ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1101 อดีตและปัจจุบัน
ตอนที่ 1101 อดีตและปัจจุบัน
………………..
กฎของสำนักถังนั้นเข้มงวดอยู่เสมอและสิ่งต่างๆ ที่ทุกคนจะทำต้องได้รับการอนุมัติจากถังจิงหนานก่อนเพราะท้ายที่สุดแล้วสำนักถังก็ไม่ใช่สำนักธรรมดาๆ และค่อนข้างลึกลับ ซึ่งสูตรและตำราพิษต่างๆ ได้ถูกส่งออกไปยังโลกภายนอกดังนั้นสิ่งต่างๆ จึงต้องเข้มงวดมากโดยธรรมชาติ
ถึงแม้ว่าถังจิงหนานจะไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับหมู่บ้านเมียวก็ตามแต่เขาอยู่ที่นี่มานานและเคยได้ยินเกี่ยวกับพวกเขามาบ้าง ถังจิงหนานนั้นยังคงต่อต้านศาสตร์มนต์ดำเพราะในความเห็นของเขาศิลปะการต่อสู้นั้นคือของจริงแต่ศาสตร์มนต์ดำของหมู่บ้านเมียวนั้นค่อนข้างไร้สาระเกินจริง
คำสัญญาในเรื่องช่วยถังยู่เซิงในเรื่องการแต่งงานนั้นเป็นสัมปทานที่ยื่งใหญ่ที่สุดของถังจิงหนาน แน่นอนว่าเขาไม่เต็มใจและถ้าไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์ระหว่างปู่กับหลานล่ะก็ถังจิงหนานจะไม่มีวันตกลงเรื่องนี้อย่างแน่นอน
เย่เชียนรู้จักสิ่งต่างๆ ของหมู่บ้านเมียวน้อยมาก ซึ่งไม่ได้ต่อต้านหรือแสดงความคิดเห็นใดๆ แต่เขาแค่รู้สึกว่าวิธีการของถังยู่เซิงนั้นไม่เหมาะสมและไม่ใช่สิ่งที่ผู้ชายควรทำ อย่างไรก็ตามทุกคนมีวิธีการทำสิ่งต่างๆ เป็นของตัวเองและสิ่งที่ถังยู่เซิงทำถึงจะผิดแต่ก็เข้าใจได้ เมื่อคิดถึงผู้หญิงคนนั้นหลัวสุ่ยแล้วเย่เชียนก็เหม่อลอยทันทีและฉากในถ้ำก็โผล่ขึ้นมาในใจจนเขาแอบคิดว่า ‘หลัวสุ่ยจะช่วยแม่ของเธอได้หรือเปล่านะ”
ทันใดนั้นความคิดดังกล่าวก็แวบเข้ามาในความคิดของเย่เชียนจนเขาตกใจและรีบส่ายหัวเพื่อระงับความคิดนี้ออกไปทันที เมื่อเห็นแบบนั้นถังจิงหนานก็เหลือบมองถังยู่เซิงแล้วพูดว่า “เอาล่ะเอ็งกลับไปก่อนเถอะฉันกับเย่เชียนยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องคุยกัน..ไปบอกให้พ่อกับแม่ของเอ็งเตรียมตัวซะ”
“ขอบคุณครับปู่” ถังยู่เซิงก็ยิ้มด้วยความตื่นเต้นและหันหลังกลับแล้วเดินจากไป
นี่เป็นครั้งแรกที่ปู่กับหลานชายได้พบกันในรอบ 20 กว่าปีแต่บรรยากาศกลับไม่ราบรื่นนักและมีความขัดแย้งกันเล็กน้อย ซึ่งในเวลานี้ทั้งสองฝ่ายต่างก็เงียบสงบและไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ทั้งสองดูคล้ายกันมากและเหมือนว่าถ้าหากใครพูดก่อนคนนั้นจะยอมรับความพ่ายแพ้
สุดท้ายแล้วไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มเปิดปากก่อนแต่จนถึงตอนนี้ในห้องของถังจิงหนานก็มีเสียงพึมพำจนถึงเช้าตรู่และยังมีเสียงหัวเราะอยู่บ้างเป็นระยะๆ เหล่าสาวกก็อยากรู้ว่าพวกเขากำลังคุยอะไรกันอยู่ข้างในแต่ไม่มีใครกล้าที่จะแอบฟังเว้นแต่ว่าพวกเขาต้องการที่จะถูกลงโทษด้วยกฎของสำนักถัง
ส่วนจินเหว่ยห่าวเขากำลังพลิกตัวไปมาในห้องและไม่สามารถนอนหลับได้เพราะการปรากฏตัวของถังยู่ซินนั้นทำให้เขานึกถึงเธอเป็นครั้งคราวในใจและค่อยๆ ทับซ้อนกับร่างของผู้หญิงทั้งสองในใจของเขา เขาพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะระงับความทรงจำอันน่าเศร้าในใจเอาไว้มาโดยตลอดแต่ทันทีที่เขาเห็นถังยู่ซินก็ดูเหมือนว่าความทรงจำทั้งหมดจากอดีตได้ผุดขึ้นมาทั้งความสุขและความเศร้าผสมปนเปกันไป เมื่อนึกถึงการที่พวกเธอตายในอ้อมแขนของเขาแล้วจินเหว่ยห่าวก็น้ำน้ำตาไหลออกมา
หลายปีที่ผ่านมาเขาคิดเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลาและอยู่ในความทรงจำที่เจ็บปวด ทว่าตั้งแต่เขาติดตามเย่เชียนเมาขาก็ค่อยๆ ระงับความเจ็บปวดในหัวใจของเขาเอาไว้เรื่อยๆ แต่ในขณะนี้ความเจ็บปวดที่ไม่อาจลืมได้มันย้อนกลับมาหาเขาทั้งหมดจนจินเหว่ยห่าวเป็นเหมือนนกที่ได้รับบาดเจ็บที่ขดตัวและนั่งอยู่ในมุมกำแพงอย่างอ่อนแอ
ถ้าเป็นเมื่อก่อนบางทีจินเหว่ยห่าวอาจจะเข้าหาเธอโดยไม่ลังเลแต่เมื่อนึกถึงฉากที่พวกเธอเสียชีวิตในอ้อมแขนของเขาแล้วจินเหว่ยห่าวก็ไม่กล้าเพราะเขากลัวว่าโศกนาฏกรรมจะซ้ำรอยเดิมดังนั้นทั้งหมดนี้จึงทำให้เขารู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก
เขาไม่รู้ว่าเธอคือคนมาแทนที่หรือชดเชยความผิดของเขาแต่เขาไม่สามารถควบคุมมันได้เลยและอารมณ์ที่ซับซ้อนก็เข้าไปพัวพันกันอย่างยุ่งเหยิงในตัวของเขา
เมื่อเย่เชียนออกมาจากห้องของถังจิงหนานและกลับมาเขาก็เดินผ่านห้องของจินเหว่ยห่าวและเห็นว่าไฟข้างในยังเปิดอยู่และเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะแน่นิ่งไปครู่หนึ่ง เมื่อนึกถึงฉากเมื่อคืนก่อนเย่เชียนก็ก้าวไปข้างหน้าและเคาะประตูแต่ก็ไม่มีใครอยู่ข้างในหรือมีเสียงใดๆ และนั่นทำให้เย่เชียนแปลกใจจนเขาผลักประตูเข้าไปแล้วพบว่าประตูไม่ได้ล็อคดังนั้นเขาจึงผลักมันเปิดและเดินเข้าไปข้างใน
เมื่อไม่เห็นร่างของจินเหว่ยห่าวแล้วเย่เชียนก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งและเหลือบมองไปรอบๆ จนเห็นจินเหว่ยห่าวขดตัวอยู่ที่มุมห้องและกำลังสั่นไปทั้งตัวแล้วดูเหมือนจะเจ็บปวดมาก เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็ยิ่งประหลาดใจแล้วเดินเข้าไปอย่างช้าๆ เพื่อไปนั่งลงฝั่งตรงข้ามของจินเหว่ยห่าวโดยไม่พูดอะไรใดๆ และมองดูเขาอย่างเงียบๆ จากนั้นก็หยิบบุหรี่ออกมาจากเสื้อของเขาและจุดบุหรี่แล้วยื่นให้
จินเหว่ยห่าวก็เงยหน้าขึ้นด้วยนัยน์ตาที่ดูว่างเปล่าแล้วเขาก็หยิบบุหรี่ขึ้นมาอย่างเงียบๆ และสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ราวกับว่าเขาจะระงับความกังวลในใจของเขา เขาไม่ได้พูดอะไรใดๆ เพียงแค่นั่งยองๆ อยู่เงียบๆ แล้วมองไปที่จินเหว่ยห่าว
จนกระทั่งเขาสูบบุหรี่เสร็จเย่เชียนก็พูดอย่างช้าๆ ว่า “พี่อยากดื่มมั้ย?”
จินเหว่ยห่าวก็ส่ายหัวเล็กน้อยและไม่ได้พูดอะไร เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็ยิ้มและไม่ได้พูดเช่นกันแล้วลุกขึ้นเดินออกไป หลังจากนั้นไม่นานเย่เชียนก็หยิบไวน์สมุนไพรของสำนักถังสองสามขวดแล้วเดินกลับไปหาจินเหว่ยห่าวแล้วพูดว่า “มาดื่มกันดีกว่า..ฉันได้ยินมาว่าไวน์สมุนไพรของสำนักถังน่ะดีมากและช่วยบำรุงร่างกายด้วย”
เมื่อเย่เชียนนั่งลงบนโซฟาเย่เชียนก็เปิดขวดและกำลังจะรินไวน์ให้จินเหว่ยห่าวแต่ทันใดนั้นจินเหว่ยห่าวก็คว้ามันและกระดกมันโดยตรงจนหมดภายในระยะเวลาสั้นๆ จากนั้นดวงตาของจินเหว่ยห่าวก็เหลือบมองไปยังไวน์อีกขวดแล้วเขาก็เอื้อมมือไปหยิบมันทันที
“ผมยังไม่ได้ดื่มเลย..ถ้าพี่ดื่มหมดแล้วผมจะดื่มอะไร..ถึงแม้ว่าไวน์นี้จะช่วยบำรุงดีแต่การดื่มมากเกินไปมันก็ไม่ดี” เย่เชียนพูด แต่จินเหว่ยห่าวไม่ได้ตอบอะไรและดวงตาของเขาก็ยังคงเฉื่อยชาและใบหน้าก็ดูเศร้าเหมือนเดิม จากนั้นเย่เชียนก็รินให้จินเหว่ยห่าวและตัวเอง
จินเหว่ยห่าวก็ยังคงเหมือนเดิมเขาหยิบแก้วไวน์และดื่มมันในอึกเดียว ส่วนเย่เชียนก็จิบเบาและพูดอย่างช้าๆ ว่า “การเดินทางของชีวิตผมเป็นไปอย่างราบรื่นมากและบางทีมันอาจเป็นเพราะพระเจ้าอวยพรให้ผมเป็นพิเศษ..ผู้หญิงในชีวิตของผมแต่ละคนพวกเธอดีมากและพวกเธอก็รักผมโดยไม่เสียใจใดๆ ..ถึงแม้ว่าพวกเธอจะไม่สนใจที่ผมมองหาผู้หญิงคนอื่นแต่ผมก็รู้ดีว่าพวกเธอยังคงรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจแต่พวกเธอก็เต็มใจที่จะแบกรับมัน..แต่สำหรับผมไม่ว่าผมจะเป็นคนยังไงแต่ในใจของผมก็ยังเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดต่อพวกเธอและผมก็รู้ด้วยว่าบางครั้งสิ่งที่พวกเธอต้องการไม่ใช่ความมั่งคั่งหรือเกียรติยศหรือสิ่งของเครื่องใช้แต่สิ่งที่พวกเธอต้องการคือการที่พวกเธอจะเดินไปพร้อมกับผมได้..แต่ผมทำแบบนั้นไม่ได้เพราะผู้ชายมีโลกของผู้ชายและผู้ชายอย่างเราก็หยุดผจญภัยไม่ได้”
หลังจากหยุดไปชั่วขณะเย่เชียนก็จิบอีกอึกหนึ่งแล้วพูดว่า “จริงๆ แล้วผมเคยกลัวเพราะผมเป็นทหารรับจ้างและผมก็อาจจะตายเมื่อไรก็ได้ทุกเมื่อดังนั้นผมจึงต้องระงับความรู้สึกแต่ความรู้สึกนั้นเหมือนกักขังตัวเอง..ต่อหน้าการสารภาพความจริงนับไม่ถ้วนของพี่สาวหลันผมกลับเสแสร้งทำเป็นไม่รู้อะไรเลยและเบี่ยงหน้ารับผิดชอบและผมก็รู้ว่ามันทำร้ายเธออย่างสุดซึ้งจนฉันได้พบกับโรวโร่วแล้วผมก็พบว่าตัวเองไม่ใช่คนที่เลวร้ายขนาดนั้น..ผมยังมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะรักและผมก็ไม่สามารถควบคุมมันได้จนกลายเป็นหยาเอ๋อร์,หยูเอ๋อร์,เค่อเออร์พวกเธอปรากฏตัวต่อหน้าผมทีละคนและแต่ละคนก็ทุ่มเทความรักให้กับผมอย่างไม่เห็นแก่ตัวเพราะงั้นสิ่งที่ผมทำได้คือรักพวกเธอและดูแลพวกเขาและปกป้องพวกเธอ..ถึงแม้ว่ามันจะยากสำหรับผมที่จะอยู่เคียงข้างพวกเธอได้แต่ผมก็รู้ดีว่าเวลาที่ได้อยู่เคียงข้างพวกเธอคือช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดแล้ว”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้เย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะพาตัวเองเข้าสู่บรรยากาศนั้นและน้ำเสียงของเขาก็ดูเศร้าและรู้สึกผิดอย่างมาก อันที่จริงเย่เชียนเป็นคนที่มีความสุขอยู่เสมอแต่ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดต่อหลินโรวโร่วและคนอื่นๆ ซึ่งสิ่งเดียวที่เขาทำได้ก็คือทำเป้าหมายตัวเองให้เสร็จโดยเร็วที่สุดจากนั้นอยู่เคียงข้างพวกเธอตลอดไป
เขาดื่มไวน์ทั้งหมดในแก้วภายในอึกเดียวและเย่เชียนด็คิดว่ากลิ่นฉุนของแอลกอฮอล์จะไหลลงคอของเขาและเขาสามารถนำตัวเองออกจากอารมณ์นี้ได้ เย่เชียนนั้นไม่ใช่คนโง่และเข้ากันได้ดีกับจินเหว่ยห่าวและเขาก็เข้าใจจินเหว่ยห่าวเป็นอย่างดีและถ้าหากมีใครทำให้เขาทุกข์ใจได้นั่นก็ต้องเป็นคนรักของเขาสองคนที่เสียชีวิตไป เมื่อเห็นจินเหว่ยห่าวแบบนี้เย่เชียนก็เดาคร่าวๆ ได้และแม้แต่ตัวเขาเองก็เศร้าดังนั้นเย่เชียนจึงรีบใช้กลิ่นแอลกอฮอล์เพื่อระงับอารมณ์เอาไว้ อย่างไรก็ตามทันทีที่ไวน์เข้าปากเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่นและเกือบลืมไปเลยว่ามันไม่ใช่ไวน์เลยแต่เป็นน้ำ
การดื่มไวน์เพื่อบรรเทาความเครียดของเขานั้นยิ่งน่ากังวลเพราะสิ่งที่จินเหว่ยห่าวต้องการไม่ใช่ไวน์และการดื่มในตอนนี้ก็ไม่ดีต่อสุขภาพของเขา ดังนั้นสิ่งที่เย่เชียนนำมาจึงเป็นแค่น้ำแต่จินเหว่ยห่าวก็ดื่มไปมากแต่เขาไม่ได้ทันสังเกตเลยและจะเห็นได้ว่าตอนนี้เขาสับสนอย่างมาก
“ที่จริงแล้วสายตาของผู้ชายควรมองไปข้างหน้าและต้องไม่มองย้อนกลับไปและไม่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่ในความทรงจำในอดีต ที่จะทำลายจุดประสงค์ของมนุษย์ไป..ถ้าอยากจะรักก็ต้องรักหรือถ้าอยากจะโหดร้ายก็ต้องโหดร้าย..โลกนี้มันมีอะไรอีกมากมายจริงมั้ย?” เย่เชียนพูดต่อ “บอกผมทีว่ามันเกิดอะไรขึ้น? ..เป็นเพราะลูกพี่ลูกน้องของผมถังยู่ซินหรือเปล่า?”
หลังจากผ่านไปนานจินเหว่ยห่าวก็ลืมตาขึ้นเพื่อมองเย่เชียนพยักหน้าเล็กน้อยและพูดอย่างช้าๆ ว่า “นายอยากฟังเรื่องราวของฉันไหมถ้านายไม่รังเกียจที่ราวในอดีตของฉัน”
เย่เชียนก็ยักไหล่เล็กน้อยและพูดว่า “ผมชอบฟังเรื่องราวในอดีตมาก..ผมคิดว่าถ้าเราไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ในอนาคตแต่อย่างน้อยๆ เราก็สามารถทำเงินได้โดยการเขียนเรื่องราวของเราลงในหนังสือ..ผมเคยเจอเด็กคนนึงที่ดัดแปลงเรื่องราวในชีวิตเป็นนวนิยายลงเว็บไซต์”