ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1192-1193
ตอนที่ 1192 คำบอกใบ้
………………..
โจวเจิ้งผิงตกตะลึงไปชั่วขณะและเห็นได้ชัดว่าไม่ได้คาดหวังว่าเย่เชียนจะพูดจาหยาบคายและพูดกับตัวเองแบบนี้จนเขาขมวดคิ้วโดยไม่ตั้งใจและสีหน้าของเขาดูไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้นเป็นประธานขององค์กรสามมุมเมืองผู้ยิ่งใหญ่และเป็นถถึงรัฐมนตรีของสภาไต้หวัน ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่เขาโดนคนหนุ่มสาวหยามเกียรติแบบนี้
“น้องเย่!..ช่วยระวังคำพูดด้วย!” โจวเจิ้งผิงพูดอย่างเย็นชา
เย่เชียนก็ดูประหลาดใจและเขาก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “เอ้าพี่ใหญ่โจวเองเหรอ..ผมขอโทษครับผมไม่รู้ว่าเป็นคุณที่โทรมา..พอดีผมกำลังนอนอยู่น่ะ”
โจวเจิ้งผิงถอนหายใจอย่างเย็นชาและไม่พูดอะไรต่อเพราะเขาไม่รู้ว่าคำพูดของเย่เชียนนั้นจริงหรือเท็จแต่มันไม่เหมาะสมจริงๆ “พี่ใหญ่โจวมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นหรือเปล่าทำไมถึงโทรมาตั้งแต่เช้าแบบนี้? ..หรือว่าเซินเจี๋ยเคลื่อนไหวแล้ว?” เย่เชียนเปลี่ยนเรื่องพูด
“ใช่!” โจวเจิ้งผิงตอบและพูดว่า “จากข้อมูลที่ลูกน้องของฉันรายงานมาดูเหมือนว่าเซินเจี๋ยจะบรรลุข้อตกลงบางอย่างกับองค์กรซูเหลียนและทั้งสองก็เริ่มพบปะกันบ่อยๆ เมื่อเร็วๆ นี้”
เย่เชียนตกตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วยิ้มและพูดว่า “ผมคิดว่าจุดประสงค์ของเซินเจี๋ยในการไปพบกับหลงซือผู้นำองค์กรซูเหลียนนั้นน่าจะเหมือนกับที่มันไปพบพี่ใหญ่โจ่ว..มันต้องการสงบศึกกับองค์กรซูเหลียนเพื่อที่มันจะได้จัดการเรื่องภายในขององค์กรเทียนเต๋า..ตามที่พี่ใหญ่โจวพูดก่อนหน้านี้เซินเจี๋ยได้บรรลุข้อตกลงบางอย่างกับรัฐบาลไต้หวันและในเวลานี้มันน่าจะวางแผนทำให้องค์กรซูเหลียนเคลื่อนไหวเพื่อทำให้รัฐบาลไต้หวันไม่พอใจเพราะชื่อเสียงขององค์กรซูเหลียนในไต้หวันตอนนี้ก็ไม่ค่อยจะดีนัก..ดังนั้นเซินเจี๋ยมันจะต้องหาข้ออ้างทำให้รัฐบาลโจมตีองค์กรซูเหลียนอย่างแน่นอน หลังจากหยุดไปชั่วขณะเย่เชียนก็พูดต่อ “นอกจากนี้พี่ใหญ่โจ่วก็น่าจะรู้ว่าหลงซือไม่ใช่คนโง่..เพราะงั้นถ้าเขารู้เรื่องนี้เขาจะไม่ร่วมมือกับเซินเจี๋ยอย่างแน่นอน..ยิ่งไปกว่านั้นเท่าที่ผมรู้มาหลงซือเป็นคนที่ไม่ยอมร่วมมือกับใครง่ายๆ”
“ใช่!” เย่เชียนพยักหน้าตอบและพูดว่า “สถานการณ์ตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วและเซินเจี๋ยมันก็ไม่สามารถทำอะไรได้..แต่เพื่อป้องกันเอาไว้พี่ใหญ่โจวสั่งให้ลูกน้องคอยสอดส่องอย่างใกล้ชิดก็แล้วกันจากนั้นก็ให้คนขอวคุณกระจายข่าวที่ว่าเซินเจี๋ยสมรู้ร่วมคิดกับเจ้าหน้าที่รัฐและตำรวจไต้หวันเพื่อกวาดล้างองค์กรใต้ดิน..พี่ใหญ่โจวก็น่าจะรู้ใช่มั้ยว่าถ้าเรื่องนี้ไปถึงหูของหลงซือเมื่อไหร่รับรองได้เลยว่าหลงซือจะไม่มีวันร่วมมือกับเซินเจี๋ยอย่างแน่นอน”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งโจวเจิ้งผิงก็ถอนหายใจเล็กน้อยและพูดว่า “ยิ่งฉันอายุมากขึ้นเท่าไหร่ฉันก็ยิ่งกล้าหาญน้อยลงเท่านั้น..ฉันมองอะไรง่ายๆ ไม่ออกเลยด้วยซ้ำ..โลกในอนาคตจะเป็นโลกของคนหนุ่มสาวอย่างพวกนายจริงๆ”
เย่เชียนยิ้มและพูดว่า “พี่ใหญ่โจวพวกเราคนหนุ่มสาวยังมีอะไรอีกมากที่ต้องเรียนรู้จากคุณ..คนเฒ่าคนแก่สั่งสมประสบการณ์มานานหลายปีและมันเป็นสิ่งที่คนหนุ่มสาวอย่างพวกผมไม่สามารถมีได้”
“อย่าพูดถึงเรื่องนั้นกันเลยเพราะถังยังไงถ้าน้องเย่อยู่ที่นี่ฉันก็ไม่ต้องกังวลอะไรเลย” โจวเจิ้งผิงยิ้มและพูดว่า “ฉันขอโทษจริงๆ ที่โทรมารบกวนนายตั้งแต่เช้า..เอาล่ะนายนอนต่อเถอะ..เมื่อวานนี้ลูกน้องของฉันบอกกับฉันว่านายน่ายกย่องและโหดเหี้ยมสมคำร่ำลือจริงๆ”
จากนั้นเย่เชียนก็แสยะยิ้มแล้วพูดว่า “แล้วพี่ใหญ่โจวไม่โกรธผมเหรอที่ผมทำร้ายลูกน้องของพี่ใหญ่”
“ไม่หรอก..ไอ้พวกนั้นสมควรโดนแล้วและควรจะได้รับบทเรียนดีๆ ซะบ้าง..นายทำถูกแล้วน้องเย่ถ้าเพราะถ้านายไม่สอนบทเรียนให้กับพวกนั้นบ้างล่ะก็มันคงไม่มีวันรู้เลยว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าจริงๆ” โจวเจิ้งผิงพูด
“แต่ถึงยังไงนั่นก็เป็นลูกน้องของพี่ใหญ่โจวอยู่ดี..ไม่ว่ายังไงก็ตามผมก็ต้องขอโทษด้วย..รบกวนพี่ใหญ่โจวบอกพวกนั้นด้วยว่าผมจะเชิญพวกเขาไปเลี้ยงมื้อเย็นวันหลังเพื่อแทนคำขอโทษของผม” เย่เชียนพูด
โจวเจิ้งผิงก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจและชื่นชมการกระทำของเย่เชียนเป็นอย่างมาก โดยทั่วไปแล้วเขาเองก็จะไม่ยอมใครจนทำให้เขาต้องเสียศักดิ์ศรี ซึ่งนั่นจะเป็นผลดีต่อเขาและทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเคารพเขา “น้องเย่ไม่ต้องกังวลไปหรอก” โจวเจิ้งผิงพูด “เอาล่ะนายนอนต่อเถอะ..เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลังก็แล้วกัน” ” หลังจากพูดจบโจวเจิ้งผิงก็วางสายไป
เย่เชียนขมวดคิ้วเล็กน้อยและเชื่อว่าโจวเจิ้งผิงยังโกรธอยู่ในตอนนี้แต่เขาก็พึงพอใจกับคำพูดของเย่เชียน เมื่อเย่เชียนคุยกับโจวเจิ้งผิงเขาก็มักจะสุภาพมากเกินไปดังนั้นถ้าหากยังเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ โจวเจิ้งผิงอาจจะหยิ่งผยองและได้ใจมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเย่เชียนจึงทำให้โจวเจิ้งผิงรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่ยอมใครง่ายๆ เช่นกัน
เย่เชียนเองก็เชื่อว่าโจวเจิ้งผิงสามารถเข้าใจเจตนาของเขาได้ซึ่งเป็นวิธีแสดงทัศนคติทางอ้อมต่อโจวเจิ้งผิงในรูปแบบสวมหน้ากากนั่นเอง
เย่เชียนไม่สนใจข่าวที่โจงเจิ้งผิงพูดที่ว่าเซินเจี๋ยติดต่อกับหลงซือเพราะเย่เชียนได้ตรวจสอบข้อมูลของหลงซือแล้ว อาจกล่าวได้ว่าสามขั้วอำนาจอย่างองค์กรสามมุมเมือง,องค์กรเทียนเต๋าและองค์กรซูเหลียนนั้นในบรรดาทั้งสามองค์กรหลงซือเป็นคนที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดมากที่สุดและเป็นคนที่ถือระบบศักดินามาโดยตลอด ดังนั้นเขาจะไม่เลือกร่วมมือกับเซินเจี๋ยเพื่อช่วยรัฐบาลอย่างแน่นอน ดังนั้นเมื่อเซินเจี๋ยไปหาหลงซือดังข่าวที่ว่านั้นในความเห็นของเย่เชียนแล้วเซินเจี๋ยพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของหลงซือเพราะกลัวว่าหลงซือจะสร้างปัญหาให้กับเขาในเวลานี้ เพราะสำหรับเซินเจี๋ยแล้วสถานการณ์ในปัจจุบันขององค์กรเทียนเต๋ากำลังวุ่นวายและในไม่ช้าเขาก็จะสามารถดำรงตำแหน่งผู้นำองค์กรเทียนเต๋าได้อย่างราบรื่น ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่จำเป็นต้องบาดหมางกับหลงซือ ซึ่งเซินเจี๋ยก็เลยพยายามทำให้หลงซือเชื่อว่าการเคลื่อนไหวในเวลานี้คือการสร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเอง
หลังจากลุกขึ้นและอาบน้ำแล้วเย่เชียนก็เดินลงไปข้างล่างและพบว่าเหลียงหยานออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว ส่วนซูเหว่ยก็อยู่ในห้องนั่งเล่นคนเดียวบนโซฟาราวกับว่าเธอกำลังจัดเตรียมอะไรบางอย่าง ถึงแม้ว่าซูเหว่ยจะไม่ได้ไปที่บริษัทก็ตามแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะปล่อยมือได้และเธอก็ยังต้องจัดการกับเอกสารจำนวนมากเพราะสิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกส่งมาโดยผู้ช่วยของเธอ เย่เชียนเองก็ไม่ได้กังวลว่าข่าวจะรั่วไหลว่าเซินเจี๋ยจะรู้ว่าซูเหว่ยอยู่ที่นี่เพราะเย่เชียนเชื่อว่าเซินเจี๋ยจะไม่มีความสามารถมากพอที่จะสืบข่าวนี้ได้
ซูเหว่ยดูเหมือนจะทุ่มเทกับงานของเธอมากและเธอก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเย่เชียนลงมาข้างล่าง ซึ่งเย่เชียนเองก็ไม่รบกวนเธอและเดินเข้าไปในครัวอย่างเงียบๆ และหลังจากอุ่นโจ๊กและเกี๊ยวแล้วเย่เชียนก็กินมันแต่รสชาติไม่ค่อยดี เย่เชียนเดาว่าซูเหว่ยเป็นคนทำใช่ไหม?เพราะถึงแม้ว่าทักษะการทำอาหารของเหลียงหยานจะไม่ได้เลิศหรูนักแต่รสชาติก็ไม่ได้แย่ขนาดนี้
เมื่อเย่เชียนกินเสร็จเขาก็จู่ๆ โทรศัพท์มือถือของเย่เชียนก็ดังขึ้นจนซูเหว่ยรู้สึกตัว จากนั้นเธอก็หันไปมองเย่เชียนและพูดว่า “ตื่นแล้วเหรอกินข้าวยัง?”
“ฉันเพิ่งกินโจ๊กไปเมื่อกี้..เธอทำงานต่อเถอะฉันขอรับสายก่อน” หลังจากที่เย่เชียนพูดจบเขาก็กลับไปที่ห้องครัวและมองไปที่จอแสดงผลบนโทรศัพท์มือถือของเขาแล้วพบว่าเป็นสายของเฉินโม่ เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็ตกตะลึงไปชั่วขณะหนึ่งและหลังจากรับสายแล้วเย่เชียนก็พูดว่า “เกิดอะไรขึ้น? ..มีอะไรเกี่ยวกับพวกอินทรีขาวงั้นเหรอ? ..หรือเป็นเรื่องของเซินเจี๋ย?”
เฉินโม่ก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งและพูดว่า “เอ่อ..บอสครับ..เซินเจี๋ยยังไม่ได้ติดต่อผมมาเลย”
“แล้วนายมีเรื่องอะไร?” เย่เชียนพูด
“บอสสั่งให้ผมส่งคนไปปกป้องพี่สะใภ้อย่างลับๆ ใช่มั้ยครับ” เฉินโม่พูด ส่วนเย่เชียนก็พยักหน้าเล็กน้อยและตอบ มีเรื่องแบบนั้นจริงๆ เพราะเย่เชียนรู้สึกไม่สบายใจตั้งแต่เขามาที่ไต้หวัน ดังนั้นเย่เชียนจึงสั่งให้เฉินโม่ส่งคนไปปกป้องหูวเค่ออย่างลับๆ จากนั้นเฉินโม่ก็พูดต่อ “หน่วยข่าวของกรองเรารายงานว่าวันนี้พี่สะใภ้ต้องไปประชุมกับคนที่ชื่อฉีตงครับบอส”
เย่เชียนงุนงงเล็กน้อยแล้วพูดว่า “มีปัญหาอะไรหรือเปล่า? ..การติดต่อเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเองปกติอยู่แล้ว”
“บอสผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น..ผมไม่ได้บอกว่าพี่สะใภ้จะนอกใจบอส” เฉินโม่อธิบายอย่างเร่งรีบ
เย่เชียนก็พูดว่า “เออๆ ..ฉันเข้าใจแล้วเพราะงั้นมีอะไรก็ว่ามา”
“ชื่อเสียงของฉีตงนั้นไม่ค่อยดีนักเพราะถึงแม้ว่าเขาจะดูเหมือนเป็นผู้สนับสนุนประเทศจีนมาตลอดแต่ที่จริงแล้วเขาเป็นคนสองหน้าสวมหน้ากาก..นอกจากนี้เขายังมีวีรกรรมโชกโชนมากมายแต่เพราะอิทธิพลในวงการใต้ดินของเขานั้นจึงทำให้รัฐบาลไม่กล้าแตะต้องเขา..อีกอย่างเขาเป็นหมาล่าเนื้อเพราะงั้นผมกลัวว่าพี่สะใภ้จะตกอยู่ในอันตรายครับบอส” เฉินโม่พูด
เย่เชียนขมวดคิ้วเล็กน้อยและถึงแม้ว่าเขาจะรู้ว่าทักษะการต่อสู้ของหูวเค่อนั้นยอดเยี่ยมแต่เธอก็เป็นผู้หญิง ดังนั้นเย่เชียนจึงไม่มีทางเลือกจริงๆ ด้วยเหตุนี้เย่เชียนจึงเอ่ยปากถามว่า “ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน?”
“ที่สโมสรบลูสกายทางตอนใต้ของเมืองไทเป..มันเป็นห้องส่วนตัวVIPเพราะงั้นคนของผมจึงไม่สะดวกที่จะเข้าไป..” เฉินโม่พูด
เย่เชียนพยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “เข้าใจแล้วเดี๋ยวฉันไปเอง” หลังจากพูดจบเย่เชียนก็วางสายไป เมื่อเดินออกจากครัวเย่เชียนก็เหลือบมองซูเหว่ยและพูดว่า “เธออยู่บ้านคนเดียวไปก่อนนะฉันต้องออกไปทำธุระข้างนอก..เธอโอเคนะ?”
ซูเหว่ยยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “โอเคนายไปเถอะ..ฉันเองก็มีงานต้องทำอีกเยอะ..ฉันยังต้องเซ็นเอกสารในบริษัทอีกตั้งหลายฉบับ”
จากนั้นเย่เชียนก็ฉีกยิ้มแล้วจูบแก้มซูเหว่ยจากนั้นก็หลังกลับและเดินออกไป
ตอนที่ 1193 หูวเค่อตกอยู่ในอันตราย
………………..
หูวเค่อไม่ใช่ผู้หญิงที่ไร้เดียงสาที่ไม่รู้จักอันตรายของโลกภายนอก เธอเคยเปิดสโมสรที่สำคัญของเมืองหลวงและติดต่อกับเจ้าหน้าที่รัฐและนักธุรกิจระดับสูงมากมาย ดังนั้นเธอจึงสามารถจัดการกับคนเหล่านั้นได้อย่างง่ายดายและโดยธรรมชาติแล้วเธอก็รู้จักนิสัยของฉีตงดีด้วยแต่เพื่อประโยชน์ของแผนการแล้วเธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเมินเฉยในตอนนี้ ดังนั้นถึงแม้ว่าตำแหน่งในรัฐบาลของฉีตงในปัจจุบันของจะไม่แน่นอนนักแต่ถ้าเธอร่วมมือกับเขาได้ล่ะก็แผนการของเธอจะราบรื่นอย่างมาก
ชื่อเสียงทางการเมืองของฉีตงในไต้หวันนั้นไม่ค่อยดีนักและเขาก็ได้รับการขนานนามว่าเป็นคนที่สุรุ่ยสุร่าย ซึ่งตราบใดที่เขาต้องการผู้หญิงเกือบทุกคนก็ไม่สามารถหลบหนีไปจากเงื้อมมือของเขาได้เลยและไม่ว่าจะเป็นใครแต่ตราบใดที่เขาต้องการเขาจะทำทุกอย่างที่ทำได้
อย่างไรก็ตามชื่อเสียงของฉีตงด้านการเมืองก็ย่ำแย่อย่างมากและเกือบทุกคนในรัฐบาลก็เกลียดเขายกเว้นบางคนที่ต้องทำงานร่วมกับเขาแต่นอกจากนี้ก็ไม่มีใครชอบเขาเลย อย่างไรก็ตามทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะเขามีอิทธิพลในวงการใต้ดินดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติสำหรับทุกคนที่จะยอมทำในสิ่งที่เขาต้องการและเป็นเรื่องปกติที่จะประจบประแจงกับเขา
ในสายงานที่ฉีตงอยู่นั้นเขาเป็นเสือผู้หญิงและผู้หญิงเกือบทุกคนก็ตกเป็นของเขาหมด โดยไม่คำนึงถึงความสวยงามหรือรูปลักษณ์ของพวกเธอเพราะเขาไม่สนใจ สำหรับเขาแล้วความงามที่แท้จริงไม่ได้ดูที่ใบหน้าหรือรูปร่างของพวกเธอแต่ดูที่ทักษะและความเร่าร้อนบนเตียงนั่นเอง สำหรับสิ่งที่เขาคิดนั้นหลายๆ คนมักจะไม่เข้าใจจริงแต่ในสายตาของเขามีคนมากมายในโลกนี้ที่มองคุณภาพมากกว่ารูปลักษณ์และเขาก็ไม่รู้ว่าความงามที่แท้จริงของผู้หญิงอยู่ที่ไหนแต่สำหรับเขานั้นมันคือท่วงท่าของแต่ละคนที่ยอดเยี่ยมอย่างสมบูรณ์แบบตามธรรมชาติ
แต่เมื่อเขาเห็นหูวเค่อเขาก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างเป็นธรรมชาติและความงดงามของหูวเค่อก็ทำให้เขาเปลี่ยนความคิดจนเขาอยากรู้ว่าคนที่งดงามอย่างหูวเค่อจะเร่าร้อนเมื่ออยู่บนเตียงหรือเปล่า อย่างไรก็ตามเสน่ห์ของหูวเค่อได้ดึงดูดความสนใจของฉีตงอย่างลึกซึ้ง หากไม่ใช่เพราะสิ่งนี้เขาก็คงไม่คิดที่จะเข้าหาหูวเค่ออย่างแน่นอนแต่ไปหาผู้หญิงที่เร่าร้อนแทน แต่คราวรนี้เขามุ่งเป้าตรงไปที่หูวเค่ออย่างสมบูรณ์แบบแต่ถ้าไม่ใช่เพราะหูวเค่อแล้วเขาคงจะหมดความอดทนไปนานแล้ว เป็นเพราะเหตุนี้เองที่ทำให้เขาผัดวันประกันพรุ่งและไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนแก่เย่เชียนและจุดประสงค์ก็เพื่อสร้างโอกาสให้เขาได้พบกับหูวเค่อบ่อยขึ้นนั่นเอง
ณ 0สโมสรบลูสกายในห้องส่วนตัวฉีตงกำลังมองไปที่หูวเค่อที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับเขาด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของเขาและดวงตาที่แวบวาบในดวงตา “คุณหูวคุณไม่รังเกียจใช่มั้ยถ้าผมจะขอสูบบุหรี่” ฉีตงพูดขณะที่จุดบุหรี่ในปากซึ่งไม่จำเป็นต้องถามหูวเค่อเลยก็ได้และไม่ว่าหูวเค่อจะตอบหรือไม่ก็ตามแต่ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิมอยู่ดี
ในทางตรงกันข้ามมีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ยังหลงใหลและยังคงไล่ตามฉีตงหลังจากที่ได้มีเพศสัมพันธ์กับเขาหนึ่งครั้ง เขามีวิธีการในเรื่องแบบนี้และนอกจากนี้ยังมีผู้หญิงหลายคนที่ยกย่องฉีตงว่ามีเสน่ห์อย่างมากเมื่อเขาสูบบุหรี่และดวงตาที่ดูเศร้าของเขานั้นดึงดูดผู้หญิงเป็นพิเศษ ดังนั้นฉีตงจึงมั่นใจในตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ กับรูปลักษณ์ของเขาเมื่อเขาสูบบุหรี่และเขาชอบที่จะแสดงความเท่ห์ของเขาต่อหน้าผู้หญิงทุกคน
อย่างไรก็ตามเขาไม่รู้ว่าหูวเค่อเกลียดผู้ชายที่สูบบุหรี่และถึงแม้ว่าเย่เชียนจะสูบบุหรี่ต่อหน้าหูวเค่อก็ตามแต่เธอก็จะตำหนิเย่เชียนทุกครั้ง ถึงแม้ว่าหูวเค่อจะรักเย่เชียนแค่ไหรแค่เธอก็ไม่ชอบบุหรี่อยู่ดีเพราะกลิ่นมันน่าขยะแขยงมากสำหรับเธอ ยิ่งไปกว่านั้นหูวเค่อก็ไม่ได้ชอบฉีตงเลยแม้แต่น้อยและถ้าไม่ใช่เพื่อการทำงานแล้วเธอก็คงไม่คิดที่จะมาพบฉีตงอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงไม่ต้องพูดเลยว่าฉีตงไม่สามารถดึงดูดใจหูวเค่อได้เลยแม้แต่น้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าเธอ
ฉีตงสูบบุหรี่อย่างช้าๆ แล้วพูดว่า “คุณหูวผมได้ยินมาว่าคุณมีสโมสรในประเทศจีนใช่มั้ย? ..ไม่ทราบว่านั่นคือเรื่องจริงหรือเปล่า?”
“ใช่ฉันเคยมี..แต่ตอนนี้เครือน่านฟ้ากรุ๊ปซื้อมันไปแล้ว” หูวเค่อพูด “ผู้อำนวยการฉีฉันต้องขอโทษจริงๆ ที่รบกวนคุณหลายครั้งแบบนี้แต่ฉันอยากรู้ว่าผู้อำนวยการฉีจะอนุมัติ…”
“คุณหูววันนี้เราจะคุยเรื่องคุณเท่านั้นและผมจะไม่พูดเรื่องที่เกี่ยวกับรัฐบาล” ฉีตงขัดจังหวะคำพูดของหูวเค่อและพูด เมื่อได้ยินแบบนั้นหูวเค่อก็ประหลาดใจเล็กน้อยและยิ้มอย่างเชื่องช้าแต่ไม่ได้พูด หลังจากหยุดไปชั่วขณะฉีตงก็พูดต่อ “เร็วๆ นี้ผมก็สนใจเกี่ยวกับสิ่งที่เครือน่านฟ้ากรุ๊ปทำอยู่เหมือนกัน..พวกนั้นได้สร้างศูนย์ขนส่งโลจิสติกส์ในไต้หวันและตอนนี้โดยพื้นฐานแล้วอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และการขนส่งของไต้หวันทั้งหมดถูกผูกขาดโดยพวกนั้น..ถ้ามันยังเป็นแบบนี้อยู่เศรษฐกิจของไต้หวันจะเป็นอันตราย..ผมไม่รู้ว่าพวกเบื้องบนมัวทำอะไรกันอยู่..ผมไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นแต่ผมจะช่วยเทคโอเวอร์สโมสรของคุณกลับคืนมาจากนั้นผมจะช่วยคุณสอนบทเรียนที่ดีให้กับเครือน่านฟ้ากรุ๊ปเอง..นั่นถือได้ว่าเป็นการแก้แค้นให้กับคุณหูวน่ะครับ”
หูวเค่ออึ้งไปครู่หนึ่งแล้วส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้และพูดว่า “ผู้อำนวยการฉีคุณไม่จำเป็นต้องลำบากใจในเรื่องนี้หรอกค่ะ..อีกอย่างเครือน่านฟ้ากรุ๊ปยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเบื้องบนของรัฐเพราะงั้นฉันไม่อยากให้คุณลำบาก”
ฉีตงก็ฉีกยิ้มแล้วพูดว่า “คุณหูวกำลังดูถูกผมอยู่งั้นเหรอ? ..ใช่ถึงผมจะเป็นเพียงแค่ผู้อำนวยการสำนักงานตุลาการก็ตามแต่จริงๆ แล้วผมทำอะไรได้มากกว่านั้นเยอะ..เพราะงั้นตราบใดที่คุณหูวพูดผมสัญญาเลยว่าเครือน่านฟ้ากรุ๊ปจะต้องจดจำเหตุการณ์นี้ไปตลอดชีวิต”
หูวเค่อยิ้มอย่างขมขื่นแล้วพูดว่า “ขอบคุณผู้อำนวยการฉีมากค่ะสำหรับน้ำใจของคุณแต่ฉันไม่ต้องการแบบนั้น..ฉันไม่ต้องการทำให้อาชีพทางการเมืองของผู้อำนวยการฉีต้องเสียหายและกระทบกระเทือนเพราะฉัน..อีกอย่างฉันต้องพึ่งผู้อำนวยการฉีอีกหลายๆ อย่างในอนาคต..เพราะงั้นฉันต้องขอรบกวนผู้อำนวยการฉีด้วยนะคะ” ในขณะที่หูวเค่อพูดนั้นเธอก็หยิบซองจดหมายออกมา ซึ่งนี่เป็นเพียงการลงทุนเบื้องต้นและจำเป็นเพราะถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้เธอจะดึงขุนพลลงมาจากหลังม้าได้อย่างไร? เพราะแค่อาศัยการสนับสนุนจากจีนอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับสิ่งต่างๆ ในอนาคตดังนั้นหูวเค่อจึงยอมให้คนอื่นจูงจมูกไปก่อนและเมื่อถึงเวลาท้ายที่สุดแล้วเธอก็จะเป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่ดี
ฉีตงไม่ได้ยื่นมือออกไปรีบแต่พูดด้วยความสงสัยว่า “คุณหูวหมายความว่าไงครับ?”
“ผู้อำนวยการฉีอย่าเพิ่งเข้าใจฉันผิด..นี่เป็นเจตนาดีของฉันค่ะ” หูวเค่อพูด
ฉีตงยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “คุณหูวกำลังดูถูกผมอยู่งั้นเหรอ? ..ผมเห็นคุณหูวเป็นเพื่อนของผมแต่คุณทำแบบนี้กับผมเนี่ยนะ?” ฉีตงนั้นไม่ได้สนใจเรื่องเงินเลยแม้แต่น้อยเพราะสิ่งที่เขาต้องการคือตัวของหูวเค่อนั่นเอง
“เพื่อนก็ส่วนเพื่อนแต่ก็ควรมีมารยาทและรู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรด้วย..ฉันหวังว่าผู้อำนวยการฉีจะไม่ปฏิเสธนะคะ” หูวเค่อพูด
“คุณหูวถ้าคุณยังยืนกรานแบบเดิมเราก็ไม่จำเป็นต้องคุยกันอีก” ฉีตงพูด “ผมเพิ่งจะพูดไปว่าวันนี้เราจะคุยกันแค่เรื่องของคุณไม่ใช่เรื่องทางการหรือที่เกี่ยวกับงานรัฐบาล..มาเถอะมาดื่มกัน!” ในขณะที่พูดฉีตงหยิบขวดไวน์ขึ้นมาและกำลังจะเทไวน์ให้หูวเค่อ
“ผมจะให้คนสวยๆ อย่างคุณหูวทำเองได้ยังไง? ..ช่างเป็นเกียรติของผมจริงๆ ที่ได้ให้รินไวน์ให้กับคนสวยๆ อย่างคุณ” ฉีตงหัวเราะเบาๆ เพื่อแสดงเสน่ห์ของเขาในฐานะสุภาพบุรุษและรินไวน์ให้หูวเค่อ ซึ่งทักษะดังกล่าวของฉีตงนั้นแนบเนียนและดูเป็นมืออาชีพอย่างมากเพราะเขาแอบใส่ยาเม็ดบางอย่างที่แนบอยู่ระหว่างนิ้วของเขาลงในแก้วไวน์ของหูวเค่อ ยิ่งไปกว่านั้นเขาทำสิ่งนี้บ่อยๆ และไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งเพราะเขาฝึกฝนทำแบบนี้มานานแล้ว
“เป็นเกียรติสำหรับผมจริงๆ ที่ได้พบกับคุณหูว..ผมหวังว่าเราจะได้ติดต่อกันมากขึ้นในอนาคตเพื่อที่ความสัมพันธ์ของเราจะได้ใกล้ชิดกันมากกว่าแค่เพื่อนนะครัล” ฉีตงพูดด้วยรอยยิ้มที่เขาคิดว่ามีเสน่ห์ ซึ่งคำพูดของเขาเต็มไปด้วยการหว่านเสน่ห์และเจ้าชู้จนคิ้วของหูวเค่อขมวดเข้าหากันและมีเจตนาฆ่าอยู่ในใจ หากไม่ใช่เพราะความสามารถของฉีตงในเวทีการเมืองของไต้หวันแล้วล่ะก็หูวเค่อคงจะสั่งสอนบทเรียนดีๆ ให้กับเขาไปนานแล้ว
เมื่อเห็นการแสดงออกของหูวเค่อแล้วฉีตงก็หัวเราะและพูดว่า “คุณหูวอย่าเพิ่งเข้าใจผมผิด..ผมหมายความว่าเราจะสามารถเป็นเพื่อนกันได้และกลายเป็นเพื่อนสนิทกันน่ะ..มาเถอะ..เรามาดื่มกัน!” หลังจากพูดจบเขาก็เงยหน้าขึ้นและเทไวน์ลงในแก้วและมองไปที่หูวเค่อ
หูวเค่อถอนหายใจเล็กน้อยแล้วหยิบแก้วไวน์ขึ้นมาดื่ม ซึ่งต่อให้ฉีตงจะน่ารำคาญแค่ไหนก็ตามแต่ตอนนี้เขายังมีประโยชน์กับเธออยู่มาก การดึงคนอีกหนึ่งคนลงไปในน้ำได้ก็เท่ากับเพิ่มโอกาสสำเร็จอีกหนึ่งครั้ง ดังนั้นถึงแม้ว่าฉีตงจะคิดไม่ซื่อกับเธอก็ตามแต่ตราบใดที่ฉีตงไม่ทำอะไรมากเกินไปล่ะก็หูวเค่อจะปล่อยเขาไปและใช้ประโยชน์จากเขามากที่สุดและอดทนรอวันที่จะจัดการกับเขาในภายหลัง
รอยยิ้มที่พึงพอใจก็ปรากฏอยู่บนใบหน้าของฉีตงเพราะเขาไม่เชื่อว่าจะมีผู้หญิงที่ดีจริงๆ ในโลกใบนี้ ซึ่งในความคิดของเขาเมื่อหูวเค่อถูกเขาข่มขืนแล้วล่ะก็หูวเค่อก็จะต้องเชื่อฟังเขาแต่หูวเค่อจะรู้ได้ยังไงว่าฉีตงจะกล้าทำแบบนี้จริงๆ เพราะหูวเค่อนั้นเต็มไปด้วยความระมัดระวังอยู่เสมอแต่ทว่าทันทีที่ไวน์ไหลลงสู่ท้องของเธอหูวเค่อก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติและเธอก็เวียนหัวอย่างเห็นได้ชัดและจะอยากลุกขึ้นแต่พบว่าร่างกายของเธอไม่มีเรี่ยวแรงเลยแม้แต่น้อย
.