ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1226 การหารือของสามขั้วอำนาจแห่งไต้หวัน (3)
ตอนที่ 1226 การหารือของสามขั้วอำนาจแห่งไต้หวัน (3)
………………..
เย่เชียนไม่สามารถอยู่ในไต้หวันเป็นเวลานานได้และเหตุผลที่เขาเร่งแผนการก็เพราะมีบางอย่างเกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนและเขาไม่อยากพลาดโอกาสที่ดีเช่นนี้ไป ยิ่งไปกว่านั้นต่อให้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเย่เชียนก็จะไม่ออกมาข้างหน้าเพื่อทำสิ่งต่างๆ อย่างโจ่งแจ้งเด็ดขาดเพราะท้ายที่สุดเย่เชียนชอบที่จะอยู่เบื้องหลังและเป็นคนควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดเอาไว้อย่างลับๆ มากกว่า
นากาซาวะเคโกะคือเย่หวันคนปัจจุบันและเธอก็โค้งคำนับเล็กน้อยโดยไม่ถ่อมตนหรือหยิ่งยโสใดๆ และพูดว่า “สวัสดีค่ะประธานโจว..ประธานหลง!”
โจวเจิ้งผิงกับหลงซือก็หันไปมองเย่เชียนและพูดด้วยความประหลาดใจว่า “น้องเย่..นี่หมายความว่าไง?”
เย่เชียนก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ผมไม่ชอบออกนอกหน้ามากเกินไปเพราะงั้นในอนาคตทุกอย่างในไต้หวันเธอจะเป็นคนจัดการและเธอก็คือตัวแทนของผมในไต้หวันและเธอจะยังเป็นประธานขององค์กรอินทรีเลือดเหล็กและสำหรับตำแหน่งรองประธานนั้นจะเป็นพวกคุณทั้งสอง”
“อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนั้นเลยเพราะเรายังไม่ได้ตกลงกันจนกว่าจะรู้ผล” โจวเจิ้งผิงพูด “เรามาคุยกันถึงเรื่องหลังจากที่นายคว้าตำแหน่งประธานรัฐสภากันดีกว่า”
เย่เชียนยิ้มและพูดว่า “ถ้าผมไม่มั่นใจเต็มที่ผมก็คงจะไม่มาคุยเรื่องนี้กับพวกคุณหรอก..ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ในการคำนวณของผมหมดแล้ว”
โจวเจิ้งผิงกับหลงซือก็มองเย่เชียนด้วยความสงสัยและไม่เข้าใจว่าทำไมเย่เชียนถึงมีความมั่นใจขนาดนี้แต่เมื่อเห็นเย่เชียนยิ้มอย่างมั่นใจพวกเขาก็ดูเหมือนจะรู้สึกได้ว่าพวกเขาจะต้องแพ้การเดิมพันครั้งนี้ให้กับเย่เชียนจริงๆ และพวกเขาก็ต้องแพ้ให้กับคลื่นลูกใหม่และคนรุ่นใหม่อย่างเย่เชียนที่กล้าหาญและกล้าเสี่ยงเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่และโลกใบนี้ไม่ใช่ของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว แน่นอนว่าพวกเขายังหวังให้เย่เชียนชนะการเดิมพันครั้งนี้เพราะท้ายที่สุดพวกเขาก็ชัดเจนว่าสิ่งที่เย่เชียนพูดก่อนหน้านี้สมเหตุสมผลอย่างมาก ซึ่งในอนาคตพวกเขาจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายและยากลำบากแต่ถ้าหากแผนการของเย่เชียนสำเร็จล่ะก็ตัวตนของพวกเขาจะเปลี่ยนไปอย่างมาก
การเจรจาครั้งนี้ประสบความสำเร็จเพราะโดยพื้นฐานแล้วเย่เชียนยังเข้าใจถึงความระมัดระวังของโจวเจิ้งผิงกับหลงซือได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามพวกเขายังคิดถึงตัวเองซึ่งไม่ผิดแต่ถ้าหากพวกเขาตกลงอย่างง่ายดายโดยไม่ลังเลล่ะก็นั่นคือสิ่งที่ผิดปกติและเย่เชียนจะสงสัยดังนั้นการที่ทั้งสองสงสัยและไม่ไว้วางใจเย่เชียนนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่พวกเขาจะคิดแบบนั้น
เย่เชียนไม่กังวลว่าจะมีปัญหาใดๆ ในการเลือกตั้งประธานรัฐสภาเพราะด้วยความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่มากมายที่หูวเค่อเจรจาเอาไว้ควบคู่ไปกับอิทธิพลขององค์กรเทียนเต๋าและเครือน่านฟ้ากรุ๊ปที่มีอิทธิพลทางศูนย์ขนส่งโลจิสติกส์และกิจการแท็กซี่ของหม่าฮงจงกับหยานเทียนเป่าและเจ้าอี้ข่ายแล้วตำแหน่งประธานรัฐสภาก็อยู่แค่เอื้อมเท่านั้น
“หมิงซูไปสั่งให้บริกรมาเสิร์ฟอาหารหน่อยฉันอยากดื่มอะไรดีๆ กับพี่ใหญ่โจวและประธานหลงสักหน่อย..นี่คือการเฉลิมฉลององค์กอินทรีเลือดเหล็กล่วงหน้าเพราะในอนาคตเราจะสามารถนั่งในอาคารรัฐสภาของไต้หวันดื่มกันอย่างสบายใจฮ่าๆ!” เย่เชียนพูด
โจวเจิ้งผิงกับหลงซือก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นทั้งสองก็ยิ้มและไม่พูดอะไรมากเพราะแท้ที่จริงแล้วเย่เชียนวาดภาพเอาไว้อย่างสวยงามและพวกเขาก็หวังว่าเย่เชียนจะทำสำเร็จและภาพเหล่านั้นก็ปรากฏเพราะเมื่อนึกถึงภาพที่องค์กรใต้ดินทั้งหมดถูกรวมเป็นหนึ่งแล้วพวกเขาจะต้องแข็งแกร่งอย่างมากและยังสามารถนั่งในอาคารรัฐสภาและพูดคุยเกี่ยวกับอนาคตของไต้หวันกันได้อย่างสบายใจและนั่นเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การโอ้อวดอย่างแท้จริง
ระหว่างรับประทานอาหารเย่เชียนไม่ได้พูดอะไรเพราะเรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องพูดอีกต่อไปเพราะว่ามันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามโจวเจิ้งผิงกับหลงซือก็ยังคงครุ่นคิดอย่างหนักหน่วงและพวกเขาก็ไม่ได้มีความอยากอาหารมากนัก ในตอนนี้เย่เชียนมีความมั่นใจอย่างมากซึ่งทำให้พวกเขาประหลาดใจและถึงแม้ว่าพวกเขาจะรู้มาบ้างว่าเย่เชียนนั่นแข็งแกร่งแต่พวกเขาก็ไม่ได้ทราบรายละเอียดเชิงลึกมากนัก ซึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทวีปตะวันออกกลางนั้นเป็นอาณาจักรของเย่เชียนและนั่นก็หมายความว่าถ้าเย่เชียนควบคุมพวกเขาได้นั่นก็หมายความว่าเย่เชียนได้รัดคอพวกเขาและพวกเขาจะอยู่หรือตายมันก็ขึ้นอยู่กับเย่เชียนแล้ว
อย่างไรก็ตามพวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าเย่เชียนยังมีกองทัพเรือไอร่อนบลัดอยู่อีก ดังนั้นถึงแม้ว่าโจวเจิ้งผิงกับหลงซือจะทำข้อตกลงบางอย่างกับการขนส่งต่างประเทศก็ตามแต่เย่เชียนก็สามารถทำลายเส้นทางการขนส่งของพวกเขาผ่านกองทัพเรือไอร่อนบลัดอยู่ดี แน่นอนว่าเย่เชียนสามารถฆ่าพวกเขาได้อย่างง่ายดายเพียงแต่ว่าเย่เชียนไม่ต้องการเพราะมันจะเสียเวลา
ซึ่งหลังรับประทานอาหารกันเสร็จโจวเจิ้งผิงกับหลงซือก็กลับไปก่อนและเมื่อมองดูพวกเขาจากไปเย่เชียนก็หันไปมองหวังหมิงซูและพูดว่า “นายไม่ว่าอะไรใช่ไหมถ้าฉันทำแบบนี้?”
หวังหมิงซูถึงกับตกตะลึงไปครู่หนึ่งและรีบพูดว่า “ไม่ครับบอส..เรื่องนี้บอสพิจารณามาอย่างดีและท้ายที่สุดแล้วตัวตนของผมก็มีหน้าที่เป็นของตัวเองและเพื่อประโยชน์ของตัวผมด้วย..ถึงยังไงผมก็เกิดในแวดวงใต้ดินเพราะงั้นถ้าผมได้เป็นประธานาธิบดีของไต้หวันล่ะก็ผมไม่สามารถทำได้จริงๆ ..นอกจากนี้ผมเองก็รู้จุดยืนของตัวเองและหน้าที่ของตัวเองดีครับ!”
เย่เชียนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจแล้วพูดว่า “ถ้านายคิดอย่างนี้มันก็ได้แต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะฉันจะไม่ปฏิบัติกับนายแย่ๆ อย่างแน่นอน..ถึงแม้ว่าจิ้งจอกเฒ่าทั้งสองอย่างโจวเจิ้งผิงกับหลงซือจะตกลงรับข้อเสนอแล้วแต่เราก็ต้องระวังให้มาก..หลังจากนี้ต่อไปนายควรรวบรวมคนทั้งหมดอย่างเป็นทางการให้อยู่ภายใต้นายและด้วยวิธีนี้ถึงแม้ว่าพวกเขาจะลับหลังเราในอนาคตถึงยังไงพวกเขาก็ไม่มีพลังมากพอที่จะทำอะไรเราได้อยู่ดี!”
“รับทราบครับบอสผมรู้ว่าต้องทำยังไง..ไม่ต้องกังวลไปครับผมจะไม่ปล่อยให้พวกเขาแทงข้างหลังอย่างแน่นอน” หวังหมิงซูพูด
“พวกเขาเป็นจิ้งจอกเฒ่าเพราะงั้นนายต้องระวังให้มากกว่านี้และถ้านายมีคำถามอะไรนายก็สามารถพูดคุยกับเย่หวันได้เธอมีประสบการณ์มากในด้านนี้” เย่เชียนพูด “ฉันหวังว่านายจะทำได้ดีในอนาคตจากนั้นไต้หวันจะเป็นโลกของนายในอนาคตและเป็นไปไม่ได้เลยที่ฉันจะมาที่นี่บ่อยๆ ได้..เพราะงั้นตราบใดที่นายทำได้ดีนายจะได้สิ่งตอบแทนที่ดีด้วย”
หวังหมิงซูพยักหน้าอย่างหนักหน่วงและพูดว่า “ครับบอส..ตอนนี้บอสได้มอบทุกอย่างให้ผมแล้วและถ้าไม่ใช่เพราะบอสล่ะก็บางทีผมอาจจะเป็นได้แค่นักเลงข้างถนนที่หาเรื่องคนไปวันๆ ..แต่ตอนนี้บอสได้ให้อนาคตและชีวิตใหม่กับผมเพราะงั้นไม่ว่าบอสจะให้ผมทำอะไรผมก็จะไม่ลังเลและพร้อมที่จะบุกน้ำลุยไฟและยอมตายเพื่อบอสเสมอครับ”
เย่เชียนก็ยิ้มแล้วพูดว่า “นายไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นหรอกเพราะยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำและต้องอยู่ดีกินดีและใช้ชีวิตให้คุ้มกับที่เหนื่อยไปก่อนหน้านี้..ความหมายในการมีชีวิตของนายก็คือการใช้ชีวิตอย่างยิ่งใหญ่นั่นเอง” หวังหมิงซูพยักหน้าอย่างหนักหน่วงเพราะการได้ติดตามผู้นำแบบนี้ทำให้เขารู้สึกคุ้มค่าและคุ้มที่เสี่ยงชีวิตเพื่อเขาจริงๆ
เมื่อหันไปมองนากาซาวะเคโกะแล้วเย่เชียนก็พูดว่า “หวันเอ๋อร์ถ้าเธอต้องการอะไรก็บอกหมิงซูได้เลยและถ้าไม่เข้าใจอะไรก็ถามเขาได้เพราะเขาอยู่ในไต้หวันมานานแล้วและเกิดที่นี่..ซึ่งเรื่องนี้ต้องจัดการให้ดีและฉันไม่อนุญาตให้เกิดปัญหาใดๆ ในการเลือกตั้งรัฐสภาครั้งนี้โดยเด็ดขาด..ตอนนี้เหลียงหยานกับหม่าฮงจงจะร่วมมือกันอย่างเต็มที่ในครั้งนี้..ฉันได้ติดต่อทุกคนไปแล้วเพราะงั้นเธอมีหน้าที่แค่ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาและเข้าสู่เวทีการเมืองเพราะด้วยสถานะนี้ถ้าเธอต้องการที่จะปีนขึ้นไปบนจุดสูงสุดของไต้หวันในอนาคตมันจะง่ายขึ้นมาก”
เย่หวันก็พยักหน้าแล้วพูดว่า “ได้ค่ะนายท่าน!..ฉันจะทำให้ดีที่สุด”
เมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าวหวังหมิงซูก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปครู่หนึ่งแต่เขารู้ตัวตนของเขาดีดังนั้นเขาจึงไม่ถามอะไร แต่เย่เชียนก็ส่ายหัวและพูดว่า “เธอลืมสิ่งที่ฉันบอกไปแล้วเหรอ? ..จำเอาไว้ว่าจากนี้ไปชื่อของเธอคือเย่หวันและข้อมูลประจำตัวของเธอก็ต้องเหมือนในรายละเอียดและอย่าเรียกฉันแบบนี้อีก..ฉันคิดว่าคู่ต่อสู้ของเธอในการเลือกตั้งประธานรัฐสภาจะต้องสืบค้นข้อมูลของเธออย่างแน่นอนและโจมตีเธอในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้”
“ตราบใดที่มันไม่มีผลกระทบต่อสถานการณ์โดยรวมฉันก็จะฆ่าเขา” เย่หวันเผยเจตนาฆ่าออกมาอย่างเต็มที่จนหวังหมิงซูที่อยู่ข้างๆ เธอรู้สึกหนาวสั่นไปทั่วร่างกายและอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านและรู้สึกหนาวจากก้นบึ้งของหัวใจ เขาประหลาดใจกับตัวตนของเย่หวันอย่างมากเพราะเขาเคยเห็นเจตนาฆ่าแบบนี้จากเย่เชียนเพียงคนเดียวเท่านั้น
เย่เชียนก็ยิ้มอย่างหมดหนทางแล้วพูดว่า “ถ้าอะไรควรทำเธอก็ทำซะแต่ถ้าเธอทำอะไรมากเกินไปมันจะแย่..การต่อสู้ทางการเมืองนั้นโหดร้ายและนองเลือดมากกว่าการต่อสู้ของวงการใต้ดินมาก..ฉันไม่ได้ห้ามให้เธอทำแบบนั้นแต่เธอแค่ต้องทำอย่างระมัดระวังและฉันจะให้เฉินโม่คอยอยู่ที่นี่เพื่อช่วยเธอ”
เย่เชียนไม่ต้องการพูดอะไรมากเพราะพูดมากไปก็ไร้ประโยชน์และคาดว่าคงเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนความคิดของนากาซาวะเคโกะคนนี้ได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามเย่เชียนเชื่อว่าจากประสบการณ์ก่อนหน้านี้ของเธอสิ่งต่างๆ น่าจะเป็นไปอย่างราบรื่นและนอกจากนี้ก็มีคนจำนวนมากที่คอยช่วยเธอและสนับสนุนเธออีกด้วย
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนากาซาวะเคโกะจะไม่ใช้ชื่อนากาซาวะเคโกะอีกต่อไปและเธอจะเป็นเย่หวันและกลายเป็นบุคคลที่สำคัญในแวดวงการเมืองของไต้หวันในอนาคต
“เอาล่ะทุกคนกลับไปเตรียมตัวกันเถอะ” เย่เชียนพูดต่อ “ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นฉันจะออกจากไต้หวันในอีกสองวันและฉันจะปล่อยให้เรื่องในไต้หวันเป็นหน้าที่ของพวกนาย..ระหว่างนี้ก็รอจนกว่าจะถึงเวลาเลือกตั้งประธานรัฐสภาและทุกคนต้องให้ความสนใจกับสถานการณ์โดยรวม..ถ้าเกิดว่ามีปัญหาอะไรก็ติดต่อฉันได้โดยตรงแล้วฉันจะหาวิธีแก้ไขให้เอง”
เมื่อได้ยินแบบนั้นหวังหมิงซูกับเย่หวันต่างก็พยักหน้าและลุกขึ้นเดินตามเย่เชียนออกไป จากนั้นเย่เชียนก็ขับไปที่บ้านพักของเหลียงหยานและขณะที่เขาเดินเข้าไปเขาก็กดโทรศัพท์และโทรไปหาหม่าฮงจง,หยานเทียนเป่าและจ้าวอี้ข่ายทันที แน่นอนว่าอย่าประมาทพวกเขาเด็ดขาดเพราะถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้มีอิทธิพลมากนักแต่ก็มีบทบาทสำคัญในช่วงเวลาวิกฤติอย่างมาก ลองนึกภาพที่พวกเขาออกคำสั่งทั้งหมดล่ะก็ไต้หวันทั้งหมดจะเป็นอัมพาตทันทีทั้งการจราจรและการขนส่งและเศรษฐกิจ เมื่อถึงเวลานั้นสถานการณ์จะเป็นอย่างไรล่ะ?
แน่นอนว่าทุกคนล้วนมีความสำคัญและแม้แต่คนตัวเล็กๆ ดังนั้นอย่าเพิกเฉยต่อการมีอยู่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเด็ดขาดเพราะบทบาทของพวกเขาบางครั้งมันอาจจะกลายเป็นสิ่งที่สำคัญและไม่สามารถละเลยได้