ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1228 เด็กหัดปล้น
ตอนที่ 1228 เด็กหัดปล้น
………………..
คนขับแท็กซี่ก็ทำหน้างุนงงกับคำพูดของเย่เชียนและไม่เข้าใจว่าเย่เชียนหมายถึงอะไร ซึ่งเมื่อมองดูเย่เชียนค่อยๆ เดินจากไปเขาก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำว่า “สงสัยบ้าไปแล้วมั้ง!” จากนั้นเขาก็สตาร์ทรถและขับออกไป
ความจริงที่ว่าหยวนฟากรุ๊ปซื้อที่ดินขนาดใหญ่แบบนี้ในยุคนี้ที่เซินเจิ้นนั้นทุกๆ ตารางนิ้วของที่ดินมีมูลค่ามหาศาลซึ่งพอที่จะแสดงให้เห็นว่ามันไม่ง่ายเลย เมื่อเย่เชียนสอบถามคนงานก่อสร้างแถวนั้นดูเหมือนว่าพวกเขาจะสร้างศูนย์รวมความบันเทิงขึ้นที่นี่แต่ข้อมูลเฉพาะเจาะจงนั้นไม่ชัดเจนและเมื่อพูดถึงอุตสาหกรรมบริการและความบันเทิงและคาดว่าเมืองเซินเจิ้นจะเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการบันเทิงที่ดีที่สุดในประเทศจีนอย่างแน่นอน ผลกำไรประจำปีที่เมืองเซินเจิ้นทำได้จากอุตสาหกรรมนี้มีจำนวนมหาศาลและยังรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่สุดอีกด้วย
หลังจากที่เย่เชียนคุยกับคนงานก่อสร้างอยู่ครู่หนึ่งเย่เชียนก็เดินไปที่บริเวณเต้นและที่พักของชาวบ้าน ในฐานะเมืองนำร่องแห่งการปฏิรูปและเมืองเปิดนั้นเมืองเซินเจิ้นก็ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษเท่านั้น อย่างไรก็ตามในเมืองใหญ่ๆ นั้นไม่ว่าเศรษฐกิจจะเจริญรุ่งเรืองเพียงใดก็ย่อมมีสถานที่ยากจนบางแห่งที่ไม่เข้ากับเมืองศิวิไลอยู่เสมอ อันที่จริง พื้นที่เมืองของเมืองเซินเจิ้นนั้นเต็มไปด้วยพื้นที่ทางเศรษฐกิจแต่บริเวณชานเมืองนั้นย่ำแย่อย่างมาก นอกจากนี้เนื่องด้วยนโยบายระดับชาติและการขาดแคลนแรงงานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาทำให้ธุรกิจและวิสาหกิจขนาดเล็กจำนวนมากได้ปิดตัวลงหรือย้ายไปประกอบการที่เมืองอื่น แน่นอนว่าชาวบ้านในท้องถิ่นไม่ได้รับผลกระทบมากนักและผู้ประกอบการดังกล่าวก็กวาดผลกำไรกันได้ตั้งแต่เนิ่นๆแล้วเช่นกัน
เมื่อเข้าไปในโซนที่พักอาศัยของชาวบ้านแล้วเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงฉากนั้นเมื่อตอนที่เขายังเด็กๆ เพราะเขาเองก็อาศัยอยู่ในที่แบบนี้ไม่ใช่เหรอ? อย่างไรก็ตามเขาไม่เคยคิดว่าเขาจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านเหล่านี้มีสภาพความเป็นอยู่แบบบนี้และถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ลงมือทำเองก็ตามแต่เย่เชียนก็ไม่อยากที่จะเลี่ยงความรับผิดชอบของเขาและเขาก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่โจวหยวนทำ
จากนั้นเย่เชียนก็ถ่ายรูปด้วยโทรศัพท์มือถือและส่งให้แจ็คแล้วโทรหาแจ็ค “นายเห็นรูปถ่ายที่ฉันส่งให้หรือเปล่า..นี่คือสิ่งที่โจว หยวนทำ..นายต้องรับผิดชอบในการเตรียมการและรับมือกับสถานการณ์ให้ได้เพราะฉันต้องการลากมันลงจากตำแหน่งทันทีและนายต้องหาคนมาดูแลที่นี่แทนมัน!” เย่เชียนพูด
แจ็ครู้ว่าเย่เชียนกำลังโกรธดังนั้นโดยธรรมชาติแล้วเขาจะไม่พูดอะไรอีกในตอนนี้และพยักหน้าแล้วพูดว่า “ได้ครับบอสผมเตรียมคนของเราเอาไว้แล้ว..ตอนนี้บอสอยู่ที่ไหนครับผมจะได้ส่งคนไปสมทบ..ผมเองก็อยากจะกำจัดเขาอยู่เหมือนกันแต่ผมกลัวว่าบอสจะตกอยู่ในอันตรายถ้าไปคนเดียว”
“นี่นายคิดว่าฉันกลัวมันงั้นเหรอ? ..มันไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะมาเล่นกับฉันเพราะงั้นเรื่องนี้ฉันจัดการคนเดียวได้..ฉันเองก็อยากรู้ว่ามันจะทำอะไรได้บ้าง” เย่เชียนพูดอย่างดูถูกเหยียดหยาม เดิมทีเย่เชียนเองก็ยังไม่อยากที่จะกำจัดโจวหยวนแต่ตอนนี้เย่เชียนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำเพราะหนูตัวเดียวอาจจะทำแผนทั้งหมดพังได้ ในองค์กรใหญ่ๆ ถ้าหากมีหนอนตัวเดียวล่ะก็มันอาจจะนำปัญหามาสู่องค์กรก็เป็นได้และองค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าเองก็ไม่มีข้อยกเว้นเช่นกัน ดังนั้นถ้าหากเย่เชียนกลัวเด็กที่เขาสร้างขึ้นมาล่ะก็นั่นก็คงจะเป็นเรื่องตลก
แจ็คอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวและพูดว่า “ได้ครับบอส..ตอนนี้คนของผมแฝงตัวอยู่ข้างๆ เขาแล้ว..แต่ตอนแรกผมคิดว่ามันยังไม่ถึงเวลาแต่ตอนนี้เมื่อบอสตัดสินใจแล้วเราก็เริ่มกันได้เลย..ส่วนคนที่จะมารับช่วงต่อนั้นเขาเป็นคนที่อยู่ภายใต้คำสั่งของเราและจะไม่เป็นเหมือนโจวหยวนอย่างแน่นอน”
เย่เชียนพยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “ตามนั้นล่ะฉันจะวางสายก่อนส่วนนายจัดการเรื่องต่างๆ ซะ”
แจ็คตอบและวางสายไป ถึงแม้ว่าเย่เชียนจะบอกว่าไม่ต้องการความช่วยเหลือแต่แจ็คก็ไม่สามารถเพิกเฉยต่อความปลอดภัยของเย่เชียนดังนั้นเขาจึงส่งพี่น้องเขี้ยวหมาป่าที่ประจำการอยู่ในเซินเจิ้นให้พวกเขาใส่ใจกับความปลอดภัยของเย่เชียนและคอยสอดส่องอยู่ห่างๆ
เย่เชียนออกจากเขตที่อยู่อาศัยและท้องฟ้าก็ค่อยๆ มืดลงและเย่เชียนก็เข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงแล้วหยิบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาหนึ่งห่อแล้วต้มน้ำจากนั้นเขาก็กินมันในซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งในใจเขากำลังคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปและอันที่จริงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้เย่เชียนหงุดหงิดอย่างมาก
เย่เชียนคิดว่าโจวหยวนคงจะไม่ได้อยู่ที่หยวนฝากรุ๊ปอย่างแน่นอนและอาจเป็นเรื่องยากที่จะหาเขาที่นั่นได้เพราะตอนนี้โจวหยวนถือว่าตัวเองเป็นยักษ์ใหญ่ของแวดวงใต้ดินและเขาก็ต้องใช้เวลาเข้าและออกสถานบันเทิงมากขึ้นเพื่อพบปะกับผู้คนและหาความสุข ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทก็ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นและหลายๆ อย่างก็ไม่ต้องการให้เขาคอยจัดการอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนแล้วความคิดและทัศนคติของโจวหยวนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากและในตอนแรกโจวหยวนก็พยายามอย่างเต็มที่และเกือบจะกินและนอนอยู่ในบริษัทแล้ว ซึ่งเรียกได้ว่าโจวหยวนไม่เคยละทิ้งการงานของหยวนฟากรุ๊ปเลย แต่บางทีอาจเป็นเพราะความสำเร็จมาเร็วเกินไปจึงทำให้ความคิดของโจวหยวนเริ่มเปลี่ยนไปและเมื่อนึกถึงว่าเขาทำงานหนักแค่ไหนแต่ประเทศนี้ก็จะไม่ใช่ของเขาอยู่ดีซึ่งมันทำให้เขาไม่อยากยอมรับเพราะโจวหยวนได้เห็นความแข็งแกร่งของเย่เชียนด้วยตาของเขาเองแล้วและเขาก็รู้ดีว่าการต่อสู้กับเย่เชียนนั้นจะใช้ความแข็งแกร่งของตัวเองมันก็ยังไม่เพียงพอ ดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปที่แวดวงใต้ดินโดยอาศัยปัญญาและอิทธิพลที่เขามีอยู่จนกลายเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ในเซินเจิ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเขาจึงกล้าที่จะเพิกเฉยและหยิ่งผยองต่อเย่เชียนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากพบเย่เชียนในภาคตะวันตกเฉียงเหนือครั้งล่าสุดเขาก็ชัดเจนมากว่าเย่เชียนตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวเองซึ่งเป็นการยั่วยุเย่เชียนนั่นเอง ดังนั้นเขาจึงพยายามสร้างพลังของตัวเองเพื่อที่จะกำจัดเย่เชียนนั่นเอง
“อย่าขยับนี่คือการปล้น!” เมื่อเย่เชียนกำลังคิดสิ่งต่างๆ อยู่เขาก็ตกใจเพราะเสียงดังและเย่เชียนก็ไม่สบอารมณ์อย่างมากและเมื่อเขาหันกลับไปเขาก็เห็นชายหนุ่มสามคนสวมชุดธรรมดาอายุประมาณ 20 ปี กำลังวิ่งไปที่แคชเชียร์ของซูเปอร์มาร์เก็ตพร้อมมีดใน เห็นได้ชัดว่านี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาทำเรื่องแบบนี้เพราะมือของวัยรุ่นทั้งสามสั่นเทาอย่างประหม่าและเมื่อฟังภาษาที่พวกเขาพูดแล้วก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขามาจากที่อื่น นอกจากนี้สำเนียงของทั้งสามก็ต่างกันและดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้มาจากที่เดียวกัน
เมื่อเทียบกับเมืองเซี่ยงไฮ้และเมืองปักกิ่งแล้วเมืองเซินเจิ้นนั้นย่ำแย่กว่ามากและนั่นเป็นเพราะความเฉยเมยของรัฐบาลที่ปล่อยให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่รัฐของพัวพันกับองค์กรใต้ดินและทำเรื่องชั่วๆ จนเมืองเน่าเฟะ ซึ่งปัจจุบันมีคำที่นิยมเรียกว่าแรงงางชั่วคราวเพราะแท้ที่จริงแล้ว รปภ. เหล่านี้หลายคนเป็นลูกจ้างชั่วคราวและเงินเดือนก็ไม่สูงมากดังนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงคุณภาพและพื้นเพของพวกเขาก็มาจากนักเลงข้างถนนกันทั้งนั้น ดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีนักเลงอันธพาลก่อปัญหาเล็กๆ หรือใหญ่ๆ ก็ตามพวกเขาก็มักจะนิ่งเฉยเพราะพวกเขาเป็นแค่ ‘พนักงานชั่วคราว’ และไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงแต่อย่างใด
เย่เชียนก็แสยะยิ้มและอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวและกินอาหารของตัวเองต่อไป จากนั้นวัยรุ่นสามคนก็กวาดเงินในซุปเปอร์มาร์เก็ตไปแต่น่าเสียดายที่มันมีเพียงสามหรือสี่พันหยวนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ดวงตาของวัยรุ่นคนหนึ่งก็หันมาเห็นเย่เชียนแล้วรีบเดินเข้ามา “เฮ้ย!..รีบนำเงินทั้งหมดออกมาซะ!..ไม่งั้นก็อย่ามาหาว่าฉันใจร้ายก็แล้วกัน..เราต้องการเงินเพราะงั้นอย่าบังคับให้เราฆ่านายเลย” ชายหนุ่มพูดอย่างประหม่า
เย่เชียนค่อยๆ เงยหน้าขึ้นและยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “ไอ้น้องชาย..ถ้านายต้องการเงินล่ะก็ฉันไม่มีหรอกแต่ฉันมีอะไรจะให้นาย”
“อย่าพูดเหลวไหลรีบเอาเงินมาเร็วเข้า!” ชายหนุ่มพูดอย่างประหม่า
“เร็วสิวะ!..ไม่งั้นเดี๋ยวพวกตำรวจมากันพอดี!” วัยรุ่นอีกคนที่เห็นได้ชัดว่ามันนานเกินไปแล้วดังนั้นเขาจึงรีบพูด
เย่เชียนฉีกยิ้มและพูดว่า “ดูมือของพวกนายสิพวกนายถือมีดแล้วมันสั่นอยู่แบบนี้และพวกนายยังกล้าออกมาปล้นอีกเหรอ? ..นี่เป็นครั้งแรกใช่ไหมที่พวกนายทำแบบนี้? ..ฉันขอแนะนำให้พวกนายหางานที่ดีทำซะเพราะธุรกิจนี้มันไม่เหมาะกับพวกนายหรอก”
“ไร้สาระ” ต่อมาในที่สุดวัยรุ่นคนนั้นก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปและใช้มีดฟันเข้าไปที่เย่เชียนเพราะเขาประหม่าและกลัวเพราะถ้าเขาล่าช้าตำรวจก็จะมาและชีวิตของพวกเขาจะต้องจบลงในคุก อย่างไรก็ตามสำหรับเย่เชียนการเคลื่อนไหวของพวกเขาเป็นแค่ของเด็กเล่นและด้วยความประหม่าและความกลัวจนมือสั่นด้วยแล้วเย่เชียนก็ไม่จำเป็นต้องออกแรงอะไรและด้วยการพลิกข้อมือของเขาและคว้ามีดจากมือของวัยรุ่ยอย่างง่ายดายแล้วตบหน้าด้วยหลังมีดแล้วพูดว่า “จงจำคำพูดของฉันเอาไว้ให้ดี..ไปซะ!”
จากนั้นเย่เชียนก็โยนมีดคืนให้วัยรุ่นคนนั้นแล้วเดินออกไปข้างนอก เห็นได้ชัดว่าวัยรุ่นสองคนตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งและมองไปที่แผ่นหลังเย่เชียนด้วยความประหลาดใจ “รีบหนีกันเร็ว..มัวทำอะไรอยู่!” วัยรุ่นอีกคนรีบพูดและทั้งสองก็รีบวิ่งออกไปทันที
เมื่อออกจากซูเปอร์มาร์เก็ตเย่เชียนก็เดินไปมาสักพักแล้วเข้าไปที่โรงแรมและจองห้องพักจากนั้นฉันก็ถามเกี่ยวกับบาร์ที่อยู่ใกล้ๆ หรือสถานบันเทิงอะไรสักอย่างแล้วเดินไป ซึ่งบาร์แห่งนี้เต็มไปด้วยมังกรและงูเจ้าถิ่นและเป็นสถานที่ที่ง่ายที่สุดในการหาข่าวเพราะถ้าหากเย่เชียนต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโจวหยวนล่ะก็วิธีที่ดีที่สุดก็คือไปที่นั่นและถามข่าวนั่นเอง
เย่เชียนหาโต๊ะในบาร์และนั่งลงและไม่นานนักสาวเชียร์เบียร์คนหนึ่งก็เข้ามาหาเย่เชียนและอวดเสน่ห์ของเธอด้วยทุกวิธี เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็ส่ายหัวและสั่งเบียร์สองสามขวดและถามสาวเชียร์เบียร์เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ อย่าประมาทสาวเชียร์เบียร์เหล่านี้เพราะพวกเธอทำงานแบบนี้และคลุกคลีอยู่กับนักเลงอันธพาลจากแวดวงใต้ดินมาหลายปีและพวกเธอก็รู้เรื่องซุบซิบมากมาย
อย่างไรก็ตามเห็นได้ชัดว่าโจวหยวนไม่ค่อยมาที่นี่และสาวเชียร์เบียร์ก็ไม่รู้เหมือนกันเพราะเธอได้ยินแค่ชื่อแต่ไม่เคยพบโจวหยวน ดังนั้นเย่เชียนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมและไม่ได้ถามคำถามต่อไป
ในบาร์มักจะมีผู้หญิงที่ขี้เหงาและพนักงานออฟฟิศมากมายที่เหน็ดเหนื่อยกับงาน ดังนั้นถึงแม้ว่ารูปลักษณ์ของเย่เชียนจะไม่ได้หล่อมากแต่ความเป็นชายทั่วเรือนร่างของเขานั้นก็ดึงดูดใจผู้หญิงแบบนี้มาก ผ่านไปครู่หนึ่งสาวๆ หลายคนก็เข้ามาพูดคุยกับเย่เชียนแต่ปฏิกิริยาของเย่เชียนเฉยเมยมาก แน่นอนว่าเขาไม่ค่อยสนใจผู้หญิงเหล่านี้มากนักและขณะที่เย่เชียนกำลังจะจากไปบาร์ก็เกิดวุ่นวายขึ้นมาเพราะมีผู้คนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาจากด้านนอกตามด้วยชายหนุ่มที่หยิ่งยโสและท่าทางการเดินของเขาก็เย่อหยิ่งและโออ่าอย่างมาก
.