ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1109 ความจริงที่เกิดขึ้น
ตอนที่ 1109 ความจริงที่เกิดขึ้น
………………..
จากการกระทำระหว่างตอนกลางวันกับตอนกลางคืนนั้นเย่เชียนรู้สึกว่าจงฮุ่ยคนนี้ผิดปกติอย่างมากแต่เย่เชียนไม่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่ามันคืออะไรกันแน่ อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ในเหตุการณ์ที่แม่ของหลัวสุ่ยตายและนั่นก็คือจงโหลวซานฆ่าแม่ของหลัวสุ่ยทางอ้อม
คำพูดดังกล่าวดูเหมือนว่าแผนการนี้จะถูกวางเอาไว้เป็นเวลานานแล้วและหมู่บ้านเมียวแห่งนี้ก็ไม่ได้สงบสุขอย่างที่เห็นและเห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังมีแผนการที่สำคัญบางอย่างอีกด้วย เมื่อพิจารณาถึงเรื่องนี้เย่เชียนก็ตั้งใจฟังมากขึ้น
จงโหลวซานก็ตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัดกับคำพูดของจงฮุ่ยและพูดอย่างโกรธเกรี้ยวว่า “ไอ้ลูกสารเลวแกต้องการจะทำอะไรกันแน่?..แกต้องการทรยศต่อเผ่าของเรางั้นเหรอ?” หลังจากนั้นสักพักในที่สุดจงโหลวซานก็ระงับความโกรธในใจของเขาเอาไว้แล้วถอนหายใจและพูด “ทำไมแกถึงไม่เข้าใจสักทีเพราะตราบใดที่เรายึดครองอำนาจมาได้และถ้าหลัวสุ่ยไม่ได้รับการสนับสนุนจากพ่อของเธออีกต่อไปมันก็ไม่มีอะไรยากสำหรับเอ็งเลยไม่ใช่เหรอไง?”
จงฮุ่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยและครุ่นคิดอย่างรอบคอบจากนั้นก็พูดด้วยความใจเย็นว่า “ใช่!..ที่พ่อพูดมานั้นก็สมเหตุสมผล..ว่าแต่เมื่อไหร่เราจะเริ่มกันล่ะ?..ผมว่ายิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้นเพราะผมกลัวว่าถ้ามีอะไรผิดพลาดไปมันจะไม่เป็นผลดี”
“รออีกสักสองวันเพราะพวกหมอผียังไม่พร้อมแต่ตราบใดที่พวกเขาพร้อมเราก็สามารถลงมือได้ทุกเมื่อ..ถ้าเราฆ่าหว่านไห่ได้แล้วฉันก็จะแสร้งทำเป็นขับไล่พวกหมอผีเหล่านั้นไปจากผู้บ้านแบบนั้นฉันก็จะได้ความดีความชอบและเหมาะสมที่จะเข้ารับตำแหน่งผู้เฒ่าแห่งหมู่บ้านคนต่อไป” จงโหลวซานพูด “ว่าแต่คนจากสำนักถังกลับไปหมดหรือยัง..เราไม่สามารถปล่อยให้พวกเขาทำลายแผนการของเราได้”
“พวกนั้นกลับไปตั้งแต่ตอนเที่ยวแล้วแต่ยังเหลืออีกหนึ่งคนที่ยังไม่ได้กลับไป” จงฮุ่ยพูด
“จำเอาไว้ว่าอย่าไปยุ่งกับเขาเพราะความแข็งแกร่งของสำนักถังในมณฑลเสฉวนนั้นไม่ธรรมดาและถ้าหากเราทำให้พวกเขาขุ่นเคืองล่ะก็มันจะไม่ดีต่อแผนการของเราในอนาคต” จงโหลวซานพูดต่อ “เอ่อ..ฉันได้ยินมาว่าวันนี้หว่านไห่ดูเหมือนจะมีเรื่องขัดแย้งกับตัวแทนสองคนของสำนักถังใช่มั้ย?”
“ใช่!..ผมเห็นว่าทั้งสองคนนั้นโกรธมากตอนที่พวกเขากำลังจะกลับไปและดูเหมือนพวกเขามาเพื่อข่มขู่หว่านไห่ด้วย” จงฮุ่ยพูด “นอกจากนี้ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของชายหนุ่มจากสำนักถังที่ไม่ได้กลับไปด้วยกับสองคนนั้นจะไม่ค่อยดีนัก..ดังนั้นถึงเราจะฆ่าเขาไปผมก็เชื่อว่าคนของสำนักถังก็คงจะไม่สนใจหรอก”
“ไร้สาระยังไงนั่นมันก็เป็นเรื่องของครอบครัวและสำนักอยู่ดีและไม่ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะแย่แค่ไหนแต่มันไม่ใช่สิ่งที่เราจะทำได้อยู่ดีเพราะถ้าเราฆ่าเด็กคนนั้นล่ะก็คนในสำนักถังจะต้องไม่พอใจกับการกระทำของเราเพราะนั่นเป็นการหยามเกียรติและศักดิ์ศรี” จงโหลวซานพูด “ความสัมพันธ์ระหว่างหมู่บ้านเมียวของเรากับสำนักถังก็ไม่ค่อยจะดีนัก..ซึ่งที่ผ่านมาก็แค่ต่างคนต่างอยู่แต่ทว่าตอนนี้หว่านไห่ได้แข็งข้อกับสำนักถังเพราะงั้นฉันคิดพวกเขาคงจะจะไม่ยอมปล่อยไปอย่างแน่นอน”
“พ่อครับถ้าหากเราลองติดต่อไปหาคนจากสำนักถังบางทีพวกเขาอาจช่วยเราได้” จงฮุ่ยพูด
“อะไรกันแกไม่กลัวว่าพ่อหนุ่มจากสำนักถังจะแย่งหลัวสุ่ยไปจากแกงั้นเหรอ?..ถ้าพวกนั้นเสนอจะช่วยเราเพื่อแลกกับการได้แต่งงานกับหลัวสุ่ยล่ะแกจะทำยังไง?” จงโหลวซานกลอกตาไปมาแล้วพูดว่า “ถึงแม้ว่าพวกสาวกของสำนักถังจะไม่ได้เรื่องแต่ถังจิงหนานไม่ใช่คนโง่และมันไม่ง่ายเลยที่จะขอให้เขาช่วยเพราะงั้นอย่าไปยุ่งกับพวกเขาเลยจะดีกว่า” ไม่นานนักจงโหลวซานก็พูดต่อ “นอกจากนี้ด้วยความแข็งแกร่งของเหล่าหมอผีก็เพียงพอที่จะจัดการกับหว่านไห่แล้วเพราะงั้นเราไม่จำเป็นต้องไปขอให้ใครช่วยหรอก..อีกอย่างเมื่อไหร่ที่เราได้ขึ้นเป็นผู้นำและได้คัมภีร์ลับมาล่ะก็ในอนาคตมันจะไม่มีสำนักถังในมณฑลเสฉวนอีกต่อไป!”
เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านเพราะความทะเยอทะยานของจงโหลวซานคนนี้ช่างสูงจริงๆ เมื่อเย่เชียนรู้เรื่องนี้แล้วเขาก็กำลังจะหันหลังกลับและจากไปแต่ทันใดนั้นเสียงของจงโหลวซานก็ดังมาจากข้างในอีกครั้งว่า “หืม..ตอนนี้หว่านไห่เริ่มจะทำตัวยิ่งใหญ่โออ่ามากขึ้นเรื่อยๆและในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเขาก็เริ่มที่จะจับผิดพวกเราและผู้อาวุโสมากขึ้นเรื่อยๆ..ยิ่งไปกว่านั้นเขายังกล้าที่จะพิธีกรรมแลกเปลี่ยนเลือดประจำเผ่าโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อช่วยคนนอกอยากสาวน้อยที่ชื่อฉินหยูอีก..แค่เรื่องนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาก้าวลงจากตำแหน่ง!”
เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงและแน่นิ่งอยู่ตรงนั้นและคำพูดของจงโหลวซานก็ยังคงกึกก้องอยู่ในใจของเขา “พิธีกรรมแลกเปลี่ยนเลือด?” ตามที่คาดไว้ว่าเย่เชียนเดาถูกแล้วเพราะมีบางอย่างเกิดขึ้นเมื่อฉินหยูอยู่ในหมู่บ้านเมียวจริงๆและดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่อันตรายมากด้วย
“พิธีกรรมแลกเปลี่ยนเลือดนั้นเป็นศาสตร์ลับของเผ่าเมียวและเป็นการใช้สายเลือดบริสุทธิ์ของเผ่าเมียวเพื่อถ่ายโอนเลือดเข้าสู่ร่างกายของคนธรรมดาดังนั้นเธอจึงมีพลังอันทรงพลังของเผ่าเมียวของเรา..พิธีกรรมการแลกเปลี่ยนเลือดมีมาช้านานและเป็นของชนเผ่าเมียวโบราณ..ดังนั้นถึงแม้ว่ามันจะถูกใช้โดยผู้เฒ่าก็ตามแต่ถังยังไงมันก็ต้องได้รับการอนุมัติจากเหล่าผู้อาวุโสทั้งหมดก่อน..แต่ทว่าหว่านไห่กลับไม่ขออนุญาตจากผู้อาวุโสก่อนแต่ยังทำพิธีกับคนนอกอีกด้วยเพราะงั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ยกโทษให้ไม่ได้เพราะนี่คือการดูหมิ่นเทพผู้ยิ่งใหญ่ของเรา” จงโหลวซานพูด
“พ่อครับแล้วถ้าหากผู้เฒ่าหว่านไห่ไม่ช่วยเธอจริงๆแล้วพ่อจะปล่อยให้เธอตายอย่างงั้นเหรอ?” จงฮุ่ยพูด “แล้วทำไมพ่อถึงไม่ทำอะไรเลยล่ะ..ทำไมพ่อถึงสนใจเธอนักล่ะผมไม่เห็นข้อดีของฉินหยูเลยสักนิดเธอต่างจากหลัวสุ่ยของผมมากเกินไป”
“หืม..ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าหว่านไห่จะใช้พิธีกรรมแลกเปลี่ยนเลือดเพื่อช่วยชีวิตฉินหยูเอาไว้จริงๆอีกทั้งยังช่วยให้เธอหนีไปจากที่นี่อย่างลับๆอีกด้วยเพราะงั้นฉันก็เลยทำอะไรไม่ได้..ยิ่งไปกว่านั้นคาถามนต์ดำที่ฉันใช้มันก็มาจากที่ฉันเห็นในคัมภีร์โบราณและถึงแม้ว่าพิธีกรรมแลกเปลี่ยนเลือดจะใช้กับฉินหยูก็ตามแต่ตอนนั้นเธอกำลังตั้งครรภ์อยู่เพราะงั้นพลังแห่งเทพแม่หมอทั้งหมดจึงถูกส่งไปยังเด็กในท้อง” จงโหลวซานพูด
เมื่อได้ยินแบบนั้นเย่เชียนก็ถึงกับสั่นไปทั้งตัวและความโกรธก็พุ่งพรวดขึ้นมาทันที
“พ่อจะบอกว่าฉินหยูตั้งครรภ์ในเวลานั้นและพลังของเทพแม่หมอทั้งหมดก็ถูกส่งไปยังเด็กในท้องของเธออย่างงั้นเหรอ?” จงฮุ่ยพูด
“แกรู้อะไรไหมว่าพิธีกรรมการแลกเปลี่ยนเลือดเป็นพิธีกรรมที่สืบต่อมาอย่างยาวนานดังนั้นเมื่อเลือดบริสุทธิ์เข้าสู่ร่างกายของฉินหยูมันก็ถูกส่งต่อไปยังทารกในท้องเพราะทารกจะดูดซับสารอาหารของผู้เป็นแม่เมื่ออยู่ในท้อง..ดังนั้นเขาจะสูบเลือดบริสุทธิ์เข้าไปในร่างกายของเขาและเมื่อเลือดบริสุทธิ์ถูกส่งไปยังทารกเขาก็จะได้รับพลังทั้งหมดไปแทนฉินหยู” จงโหลวซานพูดต่อ “ส่วนคาถามนต์ดำผนึกวิญญาณที่ฉันใช้นั้นฉันศึกษามันมาตลอดทั้งชีวิตแต่ทว่าหว่านไห่กลับทำลายและแก้ไขได้อย่างง่ายดาย..แต่ต่อให้หว่านไห่จะช่วยชีวิตฉินหยูได้ก็เถอะแต่พิษมนต์ดำก็จะแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของเธอและตอนนี้มันก็ผ่านไปนานกว่าสองปีแล้วเพราะงั้นฉันเชื่อว่าเธอจะต้องฝันร้ายในทุกๆคืนและถ้าเธอไม่มาหาฉันภายในสามปีล่ะก็ท้ายที่สุดเธอก็ต้องตาย”
สามปี? เย่เชียนคำนวณเวลาแล้วพบว่ามันใกล้จะหมดเวลาแล้ว พลังเทพแม่หมอและพิษของเลือดบริสุทธิ์นั้นถึงแม้ว่าเย่เชียนจะไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่ก็น่ากลัวอย่างมากเมื่อได้ยินชื่อนี้ เมื่อรู้ว่าฉินหยูทุกข์ทรมานจากสิ่งเหล่านี้มานานกว่าสองปีแล้วแต่เย่เชียนกลับไม่รู้เลย ฉินหยูที่ต้องทุกข์ทรมานทุกๆคืนและเจ็บปวดมันจะเป็นความรู้สึกที่เลวร้ายแค่ไหนกัน? เมื่อคิดแบบนั้นความโกรธของเย่เชียนก็เพิ่มขึ้นและจิตสังหารก็ปะทุขึ้นทันที
“ใคร?” ทันใดนั้นเสียงตะโกนของจงโหลวซานก็ดังมาจากภายในบ้านและดูเหมือนว่าเขาจะรู้สึกถึงจิตสังหารของเย่เชียนได้ เมื่อเสียงนั้นจงลงจงโหลวซานก็ใช้ฝ่ามือกระแทกกำแพงไม้ไปทางเย่เชียน เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็ถึงกับผงะและหลบเลี่ยงจากนั้นจงโหลวซานกับจงฮุ่ยก็รีบวิ่งออกมาทันที
จงโหล่วซานยังคงสวมเสื้อคลุมสีดำและผ้าคลุมใบหน้าจนเย่เชียนไม่สามารถเห็นการแสดงออกของเขาได้อย่างชัดเจน สำหรับจงฮุ่ยก็เห็นได้ชัดว่าเขากำลังตกตะลึงอย่างมากจากนั้นก็มีร่องรอยของความโกรธปรากฏบนใบหน้าของเขาแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วพูดอย่างเย็นชาว่า “นี่มันหน้าประตูนรกและแกก็แส่บุกเข้ามาเองเพราะงั้นฉันอยากจะรู้จริงๆว่าตอนนี้ใครจะมาช่วยแกได้อีก”
เย่เชียนรู้สึกว่าการเผชิญหน้ากับอาวุธลับเหล่านี้เขาไม่กล้าที่จะประมาทเลยและถึงแม้ว่าเขาจะรำคาญแต่เขาก็ไม่ได้สนใจจงฮุ่ยมากนัก ในเวลานี้เย่เชียนก็จ้องมองไปทางจงโหลวซานด้วยสายตาที่อาฆาต
จงโหลวซานก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “แกเป็นคนรู้จักของฉินหยูอย่างงั้นเหรอ” เห็นได้ชัดว่าจงโหลวซานคนนี้ไม่ใช่คนโง่
“ใช่!” เย่เชียนพูด “บอกวิธีกำจัดพิษมาซะไม่งั้นก็อย่าโทษที่ผมทำตัวหยาบคายก็แล้วกัน”
“ฮ่า..นี่แกกำลังขู่ฉันอยู่งั้นเหรอไอ้เด็กน้อย” จงโหลวซานพูดด้วยรอยยิ้มที่ชั่วร้าย “ที่นี่มีแค่แกอย่างงั้นเหรอ..วันนี้แกรู้อะไรบางอย่างที่ไม่ควรรู้เข้าให้แล้วเพราะงั้นฉันไม่สามารถปล่อยแกไปได้หรอก..ลืมมันไปซะฉินหยูผู้หญิงคนนั้นต้องเป็นของฉัน!” เมื่อเสียงนั้นจงลงจงโหลวซานก็พุ่งไปข้างหน้าราวกับร่างผีไปที่ด้านข้างของเย่เชียนอย่างรวดเร็ว
เย่เชียนก็ไม่กล้าที่จะประมาทเลยและไม่เพียงแต่ต้องระวังพิษของพวกเขาเท่านั้นแต่ยังต้องจัดการกับการโจมตีกายภาพของจงโหลวซานอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นเห็นได้ชัดว่าความสามารถในการต่อสู้ของจงโหลวซานไม่ได้อ่อนแอและหมัดที่เขาปล่อยออกมานั้นก็มีท่วงท่าที่ไร้ที่ติ อย่างไรก็ตามประสบการณ์การต่อสู้จริงของเย่เชียนนั้นก็ไม่น้อยและเนื่องจากการแนะนำของชายนิรนามในวันนั้นจึงทำให้การฝึกฝนของเย่เชียนดีขึ้นอย่างมาก ในเวลานี้เย่เชียนก็หลบไปที่ด้านข้างและทันใดนั้นเย่เชียนก็พุ่งไปข้างหน้าและต่อยจงโหลวซานอย่างดุเดือด
อย่างไรก็ตามหมัดของเย่เชียนราวกับว่ามันถูกกระแทกกับแผ่นเหล็กเพราะจงโหลวซานไม่สะทกสะท้านใดๆราวกับว่าเขาไม่ได้รับความเสียหายเลย เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะผงะและคิดอย่างลับๆว่า “นี่คือเคล็ดลับวิชาอะไรกัน?” อย่างไรก็ตามในเวลานี้เขาไม่มีเวลามาคิดมากเพราะเขาต้องตั้งสมาธิเพื่อเผชิญหน้ากับจงโหลวซาน
ทันใดนั้นจงโหลวซานก็ตะโกนและต่อยเย่เชียนอย่างดุเดือดจนเย่เชียนไม่มีเวลาที่จะหลบหลีกได้ดังนั้นเย่เชียนจึงพุ่งไปหาจงโหลวซานด้วยพลังทั้งหมดของเขา มีเพียงเสียง “ปัง” ร่างของเย่เชียนก็กระเด็นกลับหัวกลับหางราวกับว่าวที่หักกลางอากาศแล้วกระแทกลงกับพื้นอย่างแรงจนเขากระอักเลือดออกมาที่ปาก