่เชียนค่อนข้างรุนแรงและเต็มไปด้วยพลังที่แข็งแกร่งจนชาฮัวเอียนรู้สึกประหลาดใจกับการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของปรมาจารย์ที่ลึกลับผู้นี้ จากนั้นชาฮัวเอียนก็ได้ประสานมือของเขาอย่างรวดเร็วอีกครั้งและทันใดนั้นก็ทำให้เย่เชียนรู้สึกเวียนหัวอย่างมาก
ทันใดนั้นเย่เชียนก็เห็นภาพลวงตาและแน่นิ่งไปชัวขณะราวกับว่าร่างกายของเขาไม่ได้เป็นของเขาเลย จากนั้นเย่เชียนก็รู้สึกมึนงงและชาฮัวเอียนก็ต่อยเขาแต่เย่เชียนก็สามารถตอบสนองได้ทันแล้วใช้กำปั้นสวนกลับไปจนได้ยินเสียง “ปัง” หมัดของทั้งสองปะทะกันจนเย่เชียนก้าวถอยหลังไปสองสามก้าวและอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง
ตอนนี้เย่เชียนได้สัมผัสวิชาผนึกอมตะของชาฮัวเอียนเป็นการส่วนตัวแต่ก็ยังไม่ชัดเจนใดๆทั้งสิ้น เมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ คิ้วของเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะขมวดเข้าหากันแล้วโจมตีชาฮัวเอียนอีกครั้งแต่ชาฮัวเอียนก็ดูมั่นใจมากเพราะเขาสูดลมหายใจเข้าอย่างเย็นชาและประสานมือของเขาอีกครั้งจากนั้นก็ต่อยเย่เชียนด้วยหมัดและรู้สึกว่าการประสานมือครั้งนี้แตกต่างไปจากคราวก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิงจนเย่เชียนอดไม่ได้ที่จะผงะไปครู่หนึ่ง
“ปัง” หมัดของทั้งสองก็ปะทะกันอีกครั้งจนเย่เชียนก็พ่นเลือดออกมาเต็มปากพร้อมเสียง ‘เอือก’ ถ้าไม่ใช่เพราะปฏิกิริยาที่รวดเร็วของเขาเกรงว่าคงจะสายเกินไปที่จะรับหมัดของชาฮัวเอียน ซึ่งการเคลื่อนไหวของเย่เชียนก็เสียเปรียบอย่างมากในตอนนี้ดังนั้นชาฮัวเอียนจะปล่อยโอกาสนี้ไปได้อย่างไรและไม่ว่าอีกฝ่ายเป็นใครชาฮัวเอียนก็ปล่อยให้อีกฝ่ายรอดไปไม่ได้ หลังจากที่ชาฮัวเอียนโจมตีสำเร็จเขาก็ไม่ลังเลเลยและรีบโจมตีอีกครั้งทันที
เย่เชียนนั้นไม่ต้องการต่อสู้อีกต่อไปดังนั้นเขาจึงหลบเลี่ยงและรีบออกไปจากที่นี่อย่างรวดเร็วและในชั่วพริบตาเขาก็หายตัวไปจากห้องโถงพิธีงานศพ เมื่อเห็นแบบนั้นชาฮัวเอียนก็ตกตะลึงไปชั่วขณะหนึ่งและไม่ไล่ตามอีกต่อไปเพราะสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือเรื่องตรงหน้าเพราะถ้าอีกฝ่ายเล่นสกปรกให้เสือหนีไปจากภูเขานั่นก็เท่ากับเขาโดนหลอกไม่ใช่เหรอ?
สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้จินเหว่ยห่าวกับม่อหลงก็มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเย่เชียนกระอักเลือดออกมาหลังจากถูกชาฮัวเอียนโจมตีซึ่งทำให้พวกเขาตกตะลึงอย่างมาก เมื่อเห็นแบบนั้นทั้งสองก็กำลังจะเข้าไปช่วยเย่เชียนแต่พวกเขาก็ต้องตกตะลึงเพราะเย่เชียนหนีออกมาแล้ว
เมื่อผ่านไปสักพักหนึ่งเย่เชียนก็วิ่งมาที่ด้านข้างของพวกเขาและถอดผ้าเช็ดหน้าออก ซึ่งเห็นว่ายังมีคราบเลือดอยู่ที่มุมปากของเย่เชียน “บอสเป็นอะไรหรือเปล่า?..อาการเป็นยังไง?” ม่อหลงรีบก้าวไปข้างหน้าและถามด้วยความเป็นห่วง
เย่เชียนก็ใช้มือเช็ดปากแล้วพูดว่า “ไม่เป็นไร..เขาโจมตีอวัยวะภายในจนได้รับความเสียหายเล็กน้อยไม่มีอะไรร้ายแรง..โชคดีที่พลังปราณของผมไม่ได้อ่อนแอไม่งั้นล่ะก็การโจมตีเมื่อกี้นี้คงฆ่าผมได้เลย..ชาฮัวเอียนไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ..เขาซ่อนมันเอาไว้ตลอดและถ้าเราไม่ได้เห็นมันด้วยตาเราเองในวันนี้ล่ะก็ในอนาคตเราคงจะเสียเปรียบมาก”
“เรามองเห็นไม่ชัดว่าชาฮัวเอียนใช้ทักษะแบบไหนกันแน่” จินเหว่ยห่าวพูดพร้อมกับขมวดคิ้ว “น้องเย่นายเผชิญหน้ากับเขาเมื่อกี้นี้นายเห็นอะไรบ้าง?”
“มันสับสนนิดหน่อยและผมก็ยังไม่แน่ใจ” เย่เชียนพูด “ผมต้องขอเวลาคิดก่อนแต่มันไม่สะดวกที่จะอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน..เราควรออกไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุดเพราะเรื่องข้างในใกล้จะรู้ผลแล้ว..ถ้าชาฮัวเอียนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อกี้นี้มันคงจะไม่ดีถ้าเขารู้ว่าเป็นผม”
.