ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1080 วิชาผนึกอมตะ (2)
ตอนที่ 1080 วิชาผนึกอมตะ (2)
…………….
จินเหว่ยห่าวและม่อหลงนั้นไม่รู้ว่าวิชาผนึกอมตะนั้นทรงพลังแค่ไหนแต่เมื่อดูจากอาการบาดเจ็บของเย่เชียนที่กระอักเลือดออกมาหลังจากถูกชาฮัวเอียนโจมตีแล้วพวกเขาก็สามารถเดาได้ว่าชาฮัวเอียนนั้นแข็งแกร่งแค่ไหนแต่พวกเขารู้เกี่ยวกับวิชาผนึกอมตะน้อยไปจริงๆ แต่ดูเหมือนว่าเย่เชียนจะเข้าใจอะไรบางอย่างแต่เนื่องจากเย่เชียนไม่ได้พูดพวกเขาจึงไม่อยากที่จะถามคำถามเพิ่มเติมเพราะถ้าเย่เชียนคิดออกจริงๆเขาจะพูดอย่างแน่นอน ดังนั้นตอนนี้จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะถามมากไปกว่านี้
เย่เชียนรู้สึกบางอย่างเกี่ยวกับวิชาผนึกอมตะจริงๆและในตอนนี้เย่เชียนดูเหมือนจะมีความเข้าใจเล็กน้อยเกี่ยวกับมันแต่เขาก็ยังคิดไม่ออกในตอนนี้ดังนั้นเขาจึงต้องคิดให้รอบคอบเสียก่อนเพราะท้ายที่สุดเรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับแผนการในอนาคตทั้งหมด ถ้าหากเขาไม่รู้เกี่ยวกับความลึกลับในความสามารถของชาฮัวเอียนอย่างแน่ชัดล่ะก็ในอนาคตพวกเขาจะต้องลำบากอย่างแน่นอน เย่เชียนนั้นเชื่อว่าถ้าหากความสามารถของชาฮัวเอียนไม่สูงขนาดนี้ชาฮัวเอียนคงจะไม่สามารถทำให้เขาบาดเจ็บจนกระอักเลือดออกมาอย่างแน่นอน ซึ่งแม้แต่ตู้ฟู่เหว่ยก็ยังไม่มีความสามารถถึงขนาดนี้และนั่นก็ยืนยันได้ว่าความสามารถและทักษะของชาฮัวเอียนนั้นสูงจริงๆแต่ทำไมเขาถึงยอมตู้ฟู่เหว่ยมาจนถึงตอนนี้? เย่เชียนรู้สึกว่าต้องมีบางอย่างที่เขาไม่รู้และมันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิดแน่นอน
************************************************************************
ในเวลาต่อมาสถานการณ์ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนดูเหมือนจะเงียบสงบเล็กน้อย อย่างไรก็ตามงานทำความสะอาดพื้นที่ของสำนักม่อจื๊อก็เต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่ชาฮัวเอียนประสบความสำเร็จในการขึ้นครองตำแหน่งเจ้าสำนักม่อจื๊อและชาฮัวเอียนก็ถูกฆ่าตายกลางห้องโถงพิธีงานศพอย่างน่าอนาถ แน่นอนว่าชาฮัวเอียนก็ไล่กำจัดและเก็บกวาดผู้ไม่เห็นด้วยและผู้ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเขา ในเวลาไม่นานสำนักม่อจื๊อก็อยู่ในความโกลาหลเพราะสาวกหลายๆคนต่างก็พากันถอนตัวออกจากสำนักม่อจื๊อไปทีละคน
ชาฮัวเอียนก็โหดร้ายอย่างมากเพราะเขาไม่แสดงความเมตตาต่อผู้ที่ต่อต้านเขาและอันที่จริงนี่ก็เป็นเรื่องปกติเช่นกันเพราะถ้าหากเขาไม่ฟื้นฟูความแข็งแกร่งของสำนักม่อจื๊อโดยเร็วที่สุดล่ะก็นั่นจะปัญหาสำหรับเขามากขึ้นเท่านั้น
ส่วนทางด้านโอ่วหยาวหมิงซวนนั้นก็สั่งขุดเจาะอุโมงค์ในเหมืองแร่ทองคำและขนส่งไปยังโรงงานแปรรูปอย่างรวดเร็วภายใต้การขนส่งของเครือน่านฟ้ากรุ๊ปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำไรรวมจากธุรกิจในครั้งนี้จะมหาศาลอย่างมากและทั้งหมดนี้เป็นรายได้เสริมรายได้จากเหมืองถ่านหินเพราะแค่เหมืองถ่านหินเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอแล้วสำหรับพวกเขาที่จะทำการเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่โดยไม่ต้องพูดถึงเหมืองทองคำก็ได้
ส่วนเย่เชียนในเวลานี้เขาไม่ปรากฏตัวออกมาเลยและเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้องตลอดเวลา แต่จินเหว่ยห่าวกับม่อหลงก็ไม่ได้รบกวนเขาโดยรู้ว่าเย่เชียนกำลังคิดเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ส่วนหวงฟู่ชิงเตี๋ยนก็ประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะม่อหลงเล่าให้เขาฟังเกี่ยวกับวิชาลับผนึกอมตะของชาฮัวเอียนและเมื่อได้ยินแบบนั้นหวงฟู่ชิงเตี๋ยนก็ตกใจอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อม่อหลงถามหวงฟู่ชิงเตี๋ยนว่าเขารู้เกี่ยวกับวิชาผนึกอมตะหรือไม่นั้นหวงฟู่ชิงเตี๋ยนก็ส่ายหัวและพูดว่า “ฉันเคยอ่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ในตำราโบราณและว่ากันว่ามันถูกส่งต่อมาจากลัทธิลึกลับและศิลปะการต่อสู้ก็มีพลังมากแต่ไม่มีใครเคยเห็นวิชาผนึกอมตะนั่นเลย..ฉันไม่เคยคิดเลยว่าชาฮัวเอียนจะฝึกฝนวิชาผนึกอมตะจริงๆ..ดูเหมือนมันจะไม่ง่าย”
“บอสจงใจสวมผ้าปิดหน้าและไปต่อสู้กับเขาแต่บอสถูกชาฮัวเอียนโจมตีจนกระอักเลือดภายในการโจมตีครั้งเดียว..ซึ่งเห็นได้ว่าวิชาผนึกอมตะนี้ทรงพลังจริงๆ..แต่ดูเหมือนว่าบอสจะมองเห็นอะไรบางอย่างเพราะงั้นเขาจึงอยู่ในห้องของเขาเพื่อคิดเกี่ยวกับมัน” ม่อหลงพูด
“เย่เชียนเจออะไรมามากมายเพราะงั้นบางทีเขาอาจมองเห็นบางสิ่งบางอย่างได้” หวงฟู่ชิงเตี๋ยนพูด “พูดตามตรงฉันเองก็เคยได้ยินเรื่องวิชาผนึกอมตะมาก่อนแต่ฉันไม่เคยเห็นมันเลย..ชาฮัวเอียนสามารถใช้มันได้มาโดยตลอดแต่มันกลับถูกซ่อนไว้เอาตลอดเวลาเห็นได้ว่าชาฮัวเอียนมีแผนการที่ลึกล้ำอย่างมาก..ถ้าชาฮัวเอียนนั่งอยู่บนจุดสุดของสำนักม่อจื๊อล่ะก็สิ่งต่างๆจะยากขึ้นอย่างแน่นอน..แล้วพวกเราจะเริ่มกันเมื่อไหร่?..เย่เชียนกำลังวางแผนจะทำอะไรกันแน่?”
“บอสบอกว่าอย่าเพิ่งรีบ” ม่อหลงพูด “บอสบอกผมว่าเขาคุยกับคุณแล้วว่าเราควรจัดการกับโอ่วหยางหมิงซวนกันก่อนแล้วทำไมคุณถึงไม่รู้ล่ะว่าแผนการต่อไปของเราคืออะไร?”
“ไอ้หมอนั่นบอกฉันตั้งแต่เมื่อไหร่..ฉันแค่คุยกับเขาว่าจะจัดการกับโอ่วหยางหมิงซวนยังไงและฉันก็ไม่ได้บอกว่าฉันจะจัดการกับเขา..นี่เย่เชียนกำลังคิดอะไรอยู่?” หวงฟู่ชิงเตี๋ยนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วและพูดว่า “ถ้าเรารอจนกว่าชาฮัวเอียนฟื้นฟูสำนักม่อจื๊อได้และนั่งอยู่ในตำแหน่งในฐานะเจ้าสำนักอย่างมั่นคงได้ล่ะก็ตอนนั้นถ้าหากเราคิดที่จะกำจัดโอ่วหยางหมิงซวนจริงๆชาฮัวเอียนคงจะไม่นั่งอยู่เฉยๆอย่างแน่นอน..แบบนั้นเราจะไม่ลำบากมากกว่าเดิมหรอกเหรอ?”
“เนื่องจากบอสบอกมาแบบนี้ผมก็เชื่อว่าเขาคงมั่นใจในแผนการ” ม่อหลงพูด
“หวังว่าเย่เชียนจะมั่นใจเกินไปในบางครั้งนะเพราะการมั่นใจในตัวเองมันก็เป็นสิ่งที่ดีแต่ถ้ามากเกินไปมันอาจนำไปสู่ความล้มเหลวและผิดพลาดได้อย่างง่ายดายเช่นกัน” หวงฟู่ชิงเตี๋ยนพูดด้วยความกังวล ซึ่งเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเย่เชียนถึงไม่ใช้โอกาสนี้ไปเพื่อกำจัดชาฮัวเอียนไปเลยเพราะนั่นจะทำให้ความแข็งแกร่งของสำนักม่อจื๊อลดลงอย่างมากและนี่ก็เป็นโอกาสที่ดีที่สุดแต่เย่เชียนเลือกที่จะอยู่เฉยๆซึ่งทำให้เขาไม่สามารถเข้าใจได้เลย
ในขณะนี้ประตูห้องของเย่เชียนก็ถูกเปิดออกและทุกคนต่างก็ตกใจเพราะพวกเขาเห็นเส้นผมของเย่เชียนยุ่งเหยิงไปหมดและเสื้อผ้าของเขาก็ดูไม่เรียบร้อยจนดูเหมือนขอทานข้างถนน อย่างไรก็ตามใบหน้าของเย่เชียนก็มีร่องรอยของความตื่นเต้นและความสุขอย่างชัดเจนและเมื่อเห็นหวงฟู่ชิงเตี๋ยนแล้วเย่เชียนก็ฉีกยิ้มและพูดว่า “อ้างปู่ก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ”
ขณะที่เย่เชียนเดินออกจากห้องมาหวงฟู่ชิงเตี๋ยนก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่นและพูดว่า “นี่เอ็งเป็นอะไรของเอ็งเนี่ย..ถ้าใครเจอเอ็งตอนกลางดึกล่ะก็คงจะคิดว่าเอ็งเป็นผี..เอาเถอะเป็นยังไงบ้างฉันได้ยินมาว่าเอ็งกำลังศึกษาวิชาผนึกอมตะของชาฮัวเอียนงั้นเหรอ?..เป็นยังไงบ้างล่ะ?”
“วิชานั้นมันไม่ธรรมดาเลยจริงๆ” เย่เชียนยิ้มและนั่งลงบนโซฟาแล้วหยิบบุหรี่จากกระเป๋าเสื้อของเขาและจุดบุหรี่ จากนั้นก็เทน้ำใส่แก้วแต่เมื่อเขากำลังจะพูดเขาก็เห็นเงาสะท้อนของตัวเองและอดไม่ได้ที่จะสะดุ้งและตะโกนว่า “ให้ตายสินี่ใครกันเนี่ย?”
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่นและพวกเขาทั้งหมดก็พูดไม่ออกไปชั่วขณะ จากนั้นก็บ่นพึมพำว่า “บ้าจริงนี่ฉันไม่ได้ออกมาจากห้องตั้งสองสามวันแล้วเหรอเนี่ย..ทำไมฉันถึงเป็นแบบนี้ล่ะ?” เขาอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวและมองไปที่หวงฟู่ชิงเตี๋ยนและพูดว่า “เมื่อกี้ปู่ถามว่าอะไรนะ?”
เ
“ฉันถามว่าเอ็งได้ผลลัพธ์อะไรบ้างหลังจากเห็นวิชาผนึกอมตะของชาฮัวเอียน..เอ็งเจอข้อบกพร่องจุดอ่อนบ้างหรือเปล่า?” หวงฟู่ชิงเตี๋ยนพูด
“ก็พอจะรู้อะไรบางอย่างคร่าวๆ” เย่เชียนพูด “จากตอนที่ผมต่อสู้กับชาฮัวเอียนนั้นผมคิดว่าสิ่งที่เรียกว่าผนึกอมตะมันเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น”
“ภาพลวงตา?” ทุกคนอดไม่ได้ที่จะตกใจและสับสนอย่างมากและหวงฟู่ชิงเตี๋ยนก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดว่า “ผนึกอมตะนี้เป็นศาสตร์ลับของลัทธิตันตระแล้วมันจะเป็นวิชาภาพลวงตาไปได้ยังไง?”
“นั่นล่ะเป็นกุญแจสำคัญ” เย่เชียนพูด “เมื่อชาฮัวเอียนใช้วิชาผนึกอมตะผมก็มองเห็นการเคลื่อนไหวของเขาได้อย่างชัดเจนแต่ทันใดนั้นดูเหมือนว่าผมจะตกอยู่ในสถานะที่ควบคุมอะไรไม่ได้ผมถึงกับลืมมันไปเลยว่าจะต้องทำอะไรต่อ..เพราะงั้นผมจึงมั่นใจ 90% ว่าผนึกอมตะนี้เป็นเพียงวิชาภาพลวงตาและเขาใช้วิธีสร้างสมาธิขั้นสูงเพื่อปลดปล่อยศักยภาพสูงสุดของร่างกายมนุษย์จนทำให้คู่ต่อสู้ต้องทุกข์ทรมานและนั่นคือภาพลวงตา..แบบนั้นจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามล้มลงก่อนที่จะได้ตอบโต้ใดๆทั้งสิ้น”
“ในเมื่อเรารู้ว่าเป็นภาพลวงตามันง่ายที่จะคลายหรือหาวิธีแก้ไขได้” จินเหว่ยห่าวพูด “ตราบใดที่เราต่อต้านมันได้เราก็ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าศิลปะการต่อสู้ของชาฮัวเอียนคือแบบไหน..เพราะเขาจะมุ่งความสนใจไปที่การโจมตีแบบต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้งแน่นอน”
“ใช่ในเมื่อเรารู้แล้วว่าวิชาผนึกอมตะคืออะไรแล้วเราก็ไม่ต้องกังวล” ม่อหลงพูด
เย่เชียนก็ส่ายหัวเล็กน้อยและพูดว่า “มันไม่ง่ายขนาดนั้นผมปะทะกับชาฮัวเอียนสองครั้งและเขาก็ใช้วิชาผนึกอมตะถึงสองครั้งติดต่อกันและครั้งที่สองผมก็ไม่ได้คิดเกี่ยวกับมันอย่างชัดเจนว่ามันเป็นการเคลื่อนไหวแบบไหนกันและเขาใช้ภาพลวงตาหรือเปล่าแต่เมื่อผมมองตาเขาแล้วร่างกายของผมก็แน่นิ่งไปในทันทีโดยไม่ได้ตั้งใจ..ในขณะนั้นมันเหมือนกับว่าร่างกายของผมไม่ได้เป็นของผมเองเพราะงั้นต่อให้เราต้องการจะคลายผนึกอมตะของชาฮัวเอียนมันก็ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก”
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนสับสนมากขึ้นและพวกเขารู้สึกว่าวิชาลับผนึกอมตะของเย่เชียนลึกลับอย่างมาก ซึ่งเย่เชียนที่มีประสบการณ์เผชิญหน้ามาเป็นการส่วนตัวดังนั้นเขาจึงมีสิทธิ์ที่จะพูดมากกว่าใครๆ เย่เชียนนั้นครุ่นคิดมาเป็นเวลานานและมีเพียงความเป็นไปได้ดังกล่าวแต่เขาก็มีความรู้สึกจางๆในใจว่าถึงแม้ว่าวิชาผนึกอมตะนี้จะเป็นภาพลวงตาแต่ก็ค่อนข้างยากที่จะทำลายหรือคลายภาพลวงตานี้ได้
“ศาสตร์วิชาของลัทธิตันตระเป็นพลังที่ลึกลับมากในโลกศิลปะการต่อสู้โบราณของและถึงแม้ว่าจะมีการกล่าวกันว่าพวกมันสืบเชื้อสายมาจากพระพุทธศาสนาและเต๋าด้วยก็ตามแต่เรื่องศิลปะการต่อสู้มันก็ยังลึกลับอยู่ดี..สาวกลัทธิตันตระนั้นเป็นตัวตนที่ลึกลับและไม่มีใครรู้เกี่ยวกับศาสตร์วิชาของพวกนั้นเลย..เท่าที่ฉันรู้จักไม่มีใครเคยต่อสู้กับปรมาจารย์ตันตระเลยสักคน “หวงฟู่ชิงเตี๋ยนพูดต่อ “ยังไงก็เถอะไม่ว่าศาสตร์วิชาของตันตระจะก้าวหน้าแค่ไหนหรือวิชาผนึกอมตะจะแข็งแกร่งมากก็ตามแต่ตราบใดที่เรามีข้อได้เปรียบด้านอื่นๆในแง่ของตัวเลขอัตราและโอกาสในการชนะของเราก็เหนือกว่า..เย่เชียนตอนนี้มันเป็นโอกาสที่ดีในการกำจัดชาฮัวเอียนโดยเร็วที่สุดเพราะภายในของสำนักม่อจื๊อไม่เสถียร..ถ้าเรารอให้พวกนั้นฟื้นฟูได้และรอจนกว่าชาฮัวเอียนจะขึ้นครองตำแหน่งเจ้าสำนักอย่างเป็นทางการล่ะก็เราจะรับมือได้ยากกว่าเดิมหลายเท่า”
หลังจากหยุดไปชั่วขณะหวงฟู่ชิงเตี๋ยนก็พูดต่อ “ฉันเพิ่งได้ยินจากม่อหลงมาว่าเอ็งจะจัดการโอ่วหยางหมิงซวนก่อนแล้วค่อยจัดการกับชาฮัวเอียนอย่างงั้นเหรอ?..เอ็งก็น่าจะรู้ดีว่าถ้าหากตระกูลโอ่วหยางเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในเวลานี้ด้วยมันจะเป็นอันตรายมากสำหรับเราเพราะงั้นเราจำเป็นต้องทำแบบนั้นจริงๆงั้นเหรอ?”
“โถ่ปู่..ปู่เองก็น่าจะรู้ดีที่สุดว่าอะไรควรหรือไม่ควร..คราวนี้ก็เพื่อตัวของปู่เอง” เย่เชียนพูด “โอ่วหยางหมิงซวนทำการขุดเจาะเหมืองทองคำเป็นการส่วนตัวและนั่นจะทำให้รัฐบาลและประเทศชาติสูญเสียทรัพย์สินที่สำคัญไป..เพราะงั้นช่วยจัดการกับเขาที”
หวงฟู่ชิงเตี๋ยนก็กลอกตาไปมาและพูดว่า “บัดซบ..เรารู้จักกันมานานแล้วเพราะงั้นฉันรู้ว่าเอ็งเป็นคนยังไง..เรื่องการสูญเสียทรัพย์สินของประเทศชาติงั้นเหรอคนอย่างเอ็งจะไปสนใจเรื่องนั้นทำไม?”
.