ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1306 การกบฏ
ตอนที่ 1306 การกบฏ
………………..
นี่เป็นสิ่งที่เกินความคาดหมายของจินเจิ้งรุ่ยจริงๆเพราะเขาไม่ได้คาดหวังว่าศิลปะการต่อสู้ของเขาจะสู้จินเจิ้งผิงไม่ได้และจินเจิ้งผกิง็บดบังทุกอย่างตั้งแต่เขายังเป็นเด็กดังนั้นสถานการณ์แบบนี้เขาจะยอมรับได้ยังไง?
จินเจิ้งรุ่ยคว้าข้อเท้าของจินเจิ้งผิงด้วยมือข้างหนึ่งและพยายามบรรเทาแรงเหยียบบนหน้าอกของเขาและอีกมือหนึ่งก็เช็ดเลือดจากมุมปากของเขา จากนั้นจินเจิ้งรุ่ยก็ยิ้มอย่างเย็นชาและพูดว่า “แกซ่อนมันมานานหลายปีแล้วสินะ..จินเจิ้งผิงแกเป็นคนที่เลวมากจริงๆ” ในคำพูดเย้ยหยันมีความเศร้าซ่อนอยู่ในนั้น
“รอบๆตัวล้วนมีแต่อันตรายและถ้าแกไม่ก้าวเดินอย่างระมัดระวังแกก็จะถูกลากลงไปในกับดักโดยไม่รู้ตัว” จินเจิ้งผิงพูด “ฉันไม่ได้ต้องการจะฆ่าแกแต่แกกลับบังคับให้ฉันต้องทำแบบนี้..แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่หรอกและฉันก็จะไม่พูดถึงความเป็นพี่น้องกันกับแก”
จินเจิ้งรุ่ยก็ยิ้มอย่างเศร้าสร้อย “ความเป็นพี่น้อง?..แกยังมีความเป็นพี่น้องในใจของแกอยู่งั้นเหรอ?..แกสามารถฆ่าภรรยาของแกเองได้และแม้กระทั่งลูกชายของแกเองเพราะงั้นอย่ามาพูดถึงความเป็นพี่น้องเลย..แกไม่เคยคิดที่จะมองใครเป็นครอบครัวเลยจริงๆแกไม่ต้องแสร้งเป็นคนดีหรอก..ครั้งนี้ที่ฉันแพ้เพราะฉันประเมินแกต่ำเกินไปและแกจะไม่มีวันได้ยินคำขอความเมตตาจากปากของฉัน!”
“จริงเหรอ?..ตราบใดที่แกขอความเมตตาจากฉันล่ะก็ฉันจะปล่อยแกไปและไม่ฆ่าแก” จินเจิ้งผิงพูด
“หืม..นี่แกยังหน้าไหว้หลังหลอกอยู่อีกเหรอ?..ถ้าแกอยากให้ฉันขอความเมตตาจากแกก็ฝันไปเถอะ!” จินเจิ้งรุ่ยพูด “ไม่ว่าฉันจะอยู่หรือตายฉันก็จะคอยดูว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับแกในอนาคตและถึงแกจะชนะแต่สุดท้ายแล้วแกก็คือผู้แพ้เพราะแกทรยศต่อญาติๆและครอบครัวของแกและจะกลายเป็นคนที่โดดเดี่ยวในที่สุด..จะไม่มีใครที่แกไว้วางใจอยู่เคียงข้างแกอีกต่อไปแกจะไม่มีวันมีความสุขและจะไม่มีใครแบ่งปันความทุกข์กับแกและแกจะค่อยๆแก่ชราและทรมานในบั้นปลายชีวิตและตายอย่างน่าสังเวช!”
ใบหน้าของจินเจิ้งผิงก็แข็งกระด้างไปและทันใดนั้นอารมณ์ต่างๆก็ปะทุขึ้นในดวงตาของเขาและเขาก็กระทืบเท้าลงอย่างแรง “แล้วมาดูกันว่าแกจะตายอย่างอนาถหรือฉันจะตายอย่างอนาถกันแน่” จินเจิ้งผิงยังคงเหยียบย่ำเท้าของเขาอย่างโกรธเกรี้ยวจนจินเจิ้งรุ่ยกระอักเลือดออกมาและยิ้มด้วยรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวและดูน่ากลัวอย่างมาก
“แกกลัวไหม?..ฮ่าฮ่า..แกกลัวงั้นเหรอ?” จินเจิ้งรุ่ยพูดอย่างภาคภูมิใจ
“ฉันจะฆ่าแก..ฉันจะฆ่าแก!” ใบหน้าของจินเจิ้งผิงค่อนข้างน่าเกลียดและน่ากลัวและหลังจากที่เขาเหยียบหน้าอกของจินเจิ้งรุ่ยลงไปเขาก็เตะหัวของจินเจิ้งรุ่ยอย่างแรงจนเกิดเสียง “กรึก!” หัวของจินเจิ้งรุ่ยหักอย่างน่าอนาถ อย่างไรก็ตามจินเจิ้งผิงก็ยังคงไม่หยุดและเตะอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งจินเจิ้งรุ่ยสูญเสียการเคลื่อนไหวและจมลงไปในกองเลือดจากนั้นจินเจิ้งผิงก็หยุด “กล้าสาปแช่งฉันงั้นเหรอ?..หืม..นี่คือสิ่งที่แกจะต้องเผชิญ!” จินเจิ้งผิงพูดอย่างโกรธเกรี้ยว
ไม่รู้ว่านี่เป็นการบิดเบือนทางจิตหรือความผิดปกติของสมองกันแน่เพราะในตอนนี้จินเจิ้งผิงดูไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไปเลย แท้จริงแล้วไม่ว่าจินเจิ้งผิงจะปฏิเสธมากแค่ไหนแต่เขาก็ยังมีร่องรอยของความเมตตาอยู่ในใจและความกรุณานั้นก็จะนำไปสู่การบิดเบือนจิตวิญญาณของเขาอย่างรุนแรง ที่จริงแล้วไม่ว่าคนๆหนึ่งจะเลวแค่ไหนมันก็ย่อมมีร่องรอยของความเมตตาอยู่ในหัวใจเสมอแต่บ่อยครั้งที่ความเมตตาของพวกเขานั้นถูกกดขี่ข่มเหงจนไม่เหลือ
เมื่อเห็นฉากนี้หยุนเซินก็ขดริมฝีปากเล็กน้อยแต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรและหยุนเซินก็น่าจะเป็นคนเดียวที่รู้จักจินเจิ้งผิงดีที่สุดในโลก ต่อหน้าหยุนเซินแล้วจินเจิ้งผิงจะไม่ปิดบังอะไรและถึงแม้ว่าฮั่นหนิงซือจะรู้ว่าจินเจิ้งผิงนั้นเป็นคนอย่างไรแต่ทั้งหมดนั่นก็คือของปลอมเพราะหยุนเซินรู้ดีว่าที่จริงแล้วจินเจิ้งผิงเป็นเพียงคนบ้าที่ยอมทำได้ทุกอย่างเพื่ออำนาจ แต่มันก็ไม่สำคัญสำหรับหยุนเซินเพราะตราบใดที่มันสามารถก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตระกูลหยุนได้ล่ะก็ต่อให้จินเจิ้งผิงจะเป็นคนแบบไหนมันก็ไม่สำคัญสำหรับเขา
อันที่จริงทุกคนมีหลายบุคลิก เช่น ขี้ขลาด โหดร้าย สงบ กล้าหาญ ฯลฯ แต่มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะถูกเน้นในช่วงเวลาปกติ เมื่อได้รับสิ่งเร้าและบุคลิกอื่นจะปกป้องตัวเองและจินเจิ้งผิงก็เป็นคนแบบนี้
ดังนั้นแทนที่จะบอกว่าจินเจิ้งผิงกำลังเสแสร้งแต่คงดีกว่าที่จะบอกว่านี่เป็นการแสดงที่แท้จริงที่สุดในตัวตนของเขาและด้วยเหตุนี้เองที่เขาหลอกทุกคนได้และรวมถึงคนที่อยู่ข้างๆเขาด้วย
“อันที่จริงทำไมถึงต้องทำให้เรื่องนี้มันยุ่งยากด้วยล่ะ..แค่แกบอกฉันมาฉันก็จะจัดการให้แล้ว” หยุนเซินแสยะยิ้มแล้วพูดและหยิบซิการ์จากกระเป๋าเสื้อของเขาแล้วยื่นให้จินเจิ้งผิง หลังจากที่จินเจิ้งผิงรับไปแล้วจุดไฟเขาก็ยิ้มอย่างดูถูกเหยียดหยามแล้วพูดว่า “พี่หยุนมีหน้าที่ที่ต้องทำอยู่แล้ว..ว่าแต่เรื่องพวกโจรสลัดพวกนั้นล่ะ?..ถ้าหากเราไม่ไถ่คืนและส่งสินค้าโดยเร็วที่สุดตระกูลมาเฟียสลาร์ดาร์จะหันมาเล่นงานเราเอานะ”
“อย่ากังวลเรื่องงานของฉันไปเลย” หยุนเซินพูดอย่างมั่นใจ “ฉันได้เจรจากับพวกโจรสลัดแล้วและสินค้าก็ได้รับการไถ่คืนเรียบร้อยแล้ว..ส่วนเรื่องค่าไถ่สินค้าฉันก็โอนให้พวกมันไปห้าสิบล้านหยวนและสินค้าก็น่าจะมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เร็วๆนี้แหละ”
“ห้าสิบล้านหยวน?..หืมไอ้พวกโจรสลัดนี่มันโหดเหี้ยมจริงๆ..ให้ตายสิการเป็นโจรสลัดมันทำกำไรได้มากกว่าการทำธุรกิจของเรามาก..พวกมันไม่แม้แต่จะลงเงินทุนแต่กลับได้เงินไปห้าพันสิบล้านหยวน” จินเจิ้งผิงพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือก
“ห้าสิบล้านมันเป็นเพียงเงินเล็กๆน้อยๆแต่ตราบใดที่เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกโจรสลัดล่ะก็ธุรกิจในทะเลของเราจะราบรื่นขึ้นในอนาคต..พวกเราต้องมองให้ไกลและทำเงินให้มากกว่าเดิม” หยุนเซินพูด “ฉันกังวลว่าสิ่งที่แกทำจะชัดเจนเกินไปและเย่เชียนคนนั้นจะระมัดระวังมากขึ้นและเขาจะไม่ถูกหลอกง่ายๆอีกต่อไป”
“อย่ากังวลไปเลยพี่หยุนเพราะเด็กคนนั้นมีความมั่นใจในตัวเองสูงและคิดว่าทุกอย่างจะอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาทั้งหมด” จินเจิ้งผิงพูด “เขาคิดว่าเราไม่รู้จริงๆว่าเขาเป็นใครดังนั้นเขาจึงเล่นแง่กับเรา..เขาน่ะเป็นคนโลภมากและเขาก็ต้องการผลประโยชน์จากการขุดเจาะภูเขาหินอย่างแน่นอน”
“เหอะๆ..น่าเสียดายที่เขาไม่รู้ว่าทรัพย์สมบัติในภูเขาหินนั้นมันจะต้องเป็นของพวกเราและทั้งหมดนี้เป็นเพียงเกมที่เราสร้างขึ้นมา..ฮ่าๆ..ตราบใดที่เขาเข้าไปในนั้นเขาจะกลับออกมาไม่ได้อีก” หยุนเซินพูด
“อันที่จริงผมก็ไม่เห็นด้วยกับแผนนี้เพราะองค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าของเขานั้นทรงพลังจริงๆแต่ทว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นเป็นอาณาเขตของทั้งสองตระกูลของเราและไม่ว่าพวกเขาจะแข็งแกร่งแค่ถ้าพวกนั้นอยู่ที่นี่มันก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้เพราะพวกเราคือมังกรและแม้แต่เสือยังต้องก้มหัวให้พวกเรา..แต่ทางที่ดีเราควรจะฆ่ามันซะและวางแผนให้ครอบคลุมกว่านี้เพราะเราก็ไม่รู้ว่าเราจะทำสำเร็จหรือเปล่า” จินเจิ้งผิงพูด
“ไม่ใช่ว่ามังกรจะแข็งแกร่งเสมอไป..แกเองก็เห็นมันชัดเจนมาตลอดหลายปีมานี้ว่าเย่เชียนทำอะไรไปบ้างในประเทศจีนและเขาปราบกองกำลังไปกี่กองกำลังแล้ว..ถ้าเขาไม่มีความสามารถก็คงจะเป็นเรื่องโกหกดังนั้นพวกเราต้องระวังให้ดีเพราะถึงแม้ว่าเย่เชียนจะตายไปเราก็ต้องทำให้พวกเขี้ยวหมาป่าเชื่อว่าเราไม่ได้ลงมือเพราะแบบนั้นมันก็ไม่มีเหตุผลที่พวกนั้นจะแก้แค้นเราใช่ไหมล่ะ?” หยุนเซินพูด “ไม่ต้องกังวลไปเพราะเย่เชียนน่ะเป็นคนโลภมากและมันจะตกหลุมพรางของเราอย่างแน่นอน..มันไม่หลุดมือเราไปหรอก”
“ความมั่นใจเป็นสิ่งที่ดีแต่ถ้ามั่นใจเกินไปมันจะเป็นผลเสียเอานะพี่หยุน..บางทีคุณอาจจะถูกหลอกเพราะความฉลาดของคุณเองก็เป็นได้” จินเจิ้งผิงพูด ซึ่งจินเจิ้งผิงมักจะไม่เห็นด้วยกับแนวทางของหยุนเซินเสมอเพราะถ้าเป็นเขาล่ะก็เขาจะทำอะไรที่ตรงไปตรงมาและฆ่าเย่เชียน “ผมเคยเห็นการต่อสู้ของเย่เชียนกับเจิ้งรุ่ยมาแล้วและเขาก็ไม่ได้เก่งอะไรขนาดนั้น..ผมคิดว่าผมสามารถเอาชนะเขาได้ง่ายๆ”
“ตัวตนของเราเปลี่ยนไปแล้วและเราก็ไม่ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองเพราะสติปัญญาคือสิ่งที่สำคัญที่สุด” หยุนเซินพูด “ไม่ต้องกังวลไปหรอก..ฉันรับประกันได้ว่าเย่เชียนจะต้องติดกับดักของพวกเรา”
จินเจิ้งผิงไม่ได้พูดอะไรอีกและเหลือบมองร่างของจินเจิ้งรุ่ยข้างหลังเขาและพูดว่า “ผมจะปล่อยให้พี่หยุนจัดการสิ่งต่างๆก็แล้วกัน..ส่วนเรื่องนี้ผมฝากทำความสะอาดด้วยผมขอตัวก่อนนะครับ..ตอนนี้มีข่าวจากหยุนเจียฮงและผมรวบรวมเอาไว้ในรายงานหมดแล้ว” เมื่อพูดจบจินเจิ้งผิงก็ลุกขึ้นเดินออกไป
เมื่อมองไปที่จินเจิ้งผิงที่กำลังเดินจากไปหยุนเซินก็แสยะยิ้ม เพราะความร่วมมือระหว่างพวกเขาทั้งสองถือได้ว่าเป็นการจับคู่แบบปฏิหาริย์
หลังจากที่จินเจิ้งรุ่ยออกไปเย่เชียนก็พูดคุยสบายๆกับสองพี่น้องจินเหว่ยห่าวและจินเหว่ยเซียงในร้านอาหาร จากนั้นก็ลุกขึ้นและจากไปเพราะเขายังคงรู้สึกไม่สบายใจด้วยเหตุผลบางอย่างและเขามักจะรู้สึกว่าการปรากฏตัวของจินเจิ้งผิงในวันนี้ค่อนข้างไม่คาดฝันซึ่งทำให้เขาสงสัยอย่างมาก อย่างไรก็ตามเย่เชียนก็ไม่สามารถทราบได้ว่าเรื่องราวภายในเป็นแบบไหนและหลังจากไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วเย่เชียนรู้สึกว่าจำเป็นต้องให้หลินเฟิงตรวจสอบเพิ่มเติมแล้ว
โดยธรรมชาติแล้วจินเหว่ยเซียงไม่สามารถกลับไปที่บ้านของตระกูลจินได้และจินเหว่ยห่าวก็กังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของจินเหว่ยเซียงและกังวลเกี่ยวกับสภาพจิตใจที่เผชิญเรื่องเลวร้ายตั้งแต่ยังเด็กและถ้าหากจินเหว่ยห่าวแนะนำจินเหว่ยเซียงได้ไม่ดีล่ะก็จินเหว่ยห่าวก็กลัวจริงๆว่าจินเหว่ยเซียงจะเดินในเส้นทางที่ผิด หลังจากที่ทั้งสามออกจากโรงแรมพวกเขาก็ขับรถไปที่ฐานบัญชาการขององค์กรเซเว่นคิล
เช่นเดียวกับสิ่งที่เรียกว่าฤาษีผู้ยิ่งใหญ่ที่มักจะซ่อนตัวอยู่ในเมืองและไม่มีใครคิดว่าองค์กรนักฆ่าที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอย่างองค์กรเซเว่นคิลจะซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดของใจกลางเมืองเสิ่นหยางและไม่นานนักทั้งสามก็มาถึงทางเข้าและเจ้าหน้าที่ที่เฝ้าประตูก็ยังคงเข้มงวดมากและพวกเขาทั้งหมดก็ใช้สัญญาณลับและถ้าหากสื่อสารผิดพลาดล่ะก็คนๆนั้นจะไม่มีทางกลับไปได้อีก
เย่เชียนโทรหาหลินเฟิงเมื่อเขาอยู่ที่ประตูและไม่นานหลังจากนั้นหลินเฟิงก็ออกมารับเป็นการส่วนตัว เมื่อเห็นเย่เชียนแล้วหลินเฟิงก็ยิ้มและกอดเย่เชียนแล้วพูดว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่น้องเย่มาที่นี่สินะ..ฮ่าๆ..ฐานบัญชาการของเซเว่นคิลน่ะเทียบไม่ได้กับฐานบัญชาการของเขี้ยวหมาป่าเลย”
หลังจากที่มองหลินเฟิงแล้วเย่เชียนก็พูดว่า “อย่าพูดแบบนั้นสิพี่หลิน..เอาเถอะถึงแม้ว่าการป้องกันของที่นี่จะเข้มงวดแต่ถ้าหากมีใครสะกดรอยตามพวกเรามาได้ล่ะก็มันจะไม่ง่ายเลย”
.