ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1266 อาจารย์หมอฮวงจุ้ยเฮยหยู
ตอนที่ 1266 อาจารย์หมอฮวงจุ้ยเฮยหยู
………………..
หลังจากเตรียมตัวกันเรียบร้อยแล้วเย่เชียนกับหลินเฟิงก็ออกจากห้องและไปที่ห้องถัดไปเพื่อเรียกจินเหว่ยห่าว จากนั้นจินเหว่ยห่าวก็เดินออกมาแล้วทั้งสองก็ขับรถสองคันไปที่บ้านของอาจารย์เฮยหยู แต่อาจารย์หมอฮวงจุ้ยเฮยหยูนั้นไม่ได้มีชื่อเสียงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแต่อย่างใดและไม่ใช่ว่าทักษะของเขาไม่ดีเท่ากับอู๋เป้งเต๋าแต่อาจารย์หมอฮวงจุ้ยเฮยหยูไปชอบที่จะเปิดเผยหรือไปไหนมาไหนเพื่อแสดงความสามารถของเขาดังนั้นจึงมีคนไม่มากนักที่คุ้นเคยกับเขา
หลังจากขับรถออกจากเมืองเสิ่นหยางและไปทางถนนสายใต้แล้วพวกเขาก็ขับรถด้วยความเร็วสูงและประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้นพวกเขาก็มาถึงเชิงเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงตระหง่านและเห็นบ้านไม้ที่สันโดษอยู่ที่นั่น
สถานที่นี้เงียบเหงามากและเกือบจะเงียบสงบพอๆ กับหมู่บ้านของเย่เชียนในตอนเด็ก ซึ่งที่นี่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ของภูเขาหนานหยานแต่เห็นได้ชัดว่าห่างไกลและโดดเดี่ยวมากกว่าหมู่บ้านเล็กๆ แห่งอื่นมากและถึงจะไม่กว้างขวางนักแต่รถยังสามารถเดินทางต่อได้
ซึ่งอยู่ไกลออกไปเย่เชียนก็เห็นรถจอดอยู่ด้านหน้าและอดไม่ได้ที่จะมองไปที่หลินเฟิงและจินเหว่ยห่าว จากนั้นเย่เชียนก็เปิดประตูรถแล้วถามหลินเฟิงด้วยความประหลาดใจว่า “พี่หลินเกิดอะไรขึ้น? ..ทำไมถึงไม่ไปต่อล่ะ?”
“นี่เป็นกฎที่ลุงของฉันตั้งเอาไว้เพราะไม่ว่าใครจะมาเยี่ยมหรือรักษาโรคก็ต้องจอดรถแล้วเดินไปอีกห้าร้อยเมตร..เพราะเขาไม่ต้องการให้ท่อไอเสียและเสียงรบกวนของรถมารบกวนสมาธิของเขา” หลินเฟิงพูด
เย่เชียนพยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “ทางนี้!..ไปกันเถอะ!” นี่คือกฎของผู้อื่นและแน่นอนว่าเย่เชียนที่มาขอความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายก็ต้องทำตามกฎของผู้อื่นและเคารพกฎดังกล่าว
ทั้งสามคนเดินไปที่บ้านไม้ที่เชิงเขาและเห็นลานเล็กๆ และรั้วไม้ธรรมดาๆ แต่กลับสร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลได้ ดูเหมือนว่าจะธรรมดาแต่ตราบใดที่มองใกล้ๆ ก็จะเห็นได้ว่าฝุ่นและใบไม้ที่ร่วงหล่นบนพื้นทั้งหมดถูกกวาดอย่างเป็นระเบียบและนี่คือฝีมือของอาจารย์หมออย่างแน่นอน
เมื่อพวกเขาไปถึงประตูหลินเฟิงก็หยุดเย่เชียนกับจินเหว่ยห่าวเอาไว้โดยธรรมชาติ จากนั้นทั้งสามคนก็ยืนอยู่นอกรั้วและไม่เข้าไปเพราะกลัวว่าจะรบกวนการทำสมาธิของอาจารย์หมอฮวงจุ้ยเฮยหยู
ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมาชายชราก็ออกมาอย่างช้าๆ และหันไปมองหลินเฟิงจากนั้นก็เหลือบมองไปยังร่างของจินเหว่ยห่าวและเย่เชียนแต่เมื่อสายตาของเขาจับจ้องไปที่ร่างกายของเย่เชียนแล้วเขาก็ตกตะลึงเล็กน้อยแล้วพูดว่า “คนหนุ่มสาวอย่างพวกเอ็งมีธุระอะไรกับฉันงั้นรึ?”
เย่เชียนเหล่มองหลินเฟิงเล็กน้อยเพราะเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับชายชราคนนี้และแน่นอนว่าเขาไม่กล้าที่จะพูดอะไรมากเกินไปเพราะถ้าเขาทำให้ชายชราคนนี้ขุ่นเคืองโดยไม่ได้ตั้งใจล่ะก็หลินเฟิงก็จะลำบากใจ เห็นได้ชัดว่าเย่เชียนไม่คิดว่าลุงของหลินเฟิงจะเป็นคนลึกลับแบบนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เย่เชียนขอให้คนอื่นรับหน้าให้เพราะเขาไม่คุ้นเคยกับชายชราตรงหน้าและกระซิบหลินเฟิงว่า “พี่คุยกับเขาหน่อยนะเพราะผมไม่คุ้นเคยกับเขาเท่าพี่”
เห็นได้ชัดว่าอาจารย์หมอฮวงจุ้ยเฮยหยูได้ยินคำพูดของเย่เชียนแต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่มองไปที่เย่เชียน เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า “คนรุ่นใหม่ไร้ความสามารถอย่างเราต้องการคำชี้แนะจากอาจารย์หมอเฮยหยูครับ”
“เรื่องไร้สาระ!..คิดว่าฉันไม่รู้ความสามารถที่แท้จริงของเอ็งงั้นเหรอ? ..ถึงแม้ว่าฉันจะแก่แล้วแต่ฉันก็ไม่ได้เลอะเลือน!” เมื่อเสียงของอาจารย์หมอฮวงจุ้ยเฮยหยูจบลงเขาก็โจมตีเย่เชียนทันทีและไม่ว่าเย่เชียนจะพยายามหลบหลีกเท่าไหร่อาจารย์หมอฮวงจุ้ยเฮยหยูก็ยังคงพุ่งเข้าไปโจมตีเย่เชียนอยู่ดี
เย่เชียนเห็นว่าอาจารย์หมอฮวงจุ้ยเฮยหยูไม่ธรรมดาดังนั้นเย่เชียนจึงไม่กล้าที่จะประมาทเลยแม้แต่น้อยและรีบเร่งรวบรวมพลังปราณในร่างกายของเขาทันที ถึงแม้ว่าจะเป็นการทดสอบแต่ถ้าเย่เชียนไม่ทำให้ดีที่สุดมันก็จะเป็นการดูหมิ่นอีกฝ่ายอย่างไม่ต้องสงสัย แน่นอนว่าเย่เชียนก็ปราศจากความเย่อหยิ่งและรวบรวมพลังอย่างรวดเร็วและต้องทำให้มั่นใจว่าตัวเองจะไม่ได้รับบาดเจ็บเด็ดขาด
พลังปราณของเย่เชียนถูกกระตุ้นโดยฉับพลันและพลังรอบๆ ตัวก็เปลี่ยนไปในทันที เมื่อเห็นแบบนั้นอาจารย์หมอฮวงจุ้ยเฮยหยูก็ไม่คิดที่จะออมแรงเช่นกันและโจมตีเย่เชียนอย่างเต็มกำลัง
แน่นอนว่าเย่เชียนนั้นไม่ได้ใช้พลังปราณสูงสุดของเขาเพราะดูเหมือนว่าหมัดปาจี๋ของเขาก็เพียงพอแล้วที่จะเผชิญหน้ากับหมัดของอาจารย์หมอฮวงจุ้ยเฮยหยู “พลังปราณงั้นเหรอ?” อาจารย์หมอฮวงจุ้ยเฮยหยูพูด “ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ที่คนหนุ่มสาวสมัยนี้จะมีพลังปราณแบบนี้ได้!”
“อาจารย์เฮยหยูโปรดชี้แนะคนรุ่นใหม่ด้วยครับเพราะผมรู้เรื่องเหล่านี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น” เย่เชียนพูด
“อย่ามาโกหกต่อหน้าฉัน..นี่มันไม่ใช่พลังธรรมดาๆ!” อาจารย์หมอฮวงจุ้ยเฮยหยูพูด “พลังปราณของเอ็งแข็งแกร่งแต่ก็ยังไม่สามารถเอาชนะฉันได้หรอกนะ!” ด้วยเสียงกระทบของหมัดจากทั้งสองด้วยแรงต่อยที่แตกต่างกันทำให้เกิดกระแสลมปะทะกันอย่างรุนแรง
เย่เชียนถอนหายใจเล็กน้อยและเลียริมฝีปากของเขา เพราะเย่เชียนต้องยอมรับเลยว่าหมัดของอาจารย์หมอฮวงจุ้ยเฮยหยูไม่ธรรมดาจริงๆ และมันรุนแรงราวกับธนูจากคันศรที่ทั้งรวดเร็วและรุนแรง “หมัดนี้ไม่ธรรมดาเลยไอ้หนุ่ม!” แน่นอนว่าหมัดปาจี๋ดังกล่าวถูกดัดแปลงโดยเย่เชียนและทำให้อนุภาคของมันรุนแรงกว่าต้นฉบับอย่างมาก ดังนั้นถึงแม้ว่าหมัดของทั้งสองจะปะทะกันแต่เย่เชียนก็ใช้มือขวาของเขาเจาะเข้าไปที่ซี่โครงของอาจารย์หมอฮวงจุ้ยเฮยหยูอย่างรวดเร็ว
เห็นได้ชัดว่าอาจารย์หมอฮวงจุ้ยเฮยหยูไม่ได้คาดหวังว่าเย่เชียนจะทำแบบนี้แบะถึงแม้ว่าเขาจะรู้ตัวได้อย่างรวดเร็วว่าเขาต้องการหลบเลี่ยงแต่มันก็สายเกินไปเพราะฝ่ามือของเย่เชียนเข้ามาใกล้อย่างมาก ดังนั้นเขาจึงใช้มืออีกข้างปัดป้องฝ่ามือของเย่เชียนอย่างรวดเร็วจนเกิดเสียง “ปัง!” ในตอนนี้อาจารย์หมอฮวงจุ้ยเฮยหยูก็รู้สึกว่าแขนของเขาชาและอดไม่ได้ที่จะถอยหลังกลับไปสองสามก้าวก่อนที่จะทรงตัวได้
เย่เชียนก็ไม่ได้โจมตีต่อและรีบโบกมือของเขาและพูดว่า “หยุดทดสอบได้แล้วครับอาจารย์..ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะด้วยครับ” เย่เชียนถอนหายใจและขอโทษว่า “โปรดอย่าขุ่นเคืองผมเลยครับอาจารย์!”
“ฉันไม่ได้เจอคนหนุ่มสาวที่แข็งแกร่งอย่างเอ็งมานานแล้ว..ศิลปะการต่อสู้ของเอ็งดูซับซ้อนมากจริงๆ ..ว่าแต่กระบวนท่าสุดท้ายมันคืออะไร? ..มวยไท้เก๊กอย่างงั้นเหรอ?” อาจารย์หมอฮวงจุ้ยเฮยหยูถาม
“อันที่จริงมันคือมวยปาจี๋ที่ผสมผสานกับมวยแปดทิศของชาวญี่ปุ่นครับ..มันสามารถใช้แรงต้านเพื่อดึงพลังของร่างกายมนุษย์ออกมาได้อย่างเต็มที่” เย่เชียนพูดว่า “ผมตั้งชื่อมันว่าดัชนีสรวงสวรรค์”
“ดัชนีสรวงสวรรค์?” อาจารย์หมอฮวงจุ้ยเฮยหยูสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า “มันเป็นศิลปะการป้องกันตัวที่ดีมากและเอ็งก็ผสมผสานเข้ากับมวยแปดทิศได้อย่างดีเยี่ยม..เอ็งทำได้ยังไงกัน?”
เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “นี่คือหมัดแปดทิศที่ผสมผสานกับหมวยปาจี๋เพราะงั้นแม้ว่าพลังการป้องกันจะดีมากแต่พลังโจมตีก็แข็งแกร่งมากเช่นกัน..บางครั้งการต่อสู้มันอาจจะจำจัดการเคลื่อนไหวของเราเอาไว้และในการต่อสู้จริงมันก็จะมีช่วงเวลาที่ไม่สามารถโจมตีได้อย่างต่อเรื่องดังนั้นผมจึงเพิ่มการโจมตีโดยใช้แรงต้านจากแรงปะทะของกระบวนท่าก่อนหน้าเพื่อให้ศัตรูตั้งตัวไม่ทันครับ”
“เอ็งเป็นชายหนุ่มที่เก่งและไม่หัวโบราณจริงๆ ..เอ็งสามารถผสมผสานศิลปะการต่อสู้ตำราดั้งเดิมได้อย่างอัจฉริยะ” อาจารย์หมอฮวงจุ้ยเฮยหยูพูด “อีกอย่างพลังปราณในร่างกายของเอ็งก็แตกต่างกันมากและเหมือนว่ามันจะมีอยู่สองขั้วด้วยซ้ำ..ทั้งพลังปราณแห่งแสงและพลังปราณด้านมืด!”
“เมื่อสองสามปีก่อนผมเดินทางมายังภาคตะวันออกเฉียงเหนือและผมก็บังเอิญไปเห็นอนุสาวรีย์หินก้อนนั้นในวัดหลิงหลงและร่างกายของผมก็เกือบจะลุกเป็นไฟแต่ในเวลานั้นพระนิรนามท่านหนึ่งก็ได้ผนึกพลังบางอย่างเอาไว้ในร่างกายของผมเพื่อให้ผมกลับมาเป็นปกติและต่อมาผมก็บังเอิญทำให้พลังทั้งสองขั้วรวมเป็นหนึ่งจนเกิดสถานการณ์แบบนี้” เย่เชียนพูดตามความจริง
อาจารย์หมอฮวงจุ้ยเฮยหยูก็ถอนหายใจและพูดว่า “วัดหลิงหลง?” จากนั้นเขาก็พยักหน้าเล็กน้อยและดูงุ่มง่ามและเห็นได้ชัดว่าเขารู้ว่าพระนิรนามท่านนั้นเป็นใครแต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร “แล้วเอ็งชื่ออะไรเหรอ?”
“ลุงเฮยครับเขาเป็นเพื่อนของผมเอง..เขาชื่อเย่เชียน” หลินเฟิงแนะนำ
“เย่เชียน? ..เอ็งคือคนที่ต่อสู้ในศึกชี้ชะตากับหมาป่าผีไป๋ฮวยอย่างงั้นเหรอ?” อาจารย์หมอฮวงจุ้ยเฮยหยูพูด
“นั่นเป็นสิ่งที่ผู้คนร่ำลือกัน..ผมกับเขาเราไม่ได้ตัดสินกันว่าใครแพ้หรือชนะครับ” เย่เชียนพูด
“สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนหนุ่มสาวคือการมีเป้าหมายและความทะเยอทะยานและไม่กลัวอะไรเลย” อาจารย์หมอฮวงจุ้ยเฮยหยูพูดแล้วหันไปมองจินเหว่ยห่าวและหลินเฟิงก็รีบแนะนำว่า “คนนี้จินเหว่ยห่าวเป็นเพื่อนของผมเหมือนกันครับ”
“ตระกูลจิน?” อาจารย์หมอฮวงจุ้ยเฮยหยูตกตะลึงและมองไปที่จินเหว่ยห่าวแล้วพูดว่า “เอ็งเป็นลูกชายคนโตของจินเจิ้งผิงอย่างงั้นเหรอ? ..เด็กที่ถูกตระกูลจินทอดทิ้ง? ..ดูเหมือนว่าตระกูลจินจะตาบอดสินะที่มองไม่เห็นคนที่มีพรสวรรค์อย่างเอ็ง..มันน่าเสียดายจริงๆ ที่ต้นกล้าไม่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี”