ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1301 ความสบายใจ
ตอนที่ 1301 ความสบายใจ
………………..
เมื่อได้ยินคำพูดของเสียวเทียนและเห็นท่าทางของเธอแล้วเย่เชียนก็ส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรมากเพราะทั้งสองมีเส้นทางที่แตกต่างกันและไม่ได้มาจากสังคมเดียวกันดังนั้นเย่เชียนจึงไม่ต้องการให้เธอตกหลุมรักเขาเพราะเรื่องราวเล็กๆน้อยๆแบบนี้และนอกจากนี้เสี่ยวเทียนยังแตกต่างจากฉินหยูและหลินโรวโร่วและคนอื่นๆมากเพราะเย่เชียนมีความรักต่อพวกเธอและรักจากก้นบึ้งของหัวใจแต่สำหรับเสี่ยวเทียนนั้นเย่เชียนมองเธอแบบเพื่อนมากกว่าและถึงแม้ว่าเย่เชียนจะไปช่วยเธอโดยไม่คำนึงถึงอันตรายก็ตามแต่นั่นก็เป็นเพียงเพราะเย่เชียนรู้สึกว่าเขาต้องรับผิดชอบดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงแตกต่างไปจากความรักอย่างสิ้นเชิง
ในชีวิตย่อมมีอุปสรรคอยู่เสมอและความพ่ายแพ้ในหน้าที่การงานหรือความพ่ายแพ้ทางอารมณ์ก็มักจะเกิดขึ้นแต่เมื่อเวลาผ่านไปสิ่งเหล่านี้จะค่อยๆลืมเลือนไปและเมื่อวันหนึ่งเมื่อเธอจากที่นี่ไปแสนไกลทุกสิ่งในวันนี้จะกลายเป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วขณะหนึ่งและเป็นเพียงความทรงจำเล็กๆน้อยๆในใจของเธอ
หลังจากมาถึงออฟฟิศเย่เชียนก็โทรหาจินเหว่ยห่าวและจินเหว่ยห่าวก็รับสายอย่างรวดเร็วและเสียงของจินเหว่ยห่าวก็ดังมาจากฝั่งตรงข้าม “น้องเย่เป็นไงบ้าง?..ฉันเพิ่งได้ยินมาจากหลินเฟิงว่าเสี่ยวเทียนเลขาของนายถูกลักพาตัว”
“ไม่เป็นไรแล้วตอนนี้ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว” เย่เชียนพูด “ตอนนี้พี่จินอยู่ที่ไหน..ผมมีบางอย่างที่ผมคิดว่าควรจะบอกพี่” เกี่ยวกับจินเหว่ยเซียงนั้นเย่เชียนรู้สึกว่าเขาควรบอกทุกอย่างให้จินเหว่ยห่าวรู้โดยบอกกับเขาต่อหน้าไม่ใช่ผ่านโทรศัพท์มือถือ
“ฉันอยู่ในร้านอาหารหัวมุมถนนไม่ไกลจากอาคารรัฐสภามากนักนายจะมาตอนนี้เลยไหมฉันจะรอนาย” จินเหว่ยห่าวพูด
“ได้..เดี๋ยวผมจะไปที่นั่นในอีกสิบนาที” หลังจากที่เย่เชียนพูดจบเขาก็วางสายไปและรับกุญแจรถจากเสี่ยวเทียนและรีบออกไป
ร้านอาหารอยู่ใกล้มากและเย่เชียนก็ถึงหน้าประตูโรงแรมในเวลาไม่ถึงสิบนาทีและหลังจากจอดรถแล้วเย่เชียนก็เดินตรงเข้าไปแล้วหันมองไปรอบๆและเห็นร่างของจินเหว่ยห่าว อย่างไรก็ตามมีร่างที่คุ้นเคยหันหลังให้กับเขาอยู่และเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะตะลึงไปครู่หนึ่งจากนั้นจึงเดินไป
เมื่อเขามาถึงด้านหน้าและเห็นว่านั่นคือจินเหว่ยเซียงที่นั่งอยู่สีหน้าของเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะชะงักไปครู่หนึ่งจากนั้นก็นั่งลง การแสดงออกของจินเหว่ยเซียงดูเศร้าอย่างมากและมีความแตกต่างอย่างมากจากอารมณ์ที่เย่อหยิ่งและเกรี้ยวกราดก่อนหน้านี้ไปโดยสิ้นเชิง ลองคิดดูแล้วใครก็ตามที่เจอเรื่องแบบนี้ก็คงยากที่จะมีความสุขและเฉยเมยได้ มันยากจริงๆที่จะยอมรับว่าพ่อผู้ให้กำเนิดของเขาต้องการฆ่าเขาและไม่ว่าจินเหว่ยเซียงจะเป็นลูกชายแท้ๆของจินเจิ้งผิงหรือไม่ก็ตามแต่เขาก็อยู่กับจินเจิ้งผิงมาสิบกว่าปีและในใจของจินเหว่ยเซียงนั้นจินเจิ้งผิงก็คือพ่อของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นถึงแม้ว่าสิ่งต่างๆมันจะผิดแต่จินเจิ้งผิงก็ไม่ควรโทษหรือตำหนิจินเหว่ยเซียงเลยใช่ไหม?
“เขาอารมณ์ไม่ดีแต่เขาไม่เป็นอะไร” จินเหว่ยห่าวพูดและถึงแม้ว่าเย่เชียนได้ยินสิ่งที่หยุนเซินพูดในวันนั้นเกี่ยวกับจินเหว่ยเซียงก็ตามแต่สำหรับจินเหว่ยห่าวแล้วมันก็ไม่สำคัญอีกต่อไปว่าจินเหว่ยเซียงจะเป็นน้องชายแท้ๆของเขาหรือไม่และถึงแม้ว่าจินเหว่ยเซียงจะเป็นลูกของฮั่นหนิงซือกับอู๋เป้งเต๋าก็ตามแต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจินเหว่ยเซียงไม่เคยรังเกียจเขาเลยและเขายังคอยปกป้องและห่วงใยเขาอยู่เสมอ ดังนั้นทำไมความสัมพันธ์เหล่านี้ถึงต้องสนใจความเป็นพี่น้องแท้ๆด้วย?
ดังนั้นหลังจากได้รับสายจากหลัวอวี้แล้วจินเหว่ยห่าวก็รีบไปทันทีโดยไม่ลังเลและมันก็ทันเวลาพอดีไม่อย่างนั้นถ้าหากจินเหว่ยเซียงตกอยู่ในอันตรายเขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
“ว่าแต่น้องเย่นายมีอะไรจะบอกฉันงั้นเหรอ?” จินเหว่ยห่าวพูด
“ตอนแรกผมอยากจะบอกพี่ว่าเด็กคนนี้น่ะตายไปแล้วแต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าพี่จะช่วยเขาเอาไว้ทันเวลา..เห็นแบบนี้ผมก็โล่งใจมาก” เย่เชียนพูดและหันไปมองจินเหว่ยเซียงและตบไหล่เขาเบาๆแล้วพูดว่า “คนจะไม่มีวันเติบโตหากไม่ผ่านความยากลำบาก แบบนี้และนี่อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับแต่นายต้องเข้าใจว่าถ้านายผ่านมันไปไม่ได้นายก็จะจมดิ่งไปตลอดชีวิต..พูดตรงๆว่าโลกนี้มันเละเทะมากเพราะงั้นหากนายยอมแพ้กับตัวเองและปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเจ็บปวดล่ะก็มันจะยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นเรื่อยๆและถ้านายเต็มใจที่จะออกมานายก็จะพบว่านายประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่นๆได้”
จินเหว่ยเซียงดูเหมือนจะเข้าใจแต่เขากลับเงียบและหยิบขวดไวน์ขึ้นมาแล้วดื่มอย่างดุเดือด หากเป็นปกติจินเหว่ยห่าวจะห้ามเขาอย่างแน่นอนแต่ตอนนี้จินเหว่ยห่าวรู้ว่าจินเหว่ยเซียงกำลังเศร้าดังนั้นเขาจึงไม่ได้ห้ามและไม่มีใครสามารถเข้าใจอารมณ์ของจินเหว่ยเซียงได้ดีไปกว่าจินเหว่ยห่าวเพราะพวกเขาสนิทกันมาตั้งแต่ยังเด็ก
“วันนี้ผมได้รับโทรศัพท์จากรองผู้อำนวยการจ้าวแห่งสำนักงานกรมที่ดินและทรัพยากรเมืองเสิ่นหยางก็เลยรีบไปที่นั่นและผมคิดว่าเขาแค่จะแก้แค้นผมเท่านั้นแต่ผมไม่คิดว่าเขาจะบังคับให้ผมมอบสิทธิ์การขุดเจาะภูเขาหินและผมก็เดาว่ามันจะต้องมีคนอยู่เบื้องหลังอย่างที่คาดเอาไว้” จากนั้นเย่เชียนก็รีบอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆโดยละเอียด แน่นอนว่าเย่เชียนรู้ว่าการบอกกับจินเหว่ยเซียงว่าแม่ของเขาเสียชีวิตในเวลานี้จะทำให้เขาเสียใจมากยิ่งขึ้นแต่เย่เชียนก็เชื่อว่าในฐานะผู้ชายคนหนึ่งเขาควรจะมีความสามารถในการแบกรับความเจ็บปวดทุกรูปแบบไม่อย่างนั้นเขาก็ไม่ใช่ลูกผู้ชาย
จินเหว่ยห่าวก็อดไม่ได้ที่จะแน่นิ่งไปครู่หนึ่งและขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะไม่รู้ว่าควรดีใจหรือเสียใจดีทั้งนั้น พูดตามตรงเขาเต็มไปด้วยความเกลียดชังต่อฮั่นหนิงซือแต่การได้เห็นจินเหว่ยเซียงเป็นแบบนี้และคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตระกูลจินแล้วก็ทำให้เขารู้สึกขมขื่นอย่างมาก
เมื่อได้ยินแบบนั้นจินเหว่ยเซียงก็จับแขนของเย่เชียนแล้วพูดว่า “พี่ชายพูดว่าอะไรนะ?..มันไม่จริงใช่ไหม?..แม่ของผมจะตายได้ยังไง?” จินเหว่ยเซียงอารมณ์ยุ่งเหยิงมากและเล็บมือของเขาก็จมลึกเข้าไปในเนื้อแขนของเย่เชียนจนทำให้เกิดความเจ็บปวด อย่างไรก็ตามเย่เชียนไม่ได้ผลักเขาออกไป “นี่คือความจริงและไม่ว่าในใจเจ้าจะโศกเศร้าแค่ไหนนายก็ต้องยอมรับความจริงข้อนี้ให้ได้..ตอนนี้แม่ของนายตายไปแล้วจริงๆและเป็นการฆ่าตัวตายแต่ตอนที่แม่ของนายกำลังจะตายแม่น้องนายก็ยังคิดถึงนายอยู่และไม่ว่าที่ผ่านมาจะทำผิดไปมากแค่ไหนแต่แม่ของนายก็ได้ทำหน้าที่ของแม่ได้สำเร็จแล้ว”
“ทำไม?..ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้..ก่อนหน้านี้ทุกอย่างยังดีอยู่เลยแล้วทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ล่ะ?” จินเหว่ยเซียงพูดไปน้ำตาไหลไป
“ความจริงก็คือแม่ของนายเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกับอาจารย์ฮวงจุ้ยอู๋เป้งเต๋าแต่เธอปกปิดเรื่องนี้เอาไว้และเมื่อจินเจิ้งผิงเริ่มจับพิรุธได้เขาก็พูดด้วยความมั่นใจว่านายไม่ใช่ลูกชายแท้ๆของเขา..ฉันคิดว่าถ้าไม่ใช่เพราะว่าเขาถูกหลอกใช้เขาก็คงจะเข้าใจอะไรผิดไป” เย่เชียนพูดต่อ “ฉันค่อยๆแยกแยะเงื่อนงำของบางเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนั้นและถ้าฉันเดาถูกปู่ของนายจินถิงซานในตอนนั้นเป็นผู้นำตระกูลจินและผู้สืบทอดผู้นำตระกูลจินคนต่อไปก็ควรจะเป็นจินเจิ้งรุ่ยอาของนายแต่ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ไม่ทราบสาเหตุได้ในที่สุดจินเจิ้งผิงก็เข้ารับตำแหน่งผู้นำตระกูลจินไปและบังคับให้ปู่ของนายลงจากตำแหน่งและอาจเป็นเพราะปู่ของนายกลัวว่าตระกูลจินจะตกต่ำลงเพราะช่วงนั้นมันกำลังเกิดสงครามกลางเมืองและทำให้บุคคลภายนอกฉวยโอกาสโจมตีตระกูล..ซึ่งจะเห็นได้จากจุดนี้ว่าจินเจิ้งผิงมีความสัมพันธ์ที่อ่อนแอมากภายในครอบครัวเพราะอำนาจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขา”
“ไม่!..มันเป็นไปไม่ได้..มันเป็นไปไม่ได้จริงๆ..ผมจะเป็นลูกของอู๋เป้งเต๋าได้ยังไง..ไม่..ไม่..ไม่จริง” จินเหว่ยเซียงส่ายหัวอย่างแรงและเห็นได้ชัดว่าเขาไม่อยากจะเชื่อเพราะถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันกับจินเจิ้งผิงมากก็ตามแต่กับจินเหว่ยห่าวแล้วนั้นก็แตกต่างดังนั้นถ้าเขากับจินเหว่ยห่าวไม่ใช่พี่น้องทางสายเลือดแล้วความเป็นพี่น้องจะแน่นแฟ้นกันได้อย่างไร?
เมื่อเห็นการแสดงออกของจินเหว่ยเซียงแล้วจินเหว่ยห่าวก็ถอนหายใจอย่างเงียบๆและลูบหัวของจินเหว่ยเซียงแล้วพูดว่า “ไอ้เด็กโง่ไม่ว่าควาทจริงจะเป็นยังไงนายก็คือน้องชายของฉันเสมอ”
“ถึงแม้ว่าคำพูดจินเจิ้งผิงพ่อของนายจะถูกต้องก็ตามแต่ฉันเห็นได้จากสายตาของแม่นายว่าสิ่งที่เธอพูดนั้นเป็นความจริง” เย่เชียนพูด “ฉันเชื่อว่านายต้องเป็นลูกชายแท้ๆของจินเจิ้งผิงอย่างแน่นอนและไม่ว่าใครจะโกหกยังไงแต่สายตาคู่นั้นก็ไม่มีวันโกหกอย่างแน่นอน”
จินเหว่ยเซียงมองไปที่เย่เชียนด้วยความประหลาดใจและพูดว่า “สิ่งที่พี่ชายพูดเป็นความจริงงั้นเหรอ?”
เย่เชียนพยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องจริงแต่มันก็ไม่สำคัญหรอกว่าเรื่องนี้จะจริงหรือเปล่าเพราะตราบใดที่นายยังถือว่าจินเหว่ยห่าวเป็นพี่ชายของนายไม่ว่าจะเป็นทางชีวภาพหรืออะไรก็แล้วแต่ถึงยังไงเขาก็จะเป็นพี่ชายของนายเสมอ..อย่างฉันที่มีเพื่อนพี่น้องที่ตายแทนกันได้และร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกันและผ่านทุกข์ยากด้วยกันมานับครั้งไม่ถ้วนนั่นแหละพี่น้องที่แท้จริงแต่เราทุกคนต่างก็รู้อยู่ในใจว่าเราคือคนที่รู้ดีที่สุด..เพราะงั้นถึงแม้ว่านายจะไม่ได้เป็นพี่น้องกันแท้ๆแต่แล้วยังไงล่ะพวกนายก็ยังเป็นพี่น้องกันได้”
แม้ว่าจินเหว่ยเซียงจะไม่เคยพบหมาป่าผีไป๋ฮวยแต่เขาก็เคยได้ยินชื่อและบางสิ่งเกี่ยวกับเรื่องของเย่เชียนดังนั้นเขาก็รู้ว่าคนที่เย่เชียนกำลังพูดถึงคือผีหมาป่าไป๋ฮวยและสมาชิกเขี้ยวหมาป่านั่นเอง แท้จริงแล้วไม่มีใครปฏิเสธความเป็นพี่น้องระหว่างพวกเขาได้และถึงแม้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะฆ่าอีกฝ่ายในระหว่างการประลองในวันนั้นก็ตามแต่พวกเขาก็ยังเป็นพี่น้องกันตลอดไป
จินเหว่ยเซียงมองไปที่เย่เชียนด้วยความประหลาดใจและดูเหมือนจะเข้าใจเล็กน้อย
หลังจากหยุดไปชั่วขณะเย่เชียนก็หันไปถามว่า “ว่าแต่พี่รู้ได้ยังไงว่าเกิดอะไรขึ้นกับเสี่ยวเซียง?”
“พี่สาวอวี้เป็นคนโทรมาบอกฉัน” จินเหว่ยห่าวพูด “โชคดีที่ฉันไปทันเวลาเพราะถ้าช้ากว่านี้ล่ะก็ฉันไม่รู้จริงๆว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง..เฮ้อ..ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าทำไมมันถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น..ทำไมอำนาจถึงได้สิ่งสำคัญกว่าครอบครัวจนเขาสามารถละทิ้งทุกอย่างได้เพื่อมัน”
“ทุกคนมีเส้นทางของตัวเองและถึงแม้ว่าผมจะไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงทำอย่างนั้นแต่ทุกคนก็ควรมีเหตุผลของตัวเองในการทำสิ่งต่างๆเสมอ” เย่เชียนพูด “แต่โชคดีที่พี่หลัวอวี้รู้เรื่องนี้และบอกพี่จินก่อนไม่อย่างงั้นทุกอย่างอาจจะเลวร้ายอย่างมาก”