ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1102 อดีตที่น่าเศร้า
ตอนที่ 1102 อดีตที่น่าเศร้า
………………..
การเป็นพี่น้องกันต้องเข้าใจกันและวิธีการที่ดีที่สุดที่จะเข้าใจคนๆหนึ่งคือการรู้เรื่องราวที่ลึกซึ้งที่สุดที่ซ่อนอยู่ในใจของอีกฝ่ายเพราะเรื่องราวที่ลึกซึ้งที่สุดของทุกคนมักจะเป็นจุดอ่อนของเขาและถ้าเขาเต็มใจที่จะเปิดเผยจุดอ่อนของเขากับเรานั่นก็หมายความว่าเขาไว้ใจเราและเต็มใจที่จะเป็นพี่น้องกับเรา
ถึงแม้ว่าเย่เชียนจะได้เรียนรู้บางสิ่งเกี่ยวกับจินเหว่ยห่าวจากรายงานการสืบค้นของแจ็คและจากปากของหวงฟู่ชิงเตี๋ยนแล้วก็ตามแต่ข้อมูลดังกล่าวก็ยังน้อยเกินไป ซึ่งเย่เชียนก็อยากรู้ว่าสิ่งที่ฝังอยู่ในใจของจินเหว่ยห่าวที่เขาเจ็บปวดมานานนั้นคืออะไรแต่ในเมื่อจินเหว่ยห่าวไม่ได้พูดเย่เชียนก็ไม่อยากที่จะถาม
จินเหว่ยห่าวยังคงไม่ได้สังเกตว่ามีบางอย่างผิดปกติกับไวน์ที่เย่เชียนนำมาและเขาก็เทไวน์ลงไปในแก้วอีกครั้งแล้ววางลง หลังจากผ่านไปสักพักจินเหว่ยห่าวก็พูดอย่างช้าๆ ว่า “นายรู้ใช่ไหมว่าตระกูลจินเป็นตระกูลศิลปะการต่อสู้โบราณและเป็นทายาทของลัทธิเต๋า” เย่เชียนก็ยิ้มอย่างขมขื่นแต่ไม่ได้พูดเพราะเขาฟังอย่างเงียบๆ
“เป็นเวลานานแล้วที่ตระกูลจินอยู่บนจุดสูงสุดมาเสมอโดยคิดว่าพวกเขาเป็นตระกูลชั้นขุนนาง..แม่ของฉันเป็นคนรับใช้ของตระกูลจินแต่ท่านเป็นคนที่มีพรสวรรค์และมากความสามารถอีกทั้งยังสวยมากด้วย..พ่อของฉันผู้ชายคนนั้นตกหลุมรักแม่ของฉันและสัญญากับแม่นับไม่ถ้วนแต่พอฉันเกิดมาตระกูลจินกลับไม่เคยทำตามสัญญาและเพิกเฉยแม่ของฉันมาโดยตลอด..ถึงแม้ว่าฉันจะฝึกฝนหนักหน่วงและพยายามแค่ไหนตั้งแต่ฉันยังเป็นเด็กแต่เป็นเพราะปัญหาจากการเกิดมาของฉันจึงทำให้พวกเขาไม่เคยมองฉันในสายตา..ไม่ว่าฉันจะทำดีแค่ไหนแต่ในสายตาของพวกเขาฉันมักจะโดนดูถูกเสมอ..ซึ่งในคืนวันแต่งงานของพ่อฉันกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งนั้นแม่ฉันได้ฆ่าตัวตายด้วยการโดดตึก..ฉันเฝ้าดูแม่กระโดดลงมาด้วยตาของตัวเองและน้ำตาไหลอยู่ที่หางตาทั้งเศร้าและสิ้นหวังแต่ฉันทำอะไรไม่ได้เลย..มันคือตระกูลจินที่ฆ่าแม่ของฉัน..แม่เคยบอกฉันว่าพวกเขาไม่ได้ผิดอะไรและพวกเขาเป็นคนดีแต่ฉันยังไม่เห็นเลยว่าพวกเขาดียังไงและทำไมแม่ถึงยังปกป้องพวกเขาอยู่..แต่พอฉันเติบโตขึ้นฉันก็รู้ว่าแม่ไม่ได้ปกป้องพวกเขาแต่แม่แค่ไม่อยากให้ฉันแก้แค้นพวกเขาเพราะฉันใช้ชีวิตที่ด้อยกว่าคนรับใช้ของตระกูลจินมาเสมอและทนความอัปยศอดสูด้วยการถูกเยาะเย้ยและดูถูกตลอดทั้งวัน” จินเหว่ยห่าวพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบโดยไม่มีอารมณ์ผสมมากจนเกินไป แต่เย่เชียนเข้าใจดีว่าเป็นเพราะเหตุนี้ที่ทำให้จินเหว่ยห่าวเจ็บปวดและยิ่งไปกว่านั้นเป็นเพราะความเจ็บปวดที่มาถึงจุดหนึ่งจนมันด้านชาไปแล้ว
“ต่อมาผู้หญิงคนนั้นก็ให้กำเนิดลูกชายคนหนึ่งซึ่งน่ารักน่าเอ็นดูมากและเมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันมองดูพวกเขาสามคนมีความสุขในแบบครอบครัวฉันก็คิดอย่างบ้าคลั่งว่าฉันจะต้องฆ่าเด็กคนนั้นให้ได้แต่ทุกๆ ครั้งที่ฉันเห็นเด็กคนนั้นฉันกลับไม่สามารถทำได้เพราะรอยยิ้มที่ไร้เดียงสาของเขาทำให้ฉันทำไม่ลง..เมื่อเขาเติบโตขึ้นมาเขาก็เดินตามฉันมาตลอดและไม่ว่าฉันจะพูดยังไงเขาก็ยืนกรานเสมอว่าในใจเขาถือว่าฉันเป็นพี่ชายของเขาและนั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกได้ถึงความรักแบบครอบครัว..ตั้งแต่นั้นมาทุกๆ ครั้งที่คนในตระกูลจินเยาะเย้ยและดูถูกฉันเขาก็จะช่วยเหลือฉันและปกป้องฉันเสมอ..อย่างไรก็ตามเป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นที่ทำให้ฉันเฉยเมยกับเขาตลอดมาแต่ดูเหมือนเขาจะไม่สนใจที่ฉันทำแบบนั้น..อยู่มาวันหนึ่งเมื่อฉันกลับจากโรงเรียนจู่ๆ ก็มีชายแปลกหน้าเดินเข้ามาหาฉันแล้วลักพาตัวฉันไปและทันใดนั้นเด็กคนนั้นก็วิ่งตามฉันมาและพอเห็นสถานการณ์แบบนี้เขาก็ไม่รีรอใช้หมัดที่ไร้พลังทุบตีคนพวกนั้นเพื่ออยากจะปกป้องฉันแต่มันไม่มีประโยชน์เลย..ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใครและพวกเขาลักพาตัวฉันเพื่อจะโจมตีตระกูลจินหรือเปล่าแต่ถ้าใช่ฉันคงจะดีใจไม่น้อยเพราะนี่ก็เป็นการแก้แค้นอีกทางด้วย..หลังจากนั้นไม่นานผู้ชายคนหนึ่งถือปืนจ่อที่หน้าผากของฉันและนั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกได้ถึงอันตรายถึงชีวิตและความตายมันก็อยู่ใกล้ฉันมากแต่ฉันไม่มีอะไรต้องกลัวเลยเพราะฉันคิดว่าในที่สุดฉันก็สามารถไปหาแม่ได้ในอีกโลกหนึ่งและคงจะไม่เจ็บปวดอย่างนี้..เพราะมีแม่ผู้หนึ่งให้กำเนิดฉันเลี้ยงดูฉันและรักฉันอย่างที่ไม่มีใครเหมือน” ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ใบหน้าของจินเหว่ยห่าวถูกปกคลุมไปด้วยน้ำตาหยดทีละหยด “ท้ายที่สุดฉันก็ไม่ตายและดวงตาของคนที่มาช่วยฉันนั้นเต็มไปด้วยความเฉยเมยและต่อมาในที่สุดฉันก็รู้ว่ามันไม่ใช่อุบัติเหตุหรือการก่อการร้ายแต่เป็นเพราะผู้หญิงคนภรรยาของพ่อฉันที่จงใจจะฆ่าฉันแต่ด้วยความบังเอิญที่ลูกชายของเธอเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเธอจึงต้องยอมยกเลิกทุกอย่างไป”
เย่เชียนไม่รู้ว่านี่เป็นครอบครัวแบบไหนแต่เขารู้สึกเจ็บปวดลึกๆ จากคำพูดของจินเหว่ยห่าวซึ่งแทงทะลุหัวใจของเขาอย่างเจ็บปวด
“ตั้งแต่นั้นมาฉันก็ย้ายออกจากตระกูลจินและหาที่พักข้างนอกเอาและตั้งแต่วันนั้นฉันก็สาบานว่าไม่ช้าก็เร็วฉันจะทำให้ทุกคนในตระกูลจินเสียใจกับสิ่งที่พวกเขาทำ..ตอนที่เรียนอยู่ในโรงเรียนฉันรู้จักผู้หญิงคนหนึ่งเธอสวยและใจดีมากและทุกๆ ครั้งที่เห็นเธอแล้วหัวใจของฉันก็สงบมากแต่ฉันไม่กล้าคุยกับเธอหรือตามจีบเธอเลย..เธอคือดอกไม้ประจำโรงเรียนของเราและคนที่ไล่ตามจีบเธอก็มีแต่ลูกหลานคนรวยและตระกูลผู้มีอิทธิพลแต่ฉันไม่มีอะไรดีเลย..อยู่มาวันหนึ่งฉันถูกรุ่นพี่หลายคนในโรงเรียนทุบตีและถึงแม้ว่าฉันจะพยายามอย่างมากที่จะต่อต้านเพราะลูกหลานของตระกูลจินแห่งตระกูลศิลปะการต่อสู้จะถูกรังแกได้ยังไงแต่สุดท้ายฉันก็หนีไปนั่งอยู่ตรงมุมบันไดและร้องไห้อย่างหนักหน่วง..เมื่อฉันรู้ตัวอีกทีก็มีผ้าเช็ดหน้าอยู่ตรงหน้าฉันและเมื่อฉันเงยหน้าขึ้นมองเธอก็พบว่าใบหน้าของเธอดูสงบมากและดวงตาของเธอก็ดูเจ็บปวดจนหัวใจของฉันสั่นอย่างอธิบายไม่ถูก..แต่ตอนนั้นฉันเป็นเหมือนไก่ฟ้าที่ตื่นตระหนกเพราะฉันไม่อยากยอมรับความเห็นอกเห็นใจของทุกคนและบอกเธอไปว่า..ฉันไม่ต้องการความเห็นใจจากเธอ..จากนั้นฉันก็ลุกและใช้มือปัดผ้าเช็ดหน้าของเธอแล้ววิ่งหนีไป..จนต่อมาหลังจากความสัมพันธ์ของเราพัฒนาไปแล้วเธอก็บอกกับฉันว่าครั้งนั้นเธอไม่ได้สงสารแต่เธอเจ็บปวดจริงๆ ..เธอบอกว่าเธอไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหน อ่อนแอแบบนี้มาก่อนจนเธอทำอะไรไม่ถูกและเธอก็อยากดูแลฉัน..ตั้งแต่นั้นมาฉันก็คิดว่าฉันได้พบตัวตนที่แท้จริงของฉันแล้วและฉันก็ถูกห้อมล้อมด้วยความสุข..แต่ทว่าวันหนึ่งที่ริมสระน้ำเธอถูกผู้ชายคนหนึ่งที่ไล่ตามจีบเธอมาเป็นเวลานานขืนใจจนเธอฆ่าตัวตายและกระโดดลงไปในแม่น้ำและเมื่อฉันอุ้มร่างเธอขึ้นมาเธอก็ไม่หายใจแล้ว..เธอไม่เคยบอกฉันแต่ก็รู้ว่าเธอรู้สึกว่าเธอสกปรกและไม่คู่ควรกับฉันอีกต่อไปแล้ว..แต่เธอจะรู้ได้ยังไงว่าในใจของฉันเธอสวยที่สุดและดีที่สุดในใจของฉันและไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอฉันก็จะรักเธอและดูแลเธอเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน..แต่ไม่ว่าฉันจะทำอะไรหรือเรียกเธอแค่ไหนเธอก็ไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลยและไม่คุยกับฉันอีกต่อไป”
จินเหว่ยห่าวร้องไห้สะอึกสะอื้นและใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยหยดน้ำตาที่ร่วงหล่นจนเย่เชียนถอนหายใจอย่างลับๆ แล้วหยิบกระดาษทิชชู่ออกมาแล้วยื่นให้
“ขอบใจมาก” จินเหว่ยห่าวรับมาแล้วปาดน้ำตาทิ้งและพูดต่อ “ผู้ชายคนนั้นมาจากตระกูลหยุนและมีสถานะเกือบเท่าตระกูลจินทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ..เมื่อฉันไปแก้แค้นเขาแต่ฉันไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลย..ซึ่งมันน่ารังเกียจมากที่ตระกูลจินเลือกที่จะเงียบเมื่อต้องเผชิญกับเรื่องแบบนี้แต่พ่อของฉันไม่เคยคิดจะช่วยลูกชายของเขาเลย..ตั้งแต่นั้นมาฉันก็รู้ว่าด้วยความพยายามของฉันในตอนนั้นยังไม่เพียงพอที่จะล้างแค้นและฉันแค่ต้องทนถ้าอยากเข้มแข็งและอยากมีพลังเพราะงั้นฉันจึงสาบานต่อหน้าหลุมศพของเธอว่าสักวันฉันจะแก้แค้นให้ได้และฉันก็คุกเข่าและร้องไห้อยู่สามวันสามคืนแล้วฉันก็จากไปด้วยความลังเล..ความเจ็บปวดและความเสียใจ”
เย่เชียนก็ถึงกับตกตะลึงเล็กน้อยเพราะปรากฏว่าตระกูลไม่เคยสอนศิลปะการต่อสู้ให้กับจินเหว่ยห่าวมาก่อนแต่ตอนนี้ความสามารถของจินเหว่ยห่าวอยู่ในระดับที่สูงขนาดนี้ดูเหมือนว่าการผจญภัยของเขาในชีวิตจะไม่ธรรมดาเลยใช่ไหม?
“พอหันกลับมาฉันเห็นก็น้องชายของฉันยืนจ้องมาที่ฉันด้วยความงุนงงและใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยน้ำตา..เมื่อฉันเห็นแบบนั้นฉันก็เลยเดินไปหาเขาแล้วบอกเขาว่า.. ‘นายไม่จำเป็นต้องใจดีกับฉันถึงขนาดนี้เพราะพ่อและแม่ของนายหรอกเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวอะไรกับนายเลย’ ..เมื่อได้ยินแบบนั้นเด็กคนนั้นก็ฉีกยิ้มแล้วบอกกับฉันว่า.. ‘พี่ครับผมไม่สนหรอกว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับพี่ชายเพราะพี่คือพี่ชายของผมเสมอ..ในชีวิตนี้เราคือพี่น้องและผมจะสนับสนุนพี่เสมอ’ ..ในขณะนั้นหัวใจของฉันก็สั่นสะท้านโดยไม่มีเหตุผลและความอบอุ่นที่อธิบายไม่ถูกก็ผุดขึ้นมาและมองดูขาของเขาที่เหน็บชาจากการยืนนานเกินไปและเขาก็ยังคงยืนอย่างดื้อรั้นจนฉันต้องพูดกับเขาว่า.. ‘ฉันไม่เป็นอะไรหรอกนายกลับไปเถอะขอบคุณที่อยู่กับฉันนะ’ ..เด็กคนนั้นมองมาที่ฉันอย่างโง่เขลาด้วยรอยยิ้มและพูดว่า.. ‘ไม่เป็นไรผมถูกคุณปู่ทำโทษอยู่บ่อยๆ เพราะงั้นการยืนสามวันสามคืนแบบนี้เป็นเรื่องที่เล็กน้อยมากเพราะงั้นพี่ไม่ต้องกังวลเพราะไม่ช้าก็เร็วผมจะช่วยพี่แก้แค้นเอง’ ..บอกตามตรงตอนนั้นฉันซึ้งใจจริงๆ แต่เมื่อมองดูเขาแล้วฉันมักจะนึกถึงผู้หญิงคนนั้นอย่างอธิบายไม่ถูกซึ่งถ้าไม่ใช่เพราะเธอแม่ของฉันก็คงไม่ตายดังนั้นฉันจึงส่งต่อความเกลียดชังนี้ให้เขาแต่อันที่จริงมันก็ไม่ยุติธรรมเลยดังนั้นฉันจึงบอกเขาก่อนที่ฉันจะจากไปและทิ้งเบอร์มือถือเอาไว้และไม่รู้ว่าทำไมบางทีฉันอาจจะผูกพันกับเขาแล้วจริงๆ”
เมื่อพูดถึงเด็กคนนี้น้องชายต่างมารดาของจินเหว่ยห่าวแล้วดวงตาของจินเหว่ยห่าวก็ฉายแววอย่างชัดเจนด้วยความสุขแต่หลังจากหยุดไปชั่วขณะจินเหว่ยห่าวก็พูดต่อ “หลังจากที่ฉันออกมาจากตระกูลจินฉันก็เดินทางไปรอบๆ จนได้เจอปรมาจารย์ท่านหนึ่งเขามีนิสัยแปลกๆ แต่ก็คอยสอนบทเรียนในชีวิตให้กับฉันทุกๆ อย่าง..ถึงแม้เขาจะทุบตีและดุฉันบ่อยๆ แต่ฉันก็รู้ดีอยู่ในใจว่าเขารักฉันแต่แค่ไม่แสดงออกเท่านั้น..ต่อมาก่อนที่เขาจะตายเขาจับมือฉันและบอกกับฉันว่า.. ‘ลูกผู้ชายจะไม่มีวันเติบโตโดยไม่ผ่านความทุกข์ยากและความเจ็บปวดมาก่อน..จงจำเอาไว้ว่าต้องมีชีวิตอยู่ถ้าเรามีโอกาส!’ ..เมื่อพูดจบเขาก็หลับตาลง”
.